เสาร์ 19 ก.ย. 2026 10:31 am
#วิบากกรรม
"...ขึ้นชื่อว่าสัตว์มีวิบากกรรมติดตัวอยู่แล้ว จะไปเกิดไปอยู่ที่ไหนก็มีวิบากกรรมเป็นเครื่องสนับสนุนและบีบคันราวีเหมือนกันหมด จะเกิดเป็นรูปร่างวัตถุหรือร่างใดไม่สำคัญหรอกท่าน มันสำคัญอยู่ที่กรรมดีชั่วอยู่กับตัวเท่านั้น ไปเกิดไปอยู่ในกำเนิดใดที่ใด ก็คือผู้นั้นอยู่นั่นเอง สำหรับความสุขทุกข์ที่จำต้องอาศัย ฉะนั้นคำว่าอดอยากและสมบูรณ์ จึงมีได้ในสัตว์ที่มีกรรมดีชั่วหนักเบาไปตามภูมิของตน..."
หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี
“ธรรมะที่พระพุทธเจ้าท่านสอนน่ะ
ชอบก็ไม่ให้เอา ไม่ชอบก็ไม่ให้เอา
ไม่มีชอบ ไม่มีไม่ชอบ ไม่มีรัก ไม่มีเกลียด
เราเดินตรงเข้าไปหาสัจธรรม” ...
...
พระโพธิญาณเถร (ชา สุภัทฺโท)
วันพระวันศีล วันที่มันว่าง จากการจากงาน มาตักบาตรทำบุญ ไหว้พระสวดมนต์ สมาทานศีล เอาบุญกุศลเข้าสู่จิตใจ ร่างกายสังขารเราทำมาหาเลี้ยงชีพ เราจะมัวแต่การทำมาหาเลี้ยงชีพอย่างเดียว โดยที่ไม่ได้เสาะแสวงหาบุญกุศล เลี้ยงชีพหาเงินได้ขนาดไหน ร้อยล้านพันล้านหมื่นล้านแสนล้านก็เถอะนะ ถึงจะเป็นเศรษฐี มหาเศรษฐีก็เถอะนะ พอได้มาแล้วก็จะทำยังไงมาเลี้ยงร่างกาย
พอได้ปัจจัย ๔ มา พอได้เงินมาแล้วก็ซื้ออาหารอย่างดีมาเลี้ยง แล้วก็ผ้านุ่งห่มอย่างดี ยาแก้โรคภัยไข้เจ็บอย่างดี ที่พักพาอาศัย บ้านหรูหราโอ่อ่าอย่างดี ถึงจะอย่างดีขนาดไหนก็เถอะ ทำให้ร่างกายของเราอยู่ แต่พอร่างกายเราอยู่ไปนาน ๆ เข้าอายุหกสิบ เจ็ดสิบ แปดสิบเข้าไปแล้วเดี๋ยวก็เห็นผมขาว เดี๋ยวก็เห็นตาฝ้าฟาง เดี๋ยวก็เห็นหูตึง เดี๋ยวก็เห็นหนังเหี่ยว เดี๋ยวก็หลังค่อมเข้าไปเรื่อย ๆ ผลที่สุดก็ไปนอนอยู่ในเตียง อยู่ในบ้านหรู ๆ ลืมตาขยับเขยื้อนตัวเองก็ไม่ได้ ผลที่สุดก็ตายนะ
นี่ล่ะเลี้ยงร่างกายถึงจะเลี้ยงดีขนาดไหนก็เลี้ยงเถอะ มันมีจุดจบของมัน เพราะฉะนั้นเลี้ยงพอประมาณ จากนั้นก็พาร่างกายไปประกอบคุณงามความดี สร้างบุญสร้างกุศล ไปไหว้พระสวดมนต์ ไปนั่งภาวนา ไปปฏิบัติธรรม
อันนี้คือในหลักของพระพุทธศาสนา หลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าท่านว่าให้เอาอาหารเข้าสู่จิตใจ คือเอาบุญกุศลเข้าสู่จิตใจ ใจเป็นนามธรรม ที่เรากระทำลงไป พอทำถูก ทำในทางที่ถูกต้อง ทำในทางที่เป็นธรรม ใจของเราก็จะได้รับความสงบร่มเย็นเป็นสุขชุ่มชื้นขึ้นมาในจิตใจของพวกเรา เราระลึกถึงเมื่อไหร่เราก็สบายใจ นี่ล่ะบุญกุศลเข้าสู่จิตใจของเรา
หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
จากพระธรรมเทศนา “อยากรู้ต้องปฏิบัติดู”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๘
"อย่ามัวอ่านสรรพคุณยาจนลืมกินยา"
“... อีกอย่างหนึ่ง เปรียบเหมือนหมอยา
ยื่นขวดยาให้คนไข้ ข้างนอกขวดเขาเขียนบอกสรรพคุณของยาไว้ว่า แก้โรคชนิดนั้นๆ ส่วนตัวยาแก้โรคนั้นอยู่ข้างในขวด ที่คนไข้มัวอ่านสรรพคุณของยาที่ติดไว้ข้างนอกขวด
อ่านไปตั้งร้อยครั้งพันครั้ง คนไข้ผู้นั้นจะต้องตายเปล่า
โดยไม่ได้รับประโยชน์จากตัวยานั้นเลย และเขาจะมาร้องตีโพยตีพายว่าหมอไม่ดี ยาไม่มีสรรพคุณ แก้โรคอะไรไม่ได้
เขาจึงเห็นว่ายาที่หมอให้ไว้ไม่มีประโยชน์อะไร ทั้งๆที่ตัวเองไม่เคยเปิดจุกขวดรินยาออกกินเลย
เพราะมัวแต่ไปติดใจอ่านฉลากยา ซึ่งติดอยู่ข้างขวดเสียจนเพลิน
แต่ถ้าหากเขาเชื่อหมอจะอ่านฉลากครั้งเดียวหรือไม่อ่านก็ได้ แต่ลงมือกินยาตามคำสั่งของหมอ ถ้าคนไข้เป็นน้อย เขาก็หายจากโรค แต่ถ้าหากเป็นมาก อาการของโรคก็จะทุเลาลง และถ้าหากกินบ่อยๆ โรคก็จะหายไปเอง ที่ต้องกินยามากและบ่อยครั้ง ก็เพราะโรคเรามันมาก
เรื่องนี้เป็นธรรมดาเหลือเกิน ดังนั้น..
