Switch to full style
พระพุทธพจน์ - พุทธภาษิต พระธรรมเทศนา และ ธรรมะจากครูบาอาจารย์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
ตอบกระทู้

ความสัมพันธ์

ศุกร์ 07 ส.ค. 2026 12:50 pm

“..ธรรมเป็นเครื่องปกครองทรัพย์สมบัติ และปกครองใจ ถ้าใจมีธรรมมากหรือน้อย มีทรัพย์สมบัติมากหรือน้อย ย่อมมีความสุขพอประมาณถ้าขาดธรรมเพียงอย่างเดียว ลำพังความอยากของใจที่พยายามหาทรัพย์ให้ได้กองเท่าภูเขาก็ยังหาความสุขไม่เจอ เพราะนั้นเป็นเพียงเครื่องอาศัยของกายและใจ ถ้าใจไม่ฉลาดด้วยธรรมเพียงอย่างเดียว จะไปอยู่ในโลกใด และมีกองสมบัติเท่าใด ก็เป็นเพียงโลกเศษเดน และกองสมบัติเศษเดนเท่านั้น ไม่มีประโยชน์อะไรแก่ใจเลยสักนิดเดียว ความสมบุกสมบัน การได้รับทุกข์ทรมาน ความอดความทน และความทนทานต่อสิ่งกระทบกระทั่งต่าง ๆ ไม่มีอะไรแข็งแกร่งเท่าใจ ใจถ้าได้รับความช่วยเหลือที่ถูกทาง ใจจะกลายเป็นของประเสริฐขึ้นมา ให้เจ้าของได้ชมอย่างภูมิใจ และอิ่มพอต่อเรื่องทั้งหลายทันที..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)





"พระองค์ตรัสว่า...
อะไรเป็นบาป อันนั้น! ท่านให้อาย
อะไรที่ไม่เป็นบาป จะอายทำไม?
ใครอาย ก็โง่เท่านั้น
ภาวนายังไม่เป็นเลย ถ้าอายอย่างนั้น

เราจะไปอยู่ตรงไหน ถึงจะมีปัญญา
ถ้าไปอยู่คนเดียว...
ไม่มีใครพูดดี พูดชั่วให้มันก็สบาย
แต่เรา จะไม่รู้เรื่อง...
สบายอย่างนี้! มันไม่มีปัญญา

ถ้าถูกอารมณ์แล้ว...
ปัญญามันไม่มี ก็เป็นทุกข์อย่างนั้น
ฉะนั้น...เราอยู่ในโลก
ก็ต้องมีความสัมพันธ์กับมนุษย์ เรื่อยไป
เป็นธรรมดา
ไม่อยากเป็น มันก็เป็น
ไม่อยากจะอยู่ มันก็อยู่
เป็นไปอยู่อย่างนั้น...
ให้เรามาพิจารณา อย่างนั้น

เราต้องกลับมาย้อนพิจารณาอารมณ์
ที่ท่านตรัสว่า...
นินทา-สรรเสริญ มันเป็นคู่กันมา
เรื่องนินทา-เรื่องสรรเสริญ เป็นธรรมดา
ของโลก

ถ้าไม่ดี เขาก็นินทา
ถ้าดี เขาก็สรรเสริญ
พระพุทธองค์ท่าน ไม่เห็นแก่นินทา
ไม่เห็นแก่สรรเสริญ

จงเรียนสรรเสริญ ให้มันรู้จัก
จงมาเรียนนินทา ให้มันรู้จัก
ให้รู้จักสรรเสริญ กับนินทา
สรรเสริญ นินทา มันก็มีผล มีเหตุเท่ากัน
นินทา เราก็ไม่ชอบ นี่! เป็นเรื่องธรรมดา
ของโลก
ถ้าสรรเสริญ เราชอบ สิ่งที่เราชอบมันพา
ให้เราทุกข์ มีไหม?

