Switch to full style
พระพุทธพจน์ - พุทธภาษิต พระธรรมเทศนา และ ธรรมะจากครูบาอาจารย์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
ตอบกระทู้

ทำกรรมฐาน

เสาร์ 25 ก.ค. 2026 12:48 pm

“..เมื่อเรามาทำกรรมฐาน มันจึงไม่ค่อยสงบ ความสงบมันจะเกิดขึ้นตรงไหน ความสงบนี้มันจะเกิดขึ้นระยะที่เราปล่อยวาง ถ้าเราตึงเครียดเมื่อไร มันจะมีแต่เรื่องวุ่นวาย ไม่มีความสงบภายในจิต ดูอย่างพระอานนท์ ท่านเป็นผู้รู้ธรรมะมากที่สุด เมื่อจะเอาจริงๆก็เลยไม่รู้ว่าจะเอาตรงไหน อันนั้นมันก็ดี อันนี้มันก็ดี เลยดีกันทั้งคืน ยิ่งตอนเช้าพรุ่งนี้เขาจะเรียกพระอรหันต์ทำการสังคายนารวมทั้งพระอานนท์ด้วย ก็ยิ่งร้อนใจ ยังมีเวลาอีกคืนเดียวเท่านั้น ก็เลยเร่งเต็มที่อยากจะเป็นพระอรหันต์ แต่ยิ่งทำก็ยิ่งไปกันใหญ่ จวนจะสว่างอยู่แล้ว ก็ว่า “ เอ เรานี่มันตึงเครียดไปล่ะมั้งนี่ ” เหนื่อยก็เหนื่อย ง่วงก็ง่วง ก็เลยจะพักผ่อนสักระยะหนึ่ง พอท่านทอดอาลัยเอนกายนอน มีตัวรู้อันเดียว พอจิตมันวางปุ๊ป เท่านั้นแหละ มันเร็วที่สุด พระอานนท์ท่านตรัสรู้เวลานั้น ในเวลาที่วาง พวกเราลองดูซิ ไปนั่งกรรมฐาน กัดฟันเข้า! ขัดสมาธิยันเลย ตายเป็นตาย เหงื่อมันไหลแหมะๆ ความสงบไม่ใช่มันอยู่ตรงนั้น ความสงบนั้นมันอยู่ที่พอดีๆ มันจะดีขนาดไหนมันก็ไม่สงบ ถ้ามันดีเกินดี มันไม่ดีพอดี มันเกินไป มันดีไม่พอ ดีขนาดไหนก็ให้พอดีมันถึงดี ดีเกินดี มันไม่ดีหรอก ให้พวกเราเข้าใจอย่างนั้น แต่คนเราตัณหามันก็ว่า ต้องทำอย่างเฉียบขาด ไปนั่งกัดฟันลองดูซิ ไม่มีทางหรอก วุ่นตลอดเวลา..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
(พ.ศ.๒๔๖๑-๒๕๓๕)






การเดินมรรค

หลวงปู่ทิวา อาภากโร

สิ่งที่อาตมาสอนเน้นมากก็คือ การเดิน "มรรคผสม" รวมทั้งสติ สมาธิ ปัญญา ทั้งนี้เพื่อย้ำให้เห็นว่า กิเลสจะละได้นั้น ไม่ใช่สติ หรือสมาธิ หรือปัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ต้องใช้ทั้ง 3 อย่างทำงานร่วมกันเป็นทีมเวิร์ก (Teamwork) จึงจะละกิเลสได้ มรรคต้องทำให้มาก เจริญให้มาก

การปฏิบัติ ถ้าจะหวังผลกันอย่างจริงจัง ต้องทำเป็นอนุโลม–ปฏิโลม คือทำทีละอย่างสลับกันไปอย่างนั้นเป็นเวลานาน ๆ เพื่อให้เกิดความคุ้นเคยในแต่ละอย่าง เช่น ทำสติก็ทำนาน ๆ อาจจะเป็นชั่วโมงก็ได้

จากนั้นจึงทำสมาธิ เพราะความจริงสมาธิก็ต้องอาศัยสติ สมาธิจึงจะลงลึกได้ก็เพราะสติ มิฉะนั้นจิตจะหนีไปพักเป็นภวังค์ เมื่อทำสมาธิก็ทำสมาธิให้นาน ๆ เพื่อความคุ้นเคย ทำสมาธิอย่างเดียวหมดวันก็ได้

จากนั้นก็ทำปัญญาเป็นขั้นตอน ให้จิตมันยอมรับ จะเกิดความคุ้นเคยกับความจริงว่า "กายไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา" เป็นธาตุ 4 เป็นสภาวธรรมอันเกิดดับ

นิโรธ ต้องละความเป็นเราของเรา นี่สำคัญ มันเป็นธาตุ 4 อันเกิดดับ

เพราะฉะนั้นในนิโรธ ท่านจึงบรรยายไว้ว่า

จาโค (เสียสละ)
ปฏินิสสัคโค (คืนเขาไปเสีย)
มุตติ (ทิ้งไปเสีย)
อนาลโย (ไม่เหลียวกลับไปหาอีกเลย)