ท่านผู้อ่านจงใช้สติปัญญาพิจารณาให้ละเอียดจริงๆ จึงจะเข้าใจดี ...”
"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""'
#โอวาทธรรม_____
#พระโพธิญาณเถร (ชา สุภทฺโท)
วัดหนองป่าพง ต.โนนผึ้ง อ.วารินชำราบ
จ.อุบลราชธานี (พ.ศ. ๒๔๖๑ - ๒๕๓๕)
"...การที่จะเรียนรู้จักตัวของเราเอง
รู้จักจิตหรือรู้จักธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ
อากาศ วิญญาณ ว่ามันเป็นมาอย่างไร
เกิดอย่างไร ดับอย่างไร ไม่เที่ยง
เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาอย่างไรนั้น
จะต้องพยายามค้นคว้าให้เกิดความรู้
ขึ้นจากตนของตนเอง จึงจะใช้ได้
ถ้ารู้ตามตัวหนังสือ หรือตามเขาบอก
ก็เป็นการรู้ตามสัญญาไม่ใช่รู้ด้วยปัญญา
ของตนเอง รู้ไม่จริงไม่จัง
การรู้ตามเขา ก็เปรียบเหมือนเดินตามหลัง
เขา ตามก้นเขา มันจะดีอย่างไร ประการหนึ่ง
เขาอาจนำเราไปผิดทาง ประการที่สอง
ถ้าหนทางนั้นมีขี้ฝุ่น เขาอาจเตะฝุ่นมาเข้าหู
เข้าตาเราก็ได้..."
โอวาทธรรม
ท่านพ่อลี ธมฺธโร
“..คำว่าศรัทธา คือความเชื่อนี้ จึงถือว่าเป็นรากฐานที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง และเช่นท่านพระอริยบุคคลชั้นต้น คือพระโสดาบัน ท่านเป็นผู้เพียบพร้อมด้วยศรัทธา มีข้ออันท่านพระโสดาบันละได้อันเนื่องมาจากมรรคนั้นมี ๓ ประการคือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ความเห็นถือว่าเป็นตัวตน ความลังเลสงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ความลูบคลำในศีล คืองมงายในสิ่งไม่ควรจะยึดถือ เช่นนับถือภูต-ผี-พระภูมิเป็นต้น นี่เป็นสิ่งแสดงว่าการจะเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าได้อย่างแท้จริงนั้น ต้องเริ่มต้นด้วยถือเอาพระพุทธองค์เป็นที่พึ่ง ความจริงแล้วการนับถือพระพุทธองค์นั้นก็คือต้องการให้เอาพระพุทธองค์เป็นมูลเหตุ และเป็นแบบฉบับนั้นเอง แม้ว่าเราจะยังไม่เป็นอริยโสดาก็ตาม แต่เราก็ต้องปฏิบัติเพื่อความเป็นอริยศาสดาเป็นต้น ความที่เป็นบุคคลอ้างตนเป็นอุบาสกอุบาสิกา พระภิกษุสามเณร แต่พากันหลงเชื่องมงาย เช่นเชื่อ ศาลพระภูมิ เชื่อผีเจ้าเข้าทรง พระภูมิเจ้าที่ อะไรอย่างนี้ จะอ้างตนว่าเป็นภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา นั้นดูเป็นการไม่สมควรเลย..”
ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)
สุขเป็นก็เป็นสุข
...
