พระพุทธพจน์ - พุทธภาษิต พระธรรมเทศนา และ ธรรมะจากครูบาอาจารย์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
พุธ 05 ส.ค. 2026 4:50 am
“ไม่เบื่อหน่ายกันอีกเหรอ?”
เพราะเกิดอีกก็ทุกข์อีก
ไม่ทุกข์กาย ก็ทุกข์ใจ
ทุกข์ตั้งแต่วันเกิดจนถึงวันตาย
ความสุขนั้นเป็นเพียงของชั่วคราวเท่านั้น...
#หลวงปู่จันทร์เรียน คุณวโร
#ธรรมะเข้าพรรษา
คนเราต้องมีความสุขในการเสียสละ
ต้องมีความสุขในการรับผิดชอบ
ต้องมีความสุขในความอดความทน
แล้วก็ประหยัดเหมือนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ต้องเอาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นที่ตั้งเนาะ . . . ต้องสู้นะ ในโลกนี้ไม่ต้องกลัวใครหรอก
โยมน่ะบางอย่างมันก็โง่...ไม่ฉลาดน่ะ มันเอาแต่อารมณ์ มันก็อาจจะมีเรื่องมีราวเนาะ มันซื่อบื้อมาก มันต้องฉลาด...ใช่มั้ย
โยม : โยมเป็นคนตรงค่ะ ตรงมากไปค่ะ ซัดตรงๆ เลย
หลวงพ่อ : ไม่ใช่...ไม่มีเทคนิค ต้องมีเทคนิคเนาะ เรามีปากเอาไว้ทานอาหาร เอาไว้พูดดีๆ พูดเพราะๆ พูดสุภาพ
ช่างหัวมัน...ไม่ต้องไปคิดอะไรมัน ไปคิดอย่างโน้นอย่างนี้น่ะ
ความทุกข์อันไหนก็ไม่สู้ความทุกข์ในการปรุงแต่ง คนเราถ้ารู้จักความคิดความปรุงแต่ง ไม่ปล่อยให้ความคิดความปรุงแต่ง...ปรุงเรา อย่างนี้เราก็เดินไปข้างหน้า คนเดินไปข้างหน้ามีสติสัมปชัญญะดี เค้าเรียกว่าคนไม่กินของเก่า ไม่กินอาหารเก่า ถ้าเราไม่รู้จักทำใจ ไม่รู้จักพักผ่อนสมองน่ะ เก็บเอาความปรุงแต่งมาทำร้ายตัวเองเนาะ
หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม
วันอาทิตย์ที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๐
“ทุกคนขอให้เริ่มแก้ตัวเองก่อน แก้ให้ใจ
ที่วุ่นวายเร่าร้อนด้วยอำนาจของกิเลส
โลภ โกรธ หลง ให้เป็นใจที่สงบเย็น
เบาบางจากกิเลส คือ ความโลภ โกรธ หลง
ที่เคยโลภมากก็ให้ลดลง ที่เคยโกรธแรง
ก็ให้เบาลง ที่เคยหลงจัด ก็ให้พยายามใช้สติ
ใช้ปัญญา ให้ถูกตามความจริงให้มากกว่าเดิม
ตนเองจะเป็นผู้สงบเย็นก่อน และจะเป็นเหตุ
ให้เกิดความสงบเย็นกว้างขวางออกไปได้
อย่างไม่ต้องลังเลสงสัย”...
...
พระคติธรรม สมเด็จพระญาณสังวรฯ
(เจริญ คชวัตร)
" ถ้าใจทุกข์
ต้องใช้ " ธรรมโอสถ "
ยารักษาร่างกาย
รักษาไม่ได้
เหมือนกับเอายาปวดหัว
ไปกินแก้ปวดท้อง
มันกินไม่ได้
เป็นยาคนละชนิดกัน...
#ธรรมะโดนใจ
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ จ.ชลบุรี
“..ใกล้ตาย จึงนึกถึงพระ
มีทุกข์มาถึง จึงนึกถึงพระศาสนา..”
