Switch to full style
พระพุทธพจน์ - พุทธภาษิต พระธรรมเทศนา และ ธรรมะจากครูบาอาจารย์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
ตอบกระทู้

ทำบุญ

เสาร์ 29 ส.ค. 2026 9:00 am

เราทำบุญและได้ถวาย
ปัจจัยหรือสิ่งของไปแล้ว
ถือว่าบุญนั้นเกิดและสำเร็จแก่เจ้าของแล้ว
เหมือนของตกใต้เกวียนของใคร
สิ่งของนั้นย่อมเป็นของเจ้าของเกวียนนั้น
วัวใคร เข้าคอกคนนั้น...

#หลวงปู่ลี ตาณํกโร
วัดหัวตลุกวนาราม อ.ลาดยาว จ.นครสวรรค์





“..สิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิตในจักรวาล มีนับไม่ถ้วนรวมแล้วมี รูปกับนาม สองอย่างเท่านั้น นามเดิม ก็คือ ความว่างของจักรวาล เข้าคู่กันเป็น เหตุเกิด ตัวอวิชชา เกิดเหตุก่อ ที่ใดมีรูป ที่นั้นต้องมีนาม ที่ใดมีนาม ที่นั้นต้องมีรูป รูปนามรวมกัน เป็นเหตุเกิดปฏิกิริยา ให้เปลี่ยนแปลงตลอดกาล และเกิดกาลเวลาขึ้น คือรูปย่อมมีความดึงดูดซึ่งกันและกัน จึงเป็นเหตุให้รูปเคลื่อนไหว และหมุนรอบตัวเองตามปัจจัย รูปเคลื่อนไหวได้ ต้องมีนาม ความว่างคั่นระหว่างรูป รูปจึงเคลื่อนไหวได้
เมื่อสภาวธรรมเป็นอย่างนี้ สรรพสิ่งของวัตถุ สสารมีชีวิต และไม่มีชีวิตจึงต้องเปลี่ยนแปลง เป็นไตรลักษณ์ เกิด ดับ สืบต่อทุกขณะจิตไม่มีวันหยุดนิ่งให้คงทนเป็นปัจจุบันได้
จิต วิญญาณ ก็เกิดมาจาก รูปนามของจักรวาล มันเป็นมายาหลอกลวงแล้วเปลี่ยนแปลงให้คนหลง จากรูปนามไม่มีชีวิต เปลี่ยนมาเป็นรูปนามที่มีชีวิต จากรูปนามที่มีชีวิต มาเป็นรูปนามมีชีวิตที่มีจิตวิญญาณ แล้วจิตวิญญาณก็เปลี่ยนแปลงแยกออกจากกัน คงเหลือแต่ นามว่างที่ปราศจากรูป นี้ เป็นจุดสุดยอดของการหลอกลวงของรูปนาม
ต้นเหตุเกิดรูปนามของจักรวาลนั้น เป็นเหตุเกิด รูปนามพิภพ ต่างๆ ตลอดจนดวงดาวนับไม่ถ้วน เพราะไม่มีที่สิ้นสุด รูปนามพิภพต่างๆ เป็นเหตุให้เกิด รูปนามพืช รูปนามพืชเป็นเหตุให้เกิด รูปนามสัตว์ เคลื่อนไหวได้ จึงเรียกกันว่า เป็นสิ่งมีชีวิต
ความจริง รูปนามจะมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตมันก็เคลื่อนไหวได้ เพราะมันมีรูปกับนาม เป็นเหตุเป็นผลให้เกิดปฏิกิริยาอยู่ในตัว ให้เคลื่อนไหวตลอดกาล และ(เกิด) การเปลี่ยนแปลง บางอย่าง เรามองด้วยตาเนื้อไม่เห็น จึงเรียกกันว่าเป็นสิ่งไม่มีชีวิต
เมื่อรูปนามของพืชเปลี่ยนมาเป็นรูปนามของสัตว์ เป็นจุดตั้งต้นชีวิตของสัตว์ และเป็นเหตุให้เกิด จิต วิญญาณ การแสดง การเคลื่อนไหว เป็นเหตุให้เกิดกรรม..”

