Switch to full style
พระพุทธพจน์ - พุทธภาษิต พระธรรมเทศนา และ ธรรมะจากครูบาอาจารย์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
ตอบกระทู้

ความไม่เที่ยง

เสาร์ 01 ส.ค. 2026 6:38 am

บางคนสงสัยว่าถ้าทุกอย่างไม่เที่ยง
ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา แล้วจะอยู่ไป
เพื่ออะไร เรื่องนี้ให้ดูจากประวัติของ
ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบทั้งหลาย จะเห็นว่า
ผู้ที่รู้แจ้งเห็นจริง ยิ่งเห็นความไม่เที่ยง
ความไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ยิ่งขยัน
เมื่อทำงานเพื่อสิ่งที่เชื่อว่าตัวเรา นั่นแหละ
กิเลสจะเกิดขึ้นขัดขวางการทำงานอยู่เรื่อย
เช่น งานไหนไม่ได้รับผลประโยชน์แก่ตัว
ก็ไม่อยากทำ เมื่อทำงานโดยหมกมุ่นกับสิ่ง
ตอบแทนก็ล่อแหลมต่อทุจริต เมื่อเห็นแก่
ศักดิ์ศรีของตนก็มักจะไม่ยอมรับข้อวิภาค
วิจารณ์ หรือเสียงสะท้อนจากคนอื่น
แล้วไม่ปรับปรุงแก้ไขในจุดอ่อน

ผู้ที่รู้แจ้งเห็นจริงในไตรลักษณ์
ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยในการแสวงหา
และปกป้องผลประโยชน์ส่วนตัว จึงมีเวลา
พลัง และปัญญาเต็มที่เพื่อจะสร้างประโยชน์
แก่ส่วนรวม อย่างไรก็ตามผู้ที่ถือว่า
เห็นความจริงแล้วจะขี้เกียจ ก็มีปัญหาว่า
จะขี้เกียจได้หรือ แล้วจะเอาอะไรมากิน
จะเอาอะไรมาใช้ จะจ่ายค่าเทอมลูกได้
อย่างไร มันก็ยังอยู่ในโลกเหมือนเดิม
ไม่มีสิทธิ์ขี้เกียจ ถ้าเราไปพักบ้านคนอื่น
ชั่วคราว เราจะขี้เกียจทำความสะอาด
อย่างนั้นหรือ จริงๆแล้วอาจจะดูแลดีกว่า
บ้านตัวเองด้วยซ้ำ กายกับใจไม่ใช่ของเรา
ก็จริง แต่ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่
เราควรจะดูแลให้ดี ...
...
สมเด็จพระมหาพัชรญาณมุนี
พระอาจารย์ชยสาโร






บางคนสงสัยว่าถ้าทุกอย่างไม่เที่ยง
ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา แล้วจะอยู่ไป
เพื่ออะไร เรื่องนี้ให้ดูจากประวัติของ
ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบทั้งหลาย จะเห็นว่า
ผู้ที่รู้แจ้งเห็นจริง ยิ่งเห็นความไม่เที่ยง
ความไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ยิ่งขยัน
เมื่อทำงานเพื่อสิ่งที่เชื่อว่าตัวเรา นั่นแหละ
กิเลสจะเกิดขึ้นขัดขวางการทำงานอยู่เรื่อย
เช่น งานไหนไม่ได้รับผลประโยชน์แก่ตัว
ก็ไม่อยากทำ เมื่อทำงานโดยหมกมุ่นกับสิ่ง
ตอบแทนก็ล่อแหลมต่อทุจริต เมื่อเห็นแก่
ศักดิ์ศรีของตนก็มักจะไม่ยอมรับข้อวิภาค
วิจารณ์ หรือเสียงสะท้อนจากคนอื่น
แล้วไม่ปรับปรุงแก้ไขในจุดอ่อน