‘‘..บรรดาสัตว์ทั้งหลายนั้น เมื่อไม่มีทุกข์มาถึงตัว มักไม่เห็นคุณพระศาสนา
มัวเมาประมาท ปล่อยกายปล่อยใจ ให้ประพฤติทุจริตผิดศีลธรรมอยู่เป็นประจำนิสัย
เห็นผิดเป็นถูก เห็นกงจักรเป็นดอกบัว ต่อเมื่อได้รับทุกข์เข้า ที่พึ่งอื่นไม่มีนั่นแหละ
จึงได้คิดถึงพระ คิดถึงศาสนา แต่ก็เป็นเวลาที่สายไปแล้ว
ทำความดีให้เป็นที่อยู่ของจิต
ความดีนั้นเราต้องทำอยู่เสมอให้เป็นที่อยู่ของจิต เป็นอารมณ์ของจิต ให้เป็นมรรค
คือ ทางดำเนินไปของจิต มันจึงจะเห็นผลของความดี
ไม่ใช่เวลาใกล้จะตาย จึงนิมนต์พระไปให้ศีล ให้ไปบอกพุทโธ หรือตายไปแล้วให้ไปรับศีล
เช่นนี้เป็นการกระทำที่ผิดทั้งหมด
เหตุว่าคนเจ็บ จิตมัวติดอยู่กับเวทนา ไฉนจะมาสนใจไยดีกับศีลได้
เว้นไว้แต่ผู้ที่รักษาศีลมาเป็นปกติเท่านั้น จึงจะระลึกได้
เพราะตนเองเคยทำมาจนเป็นอารมณ์ของจิตแล้ว แต่ส่วนมากใกล้ตายแล้วจึงเตือนให้รักษาศีล
ส่วนคนตายแล้วไม่ต้องพูดถึง เพราะคนตายนั้นร่างกายจิตใจจะไม่รับรู้ใดๆ แล้ว
แต่ก็ดีไปอย่างเหมือนพระเทวทัต ทำกรรมจนถูกแผ่นดินสูบ
เมื่อลงไปถึงคางจึงระลึกถึงความดีของพระพุทธเจ้า ขอถวายคางเป็นพุทธบูชา
พระเทวทัตยังมีสติระลึกถึงได้ จึงมีผลดีในภายภาคหน้า..”
สุจิณฺโณวาท
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ
วัดดอยแม่ปั๋ง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่
(พ.ศ.๒๔๓๐–๒๕๒๘)
#หลวงปู่ขาว_อนาลโย
#โอวาทธรรม
โอวาทธรรมหลวงปู่ขาว อนาลโย
เห็นธรรมดา ก็เห็นธรรม
ความพลัดพรากจากของรัก
ความไม่ได้สิ่งที่อยากได้
ความไม่ได้สิ่งที่อยากเป็น
เหล่านี้เป็นของธรรมดา ไม่ใช่เรื่องสำหรับเศร้าโศกเสียใจ มีปัญญาเห็นจริงอย่างนี้แล้ว คิดอะไรก็ดี ทำอะไรก็ดี พูดอะไรก็ดี ดีทั้งนั้น
หลวงปู่ขาว อนาลโย
วัดป่าถ้ำกลองเพล อ.หนองบัวลำพู จ.อุดรธานี
วัดอยู่ที่ดวงใจคน
หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
ณ วัดป่าอุดมสมพร
เมื่อวันที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๑๘