สิ่งแรกที่ผู้ต้องการชีวิตที่ดีงามควรกระทำ
คือ ฝึกให้หยุดจากการกระเสือกกระสน
สักพักหนึ่ง ลืมหูลืมตาขึ้นพิจารณาความเป็น
มนุษย์ของเรา ว่าเราเกิดมาทำไม อะไรคือสิ่งที่
สูงสุดที่เราควรจะได้จากชีวิต เราควรจะให้
อะไรไว้กับโลกนี้ คำถามเหล่านี้สำคัญ
แต่อย่าเชื่อคำตอบใครง่ายๆ โดยเฉพาะ
อย่างยิ่ง อย่างมงายตามพวกวัตถุนิยม
จะเสียคน จงหาคำตอบของตนเองด้วยสติ
ปัญญา และความจริงใจ
ความรู้ความเข้าใจอันถูกต้องในเป้าหมาย
ของชีวิต และวิธีการที่จะเข้าถึงเป้าหมายนั้น
พระพุทธองค์ทรงเรียกว่า สัมมาทิฐิ ผู้ที่มุ่ง
จะประสบความสำเร็จอย่างแท้จริงในสิ่งที่
ดีงาม จะขาดสัมมาทิฐิไม่ได้ เพราะคนเรา
ถ้าคิดผิดแล้ว การกระทำ และคำพูด ทุกอย่าง
ย่อมพลอยผิดไปด้วย จิตก็พาลพาไปหาผิด
อยู่ร่ำไป
ในเบื้องต้น หนทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์
เสวยสุขที่แท้จริงนั้น เริ่มด้วยทิฐิระดับความ
เชื่อถือ ค่านิยม แนวความคิดซึ่ง หนึ่ง ไม่นำไป
สู่การเบียดเบียนตนหรือผู้อื่น เช่น กินเพื่ออยู่
ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน ถือการรักษาศีลห้าเป็น
มาตรฐานชีวิต และ สอง ลงรอยกับความจริง
ของธรรมชาติ เช่น เรามีกรรมเป็นของๆ ตน
การละกิเลสนำสุขมาให้ การพ้นทุกข์ไม่พ้น
สมัย สำหรับผู้ปฏิบัติใหม่ๆ ท่านจึงเน้นในการ
ปรับทิฐิให้สอดคล้องกับความดีและความจริง
ตรงนี้แหละที่น่าจะเป็นจุดอ่อนของพระพุทธ
ศาสนาในเมืองไทยทุกวันนี้ คือเราได้เน้นเรื่อง
ของการทำทานมากเกินไปหรือเปล่า เน้นจน
ละเลยในการเสริมสร้างสัมมาทิฐิ คือแนวการ
มองความหมายของชีวิตและโลก ความเข้าใจ
ในเป้าหมายชีวิตของมนุษย์ ความหมายของ
คำว่า ดี ชั่ว บุญ บาป ความเข้าใจว่า อะไรคือ
พฤติกรรมที่นักปราชญ์สรรเสริญ อะไรคือ
พฤติกรรมที่ผู้รู้ตำหนิ และที่สำคัญอย่างยิ่งคือ
ความเข้าใจในเรื่องความสุขและความทุกข์
ในสมัยนี้ดูเหมือนว่าความเข้าใจของคนทั่วไป
ในสิ่งเหล่านี้ค่อนข้างพร่ามัว คนไม่เข้าใจ
คำสอนของพระพุทธศาสนา ก็ย่อมไม่ได้รับ
ประโยชน์เท่าที่ควร แล้วอย่างนี้จะเป็นความ
ผิดของศาสนาหรือ ใครอยู่ใกล้เกลือแล้ว
อยากกินด่างก็เป็นเรื่องสิทธิมนุษยชน
แต่ปัญหาต่างๆ มักจะเกิดขึ้นในสังคม
เมื่อผู้กินด่างหลงเชื่อกันว่าด่างคือเกลือ
จึงมักบ่นว่าทุกวันนี้ เกลือไม่เค็มจริง ...
...
สมเด็จพระมหาพัชรญาณมุนี
พระอาจารย์ชยสาโร
#สันติวรบท ธรรม ๙ บท
"สันติวรบท ธรรม ๙ บท"เป็นโอวาทธรรมของท่านธมฺมวิตกฺโกภิกขุ ซึ่งท่านได้ปรารถว่าเป็นชื่อที่ดี หมายถึง “หนทางอันประเสริฐคู่ควรความสงบ” ท่านสอนให้เชื่อในเรื่องกรรม หมั่นทำความดี ให้ศึกษาธรรมและปฏิบัติตามด้วยจึงจะทำให้ชีวิตพ้นทุกข์ ประสบความสำเร็จและมีความสงบได้อย่างแท้จริง
.
.
๑. “PERSONAL MAGNET”
เรื่องที่มีคนเมตตากรุณาเห็นอกเห็นใจนั้นเป็นเพราะคุณธรรมความดีของตนเองหลายประการด้วยกันเป็นต้นว่า มี วิริยะ อุตสาหะ บากบั่น เข็มแข็งแรงกล้าและมี จิตใจเมตตากรุณา ไม่เย่อหยิ่งจองหอง เป็นเหตุให้ผู้แวดล้อมอยู่เกิดความเมตตากรุณา รักใคร่เห็นอกเห็นใจคิดที่จะช่วยเหลือ
คนซึ่งมีกิริยามารยาทอ่อนโยน สุภาพนิ่มนวลย่อมเป็นที่เสน่หารักใคร่ของคนที่ได้พบเห็นและพยายามที่จะช่วยเหลือ
นี่เป็น “PERSONAL MAGNET” คือ เสน่ห์ในตัวเอง
เพราะฉะนั้นจงพยายามรักษาคุณสมบัติดังกล่าวนี้ไว้จะเป็นเครื่องช่วยตัวเองให้บรรลุความสำเร็จสมประสงค์ทุกประการทุกกาลเวลา ทั้งปัจจุบันและอนาคต
.