“..จิตคือพุทธะ..”
โอวาทธรรมคำสอน
พระราชวุฒาจารย์
(หลวงปู่ดูลย์ อตุโล)
วัดบูรพาราม อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ (พ.ศ.๒๔๓๑-๒๕๒๖)






#ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเรา ต้องสร้างสมมาทั้งนั้น…สร้างเหตุให้ดี ผลก็ย่อมดี ดังเช่นที่หลวงปู่จันทร์เรียนท่านได้เทศน์ว่า....

”#ขยันแทบตาย/ เก่งแทบตาย/ ฉลาดแทบตาย…อยากรวย มันก็ไม่รวยดอก

#เพราะไม่ได้สร้างมา…มันขึ้นอยู่กับบุญวาสนาที่เคยทำมาโน่น


อยากได้ก็ต้องทำ…ธรรมะ ถ้าไม่ทำก็ธรรมดา
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว อย่าพากันทำบาป
ให้หมั่นทำความดี ละเว้นความชั่ว
รักษาศีลให้บริสุทธิ์ คิดดี ทำดี พูดดี
ให้ทานเพื่อละความตระหนี่ถี่เหนียว
หมั่นให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนาอยู่เสมอ
...................................................................
#เราเกิดเป็นมนุษย์ได้พบพระพุทธศาสนา นับว่าโชคดี ต้องหมั่นให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา อยู่เป็นประจำ

#สิ่งไหนเป็นบาปกรรมชั่วอย่าพากันทำ ให้สร้างแต่บุญกุศลคุณงามความดีในทุกๆวัน มีสติอยู่ในศีลธรรมอยู่เสมอ ประกอบอาชีพสุจริต ไม่ทำร้ายเบียดเบียนซึ่งกันและกัน ให้มีเมตตา กรุณา ต่อกัน

#เพราะเราทุกคนคือเพื่อนร่วมวัฏสงสาร หมั่นคิดดี ทำดี พูดดี ตอนยังแข็งแรงให้หมั่นเจริญภาวนาเพื่อความหลุดพ้น อาศัยความเพียรปฏิบัติธรรมเจริญภาวนา เพื่อมรรคผลนิพพาน ถ้ามีศีลธรรมภายในใจชีวิตจะร่มเย็นเป็นสุข

โอวาทธรรม : หลวงปู่จันทร์เรียน คุณวโร วัดถ้ำสหายธรรมจันทร์นิมิต จังหวัดอุดรธานี




"ทาน ศีล ภาวนา"

"ทาน" คนยากจนทำไม่ได้ แต่คนโง่บ้าก็ทำได้

"ศีล" คนไม่มีปัญญาทำไม่ ได้ แต่คนจนทำได้

"ภาวนา" ทำได้ทุกคน ทุกชั้น ทุกเพศ ทุกวัย ไม่ต้องลงทุนอะไรเลย เอา"วิริยะ" ลงทุนอย่างเดียวเท่านั้น อย่าเอา "ขี้เกียจ"ไปลงทุนก็แล้วกัน

ท่านพ่อลี ธัมมธโร






ความสุขอันลึกซึ้งซึ่งเกิดจากการปฏิบัติธรรมไม่ได้เกิดง่าย ๆ หลวงพ่อชาจึงพร่ำสอนลูกศิษย์ลูกหาอยู่เสมอว่าขันติความอดทนนั่นแหละ คือเครื่องเผากิเลสอย่างยิ่ง วันหนึ่งท่านอบรมพระภิกษุสามเณรว่า “บางคนต้องการมาปฏิบัติเอาความสุขเฉย ๆ สุขมันจะมาจากไหนก่อน อะไรเป็นเหตุมัน? ความสุขทั้งหลายนะ มันต้องมีทุกข์มาก่อนมันจึงจะมีสุข เราทำทุกสิ่งทำงานก่อนจึงจะได้เงินมาซื้อกินมิใช่หรือ ทำนาก่อนจึงจะได้กินข้าว มันต้องผ่านความทุกข์มาก่อนทุกอย่างนั่นแหละ”