ศาสนาคืออะไร ศาสนาคือคำสั่งสอน ท่านสอนอะไร ก็สอนกายสอนวาจาสอนใจของคน ท่านไม่ได้สอนอื่น สอนเพื่ออะไร กายวาจาใจของคน ท่านให้ละความชั่วทางกายทางวาจาทางใจ ความชั่วไม่ได้อยู่ที่อื่น อยู่ที่กายที่วาจาที่ใจของคน ท่านสอนให้ละความชั่วเพราะกลัวเราทุกข์กลัวเรายาก กลัวเราลำบากรำคาญ กลัวเราอดเราจน ตกทุกข์ได้ยาก ท่านสอนอย่างนี้ก็ดูเอาซี เชื่อหรือไม่เชื่อ ว่าทุกข์ยาก อะไรทุกข์ล่ะ หรือข้าวของเงินทองทุกข์ยาก หรือฟ้าอากาศทุกข์ยาก การงานทุกข์ยาก ไม่มี มีแต่หัวใจคนมันทุกข์ยาก หัวใจคนวุ่นวายเดือดร้อน นี่แหละให้ดูเอา นี่แหละบาป นี่แหละนรก เมื่อจิตใจเป็นอย่างนี้แล้ว เวลาเราดับขันธ์ จิตนั้นก็นำเราไปทุคติ เวลานี้มันก็ทุกข์อยู่แล้ว
บางคนมาคำนึงดู อดีตมันเป็นมายังไง ปัจจุบันเป็นยังไง อนาคตข้างหน้าจะเป็นยังไง ดูซิอนาคตข้างหน้าท่านไม่ให้คำนึงคิดถึง อดีตล่วงมาแล้วท่านไม่ให้คำนึงคิดถึง ปัจจุปันนัญจะโยธัมมัง ตัตถะ ตัตถะ วิปัสสติ ท่านให้ดูในปัจจุบันนิ่งอยู่นี้ เวลานี้จิตของเราเป็นยังไง จิตเรามันสุข หรือมันทุกข์มันยากวุ่นวายเดือดร้อน ถ้าจิตเป็นอย่างนี้แล้ว อนาคตก็ร้อนอย่างนี้ อนาคตก็ทุกข์อย่างนี้ พิจารณาดูซิ ถ้าจิตเราสงบ จิตเราดี มีความสุขความสบาย เย็นอกเย็นใจ ไม่ทุกข์ไม่ร้อนไม่วุ่นวาย พุทโธ ใจเราเบิกบาน พุทโธ ใจเราสว่างไสว พุทโธ ใจเราผ่องใส สะอาดปราศจากทุกข์ ปราศจากโทษ ปราศจากภัย ปราศจากเวร ปราศจากความชั่วช้าลามก ปราศจากความทุกข์ความจน เมื่อจิตเราเป็นอย่างนั้น นี่แหละนำความสุขความเจริญให้ในปัจจุบันและเบื้องหน้า
จึงว่าให้นั่งดู ให้ฟังธรรม ฟังดูซิ ธรรมมันเกิดที่ไหนเล่า ความสุขทุกข์ อะไรเป็นสุข อะไรเป็นทุกข์ ให้ฟังดู เราอยากดี อะไรมันดี ความดีคืออย่างอธิบายให้ฟัง ความดีมันยังงี้ คือใจเราดีใจเราสงบ ไม่ทะเยอทะยานดิ้นรน ไม่กระวนกระวายเดือดร้อน ไม่ฟุ้งซ่านรำคาญ ไม่หงุดหงิด ไม่ง่อนแง่นคลอนแคลน ใจเราดีสงบนิ่ง มันว่างหมด อารมณ์ทั้งหลายว่างหมดไม่มีอะไร ใจสงบมีความสุขความสบาย อันนี้แหละนำความสุขความเจริญมาให้ในปัจจุบันและเบื้องหน้า ดูเอาซี
