นวรัตน์ดอทคอม

รวบรวมสาระความรู้เกี่ยวกับวัตถุมงคล-เครื่องรางของขลัง

  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
วันเวลาปัจจุบัน อาทิตย์ 13 ก.ย. 2026 10:26 am

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


Switch to mobile style


โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 
เจ้าของ ข้อความ
 หัวข้อกระทู้: ความละเอียด
โพสต์โพสต์แล้ว: เสาร์ 22 ส.ค. 2026 11:10 am 
ออฟไลน์

ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 07 มิ.ย. 2009 7:24 pm
โพสต์: 5423
ทุกวันนี้ สงสารเจ้ากรรมนายเวรมาก
มีอะไรก็โทษเขาตลอด ทำไมไม่ดูการกระทำ
ดูความคิดของตัวเองบ้าง ถ้าเราจะแก้กรรม
แก้ทุกข์ ได้ด้วยพิธีกรรม พระพุทธศาสนา
ก็คงไม่ใช่แบบนี้ พระพุทธเจ้าท่านเป็น
ผู้มีพระมหากรุณาธิคุณ ถ้าเราจะแก้ทุกข์
ง่าย ๆ ด้วยพิธีกรรม พระพุทธเจ้าต้องสอน
ตั้งแต่วันแรกที่แสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
จะต้องมีในทุกหน้าของพระไตรปิฎก
เพราะมันเป็นวิธีที่ง่าย ทำได้ง่าย
เสียแต่เงินอย่างเดียว แต่อาตมาไม่เคยเจอ
ที่พระพุทธองค์เน้นพิธีกรรมเพื่อแก้ทุกข์
แต่พระพุทธองค์ตรัสว่า จะแก้ทุกข์ต้องดับ
ที่ทุกข์ ผู้ที่จะพ้นทุกข์ ต้องเป็นผู้กล้าเผชิญ
ทุกข์ เรียนรู้ทุกข์ เราต้องให้การศึกษาแก่ตัวรู้
จนตัวรู้เป็นที่พึ่งแก่เราได้ ...
...
สมเด็จพระมหาพัชรญาณมุนี
พระอาจารย์ชยสาโร





#ความจำกับความจริงมันต่างกัน
"...คนเราเมื่อมีธรรมในใจแล้ว ย่อมมีโอกาสที่จะมองดูสิ่งเกี่ยวข้องทั้งหลายได้ด้วยความมีเหตุมีผลหนักเบา และให้อภัยซึ่งกันและกัน ไม่ถือโทษโกรธเคืองกัน ไม่เป็นคนเห็นแก่ตัว เป็นความเห็นรอบด้าน เขาก็เห็นรอบด้าน เราก็เห็นรอบด้าน เพราะคิดรอบด้าน เนื่องจากธรรมสอนให้คิดรอบด้าน ด้วยความรอบคอบในเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับตัว
ธรรมจึงมีคุณค่าและความละเอียดลึกซึ้งเหนือทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีอะไรที่จะรอบคอบยิ่งกว่าความมีธรรมในใจ ผู้ปฏิบัติธรรม รู้ธรรม เห็นธรรมจึงเป็นผู้รอบคอบ และให้ความร่มเย็นแก่ตนและผู้อื่น เต็มความสามารถของตนที่รู้ธรรมเห็นธรรมทางภาคปฏิบัติ เพราะธรรมนี้จะให้ปรากฏผลอย่างเด่นชัดประจักษ์ใจต้องเกี่ยวกับภาคปฏิบัติด้วยนะ มีแต่เรียนเฉยๆ ก็เป็นความจดจำความบอกเล่า จดจำมาได้ถ้าไม่ได้ปฏิบัติให้เกิดผลก็มาอยู่แค่นี้ ถ้าไม่คิดปรุง ไม่ระลึกออกมาก็ไม่ปรากฏคิดปรุงออกมาระลึกออกมาในบทใดคัมภีร์ใดเรื่องราวใดถึงจะมาปรากฏตามที่ระลึกได้

