นวรัตน์ดอทคอม

รวบรวมสาระความรู้เกี่ยวกับวัตถุมงคล-เครื่องรางของขลัง

  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
วันเวลาปัจจุบัน อาทิตย์ 13 ก.ย. 2026 10:40 am

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


Switch to mobile style


โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 
เจ้าของ ข้อความ
 หัวข้อกระทู้: สังขารทั้งหลาย
โพสต์โพสต์แล้ว: พฤหัสฯ. 20 ส.ค. 2026 8:23 am 
ออฟไลน์

ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 07 มิ.ย. 2009 7:24 pm
โพสต์: 5423
“..สติปัฏฐานเป็นความรู้อนันตนัยหาประมาณมิได้..”

“..ไม่เหมือนความรู้ชนิดอื่น สนฺทิฎฺฐิโก เห็นด้วยเฉพาะนักปฏิบัติ ปจฺจตฺตํ รู้เฉพาะในดวงจิต รู้ธรรมลึกลับสุขุมคัมภีรภาพ

กุศลธรรมทั้งปวง ตั้งอยู่ใน ศีล แล้ว ไม่มีการเสื่อม กุศลธรรมทั้งหลายมี สมาธิ เป็นหัวหน้า สติ เป็นลักษณะเลือกเฟ้นธรรมทั้งหลาย ศรัทธา หยั่งลงสู่ไตรลักษณ์แล้ว ไม่มีเสื่อม ปัญญา พิจารณาตามไตรลักษณ์ ตัดกระแสของกิเลสของกิเลสอาสวะทั้งหลายให้สิ้นไปได้

จิตบริสุทธิ์ด้วยศีล ด้วยสมาธิความเป็นหนึ่ง มีปัญญาเกิดขึ้นพร้อม ต่อนั้นจะเกิดมโนภาพ จิตจะมีอำนาจใช้พลิกแพลงไปต่าง ๆเกิดความฉลาดรอบรู้อริยธรรม คำว่า มโนภาพ จิตมีฤทธิ์

ต่อนั้นค้นคว้าธรรมะมีหลักฐาน แต่เดินมรรคให้ถูก ปัญญาเห็นชอบ เป็นต้นนั้นเห็นร่างกายแปรปรวนไปต่าง ๆ ไม่ยึดมั่นถือมั่นในกิเลสทั้งหลาย เพราะผ่านความเบื่อหน่ายมาแล้ว ขึ้นวิปัสสนา อัพยากฤต รวมดีแล้ว ถึงวิโมกข์วิมุตติความหลุดพ้นกิเลส จิตเสวยสุขเรื่อย ๆ ไปจนกว่าเข้านิพพาน..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)





"... ใครจะเจริญสมถะ หรือวิปัสสนา
ขั้นใดก็ตาม ถ้าขาด "สติ" แล้ว สมถะ
และวิปัสสนานั้นไม่มีทางเจริญได้เลย

นับแต่เริ่มแรกปฏิบัติมาจนสุดทางเดิน
ผมไม่มองเห็นธรรมใดที่เด่นและ ฝังลึก
ในใจเท่าสตินี่เลย

สติ เป็นทั้งพี่เลี้ยง เป็นทั้งอาหาร เป็น
ทั้งยารักษาของสมาธิ และปัญญาทุกขั้น
ธรรมดังกล่าวนี้ จะเจริญได้จนสุดขั้น
ของตนล้วนขึ้นอยู่กับ สติ เป็นผู้บำรุง
รักษาโดยขาดไม่ได้

ท่านจงฟังให้ถึงใจ ยึดไว้อย่าหลงลืม
สตินี่แลคือขุมกำลังใหญ่แห่งความเพียร
ทุกด้านต้องผ่านสตินี้ ก่อนจะเคลื่อนไหว
โยกย้าย ความคิดเห็นไปในทางใด หยาบหรือละเอียดในธรรมขั้นใด ต้องมีสติเป็นตัวการสำคัญในวงความเพียร ..."

""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
#โอวาทธรรม___
#พระครูวินัยธร (มั่น ภูริทตฺโต)
วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง
จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓ - ๒๔๙๒)






“..สติปัฏฐานเป็นความรู้อนันตนัยหาประมาณมิได้..”

