พระพุทธพจน์ - พุทธภาษิต พระธรรมเทศนา และ ธรรมะจากครูบาอาจารย์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
พุธ 22 ก.ค. 2026 7:01 pm
"คนเราจะดีจะชั่วอยู่ที่ใจ
ถ้าใจไม่สงบ ก็ยากที่จะเห็นธรรม
ให้หมั่นรักษาใจของตนให้ดีที่สุด
ไม่ต้องไปดูคนอื่น ให้ดูที่ใจตัวเอง"
เมตตาธรรม
#หลวงปู่จันทร์เรียน คุณวโร
วัดถ้ำสหายธรรมจันทร์นิมิต
“..กรรมไม่ใช่ทำให้คนอื่น เราทำเองเราได้เอง..”
“..วันนี้จะเทศน์ถึงเรื่องกรรมให้ฟัง คนไม่ค่อยจะคิดถึงกรรม คิดก็คิดไม่ละเอียดถี่ถ้วน เผินๆ เห็นว่าเวลาตายด้วยประการต่างๆ ด้วยอุปัทวเหตุเกิดขึ้นเรียกว่ากรรมของคนนั้น แท้ที่จริงนั้นกรรมมันยังลึกซึ้งลงไปกว่านั้นอีก อย่างท่านว่า สัพเพสัตตา กัมมัสสะกา กัมมะทายาทา กัมมะโยนิ กัมมะพันธุ กัมมะปะฏิสะระณา ยัง กัมมัง กะริสสันติ กัลยาณัง วา ปาปะกัง วา ตัสสะ ภะวิสสันติ. อย่างนี้เป็นต้น
คนเราถ้าไม่มีกรรมก็ไม่เกิด มันมีกรรมจึงค่อยเกิด ถ้าหมดกรรมหมดเวรแล้วก็หมดเรื่อง ถึงพระนิพพานเลย นี้มันมีกรรมอยู่นั่นแหละถึงมาเกิดมาเป็นคน มาเป็นสัตว์สาราสิ่งทุกประการที่เกิดมานั้นล้วนแต่เป็นกรรมทั้งนั้นแหละ เราทำกรรมอะไรไว้ย่อมรับกรรมอันนั้น ทำกรรมดีกรรมชั่วก็ต้องรับกรรมอันนั้น ที่เราทำ ไม่ใช่คนอื่นทำให้ ไม่ใช่ทำให้คนอื่น เราทำเองเราได้เอง อันนี้เป็นการตายตัวอยู่ในนั้น จะเปลี่ยนแปลงพลิกไหวไปไม่ได้
กมฺมทา กมฺมสฺสกา เราทำ กมฺมทายาทา กรรมอันที่เราทำแล้วเราต้องรับเป็นทายาท คือว่าเป็น เป็นรับผลกรรมนั้นเอง กมฺมโยนิ เรามีกรรมเป็นกำเนิดคือที่เกิดมาเป็นมนุษย์มาเป็นสัตว์ ที่เกิดมาเรียกว่า กรรม กมฺมพนฺธุ กมฺมปฏิสรณา เรามีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ กมฺมปฏิสรณา ก็ต้องอาศัยกรรม คนเราเกิดขึ้นมาต้องอาศัยกรรม เดี๋ยวนี้ก็ต้องอาศัยกรรมอยู่ คือการกระทำนั้นเองเรียกว่า กรรม จะทำดีทำชั่วก็คือเราเกิดขึ้นมาต้องทำ ไม่ทำ อยู่เฉยๆไม่ได้ เหมือนกับท่อนไม้ท่อนฟืนนี่ไม่ได้ คนไม่ทำกรรมอะไรเรียกว่าคนตาย มีจิตวิญญาณเข้าครองแล้วต้องทำกรรมทุกคนเรียกว่า กมฺมปฏิสรณา ทำกรรมดีก็เรานั่นแหละคนทำ ทำกรรมชั่วก็เรานั้นแหละทำ ยํ กมฺมํ กริสฺสนฺติ เราจะทำกรรมอันใดไว้ท่านเลือกเองเราจะทำกรรมอันใดไว้ให้เลือกเอา ดีหรือชั่วให้เลือกเอา ถ้าเห็นว่ากรรมชั่ว ทุจริตเป็นผลให้ก่อให้เกิดทุกข์เราก็เว้นเสีย กรรมดีเป็นเหตุให้เกิดสุข นำมาซึ่งความสุขเราก็ประกอบด้วยความดีอันนั้นแต่ก็ยังเป็นกรรมอยู่นั่นแหละ ประกอบทั้งดีและชั่วเป็นกรรมทั้งสองอย่างแล้วจะไปพ้นจากกรรมได้ไง