บางอย่างหัวใจเรามันก็ฝืนไม่อยากทำตามธรรม ท่านว่าอย่างนั้นๆ เราเรียนมาจำได้ว่าอย่างนั้นๆ เช่นว่าให้ละชั่วทำดีอย่างนี้ แต่ใจมันไม่อยากละชั่ว แต่อยากทำชั่ว ให้ทำดีมันไม่อยากทำดี กลับหันหลังให้ความดี ทั้งๆที่เราจำได้ตามธรรมที่เรียนมานั่นแล เพราะฉะนั้น ความจำกับความจริงจึงต่างกัน ท่านจึงสอนให้ปฏิบัติ เพราะพระพุทธเจ้าที่จะได้ธรรมมาสอนโลก ท่านก็ได้มาจากภาคปฏิบัติ ไม่ได้มาจากภาคความจำความจำนี้มาทีหลังภาคปฏิบัตินะ พวกเรานี้ความจำมาก่อน ภาคปฏิบัติมาที่ ๒ ที่ ๓ คือยังไงก็เราต้องไปศึกษาเล่าเรียนเสียก่อน พอรู้เข็มทิศทางเดินแบบแปลนแผนผังเรียบร้อยแล้ว เราถึงจะมาดำเนินตามแบบแปลนนั้นๆ ที่เราเรียนมาจำได้มา นี่จึงเรียกว่าภาคปฏิบัติเกิดทีหลังของภาคจดจำ ภาคปริยัติคือการศึกษาเล่าเรียน

แต่พระพุทธเจ้านั้นท่านกลับตรงกันข้าม ท่านปรากฏในภาคปฏิบัติก่อนแล้ว จึงสอนออกมาให้โลกทั้งหลายได้จดจำ แล้วนำไปปฏิบัติอีกทีหนึ่ง นี่เรียกว่าภาคปฏิบัติเป็นที่สองของปริยัติ ส่วนพระพุทธเจ้านั้นเป็นภาคปฏิบัติก่อน ผลเกิดขึ้นมาจากภาคปฏิบัติ จนปรากฏประจักษ์พระทัย ถ้าว่าเรื่องของกิเลสก็ฆ่ากิเลสเรียบร้อยแล้ว จึงได้มาบอกวิธีฆ่าหรือชำระกิเลสแก่โลก ว่าเราฆ่ากิเลสด้วยวิธีนั้น เราสังหารกิเลสด้วยวิธีนั้น เราบำเพ็ญคุณงามความดีด้วยวิธีนั้นๆ นี่พระองค์เจอมาแล้วทำมาแล้วจึงได้นำธรรมนี้มาสอนโลก จึงเรียกว่า ภาคปริยัติมาที่สอง คือภาคจดจำภาคศึกษาจากพระพุทธเจ้ามาที่สอง..."

หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน.





#สิ้นโลกเหลือธรรม
"…โลกเป็นของเกิด ดับอยู่ทุกขณะ ธรรมอุบัติขึ้นมาให้รู้แจ้งเห็นจริงในโลกนั้น ๆ แล้วตั้งอยู่มั่นคงถาวรต่อไป เรียกว่า โลกเกิด ดับ ธรรมเกิดขึ้นตั้งอยู่ถาวรเป็นนิจจัง เพราะไม่ตั้งอยู่ในสังขตธรรม

ธรรมเป็นของไม่มีตัวตน แต่พระพุทธเจ้าทรงเทศนาไว้ที่หัวใจของคน คนรู้แล้วตั้งมั่นตลอดกาล ถึงคนจะไม่รู้เท่าทันแต่ธรรมนั้น ก็ยังตั้งอยู่เป็นนิจกาล เป็นแต่ไม่มีใครรู้ใครสอนธรรมนั้นออกมาแสดงแก่คนทั้งหลาย ถึงแม้พระพุทธองค์จะนิพพานไปแล้ว แต่ธรรมนั้นก็ยังตั้งอยู่คู่ฟ้าแผ่นดิน จึงเรียกว่า อมตะ