เราทั้งหลายมานี้ก็ต้องการความสุขความสบาย มาวัด ไม่ใช่ศาลาเป็นวัด ไม่ใช่กุฏิโบสถ์วิหารเป็นวัด วัดอยู่ที่ดวงใจคน ศาลาก็คนทำ โบสถ์ก็คนทำ คนทำทั้งหมด เมื่อใจคนดี สิ่งเหล่านั้นมันก็ดี เมื่อใจคนไม่ดี สิ่งเหล่านั้นมันก็ไม่ดี
: คัดมาจาก : หนังสือ ๑๐๘ ปีหลวงปู่ฝั้น อาจาโร
ประวัติ พระธรรมเทศนา และพระอภิธรรมสังคิณีมาติกาบรรยาย
ธรรมบรรณาการในโอกาสฉลองอุโบสถวัดป่าไชยชุมพล (เสลียงแห้ง)
จังหวัดเพชรบูรณ์ พิมพ์ครั้งที่ ๒ มกราคม ๒๕๕๑
ถาม : ผมได้พากเพียรอย่างหนักในการ
ปฏิบัติพระกรรมฐาน แต่ยังไม่มีท่าว่าจะได้
ผลคืบหน้าเลย
ตอบ : เรื่องนี้สำคัญมาก อย่าพยายาม
ที่จะเอาอะไรๆ ในการปฏิบัติ ความอยาก
อย่างแรงกล้าในการหลุดพ้นหรือรู้แจ้งนั้น
จะเป็นความอยากที่ขวางกั้นท่านจากการ
หลุดพ้น ... ท่านจะเพียรพยายามอย่างหนัก
ตามใจท่านก็ได้ จะเร่งความเพียรทั้งกลางคืน
และกลางวันก็ได้ แต่ถ้าการฝึกปฏิบัตินั้น
ยังประกอบด้วยความอยากที่จะบรรลุ
เห็นแจ้งแล้ว ท่านจะไม่มีทางพบความสงบ
ได้เลย แรงอยากจะเป็นเหตุให้เกิดความ
สงสัยและความกระวนกระวายใจ ไม่ว่า
ท่านจะฝึกปฏิบัติมานานเท่าใด หรือหนัก
เพียงใด ปัญญา (ที่แท้จริง) จะไม่เกิดขึ้น
จากความอยากนั้น
ดังนั้นจงเพียงแต่ละความอยากเสีย
จงเฝ้าดูจิตและกายอย่างมีสติ แต่อย่า
มุ่งหวังที่จะบรรลุถึงอะไร อย่ายึดมั่นถือมั่น
แม้ในเรื่องการฝึกปฏิบัติหรือในการรู้แจ้ง ...
...
พระโพธิญาณเถร (ชา สุภทฺโท)
#โอวาทธรรม
#สมเด็จพระญาณสังวร
การหัดอยู่เสมอ "สติ" จักเกิดมีทวีเป็นลำดับ
การหัดนึก "ย้อนหลัง" หัดนึก "ก่อนทำ"
หัดนึก"ก่อนโกรธ" หัดให้มีความ "รู้ตัว"
หัดให้มีความ "ยับยั้ง"
การหัดอยู่เสมอ "สติ" จักเกิดมีทวีเป็นลำดับ จนถึงเป็น "สติรอบคอบ" ถ้าไม่หัด ทำจะให้มีสติขึ้นเองนั้น เป็นการยาก...