พระอาจารย์ชยสาโร





แต่ก่อนอาตมาเคยมีบุญได้เดินทางไป
ต่างประเทศ เป็นพระอุปัฏฐากและล่าม
ของพระพรหมมังคลาจารย์ หรือหลวงพ่อ
ปัญญานันทะ สองสามครั้ง ท่านสอนชาว
ต่างชาติเหมือนสอนคนไทย คือตรงไปตรงมา
มีเหตุมีผล น่าฟังมาก ก่อนที่ท่านมรณภาพ
ไม่นาน โยมคนหนึ่งถามท่านว่า ...
“มีอะไรที่หลวงพ่อยังไม่ได้ทำบ้างครับ?”
หลวงพ่อตอบว่า ...
“ก็ทำไปเรื่อยๆ ทำที่เรามีแรงจะทำได้
เพราะเราเกิดมาเพื่อรับใช้พระศาสนา
ทำหน้าที่เผยแผ่ศาสนาที่ถูกต้อง
ให้เกิดปัญญาเกิดความเข้าใจศาสนาที่แท้จริง
ไม่ใช่สนใจแต่เปลือกนอกของพระศาสนา”
...
สมเด็จพระมหาพัชรญาณมุนี
พระอาจารย์ชยสาโร





“ ภารกิจที่สำคัญที่สุดในโลก ”

ตัวสำคัญที่สุดก็คือตัวสติ สตินี้ พระพุทธเจ้าทรงบอกว่าความสำคัญของสตินี้ยิ่งใหญ่เหมือนกับรอยเท้าช้าง รอยเท้าช้างนี้เป็นรอยเท้าที่ใหญ่ที่สุด สัตว์ชนิดอื่นนี้ไม่มีสัตว์ชนิดไหนที่จะใหญ่กว่ารอยเท้าช้างได้ รอยเท้าช้างนี้ครอบรอยเท้าของสัตว์ทุกชนิด ฉันใด สติก็เป็นธรรมที่สำคัญที่สุด ถึงแม้ว่าจะไม่ทำประโยชน์ได้สูงสุดแต่ก็ต้องมีสติก่อนถึงจะอาศัยธรรมอย่างอื่นมาทำประโยชน์ที่สูงสุดได้ ต้องมีสติก่อนถึงจะสร้างสมาธิขึ้นมาได้ สร้างสมาธิขึ้นมาได้แล้วถึงสร้างปัญญาที่จะมาทำให้จิตหลุดพ้นจากกองทุกข์ได้ มันเป็นขั้นตอนเหมือนกับการเรียนหนังสือ ก.ไก่ ข.ไข่นี้สำคัญที่สุดสำหรับคนที่ยังอ่านหนังสือไม่ออก ต้องหัดท่อง ก.ไก่ ข.ไข่ ให้ได้ก่อน ต้องรู้วิธีออกเสียงของอักษรแต่ละตัวก่อนว่า ตัวนี้อักษรอย่างไง ให้ฝรั่งออกเสียง ง.งู สิ มันออกไม่ได้หรอก เพราะตั้งแต่มันเกิดมามันไม่เคยเรียนตัวนี้มาก่อน เวลาคนไทยจะเขียน ง.งู นี้เป็นภาษาอังกฤษ เขียนไม่ได้ ใครมีชื่อง.งูนี้ลำบากนะเวลาจะเขียนชื่อตัวเองเป็นภาษาอังกฤษนี่ มันจะเขียนเป็น ng ฝรั่งอ่านอาจ ng ไม่รู้ออกเสียงอย่างไง นี่ถ้าไม่ได้เรียนมาก่อน มันออกเสียงไม่ได้ สอนมันอย่างไงก็ไม่รู้จะสอนอย่างไง บอก ง.งู มันก็ น.นู ต.เต่า มันก็ไม่มีนะ ภาษาอังกฤษมันไม่มี ต.เต่า มันมี ธ.ธง มันมี T แต่ ต.นี้มันไม่มี บอกให้มัน ต.เต่า มันก็บอก ท.เถ่า หรือ ด.เด็ก ไป ถ้าไม่ T ก็เป็น D ไป ต.มันออกเสียงไม่เป็น เพราะมันไม่เคยเรียนมาก่อน แต่ถ้าตอนที่เป็นเด็กเริ่มหัดฟัง หัดฟังแล้วก็หัดพูด ฟังจากเสียงพ่อจากเสียงแม่ พ่อพูดเสียงนี้เสียงนี้ก็หัดจำแล้วก็ลองหัดพูดไป เดี๋ยวมันก็พูดได้ อันนี้มันต้องมีการฝึกฝนอบรม ทำเป็นขั้นเป็นตอน อย่าข้ามขั้น อย่าพออ่านวิธีนั่งสมาธิเสร็จก็ไปเริ่มนั่งเลย โอเคไม่ว่าเลย เผื่อชาติก่อนมีสติก็ดี ถ้ามีสติติดตัวมาจากชาติก่อนก็ดี แต่ถ้านั่งแล้วกี่เดือนกี่ปีมันก็ยังไม่ได้ผลนี้ ควรจะมาพิจารณาเรื่องสติก่อนจะดีกว่า มาฝึกสติมาหัดเจริญสติ และต้องทำให้มากๆ ยิ่งมากเท่าไหร่ยิ่งได้ผลมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งได้ผลเร็วผลนาน ผลมาก อยู่ที่สตินี่แหละเป็นตัวที่จะทำให้เกิดผลต่างๆขึ้นมา