.
๒. เ ม ต ต า
อย่ากลัว จงรักษาตัวให้บริสุทธิ์ ไม่มีอะไรทำอันตรายได้ จงจำไว้ว่า ถ้าปรารถนาความเมตตา และความเห็นอกเห็นใจจากผู้อื่น ก็ควรส่งกระแสใจที่ประกอบด้วยความเมตตา
และความเห็นอกเห็นใจไปยังท่านเหล่านั้น แล้วก็จะรับความเมตาและความเห็นอกเห็นใจจากท่านเหล่านั้นเช่นเดียวกัน
นี่เป็นกฎของ จิตตานุภาพแล้วความสำเร็จทั้งหลายที่ปรารถนา
ก็จะบังเกิดแก่ตนสมประสงค์ทุกประการเป็นแน่นอนไม่ต้องสงสัยเลย
.
.
๓. ส บ า ย ใ จ
คำว่า “ไม่สบายใจ” อย่าใช้ และอย่าให้มีขึ้นในใจต่อไป “Let it go, and get out” ก่อนมันจะเกิด Let it go ! ปล่อยให้มันผ่านไป อย่ารับเอาความไม่สบายใจไว้ ถ้าเผลอไป มันแอบเข้ามาอยู่ใจในได้
พอมีสติรุ้สึกตัวว่าความไม่สบายใจเข้ามาแอบอยู่ในใจ ต้อง Get it out ! ขับมันออกไปทันที อย่าเลี้ยงเอาความไม่สบายใจไว้ในใจ
มันจะเคยตัว ทีหลังจะเป็นคนอ่อนแอ ออดแอด
ทำอะไรผิดพลาดนิด ๆ หน่อย ๆ ก็ไม่สบายใจเคยตัว
เพราะความไม่สบายใจนี่แหละเป็นศัตรูเป็นมารทำให้ใจไม่สงบ ประสาทสมองไม่ปกติ เป็นเหตุให้ร่างกายผิดปกติ พลอยไม่สงบ ไม่สบายไปด้วย
ทำให้สมองทึบไม่ปลอดโปร่ง เป็น habit ความเคยชินที่ไม่ดี
เป็นอุปสรรคกีดกั้นขวางสติปัญญาไม่ให้ปลอดโปร่งแจ่มใส
ต้องฝึกหัดแก้ไขปรับปรุงเป็นจิตใจเสียใหม่ ทั้งก่อนที่จะทำอะไร หรือกำลังกระทำอยู่
และเมื่อเวลากระทำเสร็จแล้ว ต้องหัดให้จิตใจแช่มชื่นรื่นเริง
เกิดปีติปราโมทย์เป็นสุขสบายอยู่เสมอเป็นเหตุให้เกิดกำลังกายกำลังใจ Enjoy living มีชีวิตอยู่ด้วยความเบิกบาน สมองจึงจะเบิกบาน จะศึกษาเล่าเรียนก็เข้าใจจำได้ง่าย เหมือนดอกไม้ที่แย้มเบิกบานต้อนรับหยาดน้ำค้าง และอากาศอันบริสุทธิ์ฉะนั้น
.
.