หมายความให้ละตัวตัณหานั่นเอง ละความเป็นเราของเรา กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา นี้อย่างสิ้นเชิง โดยให้เห็นว่ามันเป็นธาตุ 4 อันเกิดดับ ต้องทำความเห็นนี้ให้เกิดขึ้น จึงจะเป็นปัญญา เป็นวิปัสสนา

ฉะนั้นต้องเน้นปัญญาให้เกิดความเห็นอันนี้ให้ได้ ทำความคุ้นเคยในความเห็นนี้ จากนั้นเราจึงมาทำ "มรรคผสม" ทั้งสติ สมาธิ ปัญญา

มรรคผสมนี้ต้องทำให้มาก เจริญให้มาก จนจิตเดินถึงฐานเป็น "มรรคสมังคี"

ขั้นตอนแต่ละขั้นตอน ก็ต้องใช้เวลามากทีเดียวเหมือนกัน ทีนี้การสอนของอาตมานี่รวบรัดหมด เพื่อให้เห็นความเกี่ยวเนื่องกันของแต่ละขั้นตอน แต่ละขั้นตอนนั้นเราต้องทำให้เกิดความคุ้นเคยจริง ๆ เหมือนกัน

26 กรกฎาคม 2557






“..ธรรมโอวาท ของ “หลวงปู่มั่น ภูริทัตตเถระ เรื่อง การพิจารณากาย..”

“..พระบรมศาสดาจารย์เจ้าทรงตั้งมหาสติปัฎฐานเป็นชัยภูมิก็โดยที่ผู้จะเข้าสู่ สงครามรบข้าศึก คือ กิเลส ต้องพิจารณากายานุปัสนาสติปัฏฐานเป็นต้นก่อน เพราะคนเราที่เกิดกามราคะก็เกิดที่กายและใจ เพราะตาแลเห็นกายทำให้ใจกำเริบ เหตุนั้น จึงได้ความว่า กายเป็นเครื่องก่อเหตุ จึงต้องพิจารณาที่กายนี้ก่อน จะได้เป็นเครื่องดับนิวรณ์ทำให้ใจสงบได้

การพิจารณากายนี้เป็นของสำคัญ ผู้ที่จะพ้นทุกข์ล้วนแต่ต้องพิจารณากายนี้ทั้งสิ้น สิ่งสกปรกน่าเกลียดนั้นก็คือตัวเรานี้เอง ร่างกายนี้เป็นที่ประชุมแห่งของโสครก เป็นอสุภะ ปฏิกูล น่าเกลียด เพราะฉะนั้นจงพิจารณากายนี้ให้ชำนิชำนาญ ให้มีสติพิจารณาในที่ทุกสถาน ยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ คิด พูด ก็ให้มีสติรอบคอบในกายอยู่เสมอ ณ ที่นี้พึงทำให้มาก เจริญให้มาก คือพิจารณาไม่ต้องถอยเลยทีเดียว

ขณะเมื่อยังเห็นไม่ทันชัดเจนก็พิจารณาส่วนใดส่วนหนึ่งแห่งกายอันเป็นที่สบาย แก่จริตจนกระทั่งปรากฏเป็นอุคคหนิมิต คือ ปรากฏส่วนแห่งร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่งแล้วก็กำหนดส่วนนั้นให้มาก เจริญให้มาก ทำให้มาก

พระโยคาวจรเจ้าเมื่อพิจารณาในที่นี้ พึงเจริญให้มาก ทำให้มาก อย่าพิจารณาครั้งเดียวแล้วปล่อยทิ้งตั้งครึ่งเดือน ตั้งเดือน ให้พิจารณาก้าวเข้าไป ถอยออกมาเป็น อนุโลม ปฏิโลม คือเข้าไปสงบในจิตแล้วถอยออกมาพิจารณากาย อย่าพิจารณากายอย่างเดียวหรือสงบที่จิตแต่อย่างเดียว พระโยคาวจรเจ้าพิจารณาอย่างนี้ชำนาญแล้ว หรือชำนาญอย่างยิ่งแล้ว คราวนี้แลเป็นส่วนที่จะเป็นเอง คือ จิต ย่อมจะรวมใหญ่ เมื่อรวมพรึบลง ย่อมปรากฏว่าทุกสิ่งรวมลงเป็นอันเดียวกันคือหมดทั้งโลกย่อมเป็นธาตุทั้งสิ้น นิมิตจะปรากฎขึ้นพร้อมกันว่าโลกนี้ราบเหมือนหน้ากลอง เพราะมีสภาพเป็นอันเดียวกัน ไม่ว่า ป่าไม้ ภูเขา มนุษย์ สัตว์ แม้ที่สุดตัวของเราก็ต้องลงราบเป็นที่สุดอย่างเดียวกันพร้อมกับ ญาณสัมปยุตต์ คือรู้ขึ้นมาพร้อมกัน ในที่นี้ตัดความสนเท่ห์ในใจได้เลย จึงชื่อว่า ยถาภูตญาณทัสสนวิปัสสนา คือทั้งเห็นทั้งรู้ตามความจริง