โลกเป็นของฉิบหายดังกล่าวมาแล้ว เพราะตั้งอยู่ใน สังขตธรรม มีอันต้องแปรปรวนเป็นธรรมดา ธรรมที่พระองค์ทรงสอนให้รู้แจ้งเห็นจริงเข้าถึงหัวใจคนเป็นของไม่มีตัวตน เป็นอนิจจังไม่ได้ตั้งอยู่เป็นกลาง ๆ ถึงบุคคลนั้นจะตายไป แต่ธรรมก็ยังมีอยู่เช่นนั้น จึงเรียกว่าสิ้นโลก เหลือธรรม ด้วยประการฉะนี้..."

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
วัดหินหมาก อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย





เป็นอะไร” ไม่สำคัญเท่า “เป็นอย่างไร”
ถึงจะเป็นคนสวนหรือเสมียน ก็อาจจะมี
ความสุขกว่าผู้จัดการ หากทำงานด้วยใจรัก
หรือมีฉันทะ และเห็นคุณค่าของงานนั้น
ไม่ใช่ทำด้วยตัณหาหรือมีกิเลส
เป็นตัวผลักดัน ...
...
พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล





“เล่าสู่กันฟัง”

ครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว…มีลูกศิษย์คนหนึ่งชอบอ่านหนังสือธรรมะและพระไตรปิฎกมาก

พอได้อ่านเรื่องราวการบรรลุธรรมของพุทธสาวกในสมัยพุทธกาล เช่น แค่ได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า หรือพระอรหันตสาวก บ้างก็บรรลุธรรมชั้นโสดาบัน บ้างก็อนาคามี หรือสกทาคามี หรือชั้นสูงสุดคือพระอรหันต์แล้ว…เขาก็อยากเป็นอย่างนั้นบ้าง เพราะเขาไม่อยากเกิดอีกแล้ว

เขาจึงได้กราบเรียนถามกับหลวงปู่ว่า…ทำไมท่านเหล่านั้น แค่ได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า ก็บรรลุธรรมแล้ว ช่างง่ายดายเหลือเกิน

หลวงปู่ท่านตอบทันทีว่า

“เราน่ะ เกิดอีกอยู่แล้วล่ะ…แต่กว่าท่านเหล่านั้นกว่าจะบรรลุธรรมน่ะ ท่านได้สร้างสมบุญบารมีมาในอดีตชาติตั้งหลายเท่าไหร่แล้ว…แต่มันมาถึงคราวตอนที่ได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าพอดี“

ลูกศิษย์ได้ฟังเช่นนั้น…ก็ได้แต่นึกท้อใจว่า การบรรลุธรรมนี้ไม่ได้ง่ายดายเลยหนอ เพราะฉะนั้นก็ต้องเพียรพยายามปฏิบัติต่อไป เดินไปในทางมรรคมีองค์แปด เอาศีลห้าให้พร้อมก่อน…อย่างน้อยก็ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ได้สร้างบุญสร้างกุศลให้พร้อมสั่งสมบุญบารมีต่อไปเรื่อยๆจนกว่าจะถึงฝั่งพระนิพพาน

หลวงปู่ท่านบอกว่า

“แค่มีศีลห้า…เราก็ได้เกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว”

“ใครที่มาวัดไม่ได้…ก็ทำบ้านให้เป็นวัด ปฏิบัติอยู่ที่บ้านก็ได้“

หลวงตามหาบัวท่านก็ยังเคยกล่าวกับลูกศิษย์ที่มีภาระการงานรัดตัว แล้วมาวัดไม่ได้บ่อยๆ ว่า

“อยู่บ้าน…ก็เป็นพระอรหันต์ได้”

ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเราต้องสร้างสมมาทั้งนั้น…สร้างเหตุให้ดี ผลก็ย่อมดี ดังเช่นที่หลวงปู่จันทร์เรียนท่านได้เทศน์ว่า

”ขยันแทบตาย เก่งแทบตาย ฉลาดแทบตาย…อยากรวย มันก็ไม่รวยดอก เพราะไม่ได้สร้างมา…มันขึ้นอยู่กับบุญวาสนาที่เคยทำมาโน่น“