“..ไม่เหมือนความรู้ชนิดอื่น สนฺทิฎฺฐิโก เห็นด้วยเฉพาะนักปฏิบัติ ปจฺจตฺตํ รู้เฉพาะในดวงจิต รู้ธรรมลึกลับสุขุมคัมภีรภาพ

กุศลธรรมทั้งปวง ตั้งอยู่ใน ศีล แล้ว ไม่มีการเสื่อม กุศลธรรมทั้งหลายมี สมาธิ เป็นหัวหน้า สติ เป็นลักษณะเลือกเฟ้นธรรมทั้งหลาย ศรัทธา หยั่งลงสู่ไตรลักษณ์แล้ว ไม่มีเสื่อม ปัญญา พิจารณาตามไตรลักษณ์ ตัดกระแสของกิเลสของกิเลสอาสวะทั้งหลายให้สิ้นไปได้

จิตบริสุทธิ์ด้วยศีล ด้วยสมาธิความเป็นหนึ่ง มีปัญญาเกิดขึ้นพร้อม ต่อนั้นจะเกิดมโนภาพ จิตจะมีอำนาจใช้พลิกแพลงไปต่าง ๆเกิดความฉลาดรอบรู้อริยธรรม คำว่า มโนภาพ จิตมีฤทธิ์

ต่อนั้นค้นคว้าธรรมะมีหลักฐาน แต่เดินมรรคให้ถูก ปัญญาเห็นชอบ เป็นต้นนั้นเห็นร่างกายแปรปรวนไปต่าง ๆ ไม่ยึดมั่นถือมั่นในกิเลสทั้งหลาย เพราะผ่านความเบื่อหน่ายมาแล้ว ขึ้นวิปัสสนา อัพยากฤต รวมดีแล้ว ถึงวิโมกข์วิมุตติความหลุดพ้นกิเลส จิตเสวยสุขเรื่อย ๆ ไปจนกว่าเข้านิพพาน..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)





#สมถะเป็นบาทฐานของวิปัสสนา
"...เมื่อจิตเราสงบภายในแล้ว อุปมาเหมือนน้ำสงบ น้ำสงบมันก็ใส ใสแล้วก็มองเห็นเหตุ มองเห็นผล มองเห็นบุญกุศล มองเห็นสุข มองเห็นทุกข์ มองเห็นดี มองเห็นชั่ว มันสงบแล้ว อันนี้จิตของเราสงบแล้ว พอมันจะออกข้างซ้าย หรือจะออกข้างขวา ข้างหน้าข้างหลัง ข้างบน ข้างล่าง เราก็รู้ จึงว่ามันตั้งมั่นนี่ เพ่งเล็งตั้งสติอยู่ตรงนี้ นี่หละให้พึงรู้ พึงเข้าใจต่อไปการที่ทำสมาธิ

อันนี้เมื่อจิตของเราเห็นแล้วอย่างนี้ เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในสังขารทั้งหลายและมันจะได้เกิด ปัญญา ความรอบรู้ในกองสังขาร ใครเป็นผู้ปรุง ใครเป็นผู้แต่ง ไม่ใช่อันอื่นปรุงแต่ง กายสังขาร จิตสังขาร นี่หละ ปรุงแต่งขึ้นจากจิตของเรา นี่หละมันจึงได้เกิดเป็น วิปัสสนา ขั้นต่อไปของสมถะ

สมถะเป็นบาทของวิปัสสนา เดี๋ยวนี้คนทั้งหลาย พูดถึงวิปัสสนา ๆ แต่ว่าไม่รู้จักว่า วิปัสสนามันเป็นยังไง นี่ สมถะเป็นบาทของวิปัสสนา คือเมื่อจิตสงบแล้ว มาเห็นที่เกิดแห่งสังขาร แล้วก็เห็นที่ดับแห่งสังขารนี่แหละ มันเป็นยังงี้ ให้พากันรู้ เดี๋ยวนี้เราไม่รู้ว่าอะไรมันเกิดจากไหน ไม่รู้จักที่เกิดและไม่รู้จักที่ดับ มันจะเป็นวิปัสสนาได้ยังไงล่ะ

วิปัสสนา คือเมื่อจิตเราสงบแล้ว ก็เห็นที่เกิดแห่งสังขาร โอ เกิดจากจิตของเรา เราก็ดับสังขารที่จิตของเรา ก็ดับได้เพราะเหตุใด เราเห็นโทษแห่งสังขาร เห็นภัยแห่งสังขารทั้งหลาย เห็นทุกข์แห่งสังขารทั้งหลาย นี่มันจะดับได้ก็ตรงนี้ เมื่อเป็นทุกข์เห็นโทษแล้วมันก็ตัด จึงเรียกว่า เป็นวิปัสสนา ความรู้แจ้งเห็นจริง เห็นสัจจธรรม..."

หลวงปู่ฝั้น อาจาโร.


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
แสดงโพสจาก:  เรียงตาม  
โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 18 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ไปที่:  
cron
ขับเคลื่อนโดย phpBB® Forum Software © phpBB Group
Thai language by phpBBThailand.com
phpBB SEO