การพิจารณากายนี้มีที่กล่าวอ้างมาก ดั่งในการบวชทุกวันนี้ เบื้องต้นต้องบอกกรรมฐาน ๕ ก็คือ กายนี้เองก่อนอื่นหมดเพราะเป็นของสำคัญ ท่านกล่าวไว้ในคัมภีร์พระธรรมบทขุทฺทกนิกายว่า อาจารย์ผู้ไม่ฉลาดไม่บอกซึ่งการพิจารณากาย อาจทำลายอุปนิสัยแห่งพระอรหันต์ของกุลบุตรได้ เพราะฉะนั้นในทุกวันนี้จึงต้องบอกกรรมฐาน๕ ก่อน

เหตุนั้นการพิจารณากายจึงเป็นของสำคัญ ผู้ที่จะพ้นทุกข์หมดล้วนแต่ต้องพิจารณากายนี้ทั้งสิ้นจะรวบรวมกำลังใหญ่ได้ ต้องรวบรวมด้วยการพิจารณากาย แม้พระพุทธองค์เจ้าจะได้ตรัสรู้ทีแรกก็ทรงพิจารณาลม ลมจะไม่ใช่กายอย่างไร? เพราะฉะนั้นมหาสติปัฏฐาน มีกายานุปัสสนาเป็นต้น จึงชื่อว่า ชัยภูมิ เมื่อเราได้ชัยภูมิ ดีแล้ว กล่าวคือปฏิบัติตามหลักมหาสติปัฏฐานจนชำนาญแล้ว ก็จงพิจารณาความเป็นจริงตามสภาพแห่งธาตุทั้งหลาย..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร
(พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)
(ที่มา: หนังสือหลวงตามหาบัว)







“..หลักในทางพระพุทธศาสนาท่านสอนว่า สัพพะปาปัสสะอะกะระณัง การไม่ทำบาปทั้งปวง กุสะลัสสูปะ สัมปะทา การทำกุศลให้ถึงพร้อม สะจิตตะปะริโยทะปะนัง การชำระจิตของตนให้ขาวสะอาด เอตังพุทธานะสาสะนัง นี่เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา การทำจิตให้เป็นกุศล อันนี้คือเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ให้ทำจิตของเราให้ผ่องใส ขาวสะอาด ปราศจากมลทินเครื่องเศร้าหมอง อันนี้เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา สามประการนี้ สัพพะปาปัสสะอะกะระณัง นี้เรียกว่าถอนรากมันออกหมดเลย เหมือนน้ำอยู่ในตุ่ม อาตมาเคยสอนว่า ตักน้ำออกไปจากตุ่มหนึ่งขัน แล้วตักเข้ามาเพิ่มอีกหนึ่งขัน ตักออกหนึ่งขันตักเข้ามาเพิ่มหนึ่งขัน มันจะมีเวลาแห้งไหม? ให้ละบาปแล้วจึงบำเพ็ญบุญ เราต้องละคือตัดออกทีละเล็กละน้อย น้ำมันก็จะมีเวลาเหือดแห้งลงได้ อันนี้พวกเราชอบตักน้ำออกขันหนึ่งแล้วเอามาเพิ่มอีกสามขัน... (หัวเราะ หึ หึ)... มันเป็นอย่างนี้ ฉะนั้นจึงได้บ่นว่าทำไมคนจึงไม่เหมือนกัน บางทีก็มีสุขๆ บางทีก็มีทุกข์ๆ เพราะเราทำอย่างนั้น ตักออก แล้วก็ตักเข้ามาอีก ปะปนกันอยู่อย่างนั้น ก็ควรที่จะวินิจฉัยดูหรือ พิจารณาดูว่า ถ้าเราตักน้ำออกแล้วไม่ได้ตักเพิ่มเข้ามาอีกก็ไม่ต้องตักมากหรอก ตักออกทีละนิดละหน่อย เดี๋ยวน้ำก็แห้งไปเอง ฉะนั้นการทำบุญก็มีความสำคัญอยู่ แต่มันไม่ยิ่งเท่าไรหรอก แต่การละบาปสำคัญยิ่งกว่า มันจะได้หมดไปๆ ที่เราอยู่ทุกวันนี้ ทำบาปก็ได้บาป ทำบุญก็ได้บุญ ก็เสมอต้นเสมอปลาย ถ้าตักออกแล้วก็ตักเข้ามาอีก มันจึงเสมอกันอยู่อย่างนี้ เป็นทุกข์อยู่อย่างนี้ตลอดไป ดังนั้นในฐานะที่เราเป็นพุทธบริษัท ก็ควรตั้งต้นปฏิบัติให้ถูกต้อง ถูกธรรม ถูกทางเสียตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
(พ.ศ.๒๔๖หนังสือหลวงตามหาบัว
ตอบกระทู้