๔. สันติสุข
พระพุทธเจ้าสอนว่า “นตฺถิ สนฺติปรมํ สุขํ สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี” หมายความว่า ความสุขอื่นมี เช่น ความสุขในการดูละคร ดูหนัง
ในการเข้าสังคม Social ในการมีคู่รักคู่ครอง หรือในการมีลาภยศ
ได้รับความสุข สรรเสริญ และได้รับความสุขจากสิ่งเหล่านี้ ก็สุขจริง แต่ว่าสุขเหล่านี้มีทุกข์ซ้อนอยู่ทุกอย่าง ต้องคอยปรับปรุงกันอยู่เสมอ ไม่เหมือนกับความสุขที่เกิดจากสันติ ความสงบ ซึ่งเป็นความสุขที่เยือกเย็นและไม่ซ้อนด้วยทุกข์และไม่ต้องแก้ไขปรับปรุงตกแต่งมาก
เป็นความสุขที่ทำได้ง่าย ๆ เกิดกับกายใจของเรานี่เอง อยู่ในที่เงียบ ๆ คนเดียวก็ทำได้ หรืออยู่ในสิ่งแวดล้อมสังคมก็ทำได้ ถ้าเรารู้จักแยกใจ หาสันติสุข กายนี้ก็เพียงสักแต่ว่า
อยู่ในที่ระคนด้วยความยุ่งสิ่งแวดล้อมเหล่านั้นไม่ยุ่งมาถึงใจ
แม้เวลาเจ็บหนัก มีทุกขเวทนาปวดร้าวไปทั่วกาย
แต่เรารู้จักทำใจให้เป็นสันติสุขได้
ความเจ็บนั้นก็ไม่สามารถจะทำให้ใจเดือดร้อนตามไปด้วย เมื่อใจสงบแล้ว กลับจะทำให้กายนั้นสงบ หายทุกขเวทนาได้ด้วย และประสบสันติสุข ซึ่งไม่มีสุขอื่นยิ่งกว่าสันติสุขนั้น
พระพุทธเจ้าสอนให้ฝึกเป็น ๓ ทาง คือ
• สอนให้สงบกาย วาจา ด้วยศีล
ไม่ทำโทษทุจริตอย่างหยาบที่เกิดทางกายวาจา
เป็นเหตุให้เกิดสันติสุขทางกาย วาจา เป็นต้น
• สอนให้ฝึกหัดให้เกิดสันติสุขทางใจด้วยสมาธิ
หัดใจไม่ให้คิดถึงเรื่องความกำหนัด ความโกรธ
ความโลภ ความหลง ความกลัว ความฟุ้งซ่านรำคาญ ความลังเลใจทำให้ใจไม่เด็ดเดี่ยว ไม่เด็ดขาด เมื่อละสิ่งเหล่านี้ได้ เป็นเหตุให้ใจสงบ เป็นสันติสุขทางจิตใจอีกประการหนึ่ง
• ทรงสอนให้ฝึกหัดให้เกิดสันติสุขทางทิฏฐิ ความเห็นด้วยปัญญาพิจารณาให้เห็นว่า สรรพสิ่งทั้งหลายไม่แน่นอน เป็นอนิจจังไม่เที่ยง คงทนอยู่ไม่ได้ ต้องเสื่อมสิ้นแปรปรวน ดับไปเรียกว่าเป็นทุกข์
ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา อ้อนวอน ขอร้อง เร่งรัดให้เป็นไปตามความประสงค์ท่านเรียกว่า อนัตตา
เมื่อเรารู้เห็นความเป็นจริงเช่นนี้ จะทำให้จิตใจของเราเข้มแข็งมั่นคง
เด็ดเดี่ยวไม่หวั่นไหวไปตามเหตุการณ์ทั้งหลายเพราะรู้เห็นตามความเป็นจริงด้วยปัญญา ว่าสิ่งเหล่านั้นมันไม่แน่นอนมันคงอยู่ไม่ได้ ต้องเปลี่ยนแปลง เสื่อมสิ้นดับไป
ไม่อยู่ในอำนาจฝ่าฝืนของเรา อย่าไปเร่งรัดให้เสียกำลังใจ
“คงรักษาใจให้เป็นอิสระมั่นคงอยู่เสมอ ไม่หวั่นไหวไปตามเหตุการณ์เหล่านั้นเป็นเหตุให้ใจตั้งอยู่ในสันติสุข เป็นอิสระ เกิดอำนาจทางจิต Mind Power
ที่จะใช้ทำกรณียะอันเป็นหน้าที่ของตนได้สำเร็จสมประสงค์”
“นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี”
It needs a Peaceful Mind to support a Peaceful Body,
and it needs a Peeaceful Body to support a Peaceful Mind,
and it needs Both Peaceful Body and
mind to attain all success that which you wish.
.
.
๕. ทำอะไรไม่ผิดเลย ก็คือไม่ทำอะไรเลย
“DO NO WRONG IS DO NOTHING”
จงระลึกถึงคติพจน์ว่า “Do no wrong is do nothing !”
“ทำอะไรไม่ผิดเลย ก็คือไม่ทำอะไรเลย”
ความผิดนี้แหละ เป็นครูอย่างดี
ควรจะรู้สึกบุญคุณของตัวเองที่ทำอะไรผิดพลาด
และควรสบายใจที่ได้พบกับอาจารย์ผู้วิเศษ คือความผิด
จะได้ตรงกับคำว่า “เจ็บแล้วต้องจำ !”
ตัวทำเอง ผิดเอง นี้แหละเป็นอาจารย์ผู้วิเศษ
เป็น Good example ตัวอย่างที่ดีเพื่อจะได้จดจำไว้สังวรระวังไม่ให้ผิดต่อไป
แล้วตั้งต้นใหม่ด้วยความไม่เลินเล่อเผลอประมาท อดีตที่ผิดไปแล้วก็ผ่านพ้นล่วงเลยไปแล้ว
แต่อาจารย์ผู้วิเศษยังคงอยู่คอยกระซิบเตือนใจอยู่เสมอทุกขณะว่า
“ระวัง ! อย่าประมาทนะ ! อย่าให้ผิดพลาดเช่นนั้นอีกนะ !”
ผิดหนึ่งพึงจดไว้ในสมอง
เร่งระวังผิดสอง ภายหน้า
สามผิดเร่งคิดตรอง จงหนัก เพื่อนเอยถึงสี่อีกทีห้า หกซ้ำอภัยไฉน !