อยากได้ก็ต้องทำ…ธรรมะ ถ้าไม่ทำ ก็ธรรมดา

ขอน้อมกราบพ่อแม่ครูบาอาจารย์เหนือเศียรเกล้า…ขอองค์หลวงปู่ได้มีธาตุขันธ์แข็งแรงๆยิ่งขึ้นในเร็ววันด้วยเทอญ


#โอวาทธรรม
#หลวงตามหาบัว
#วัดป่าบ้านตาด
#หลวงปู่จันทร์เรียน คุณวโร
#วัดถ้ำสหายธรรมจันทร์นิมิต





"...พวกเราควรพากันอบรมจิตใจของตน
ให้มีสติสัมปชัญญะ ให้รู้เท่าต่ออารมณ์ที่
เกิดขึ้น ทุกสิ่งในโลกนี้ที่มันเกิดขึ้น
มีความเกิด ความตั้งอยู่ และความเสื่อม
ไปเป็นธรรมดา ตกอยู่ในไตรลักษณ์
ปัญจุปาทานักขันธา อนิจจา ขันธ์ไม่เที่ยง
ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา ขันธ์นี้เป็นทุกข์
ปัญจุปาทานักขันธา อนัตตา ขันธ์อันนี้ไม่
ใช่ตัวใช่ตน ไม่ใช่บุคคล เรา เขา
พิจารณาให้เห็นดังนี้ จะมีความเบื่อหน่าย
เกิดความเบื่อหน่าย ไม่มาหลงยึดถือว่าเป็น
ของตน พิจารณาให้เห็นทุกๆ ขณะจิต
จิตจะมีความเบื่อหน่ายในกามทั้งหลาย
เบื่อหน่ายในภพ เบื่อหน่ายในความโง่ความ
เขลาของตน ครั้นมีความเบื่อหน่ายแล้ว
จิตก็ไม่เข้าไปยึดมั่นถือมั่นในขันธ์
จิตก็ปล่อยวาง..."

หลวงปู่ขาว อนาลโย
วัดถ้ำกลองเพล จ.หนองบัวลำภู





ท่านพ่อลี สอนว่า .....

"ความคิด นั้นยาว

ความนึก นั้นสั้น

ต้องรวมลงเป็นอันเดียวกันขณะทำความสงบ นึก ก็คือมุ่งไปในอารมณือันใดอันหนึ่ง ส่วน คิด คือตรงอว่าถ้าทำเหตุอย่างนั้นๆ แล้วจะได้ผลอย่างไร ดีหรือไม่ดี"






"..ที่เราทั้งหลายประกาศว่า มยํ ภนฺเต ติสรเณน สห เป็นต้นนั้น ก็คือความถือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์เป็นสรณะ คำว่าพุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ ธมฺมํ สงฆํ สรฺณํ คจฺฉามิ นั้น หมายถึงองค์พระพุทธเจ้าหนึ่ง พระธรรมที่เป็นพระโอวาทคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าหนึ่ง พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าและตามเสด็จพระพุทธเจ้า จนถึงความบริสุทธิ์เป็นสาวกอรหันต์หนึ่ง ที่เราทั้งหลายยึดถือเป็นสรณะฝากเป็นฝากตายถวายชีวิตเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ทั้งสามรัตนะนี้เป็นคุณธรรมอันเลิศประเสริฐสุดในโลก ไม่มีสมบัติใดประเสริฐยิ่งไปกว่า พูดถึงความอัศจรรย์แห่งคุณธรรมเหล่านี้ พระพุทธเจ้าเป็นผู้ยังสัตว์โลกให้ตายใจได้ด้วยคุณธรรมของพระองค์ทุกส่วนไม่มีที่ต้องติ..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน) วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี
(พ.ศ.๒๔๕๖-๒๕๕๔)






