พระพุทธพจน์ - พุทธภาษิต พระธรรมเทศนา และ ธรรมะจากครูบาอาจารย์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
พฤหัสฯ. 23 ก.ค. 2026 12:56 pm
“..อย่ามัวอ่านสรรพคุณยาจนลืมกินยา..”
“..อีกอย่างหนึ่ง เปรียบเหมือนหมอยายื่นขวดยาให้คนไข้ ข้างนอกขวดเขาเขียนบอกสรรพคุณของยาไว้ว่า แก้โรคชนิดนั้นๆ ส่วนตัวยาแก้โรคนั้นอยู่ข้างในขวด ที่คนไข้มัวอ่านสรรพคุณของยาที่ติดไว้ข้างนอกขวด อ่านไปตั้งร้อยครั้งพันครั้ง คนไข้ผู้นั้นจะต้องตายเปล่า โดยไม่ได้รับประโยชน์จากตัวยานั้นเลย และเขาจะมาร้องตีโพยตีพายว่าหมอไม่ดี ยาไม่มีสรรพคุณ แก้โรคอะไรไม่ได้ เขาจึงเห็นว่ายาที่หมอให้ไว้ไม่มีประโยชน์อะไร ทั้งๆที่ตัวเองไม่เคยเปิดจุกขวดรินยาออกกินเลย เพราะมัวแต่ไปติดใจอ่านฉลากยา ซึ่งติดอยู่ข้างขวดเสียจนเพลินแต่ถ้าหากเขาเชื่อหมอจะอ่านฉลากครั้งเดียวหรือไม่อ่านก็ได้ แต่ลงมือกินยาตามคำสั่งของหมอ ถ้าคนไข้เป็นน้อย เขาก็หายจากโรค แต่ถ้าหากเป็นมาก อาการของโรคก็จะทุเลาลง และถ้าหากกินบ่อยๆ โรคก็จะหายไปเอง ที่ต้องกินยามากและบ่อยครั้ง ก็เพราะโรคเรามันมาก เรื่องนี้เป็นธรรมดาเหลือเกิน ดังนั้นท่านผู้อ่านจงใช้สติปัญญาพิจารณาให้ละเอียดจริงๆ จึงจะเข้าใจดี..”
โอวาทธรรมคำสอน
พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
(พ.ศ.๒๔๖๑-๒๕๓๕)
“..คุณสมบัติของผู้ภาวนา..” “..ให้ท่องในใจเสมอว่า "เรามีความแก่ ความเจ็บ ความตายอยู่ประจำตัวทั่วหน้ากัน” ป่าช้าอันเป็นที่เผาศพภายนอกและป่าช้าฝังศพภายใน คือตัวเราเอง "เป็นป่าช้าร้อยแปดพันเก้าแห่งศพ ที่นำมาฝังหรือบรรจุจะอยู่ในตัวเราตลอดเวลา" ทั้งศพเก่าศพใหม่ทุกวัน
“..พิจารณาธรรมสังเวช พิจารณาความตายเป็นอารมณ์ ย่อมมีทางถอดถอนความเผลอเย่อหยิ่งในวันในชีวิตและวิทยาฐานะต่าง ๆ ออกได้..” จะเห็นโทษแห่งความบกพร่องของตัวและพยายามแก้ไขได้เป็นลำดับ “..มากกว่าจะไปเห็นโทษของคนอื่นแล้วมานินทาเขา..” ซึ่งเป็นความไม่ดีใส่ตน
“..นี่คือการภาวนา คือวิธีเตือนตน สั่งสอนตน ตรวจตราความบกพร่องของตน” ว่าควรแก้ไขจุดใดตรงไหนบ้าง..”ใช้ความพิจารณาอยู่ทำนองนี้เรื่อย ๆ..“ ด้วยวิธีสมาธิภาวนาบ้าง ด้วยการรำพึงในอริยบถต่าง ๆ บ้าง
“..ใจจะสงบเย็น ไม่ลำพองผยองตัวและความทุกข์มาเผาลนตนเอง” เป็นผู้รู้จักประมาณในหน้าที่การงาน ที่พอเหมาะพอดีแก่ตน ทั้งทางกายและทางใจ..”ไม่ลืมตัวมั่วสุมในสิ่งที่เป็นหายนะต่าง ๆ คุณสมบัติของผู้ภาวนานี้มีมากมาย” ไม่อาจพรรณาได้จบสิ้นได้..”
ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)
“..กรรมไม่ใช่ทำให้คนอื่น เราทำเองเราได้เอง..”