จงสังเกตพิจารณาดูให้ดีเถิด จะเห็นได้ว่า นักค้นคว้าวิทยาศาสตร์ทางโลกก็ดีและท่านผู้วิเศษที่เป็นศาสดาจารย์ในทางธรรมทั้งหลายก็ดีล้วนแต่ผ่านพ้นอุปสรรค ความผิดพลาดนับครั้งไม่ถ้วนมาแล้วด้วยกันทุกท่าน
.
.
๖. สติสัมปชัญญะ (ความระลึกได้และความรู้ตัว)
ที่จะทำอะไรไม่ผิดนั้น ข้อสำคัญอยู่ที่สติ ถ้ามีสติคุ้มครองกายวาจาใจอยู่ทุกขณะ จะทำอะไรไม่ผิดพลาดเลย ที่ผิดพลาดเพราะขาดสติ คือ เผลอ เหม่อ เลินเล่อ
ประมาท ระเริง หลงลืม จึงผิดพลาด จงนึกถึงคติพจน์ว่า “กุมสติต่างโล่ป้อง อาจแกล้วกลางสนาม”
ธรรมดาชีวิตทุกชนิด ทั้งมนุษย์และสัตว์ ตลอดทั้งพืชพันธุ์พฤกษาชาติ
เป็นอยู่ได้ด้วยการต่อสู้ ตรงกับคำว่า “Life is fighting” “ชีวิตคือการต่อสู้”
เมื่อต่อสู้ไม่ไหวขณะใด ก็ต้องถึงที่สุดแห่งชีวิต คือ death ความตาย เพราะฉะนั้นยังมีสติอยู่ตราบใด ถึงตายก็ตายแต่กาย เช่นกับชีวิตของพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ท่านมีสติไพบูลย์อยู่ทุกขณะจิต ท่านจึงทำอะไรไม่ผิดและถึงซึ่งอมตธรรม คือธรรมที่ไม่ตาย
ตรงกับคำว่า immortal จึงเรียกว่า ปรินิพพาน
คือนามรูปสังขารร่างกายที่เรียกว่าเบญจขันธ์ ๕
คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แตกดับไปเท่านั้น
เพราะฉะนั้นควรฝึกฝนสติ (ความระลึกรู้ก่อนทำ ก่อนพูด ก่อนคิด)
สัมปชัญญะ (รู้ตัวอยู่ทุกขณะที่กำลังทำอยู่ พูดอยู่ คิดอยู่)
เมื่อทำเสร็จแล้ว ก็มีสติตรวจตราพิจารณาดูว่าบกพร่องอย่างไร
หรือเรียบร้อยบริบูรณ์ดี ถ้าบกพร่องก็รีบแก้ไขเพื่อให้สมบูรณ์ต่อไป
ถ้าเรียบร้อยดีอยู่แล้ว ก็พยายามให้เรียบร้อยดียิ่งๆ ขึ้นไป จนถึงที่สุด
.
.
๗. อานุภาพของไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา
ด้วยอานุภาพของไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญานี้แล
จึงชนะข้าศึก คือ กิเลส อย่าหยาบ อย่างกลาง และอย่างละเอียดได้
๑. ชนะความหยาบคาย ซึ่งเป็นกิเลสอย่างหยาบที่ล่วงทางกาย วาจาได้ด้วย ศีล
ชนะความยินดียินร้าย หลงรัก หลงชัง ซึ่งเป็นกิเลสอย่างกลางที่เกิดในใจได้ด้วย สมาธิ
ชนะความเข้าใจ รู้ผิด เห็นผิด จากความเป็นจริงของสังขารซึ่งเป็นกิเลสอย่างละเอียดได้ด้วย ปัญญา
๒. ผู้ใดศึกษาและปฏิบัติตามไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญานี้
โดยพร้อมมูล บริบูรณ์ สมบูรณ์แล้ว ผู้นั้นจึงเป็นผู้พ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้เป็นแน่นอน ไม่ต้องสงสัยเลย
เพราะฉะนั้นจึงควรสนใจ เอาใจใส่ ตั้งใจศึกษา
และปฏิบัติตามไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา นี้ทุกเมื่อเทอญ
.
.
๘. ดอกมะลิ
ดอกมะลิ เป็นดอกไม้ที่ถูกรับรองแล้วว่า
เป็นดอกไม้ที่หอมเย็นชื่นใจที่สุด
และขาวบริสุทธิ์ที่สุดในบรรดาดอกไม้ทั้งหลาย
ชีวิตของมนุษย์ที่เป็นอยู่ก็เช่นเดียวกับการเล่นละคร
ขอให้เป็นตัวเอกที่มีชื่อเสียงที่สุดเช่นเดียวหรือลักษณะเดียวกับดอกมะลิ อย่าเป็นตัวผู้ร้ายที่เลวที่สุด และให้เห็นว่าดอกมะลินี้
จะบานเต็มที่เพียง ๒-๓ วัน ก็จะเหี่ยวเฉาไป
ฉะนั้นขอให้ทำตัวให้ดีที่สุด เมื่อยังมีชีวิตอยู่ให้หอมที่สุดเหมือนดอกมะลิที่เริ่มแย้มบานฉะนั้น
.