"...พระนิพพานนี้ เป็นของลึกซึ้งมาก
เป็นของยากอยู่กับท่านผู้อาลัยอาวรณ์
กับโลกอดีต กับโลกอนาคต กับโลก
ปัจจุบัน โลกอดีตนั้นคือผู้รู้ที่ล่วงไปแล้ว
โลกอนาคตนั้น คือผู้รู้ที่ยังไม่มาถึง โลก
ปัจจุบัน นั้นคือผู้รู้ ที่ยังมีอยู่ทรงอยู่ใน
ปัจจุบัน โลกอดีต โลกอนาคตนั้นมารวม
อยู่ในโลกผู้รู้ในปัจจุบันแล้ว ไม่ต้องสงสัย
ไปส่งส่ายหา จะเป็นกรรมเป็นวิบากวนกัน
อยู่เหมือนงูกินหาง เหมือนหยอกเงาตน
จะไม่มีเงื่อนต้นเงื่อนปลายไม่จบสิ้นลงได้
อย่าสำคัญตัวเข้าไปสอดแทรกเสวยและ
ยึดถือ อย่าไปจี้อย่าไปปล้น อย่าไปลักไถ่
ลักถอน มอบคืน ส่งคืนให้ผู้รู้ด้วยมหาสติ
มหาปัญญาอันชัด อย่าได้สุ่มเดาด้นคาด
คะเน ให้เป็นมหาปัจจัตตังอันสุดท้ายแล..."

หวงปู่หล้า เขมปัตโต





“มีประสิทธิภาพตลอดเวลา”

ธรรมะนี้เป็นธรรมแบบสดๆร้อนๆ ทุกครั้งที่เราได้ดูได้ฟังก็เหมือนได้ดูสด เพราะธรรมะของพระพุทธเจ้านี้เป็นอกาลิโก คือมีประสิทธิภาพตลอดเวลา ไม่ได้เสื่อมคุณภาพไปตามกาลตามเวลา ธรรมะของพระพุทธเจ้าที่ได้ทรงแสดงไว้เมื่อ ๒,๕๐๐ กว่าปีมาแล้ว เมื่อเอามาแสดงในวันนี้ก็ยังมีประสิทธิภาพเหมือนในวันที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ทุกประการ สามารถเอาไปใช้ดับความทุกข์ต่างๆที่มีอยู่ในใจของผู้ปฏิบัติธรรมให้หมดสิ้นไปได้ จึงไม่ต้องกังวลว่าเป็นธรรมเก่า ธรรมที่หมดอายุแล้ว ธรรมะนี้ไม่มีวันหมดอายุ ไม่เหมือนกับของที่เราบริโภคกัน ที่จะต้องมีวันหมดอายุ แต่ธรรมะนี้เป็นของประเสริฐ เป็นของที่อยู่เหนือกาลเวลา ไม่เสื่อมไปกับเวลา เป็นสวากขาโต ภวตา ธัมโม ทุกยุคทุกสมัย คือเป็นธรรมที่ตรัสไว้ชอบแล้ว ที่พร้อมที่จะไปดับความทุกข์ต่างๆที่มีอยู่ในใจของสัตว์โลกให้หมดสิ้นไปได้ อยู่ที่สัตว์โลกที่ยังติดอยู่ในกองทุกข์แห่งการเวียนว่ายตายเกิดว่า จะพร้อมที่จะน้อมนำเอาธรรมอันประเสริฐนี้เข้าไปกำจัดความทุกข์ต่างๆที่มีอยู่ภายในใจให้หมดสิ้นไปได้หรือเปล่าเท่านั้นเอง ธรรมะนี้พร้อมทำหน้าที่ทุกเวลา อยู่ที่ผู้ที่ปฏิบัติว่าพร้อมที่จะน้อมเอาธรรมนั้นเข้าไปในใจของตนได้หรือไม่เท่านั้นเอง