“..วันนี้จะเทศน์ถึงเรื่องกรรมให้ฟัง คนไม่ค่อยจะคิดถึงกรรม คิดก็คิดไม่ละเอียดถี่ถ้วน เผินๆ เห็นว่าเวลาตายด้วยประการต่างๆ ด้วยอุปัทวเหตุเกิดขึ้นเรียกว่ากรรมของคนนั้น แท้ที่จริงนั้นกรรมมันยังลึกซึ้งลงไปกว่านั้นอีก อย่างท่านว่า สัพเพสัตตา กัมมัสสะกา กัมมะทายาทา กัมมะโยนิ กัมมะพันธุ กัมมะปะฏิสะระณา ยัง กัมมัง กะริสสันติ กัลยาณัง วา ปาปะกัง วา ตัสสะ ภะวิสสันติ. อย่างนี้เป็นต้น
คนเราถ้าไม่มีกรรมก็ไม่เกิด มันมีกรรมจึงค่อยเกิด ถ้าหมดกรรมหมดเวรแล้วก็หมดเรื่อง ถึงพระนิพพานเลย นี้มันมีกรรมอยู่นั่นแหละถึงมาเกิดมาเป็นคน มาเป็นสัตว์สาราสิ่งทุกประการที่เกิดมานั้นล้วนแต่เป็นกรรมทั้งนั้นแหละ เราทำกรรมอะไรไว้ย่อมรับกรรมอันนั้น ทำกรรมดีกรรมชั่วก็ต้องรับกรรมอันนั้น ที่เราทำ ไม่ใช่คนอื่นทำให้ ไม่ใช่ทำให้คนอื่น เราทำเองเราได้เอง อันนี้เป็นการตายตัวอยู่ในนั้น จะเปลี่ยนแปลงพลิกไหวไปไม่ได้
กมฺมทา กมฺมสฺสกา เราทำ กมฺมทายาทา กรรมอันที่เราทำแล้วเราต้องรับเป็นทายาท คือว่าเป็น เป็นรับผลกรรมนั้นเอง กมฺมโยนิ เรามีกรรมเป็นกำเนิดคือที่เกิดมาเป็นมนุษย์มาเป็นสัตว์ ที่เกิดมาเรียกว่า กรรม กมฺมพนฺธุ กมฺมปฏิสรณา เรามีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ กมฺมปฏิสรณา ก็ต้องอาศัยกรรม คนเราเกิดขึ้นมาต้องอาศัยกรรม เดี๋ยวนี้ก็ต้องอาศัยกรรมอยู่ คือการกระทำนั้นเองเรียกว่า กรรม จะทำดีทำชั่วก็คือเราเกิดขึ้นมาต้องทำ ไม่ทำ อยู่เฉยๆไม่ได้ เหมือนกับท่อนไม้ท่อนฟืนนี่ไม่ได้ คนไม่ทำกรรมอะไรเรียกว่าคนตาย มีจิตวิญญาณเข้าครองแล้วต้องทำกรรมทุกคนเรียกว่า กมฺมปฏิสรณา ทำกรรมดีก็เรานั่นแหละคนทำ ทำกรรมชั่วก็เรานั้นแหละทำ ยํ กมฺมํ กริสฺสนฺติ เราจะทำกรรมอันใดไว้ท่านเลือกเองเราจะทำกรรมอันใดไว้ให้เลือกเอา ดีหรือชั่วให้เลือกเอา ถ้าเห็นว่ากรรมชั่ว ทุจริตเป็นผลให้ก่อให้เกิดทุกข์เราก็เว้นเสีย กรรมดีเป็นเหตุให้เกิดสุข นำมาซึ่งความสุขเราก็ประกอบด้วยความดีอันนั้นแต่ก็ยังเป็นกรรมอยู่นั่นแหละ ประกอบทั้งดีและชั่วเป็นกรรมทั้งสองอย่างแล้วจะไปพ้นจากกรรมได้ไง
เราอาศัยกรรมเช่นนี้แล้วเห็นชัดเจนที่สุดว่า ไม่มีใครทำให้หรอก เราเกิดมาต้องพึ่งกรรม อยู่ทุกวันนี้ก็คือกรรม คือ ทำดีทำชั่วมันก็ต้องก็ได้รับกรรมนั้นต่อไปอีก ไม่มีที่สิ้นที่สุด สงสารนี้จึงว่ายืดยาวนานแสนนานที่สุดที่จะพ้นจากกรรมได้ยาก เกือบจะมองไม่เห็นริบหรี่ซะเลย กรรมเราทำทุกคนที่ทำอยู่นั่น แต่ไม่ใช่ของเหลือวิสัยที่คนเราจะทำให้พ้นจากกรรมได้..”
เทสฺรํสีธมฺโมวาท
พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (เทสก์ เทสรังสี) วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย
(พ.ศ.๒๔๔๕-๒๕๓๗)
“..คนที่มีสัจจะ มักทำอะไรแล้วประสบความสำเร็จ
เพราะสัจจะ เป็นบารมีอย่างหนึ่ง ที่ส่งผลให้ กำลังใจเข้มแข็งมากขึ้น..”
โอวาทธรรม
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ
Powered by phpBB © phpBB Group.
phpBB Mobile / SEO by Artodia.