เหมือนอย่างเมื่อประสงค์ให้ร่างกายมีพลานามัยดี ก็ต้องทำการบริหารให้ควรกัน
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
วัดบวรนิเวศวิหาร จ.กรุงเทพมหานคร
" จงอย่าประมาทลืมตัวมัวเมาในความชั่ว
จงยกจิตให้สูงขึ้นด้วยความ มีสติ "
การสอนตนก็ได้อุบายปัญญา
การฟังธรรมไม่จําเป็นจะต้องฟัง
จากครูอาจารย์เสมอไป
เห็นอะไรดีอะไรชั่ว ก็น้อมเข้ามาสอนตัวสอนตน
ก็จะได้อุบายปัญญาเหมือนกัน
หลวงปู่ ได้ยกตัวอย่างเหตุการณ์ในพรรษานั้นว่า
วันหนึ่ง
หลวงปู่ไปบิณฑบาตในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง
สังเกตเด็กๆ
พอแบ่งเป็นสองพวก
พวกหนึ่ง ขี้ริ้วขี้เหร่ ผิวกายดําคร่ำคร่าเศร้าหมอง
ส่วนพวกที่สอง รูปร่างโสภาน่าเอ็นดู
มีกิริยามารยาท ฉลาด
เมื่อเห็น พระบิณฑบาตผ่านมาก็รู้จักประณมมือไหว้
กลับจากบิณฑบาต ฉันภัตตาหารแล้ว
หลวงปู่ได้หยิบยกเรื่อง เด็กสองจําพวกขึ้นมาพิจารณาสอนตนว่า เด็กสองจําพวกนี้
ถ้าท่านต้องเกิดมีภพมีชาติอีก
จะเลือกเกิดเป็นพวกใด
จิตก็ตอบว่า “เด็กชั่วไม่ต้องการ ต้องการเด็กดี
ถ้าอย่างนั้น
ก็จงอย่าประมาทลืมตัวมัวเมาในความชั่ว
จงยกจิตให้สูงขึ้นด้วยความ มีสติ
ละชั่วทางกาย วาจา ใจ
หมั่นใส่ใจในบุญในกุศลสุจริตธรรม
นําความชั่วออกด้วยสติวินัย
ทํากาย วาจา ใจ ให้ใสสะอาด
เหมือนแก้วมณีสดใสเป็น ประภัสสร
ถ้าเกิดมาชาติหน้าจะได้สมบัติดี
มีมนุษย์สมบัติไม่วิบัติ
จะได้เหมือนเด็กพวกที่สอง
ถ้าเรามัวประมาท ปล่อยกาย วาจา ใจ
ให้ไหลไปตามกระแส
ตัณหาและความชั่วมัวเมา
ประมาทพลาดท่าเมื่อไรก็จะไปเกิดเหมือน
เด็กจําพวกที่หนึ่ง
พระพุทธเจ้าไม่เคยทรงโกหกใคร
ถ้าถูกพระองค์ก็ตรัสว่าถูก
ถ้าผิดก็ตรัสว่าผิด
พระพุทธองค์ท่านเหนือโลกเหนือแผ่นดิน
พูดประกาศิต เป็นคําจริงทุกประการ .
---/
จากหนังสือ
หลวงปู่ขาว อนาลโย
วัดถ้ำกลองเพล อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู โครงการหนังสือบูรพาจารย์เล่ม ๔
#หลวงปู่ขาว
#หลวงปู่เปลี่ยน_ปัญญาปทีโป
โอวาทธรรมหลวงปู่เปลี่ยน ปัญญาปทีโป
ปัญญาที่รู้จริง
ปัญญาที่รู้จริงนั้น จะต้องรู้ให้จริงถึงความเกิดขึ้นและความดับไป
ถ้าเรามีสติปัญญาเฉลียวฉลาด มองซ้าย แลขวา เป็นธรรมะ มองเห็นไตรลักษณ์อยู่ประจำ มีไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
อยู่รอบด้านไปหมด จิตใจก็ย่อมนิ่งสงบอยู่ ถ้าเรารู้จัดไตรลักษณ์แล้ว เราจะละความยึดมั่นถือมั่น เราจะสบาย เป็นคนฉลาด มองทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไตรลักษณ์หมด ชีวิตนี้ราบรื่นเลยทีเดียว
หลวงปู่เปลี่ยน ปัญญาปทีโป
วัดอรัญญวิเวก (บ้านปง) อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่
ความทุกข์ ... ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด
เพราะทุกคราวที่ทุกข์ เราก็มีปัญญา
เพิ่มขึ้นทุกที เข้าใจความจริงของชีวิต
มากขึ้นเรื่อยๆ จากการเผชิญความทุกข์
ต่างจากความสุข … ที่ทำให้เรา “หลง” ยึดติด
...
สมเด็จพระมหาพัชรญาณมุนี
พระอาจารย์ชยสาโร
Powered by phpBB © phpBB Group.
phpBB Mobile / SEO by Artodia.