ถ้าน้อมเอาเข้าไปได้ ธรรมะก็จะทำหน้าที่กำจัดความทุกข์ต่างๆที่มีอยู่ภายในใจให้หมดสิ้นไปได้ จึงปรากฏมีพระอรหันตสาวกปรากฏขึ้นมาอยู่เรื่อยๆทุกยุคทุกสมัยจนถึงยุคปัจจุบันนี้ โลกของพวกเรายังไม่ขาดพระอรหันต์ ยังมีพระอรหันต์อยู่เรื่อยๆ เพราะตราบใดถ้ายังมีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอยู่ ผู้ปฏิบัติตามคำสั่งคำสอนของพระพุทธเจ้าอยู่ ตราบนั้นก็ยังจะมีพระอรหันต์อยู่ในโลกนี้ไปเรื่อยๆ ดังนั้นขอให้พวกเรามีความมั่นใจว่าธรรมะของพระพุทธเจ้าทุกบททุกบาทเป็นอกาลิโก ไม่ได้เสื่อมไม่ได้หมดคุณภาพไปตามกาลตามเวลา ฟังธรรมได้ ฟังธรรมของพระพุทธเจ้า ของครูบาอาจารย์ต่างๆที่ล่วงลับไปแล้ว เวลาฟังก็เหมือนกับฟังสดๆร้อนๆนั่นเอง ยิ่งสมัยนี้สื่อการบันทึกแบบสดๆร้อนๆ เวลาเอาเปิดมาฟังมาดูก็เหมือนได้ดูของสดๆร้อนๆทันที ขอให้ผู้ปฏิบัติให้มีความยินดีในธรรม ยินดีที่จะศึกษา ยินดีที่จะปฏิบัติ ถ้ามีความยินดีที่จะศึกษามีความยินดีที่จะปฏิบัติแล้ว การบรรลุธรรมขั้นต่างๆก็จะเป็นผลตามมาอย่างแน่นอน ไม่จำกัดเพศไม่จำกัดวัย ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือเป็นชาย ไม่ว่าจะเป็นนักบวชหรือผู้ครองเรือน ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือเป็นผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นคนรวยหรือคนจน คนใหญ่หรือไม่คนใหญ่โต สามารถที่จะบรรลุธรรมได้ทุกคนถ้าปฏิบัติตามคำสั่งคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างถูกต้อง ที่เรียกว่าปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ สุปฏิปันโน ปฏิบัติดี ถ้าเป็นนักเรียนก็ได้เกรด ๔ คือปฏิบัติเต็มที่เต็มร้อย เรียกว่าปฏิบัติดี อุชุปฏิปันโน ปฏิบัติตรงตามคำสั่งคำสอนทุกประการ

พระพุทธเจ้าสอนให้ปฏิบัติอะไรก็ปฏิบัติตาม สอนให้ปฏิบัติทานก็ปฏิบัติ ถ้ามีเงินทองก็ทำบุญทำทานไป สอนให้รักษาศีลก็รักษาศีล สอนให้ฝึกสมาธิก็ฝึกสมาธิ สอนให้เจริญปัญญาก็เจริญปัญญา คือทำครบทุกอย่างที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน ไม่เลือกปฏิบัติว่าทำข้อนี้ยากขอเลื่อนไว้ก่อน ขอไปปฏิบัติธรรมอีกข้อหนึ่งก่อน ถ้าเลือกปฏิบัติแล้วมักจะไม่ได้ผล เพราะธรรมของพระพุทธเจ้านี้เป็นธรรมที่ตรงกับเหตุผล ตรงไปตรงมา ผู้ปฏิบัติจะซิกแซกไม่ได้ ต้องปฏิบัติเป็นขั้นเป็นตอนไป ทำทานแล้วก็รักษาศีล รักษาศีลแล้วก็เจริญสติ นั่งสมาธิ เจริญสมาธิได้สมาธิแล้วก็เจริญปัญญาตามลำดับต่อไป แล้ววิมุตติคือมรรคผลนิพพานก็จะเป็นผลที่ปรากฏขึ้นมาตามลำดับ เรียกว่าอุชุปฏิปันโน ปฏิบัติตามตรงตามคำสั่งคำสอน ญายะปฏิปันโน แปลว่าปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์เท่านั้น ความหมายของการปฏิบัตินี้ต้องการดับทุกข์ในใจของผู้ปฏิบัติ ไม่ได้ให้ผู้ปฏิบัตินี้เป็นผู้วิเศษมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์เหาะเหินเดินอากาศ มีตาทิพย์หูทิพย์ หรือความสามารถอะไรต่างๆ หรือเป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องจากโลก เช่นได้ลาภ ได้สักการะอะไรต่างๆ