.
๙. “ทำดี ดีกว่าขอพร”
“จงเลือกทำแต่กรรมที่ดี ๆ นะ !”
เตือนให้เตรียมตัวไว้ ดำเนินชีวิตต่อไป เป็นคำแทนคำอวยพระอย่างสูงสุดประกอบด้วยเหตุผล เมื่อทำกรรมดีแล้ว ไม่ให้พรก็ต้องดี
เมื่อทำชั่วแล้วจะมาเสกสรรปั้นแต่ง อวยพรอย่างไรก็ดีไม่ได้ ทำชั่วเหมือนโยนหินลงน้ำ หินจะต้องจมทันที ไม่มีผู้วิเศษใด ๆ จะมาเสกเป่าอวยพรอ้อนวอนขอร้องให้หินลอยขึ้นมาได้ ทำกรรมชั่วจะต้องล่มจมป่นปี้เสียราศีเกียรติคุณชื่อเสียง เหมือนก้อนหินหนักจมลงไปอยู่กับโคลนใต้น้ำ ทำดีเหมือนน้ำมันเบา เมื่อเทลงน้ำ ย่อมลอยเป็นประกายมันปลาบอยู่เหนือน้ำ
ทำกรรมดีย่อมมีสง่าราศี มีเกียรติคุณชื่อเสียง มีแต่คนเคารพนับถือยกย่องบูชา เฟื่องฟุ้งฟูลอยน้ำ เหมือนน้ำมันลอย
ถึงจะมีศัตรูหมู่ร้ายจงใจเกลียดชังมุ่งร้าย อิจฉาริษยา แช่งด่าให้จม ก็ไม่สามารถจะเป็นไปได้ กลับจะแพ้เป็นภัยแก่ตัวเอง ขอให้จงตั้งใจกล้าหาญพยายามทำแต่กรรมดี ๆ โดยไม่มีความเกรงกลัวหวั่นไหวต่ออุปสรรคใด ๆ ทั้งสิ้น ผู้ที่มีความเลื่อมในในคุณพระรัตนตรัย ผู้ที่มีโชคดี ผู้ที่มีความสุขและผู้ที่มีความเจริญ ประสงค์สิ่งใดสำเร็จสมประสงค์
ก็คือผู้ที่ประกอบกรรมทำแต่ความดีอย่างเดียวนั่นเอง
.
โอวาทธรรมคำสอนของท่านเจ้าคุณนรรัตนราชมานิต (ตรึก ธมฺมวิตกฺโก)
.
ที่มาของบทความ: คัดลอกมาจาก “สันติวรบท ธรรม ๙ บท” ใน พระกรรมฐานกลางกรุง จากบันทึกของดำเกิง สงวนสัตย์, พิมพ์ครั้งแรก กันยายน ๒๕๕๒ โดย กิจกรรมพัฒนาจิต ชมรมพุทธศาสน์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และคณะศิษย์พระอาจารย์ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
.
ทานานํ ยทิทํ ธมฺฺมทานํ เอตทคฺคํ
ธรรมทานเลิศกว่าทานทั้งหลาย
.
~Phrakritnattee Nirasho~
..............................
ท่านเจ้าคุณนรรัตนราชมานิต (ตรึก ธมฺมวิตกฺโก) วัดเทพศิรินทราวาส ราชวรวิหาร กรุงเทพฯ
“ การทำจิตใจให้สงบนั่นไง ”
คนเราในโลกนี้ก็แสวงหาความสุขต่างกันไปตามความสามารถตามกำลังแห่งสติปัญญาของตน พวกต่ำสุดก็พวกที่เสพพวกอบายมุขทั้งหลาย เช่น เสพสุรายาเมา เที่ยวกลางคืน เล่นการพนัน คบคนชั่วเป็นมิตรเกียจคร้าน หาความสุขด้วยการเบียดเบียนผู้อื่น
พวกที่สูงกว่านี้ก็เป็นพวกมนุษย์กับพวกเทพที่หาความสุขจากการทำบุญทำทาน รักษาศีล เป็นความสุขที่สูงขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง ส่วนพวกที่หาความสุขที่สูงกว่านี้ ที่เห็นโทษของกามสุข เห็นว่าการเสพกามมีทุกข์ตามมา เช่น การมีคู่ครอง ตอนแรกก็มีความสุขดี แต่พอคู่ครองล้มหายตายจากไป หรือไม่สามารถให้ความสุขต่อกันได้ ก็กลายเป็นความทุกข์ขึ้นมา
พวกนี้มีปัญญาที่เห็นว่า น่าจะมีความสุข ที่ไม่ต้องอาศัยสิ่งอื่น หรือผู้อื่น ก็แสวงหา ศึกษาจากนักปราชญ์ จนได้คำตอบว่า ก็ความสุขจาก “การทำจิตใจให้สงบนั่นไง” จึงออกบำเพ็ญตบะกัน อยู่ในป่าในเขา อยู่ตามวัดตามวา ตามสำนักปฏิบัติธรรม ควบคุมตา หู จมูก ลิ้น กาย ของตนไม่ให้สัมผัสกับ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เพื่อให้เกิดความสุข.