เช่นว่า เรามีเพชรสักก้อนหนึ่ง
เราชอบมาก ชอบกว่าก้อนหินธรรมดา
เอาวางไว้ถ้ามีขโมย
มาหยิบเอาก้อนเพชรไป เราจะเป็นอย่างไร?
นั่น! ของดีมันหาย ทำให้เราเป็นทุกข์ได้เหมือนกัน

ดังนั้น...
เราต้องอดทนต่อสู้ ให้เรามีสติคุ้มครองจิต ของเรา
สติ คือความระลึกได้
สัมปชัญญะ คือความรู้ตัว
อันนี้! ช่วยประคับประคองดวงใจ ของเรา
ให้อยู่...กับธรรมะ

สติระลึกได้ว่า บัดนี้...เราจะจับไม้เท้า
เมื่อเราจับไม้เท้าอยู่ เราก็รู้ว่าเราจับไม้เท้า
นี่เป็น! สัมปชัญญะ
ถ้าเรารู้ อยู่...ในขณะนี้ ขณะเมื่อเราจะทำ
หรือเมื่อเราทำอยู่ ก็รู้ตาม
ความเป็นจริงของมัน อยู่...อย่างนั้น

อันนี้แหละ!
ที่จะช่วยประคับ ประคองใจของเรา
ให้รู้ธรรมะ...ที่แท้จริง."
_____________________________
หลวงพ่อชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง.






"เราดูทุกสิ่งทุกอย่างด้วยความตั้งใจ
ด้วยความมีสติ จะทำให้สติของเราเด่นขึ้น
มีกำลังขึ้น แล้วเราจะสามารถรู้ทันความคิดของเราเอง...
เมื่อเรารู้ทัน ความคิดของเราเอง
ต่อไปเราจะคิดอะไร คิดด้วยความรู้เท่าทัน
มันจะไม่สามารถ...
ดึงเอาจิตใจ ของเราให้ไปเกิดทุกข์ทรมาน

ความจริง คำว่า
ความรู้ ตามความหมายของคำว่า รู้...
ในสมาธิ หรือสมาธิปัญญานั้น...ก็หมายถึง
จิตสามารถ รู้ทันอารมณ์ต่างๆ
ที่เราเคยนึกคิดว่า มันวุ่นวายแต่ก่อน
โดยปกติ ที่เรายังไม่มีสมาธิ ไม่มีสติปัญญา
รู้...เท่าทันอารมณ์ เราดูอะไร เราได้ยิน
ได้ฟังอะไร ได้สัมผัสอะไร ในทางตา หู จมูก กาย ใจ สิ่งที่จะพึงเกิดขึ้นมันก็มีอยู่ ๒ อย่าง คือพอใจ ไม่พอใจ

นอกจากจะเกิดความพอใจ ไม่พอใจ
มันยังจะต้องปรุงแต่งไปอีก
แล้วก็หาเรื่องไปเรื่อยๆ จนตัวเองต้องเกิดทุกข์วุ่นวายขึ้นมา
แม้ถ้าเรามีสมาธิ มีสติปัญญารู้เท่าทัน
เรามองดูอะไรทางตา ได้ยินอะไรทางหู
ได้กลิ่นอะไรทางจมูก รู้รสทางลิ้น
สัมผัสทางกาย แม้แต่...นึกทางใจ

เรามีสติคอยจ้องดูอยู่...
ความรู้ทั้งหลาย เหล่านั้น! มันจะกลาย
เป็นเครื่องรู้ของจิต
เป็นเครื่องระลึกของสติ
เพราะอาศัยความรู้เท่าทันอารมณ์
ที่ผ่านเข้ามา สิ่งใด...ที่เรารู้เท่าทัน
สิ่งนั้น...ไม่สามารถที่จะดึงใจของเรา
ไปทรมานให้เกิดทุกข์ขึ้นได้

นี้คือ ผลที่จะบังเกิดขึ้น."