ผู้ที่รู้แจ้งเห็นจริงในไตรลักษณ์
ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยในการแสวงหา
และปกป้องผลประโยชน์ส่วนตัว จึงมีเวลา
พลัง และปัญญาเต็มที่เพื่อจะสร้างประโยชน์
แก่ส่วนรวม อย่างไรก็ตามผู้ที่ถือว่า
เห็นความจริงแล้วจะขี้เกียจ ก็มีปัญหาว่า
จะขี้เกียจได้หรือ แล้วจะเอาอะไรมากิน
จะเอาอะไรมาใช้ จะจ่ายค่าเทอมลูกได้
อย่างไร มันก็ยังอยู่ในโลกเหมือนเดิม
ไม่มีสิทธิ์ขี้เกียจ ถ้าเราไปพักบ้านคนอื่น
ชั่วคราว เราจะขี้เกียจทำความสะอาด
อย่างนั้นหรือ จริงๆแล้วอาจจะดูแลดีกว่า
บ้านตัวเองด้วยซ้ำ กายกับใจไม่ใช่ของเรา
ก็จริง แต่ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่
เราควรจะดูแลให้ดี ...
...
สมเด็จพระมหาพัชรญาณมุนี
พระอาจารย์ชยสาโร






Thai/English
"...คนเราถ้ายกเลิกตัวตน
ความเขินก็ไม่มี

เราพากันรู้ พากันเข้าใจ
เราอย่าไปหนีปัญหา
เพราะปัญหามันคือปัญญา
เราต้องรู้ เข้าใจว่า
วิกฤตน่ะ คือ โอกาส

คนเราน่ะ
แล้วแต่ผัสสะมันจะเกิดขึ้น
เพราะปัญหา ก็คือ ปัญญา
วิกฤต คือ โอกาส
เราต้องรู้เข้าใจ
ถ้างั้นเป็นโลกส่วนตัว
ไม่ใช่ทางสายกลาง

เราต้องรู้เข้าใจ
เข้าใจปัญหา เราต้องผ่านปัญหา
ถ้าว่างจากตาไม่เห็นรูป หูไม่ได้ยินเสียง
หรือว่า ไม่มีความแก่ เจ็บ ตาย
มันใช้งานไม่ได้
เพราะมันเป็นเพียงสมาธิ เป็นเพียงสมาบัติ
เห็นด้วยมั้ย

ถ้าเราไม่ยกเลิกตัวตน น่าจะไม่ฉลาด
เห็นด้วยมั้ย
เพราะความเป็นระเบียบ เป็นวินัย
หรือความเป็นพระ มันเกิดไม่ได้
เพราะตัวตนมันเยอะ..."

หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม
วันศุกร์ที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๙

◇◇◇◇◇◇◇
...When we let go of the self,
there is no longer any embarrassment.

We should learn together and understand together.
Do not run away from problems,
because problems are the very source of wisdom.
We must understand that
every crisis is an opportunity.

Our experiences arise
according to the sense contacts we encounter.
Problems give rise to wisdom,
and every crisis is an opportunity.
We must understand this.
Otherwise, we remain trapped in our own private world,
instead of walking the Middle Way.

We must understand.
To truly understand a problem,
we have to go through it.
If there were no forms for the eyes to see,
no sounds for the ears to hear,
or no aging, sickness, and death,
life could not function.
That would be nothing more than concentration or meditative absorption.
Do you agree?

If we do not let go of the self,
we cannot truly be wise.
Do you agree?
Because order, discipline,
and the true qualities of a monk
cannot arise
when the self is still so dominant. ...

Luang Phor Gunhah Sukhakamo
Wat Pah Subthawee Dhammaram
Friday, 31 July 2026

#ใจดีใจสบาย
#ธรรมะใจดีใจสบาย
#หลวงพ่อกัณหา_สุขกาโม
#วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม
#LuangPhorGunhah_Sukhakamo
#JaideeJaisabaai #WatSubthawee






"..ปัญญามันจะเกิดขึ้น ก็ต้องอาศัยอารมณ์
เหมือนกัน แต่ต่างจากสมถะ สมถะนั้น เช่น
ว่า พุทโธๆ หรือลมหายใจเข้าออก แค่นี้มัน
ก็สงบได้

แต่ว่าอาหารของปัญญาไม่ใช่อย่างนั้น ต้อง
เปลี่ยนอาหารให้มัน เช่น แม้เราจะทำความ
สงบเกิดขึ้นมาได้ เราก็ต้องชี้มัน บอกมันว่า
อันนี้มันก็ไม่เที่ยง

มันจะชอบขนาดไหน ก็บอกว่า อันนี้มันก็
ไม่เที่ยง' บอกเท่านี้แหละ ปัญญามันก็จะ
โตขึ้นมา ทำไมมันถึงโต เพราะมันมองเห็น
ความไม่เที่ยงตลอด ตามที่เราพิจารณาอยู่..."