งั้นอย่ามองข้ามสติไป ลองทำอย่างที่เราบอกสิ เอาช่วงที่เราเตรียมตัวไปทำงานในแต่ละวันนี้ ช่วงเช้าตื่นขึ้นมานี้ท่องพุทโธไป ขณะที่เราไปทำกิจเตรียมตัวจะไปทำงาน ท่องพุทโธไป อย่าปล่อยให้มันไปคิดเรื่องอดีตเรื่องอนาคต เรื่องคนนั้นเรื่องคนนี้ ให้มันอยู่กับงานที่เราทำในตอนนั้น อาบน้ำก็ให้มันอยู่กับการอาบน้ำไป ล้างหน้าแปรงฟันก็ให้อยู่กับมันไป ถ้าทำได้นี่เวลามานั่ง สติมันก็จะอยู่กับลมหายใจหรืออยู่กับพุทโธ มันก็จะไม่คิดอะไร พอมันติดหล่มปั๊บเดียว เดี๋ยวมันก็นิ่งสงบ อันนี้ตัวนี้สำคัญ แล้วก็ไม่ยากด้วย ขอให้ได้ฝึกเท่านั้น ขอให้ได้ทำเท่านั้น ทำไม่กี่วันนี่ รับรองได้ นั่งสมาธินี้จะเห็นผลแตกต่างกันเลย ลองฝึกช่วงที่เราว่างก่อนที่จะไปทำงานนี่ อาบน้ำล้างหน้าแปรงฟัน แต่งเนื้อแต่งตัว รับประทานอาหาร ช่วงนั้นแหละไม่ต้องใช้ความคิดอะไรมากมาย ให้มันพุทโธไป หรือให้มันอยู่กับงานที่กำลังทำไป อย่าให้มันคิดอย่าให้มันไปอดีตอย่าให้มันไปอนาคต ให้มันอยู่ปัจจุบัน ให้มันสักแต่ว่ารู้ รู้ว่ากำลังทำอะไร รู้ว่ากำลังพุทโธ รู้ว่ากำลัง เอ้อ แล้วรับรองได้ พอเราจะนั่งสมาธินี่ บางทีไปทำงานถ้าไม่ต้องขับรถ มีคนขับยิ่งสบายใหญ่ เวลานั่งในรถก็นั่งสมาธิไปได้เลย พุทโธพุทโธไป ดีไม่ดีเดี๋ยวบอกคนรถให้กลับบ้านดีกว่า ไม่ต้องไปทำงานแล้ว ลาออกจากงานดีกว่า อ้าว จริงๆน่ะ ไปทำแล้วมันวุ่นวาย เห็นไหม ไปถึงที่ทำงานเรื่องนู้นเรื่องนี้ก็เข้ามา เรื่องปวดหัวต่างๆก็เข้ามา กลับบ้านดีกว่า กลับไปนั่งสมาธิดีกว่า มีความสุข เงินเดือนที่ได้สู้ความสุขที่ได้จากความสงบไม่ได้ เขียนใบลาเลย ส่งใบลาไป ไม่เอาแล้ว