อันนี้ไม่ได้เป็นญายะปฏิปันโน เป้าหมายของการปฏิบัติตามคำสั่งคำสอนอยู่ที่การหลุดพ้นจากความทุกข์เป็นเป้าหมาย ไม่ได้อยู่ที่การเจริญทางลาภสักการะต่างๆ เช่น ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นให้มียศนั้นยศนี้ชั้นนั้นชั้นนี้ มีได้รับการรับรางวัลต่างๆ นี้ไม่ได้เป็นเป้าหมายของการปฏิบัติธรรม ปฏิบัติธรรมเพื่อดับความทุกข์ที่มีอยู่ในใจ เพราะผู้ปฏิบัติเป็นผู้ที่เห็นภัยในการเวียนว่ายตายเกิด ว่าการเวียนว่ายตายเกิดนี้เป็นแหล่งของความทุกข์ ผู้ที่ไม่เวียนว่ายตายเกิดเท่านั้นเป็นผู้ที่จะหลุดพ้นจากความทุกข์ จึงไม่ได้ต้องการอะไร ไม่ต้องการลาภสักการะจากใคร ไม่ต้องการยศไม่ต้องการตำแหน่งจากใคร ต้องการเพียงดับความทุกข์ที่มีอยู่ในใจให้หมดสิ้นไป นี่เรียกว่าญายะปฏิปันโน สามีจิปฏิปันโน ปฏิบัติอย่างถูกต้องไม่ปฏิบัติผิด.

ธรรมะบนเขา
วันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๖๓

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี





#โอวาทธรรม
#หลวงปู่คำดี_ปภาโส

โอวาทธรรม หลวงปู่คำดี ปภาโส

ภาวนาแล้วอยากเห็นภาพต่างๆ

บางคนภาวนา ไปอยากเห็นภาพต่างๆ เช่น นรก สวรรค์ เทวดา
การที่ได้เห็นสิ่งเหล่านี้ไม่มีอะไรแปลก
ที่ว่าไม่แปลกก็เพราะว่า เมื่อเราเห็นแล้ว
กิเลสของเราก็ยังอยู่เหมือนเดิม บางคนแถมยังทำให้เกิดกิเลสเพิ่มมากขึ้นอีกเสียด้วย...
คือถือว่าตนเองเป็นผู้วิเศษ ที่สามารถเห็นสิ่งต่างๆ เหล่านั้นได้ เลยไม่ยอมกราบไหว้ใครทั้งสิ้น จนกลายเป็น สัคคาวรณ์ มัคคาวรณ์ ปิดกั้นทางมรรค ทางผล ทางนิพพาน ไปโดยปริยาย

หลวงปู่คำดี ปภาโส
วัดถ้ำผาปู่ อำเภอเมือง จังหวัดเลย

ความหมาย สัคคาวรณ์ มัคคาวรณ์
"มัคคาวรณ์ = ปิดกั้นมรรคผล นิพพาน"
"สัคคาวรณ์ = ขวางกั้นไม่ให้ไปเกิดในสรรค์เทวโลก





เป็นสำคัญแล้ว ไม่มีอะไร มีคุณค่ามากและประเสริฐเท่ากับ ใจแต่ถ้าถูกปล่อย หรือทอดทิ้งให้เป็นไป ตามยถากรรมแล้ว ก็ไม่มีอะไร เลวร้ายยิ่งกว่า ใจ

โอวาทธรรม หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
แสดงโพสจาก:  เรียงตาม  
โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 25 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ไปที่:  
cron
ขับเคลื่อนโดย phpBB® Forum Software © phpBB Group
Thai language by phpBBThailand.com
phpBB SEO