หลวงปู่ชา สุภัทโท






“..อุปมาเปรียบชีวิตมนุษย์ ๗ ประการ..”

“..ชีวิตของมนุษย์เมื่อเกิดมาแล้วก็ย่อมต้องตาย เหมือนสรรพสิ่งทั้งหลายในโลก
เมื่อมีการเกิดแล้ว ก็ย่อมมีการตายติดตามมาเป็นของคู่กัน
ธรรมชาติของสิ่งทั้งหลาย คือ การเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป
การตายจึงเป็นสภาพที่ใครๆ ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้
ในปฏิจจสมุปบาท พระพุทธองค์ทรงแสดงว่า สาเหตุหรือปัจจัยแห่งการเกิด คือ อวิชชา
และปัจจัยให้เกิดการตาย ก็คือ การเกิด นั่นเอง
เพราะการเกิดเป็นบทเริ่มต้นแห่งชีวิต และในเวลาเดียวกัน การเกิดก็นำไปสู่ความตาย
โดยผ่านความแก่ ความเจ็บ ซึ่งเป็นปัจจยาการปรากฏต่อเนื่องกันไปโดยไม่ขาดตอนของชีวิต

ในอังคุตรนิกาย ท่านได้อุปมาเปรียบชีวิตมนุษย์ไว้ ๗ ประการ
ซึ่งแสดงให้เห็นความจริงของชีวิต ที่จะต้องเกิด-ดับ เกิดมาแล้วย่อมต้องตาย
ช่วงแห่งการมีชีวิตอยู่นั้นสั้นนัก และเป็นของเล็กน้อย
นิดหน่อยในปัจจยาการที่ชีวิตจะต้องผ่านวัฏวนต่อไป

๑. เปรียบด้วยน้ำค้างบนยอดหญ้า เมื่อพระอาทิตย์อุทัยขึ้นมาแล้ว
น้ำค้างย่อมแห้งหายไปได้อย่างรวดเร็ว ไม่อาจตั้งอยู่ได้นาน
ชีวิตมนุษย์ก็เปรียบเช่นเดียวกับหยาดน้ำค้าง เป็นชีวิตที่แสนสั้น
มีประมาณนิดหน่อย เปลี่ยนแปลงเร็ว มีความทุกข์มาก คับแค้นมาก

๒. เปรียบด้วยฟองน้ำเมื่อฝนตกหนักหนาเม็ด ฟองน้ำที่เกิดขึ้นจากหยาดฝน
ย่อมตั้งขึ้น แต่ก็แตกกระจายไปอย่างรวดเร็ว ชีวิตก็เปรียบเป็นเช่นฟองน้ำ
ไม่อาจตั้งอยู่ได้นาน เป็นชีวิตที่สั้น แตกดับง่าย
มีประมาณนิดหน่อย มีความทุกข์มาก คับแค้นมาก

๓. เปรียบด้วยรอยไม้ที่ขีดลงไปในน้ำ เมื่อเราขีดไม้ลงไปในน้ำ
รอยนั้นย่อมกลับเข้ามาหากันอย่างรวดเร็วในพริบตา ไม่ตั้งอยู่นาน
เฉกเช่นชีวิตมนุษย์ทั้งหลาย อุปมาเปรียบได้เหมือนกับรอยไม้ที่ขีดลงไปในน้ำฉะนั้น

๔. เปรียบด้วยน้ำที่ไหลลงภูเขา น้ำที่ไหลลงจากภูเขา ย่อมมีกระแสเชี่ยวกราก
พัดสรรพสิ่งที่พอจะพัดพาไปได้ ไม่มีเวลาแม้แต่ขณะจิตเดียวที่กระแสน้ำจากภูเขาจะหยุดชะงัก
มีแต่จะไหลเรื่อยลงไปแต่ถ่ายเดียวไม่เคยหยุดยั้ง เหมือนชีวิตมนุษย์ที่จะล่วงไปทุกนาที
เช่นเดียวกับน้ำที่ไหลลงจากภูเขาฉะนั้น