ถ้าเราลองนั่งสมาธิไปทำงานแล้วจิตมันรวมขึ้นมาเมื่อไหร่นี่ รับรองได้ว่า กลับรถดีกว่า ยูเทรินดีกว่า อ้าวจริงๆ เราเคยทำงาน พอเรามานั่งสมาธิ พอมันสงบนี้ ยื่นใบลาเลย ไม่รู้จะทำไปหาอะไร ดูบวกผลลบผลบวกระหว่างทำงานกับไม่ทำงานนี้ ระหว่างจิตสงบกับจิตไม่สงบนี้มันเหมือนนรกกับสวรรค์น่ะ เรื่องอะไรไปอยู่ในนรกทำไม ไปเครียดกับงานกับการทำไม มาอยู่กับความสงบดีกว่า เหมือนกับได้ขึ้นสวรรค์ทั้งเป็น ก็เลยยื่นใบลา ไม่เสียดายงานเลย หางานกว่าจะได้นี่แทบเป็นแทบตาย ทำได้ไม่กี่เดือน พอได้มาฝึกสมาธิได้สัมผัสกับความสงบแม้เป็นเพียงแค่งูแลบลิ้นก็ตาม โอ๊ย มันรู้สึกเบาอกเบาใจ ความวุ่นวายใจความวิตกกังวล ความห่วงใยอะไรต่างๆมันหายไปหมด มันไม่กังวล ไม่เดือดร้อนไม่วิตก อะไรจะเป็นอะไรมันเฉยได้ แล้วจะไปหาอะไรที่ดีกว่านี้ในโลกนี้ ไม่มีหรอก เพราะเราก็โชคดีเคยผ่านมาพอสมควรทางโลก อย่างน้อยก็ได้เดินทางรอบโลก ๑ รอบ เวลาเดินทางไปสหรัฐก็ไปทางญี่ปุ่นทางฮาวาย ขากลับก็มาทางยุโรป ก็ได้แวะเที่ยวแถวประเทศยุโรปยุโรป มันก็พอเห็นพอสัมผัส มันก็มีแต่เหนื่อย แบกเป้ไปวันหนึ่ง หาที่หลับที่นอนหาที่กิน ไม่เห็นจะมีความสุขเลย พอมานั่งสมาธิจิตสงบนี้ โอ้โหย มันต่างกันเหมือนฟ้ากับดินเลย มันก็เลยไม่เอาอะไรแล้ว เอาตัวนี้ตัวเดียว ขออุทิศชีวิตนี้ให้กับการสร้างความสุขแบบนี้ ก็เลยลาออกจากงาน ทดลองอยู่แบบไม่ทำงานสักปีหนึ่ง พอเห็นได้ผลดีขึ้นไปเรื่อยๆก็บวชดีกว่า มันบวชโดยอัตโนมัติเอง ไม่เคยคิดจะบวชมาก่อน ตอนหัดนั่งสมาธิไม่เคยคิดว่าอยากจะบวช ตอนที่จะบวชก็ยัง ๒ จิต ๒ ใจ ยังรักพี่เสียดายน้องอยู่ แต่พอมาบวกลบคูณหารมาชั่งน้ำหนักแล้วมัน มันต้องไปบวชทางเดียว แล้วเราดีอย่าง เราบีบบังคับมัน ไม่มีทางออกทางอื่น ไม่มีเงิน ถ้ายังมีเงินอยู่ก็คิดว่ายังคงไม่บวชแล้ว แต่พอไม่มีเงินแล้วนี่มันต้องไปบวชแล้ว เพราะไม่งั้นต้องไปทำงาน ถ้าทำงานก็ไม่มีเวลามาฝึกสติมานั่งสมาธิ ก็เลยตัดสินใจบวช