คัดลอกจากหนังสือ
ทวนกระแส หน้า ๕๐
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี
#ที่พึ่งอันประเสริฐของจิตใจ
"... คือพระรัตนตรัยเท่านั้น คนที่ไม่มีหลักใจในธรรม มักจะไขว่คว้าหาสิ่งภายนอก มาเป็นที่พึ่งพิงอิงใจ ส่วนมากแล้วมักจะเอาสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ในธรรม มาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ
จึงเป็นเหตุให้จิตของตน กำดำกำขาว สรณะภายนอกสิ่งที่ยึดถือกันนั้น ส่วนมากมักเป็นของผิดหลักศีลหลักธรรมเสียมากกว่า
#ที่พึ่งอันประเสริฐของจิตใจ คือพระรัตนตรัยเท่านั้น ยามทุกข์ใจ พระรัตนตรัย ช่วยคลายทุกข์ให้จิตใจได้ ขอให้ใจเรามั่นคงในสรณะธรรม เชื่อมั่นในการปฏิบัติธรรม
#ธรรมจะรักษาจิตใจของผู้ประพฤติธรรมเอง คนเรานั้นกว่าจะหาที่พึ่งให้กับจิตใจของตนเองได้นั้นมันยากเอา การอยู่เหมือนกัน
แต่สิ่งเหล่านี้มันก็ไม่เกินวาสนาของผู้แสวงบุญจะตั้งใจ ..."
"""""""""""""""""""""""""""""""""""
#หลวงปู่ชอบ_ฐานสโม
วัดป่าสัมมานุสรณ์ บ้านโคกมน ต.ผาน้อย
อ.วังสะพุง จ.เลย (พ.ศ.๒๔๔๔ - ๒๕๓๘)
กาลใด ที่ ขาด “สติ”
กาลนั้น เรียกว่า ขาด “ความเพียร”
แม้ กำลัง เดิน จงกรม
หรือ นั่งสมาธิ อยู่
ก็ สักแต่ว่า “เท่านั้น"
โอวาทธรรมหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
"แก้กรรมล้างบาป
" .. "การแก้กรรมล้างบาป มันแก้ไม่ได้ล้างก็ไม่ได้" กรรมที่กระทำไปแล้ว ไม่ว่าบุญหรือบาป "เราผู้กระทำจักได้รับผลของกรรมนั้น" มีแต่เร่งปฎิบัติธรรมคุณงามความดีให้มากยิ่งๆ ขึ้นไป จนกว่าจะถึงพระนิพพาน
"แต่อย่างไรก็ตามแม้แต่พระอรหันต์ที่บรรลุแล้วที่ทรงขันธ์อยู่ยังต้องได้รับเสวยผลของกรรมนั้นจนกว่าจะละสังขาร" ยกตัวอย่าง "พระโมคคัลลานะ แม้มีอิทธิฤทธิ์ปาฎิหารย์มาก ก็ยังต้องรับผลของกรรมที่ทำไว้" .. "
(หลวงปู่ศรี มหาวีโร)
วัดป่ากุง จังหวัดร้อยเอ็ด
บทความที่มา:
https://www.dhammathai.org/monktalk/dbview.php?No=943#เมื่อไหร่..#ที่ได้นึกถึงคุณงามความดีที่ตนเองได้ทำไปแล้ว
จิตใจนั้นก็ตั้งอยู่ในอารมณ์ปิติ มีความสุขปลื้มปิติยินดีในชีวิต ที่ได้เกิดมาทำคุณงามความดีเอาไว้ เกิดภพใดชาติใดนี้ไม่ต้องหวั่นไหวว่าจะมีความลำบาก เพราะจะมีบุญกุศลนั้นเกื้อหนุนให้เรา ทำให้เรานี้เจริญรุ่งเรืองมีความผาสุก เรียกว่าบุญ เมื่อเรามีบุญอย่างนี้แหละ เราก็จะสามารถแบ่งบุญแบ่งกุศล ให้แก่บุคคลทั้งหลาย ที่ไม่ได้ทำบุญทำทานการกุศล อยู่บ้านอยู่ช่องอยู่ที่ใดก็แล้วแต่ เราก็แผ่เมตตาให้เขา ให้แก่พ่อแก่แม่ให้แก่ปู่ย่าตายาย ญาติมิตรสหาย เจ้ากรรมนายเวรต่างๆที่มีเวรมีกรรมต่อกัน ก็แผ่เมตตาให้เขา เมื่อเขาได้รับ ได้อนุโมทนาได้รับบุญจากเรา เขามีทุกข์ก็จะได้พ้นจากทุกข์ไป ถ้าเขามีสุขก็จะสุขยิ่งยิ่งขึ้นไป ก็อาศัยพวกเรานี่เองเป็นผู้ที่เมตตาแก่สัตว์โลกทั้งหลาย ให้พ้นจากกองทุกข์ไปได้..
โอวาทธรรม
#หลวงปู่เปลี่ยน_ปัญญาปทีโป