๕. เปรียบเหมือนน้ำลายที่ถูกถ่มไป เมื่อบุรุษผู้มีกำลังอมก้อนน้ำลายไว้ที่ปลายลิ้น
ความที่มีแรงกำลัง ทำให้เขาสามารถถ่มน้ำลายไปได้โดยง่าย
ชีวิตมนุษย์ทั้งหลาย ก็มีอุปมาเหมือนก้อนน้ำลายที่จะพึงถ่มไปได้โดยง่าย เพราะตายง่ายดับง่าย

๖. เปรียบเหมือนชิ้นเนื้อที่ถูกไฟเผาอยู่ตลอด ชิ้นเนื้อที่ใส่ลงนาบในกระทะเหล็ก
ถูกไฟเผาลนอยู่ตลอดวัน ย่อมจะถึงความย่อยยับแตกทำลายไปโดยเร็ว
ไม่อาจจะตั้งอยู่ได้นาน ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลาย
จึงมีอุปมาเปรียบเหมือนกับเนื้อที่ถูกไฟเผาอยู่ตลอดวันตลอดคืนเช่นกัน

๗. เปรียบด้วยแม่โคที่ถูกเขาต้อนไปสู่ที่ฆ่า แม่โคที่จะถูกเชือด
ย่อมถูกปฏักนายโคบาลไล่ต้อนให้ก้าวเท้าเดินเข้าไปสู่ที่ฆ่า ใกล้ความตายเข้าไปทุกขณะ
ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลาย ก็มีอุปมาเหมือนแม่โคที่ถูกเขาต้อนไปสู่ที่ฆ่าฉันนั้น..”

จาก..หนังสือฐานสโมบูชา
โอวาทธรรมคำสอน
หลวงปู่ชอบ ฐานสโม
วัดป่าสัมมานุสรณ์ บ้านโคกมน อ.วังสะพุง จ.เลย
(พ.ศ.๒๔๔๔-๒๕๓๘)






“..บาปนั้นยิ่งทำก็ยิ่งมืดมน..”
“..สภาพจิตของผู้ใคร่ในธรรม อะไรจะพิจารณาเป็นธรรมไปหมด การเป็นธรรมของจิตอยู่ที่ตรงไหน อยู่ตรงที่เราจะปลงอยู่ตรงที่ “กมฺมสฺสกา มาณว สตฺตา กมฺมทายาทา กมฺมโยนี กมฺมพนฺธู กมฺมปฏิสรณา” สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของของตน มีกรรมเป็นผู้ให้ผล มีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นผู้ติดตาม มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย ชีวิตทุกดวง “ดี-ชั่ว” เป็นไปตามผลของกรรม

คนทำชั่วมากๆแสดงว่าเขาทำกรรมชั่ว กรรมชั่วอันนั้นมันเป็น “บาปสังขาร” คอยปรุงแต่งจิตให้ทำชั่วอยู่เรื่อยๆ ยิ่งทำก็ยิ่งมืดมนอนธกาล ยิ่งทำก็ยิ่งมองไม่เห็นบาปบุญคุณโทษ ประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ อย่างดีก็มุ่งเห็นแต่ประโยชน์ส่วนตัวและความสุขส่วนตัวเพียงถ่ายเดียว โดยไม่นึกถึงอกเขาอกเรา จิตมันก็ไม่เป็นธรรม ไม่เป็นกลาง ไม่เที่ยงธรรม ทำแต่บาปแต่กรรม ไม่รู้จักบุญไม่รู้จักกุศล ไม่รู้จักทำดี มีแต่ทำชั่วร่ำไป ร่ำไป มีใครไปพูดเรื่องบาปบุญคุณโทษให้ฟัง...เหลวไหล! ใครพูดเรื่องนรกเรื่องสวรรค์เรื่องนิพพานให้ฟัง ...เหลวไหล ! เพราะอะไร..เพราะ “บาปกรรม” มันปิดบัง..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย) วัดป่าสาลวัน อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา
(พ.ศ.๒๔๖๔–๒๕๔๒)
ตอบกระทู้