พอตอนตัดสินใจบวชนี้ โอ้โหย เหมือนยกภูเขาออกจากอกเลย ความสองจิตสองใจนี้มันหายไปหมดเลย พอทุ่มไปทางใดทางหนึ่งแล้วมันเบาขึ้นมาเลย มองเห็นอะไรไปนี้สวยสดงดงามไปหมดเลย มันเปลี่ยนขึ้นมาในใจนี้ ตอนก่อนตัดสินใจนี้ โอ้โหย มองเห็นอะไรเกิดเครียดไปหมด พอตัดสินใจบวชปั๊บนี่มันหายไปหมดเลย มันมีความรู้สึกปลื้มปีติขึ้นมาในใจ ใจสว่างโล่งขึ้นมา มองท้องฟ้ามองเมฆเหมือนกับมองครั้งแรก ทำไมมันสวยสดงดงามอย่างนี้ก็ไม่รู้ นี่แหละพลังของธรรมมันเป็นอย่างนี้ ก็ต้องให้พิสูจน์กันเอาเอง ต้องทำเอาเอง เราก็เพียงแต่มาเล่ามาบอกวิธีให้ท่านเอาไปทำกัน แล้วรับรองได้ว่าทำแล้ว ถ้าไม่ได้ผลนี้ก็มาบอกมาประกาศให้ชาวบ้านรู้ว่าเราหลอกลวงได้ เราไม่ว่ากัน แต่ต้องให้มั่นใจก่อนว่า มันเกิดจากการปฏิบัติที่ถูกต้องแล้วไม่ได้ผล แต่ไม่ใช่เกิดจากการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง หรือปฏิบัติไม่ถึง จิตที่จะได้ผลมันก็ยังไม่ได้ผล นี่คือเรื่องของภารกิจที่สำคัญที่สุดในโลกนี้ คือการมาสร้างความสงบให้กับใจของเรา แล้วใจของเราก็จะได้หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง ใจของเราจะมีที่พึ่งที่ถาวรที่จะให้ความสุขกับเราไปอย่างไม่มีวันสิ้นสุด ก็ขอยุติการเอาเรื่องนี้มาเล่าให้ท่านฟังไว้เพียงเท่านี้.

สนทนาธรรมบนเขา
วันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๖๒

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี





#ศีล_คืออะไร..!!
"... ศีลนี่เป็นหลักพุทธศาสนา เราดูซิศีล
คืออะไร ศีลคือความงามในเบื้องต้น งามท่ามกลาง และงามที่สุด
ในบาลีท่านกล่าวว่า อทิกลฺยาณํ มชฺเฌกลฺยาณํ ปริโยสานกลฺยาณํ กลฺยาณํ คือความงาม งามเบื้องต้นคืออะไรเล่า เป็นผู้มีศีล อะไรเป็นศีลเล่า ท่านบอกว่า สำรวมกายวาจาใจให้เรียบร้อย ดูซิกายเราเรียบร้อย วาจาเราเรียบร้อย ใจเราเรียบร้อย ไม่ได้ทำโทษน้อยใหญ่ทั้งกายทั้งใจแล้ว นี่จึงเรียกว่าเป็นผู้มีศีล

... ศีล แปลว่า ความปกติกาย ปกติใจ เดี๋ยวนี้ ใจเราปกติหรือยังไม่ปกติ มันเป็นอย่างไร ถ้าใจมันปกติ มันก็ไม่พิกลพิการ มันไม่ทะเยอทะยาน เรื่องเป็นเช่นนี้ กายของเราปกติ มันก็ไม่พิกลพิการ

... ให้พิจารณาดูซิ ทำจิตให้เป็นปกติเหมือนกับก้อนหิน ลมพัดมาทุกทิศทั้งสี่ก็ไม่หวั่นไหว นี่เราก็ทำใจเราเหมือนก้อนหิน ใครจะว่าอย่างไรก็ตาม ดีชั่วไม่เป็นเหมือนเขาว่า เมื่อเราไม่ดีแล้วเขาว่าดี มันก็ไม่ดีเหมือนเขาว่า เมื่อเราดีแล้วเขาว่าไม่ดี ก็ไม่เป็นเหมือนเขาว่า เราก็ดูซิ ให้เห็นซิ
นี่แหละจิตของเราเป็นศีล เราก็รู้จัก ตามที่
ได้อธิบายมาแล้วข้างต้น นี่ให้พากันพึงรู้พึงเข้าใจ ..."

""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
#พระอาจารย์ฝั้น_อาจาโร
วัดป่าอุดมสมพร ต.พรรณา อ.พรรณานิคม
จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๔๒ - ๒๕๒๐)
ตอบกระทู้