หลวงพ่อพุธ ฐานิโย





"การเกิดกับการตายนี้เป็นของคู่กัน ใครจะไม่อยากตายเท่าไรก็ติดอยู่กับตัวแล้ว ไม่อยากก็ได้ตาย เกิดแล้วต้องตายเป็นของคู่ควรกัน แต่การพิจารณาตัวเองให้จิตใจมีทางหลุดพ้นไปจากกองทุกข์ทั้งหลายนี้เป็นเรื่องของธรรม ให้มีสติมีปัญญาใคร่ครวญทางด้านจิตใจของตนอยู่เสมอ จะเป็นความพากความเพียรไปตลอด ถ้าไม่มีสติแล้วไม่มีความเพียร ความเพียรขาด สติขาดเมื่อไรความเพียรขาดเมื่อนั้น เราอย่าเข้าใจว่าเดินจงกรมหย็อกๆ หรือนั่งสมาธิเป็นหัวตออย่างนี้ว่าเป็นผู้มีความเพียร ถ้าไม่มีสติ จะนั่งจนตายก็ไม่เกิดประโยชน์ เดินจงกรมจนขาหักก็ไม่ได้เรื่องได้ราว อยู่กับสติเป็นสำคัญ

ถ้าสติติดแนบอยู่กับความเพียรแล้ว อยู่ที่ไหนก็เป็นความเพียรตลอด สตินี้ตั้งได้ ตั้งแต่สมถธรรมคือความสงบใจ หนีจากสติไม่ได้เลย นี่ได้พิจารณาได้ทำมาแล้ว จึงได้นำมาสอนท่านทั้งหลายด้วยความแม่นยำ ไม่ผิดพลาดไปได้ สตินี้ตั้งให้ดี คำว่าตั้งสติ ไม่ใช่ว่าตั้งแล้วผิดๆ พลาดๆ เผลอๆ เผลๆ ใช้ไม่ได้อย่างงั้น ตั้งสติต้องเอาจริงเอาจัง ลงว่าได้ตั้งสติแล้ว สตินี้ละจะเป็นธรรมคุ้มครองจิตใจของเราให้เป็นความสงบเย็นใจลงไปได้เป็นลำดับลำดา ถ้าขาดสติเมื่อไร กิเลสตัณหาจะเข้าแทรกแซงและทำลาย กลายเป็นความฟุ้งซ่านรำคาญ ทำความพากเพียรก็ไม่ได้หลักได้ฐาน ได้กฎได้เกณฑ์อะไร ถ้าลงสติขาดจากความเพียรแล้ว ความเพียรไม่เป็นท่า

เดินถ้าขาดสติแล้วก็สักแต่ว่าเดิน นั่งถ้าขาดสติแล้วก็สักแต่ว่านั่งไม่เกิดประโยชน์อะไร เพราะฉะนั้นการนั่ง ยืน เดิน นอน ด้วยความมีสตินี้เรียกว่าเป็นผู้มีความเพียรอยู่ตลอดเวลา ความเพียรอยู่ที่สติ ไม่อยู่ที่ไหนนะ ให้จับสติไว้ให้ดี ถ้าสติไม่เผลอจากใจเมื่อไรเป็นความเพียรอยู่ตลอดอิริยาบถ ไม่ว่ายืนว่าเดินว่านั่งว่านอน เว้นแต่ขณะหลับเท่านั้น สติมีอยู่ตลอดเวลา จะตั้งรากฐานของจิตให้เข้าสู่ความสงบเย็นใจได้เป็นลำดับลำดา จากนั้นจิตแน่นหนามั่นคงเข้าไปก็เป็นสมาธิ สมาธิคือความตั้งมั่นแน่นหนามั่นคง สมถะคือความสงบเย็นใจ จากนั้นไปก็เป็นสมาธิความแน่นหนามั่นคงของใจ"
------------------------------
องค์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน






" เรื่องดี
เรื่องไม่ดี
มันมีราคา เท่ากัน

เรื่องดี มันก็ไม่เที่ยง
เรื่องไม่ดี มันก็ไม่เที่ยง
จะไปหมายมั่น มันทำไม?
มันฟุ้งซ่าน ก็ดู...มันฟุ้งซ่านสิ!
มันสงบ ก็ดู...มันสงบสิ!

อย่างนี้...
ให้ปัญญา...มันเกิด."
____________________________
หลวงพ่อชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง.
ตอบกระทู้