เราอาศัยกรรมเช่นนี้แล้วเห็นชัดเจนที่สุดว่า ไม่มีใครทำให้หรอก เราเกิดมาต้องพึ่งกรรม อยู่ทุกวันนี้ก็คือกรรม คือ ทำดีทำชั่วมันก็ต้องก็ได้รับกรรมนั้นต่อไปอีก ไม่มีที่สิ้นที่สุด สงสารนี้จึงว่ายืดยาวนานแสนนานที่สุดที่จะพ้นจากกรรมได้ยาก เกือบจะมองไม่เห็นริบหรี่ซะเลย กรรมเราทำทุกคนที่ทำอยู่นั่น แต่ไม่ใช่ของเหลือวิสัยที่คนเราจะทำให้พ้นจากกรรมได้..”
เทสฺรํสีธมฺโมวาท
พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (เทสก์ เทสรังสี) วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย
(พ.ศ.๒๔๔๕-๒๕๓๗)
“..คนที่มีสัจจะ มักทำอะไรแล้วประสบความสำเร็จ
เพราะสัจจะ เป็นบารมีอย่างหนึ่ง ที่ส่งผลให้ กำลังใจเข้มแข็งมากขึ้น..”
โอวาทธรรม
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ
“..ศีล แปลว่า ความปกติกายปกติใจ เดี๋ยวนี้ใจเราปกติหรือยังไม่ปกติ มันเป็นอย่างไร ถ้าใจมันปกติ มันก็ไม่พิกลพิการ มันไม่ทะเยอทะยาน เรื่องเป็นเช่นนี้ กายของเราปกติ มันก็ไม่พิกลพิการ ให้พิจารณาดูซิ ทำจิตให้เป็นปกติ เหมือนกับก้อนหิน ลมพัดมาทุกทิศทั้งสี่ก็ไม่หวั่นไหว นี่เราก็ทำใจเราเหมือนก้อนหิน ใครจะว่าอย่างไรก็ตาม ดีชั่วไม่เป็นเหมือนเขาว่า เมื่อเราไม่ดีแล้วเขาว่าดี มันก็ไม่ดีครือเขาว่า เมื่อเราดีแล้วเขาว่าไม่ดี ก็ไม่เป็นเหมือนเขาว่า เราก็ดูซิ ให้เห็นซิ นี่แหละจิตของเราเป็นศีล เราก็รู้จัก ตามที่ได้อธิบายมาแล้วข้างต้น นี่ให้พากันพึงรู้พึงเข้าใจ..”
อาจาโรวาท
หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
วัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร
(พ.ศ.๒๔๔๒-๒๕๒๐)
“..ศีล..สีลํ สีลา วิย ศีลคือความปกติ อุปมาได้เท่ากับหินซึ่งเป็นของหนักและเป็นแก่นของดิน แม้จะมีวาตธาตุมาเป่าสักเท่าใด ก็ไม่มีการสะเทือนหวั่นไหวเลย แต่ว่าเราจะสำคัญถือแต่เพียงคำว่าศีลเท่านั้น ก็จะทำให้เรางมงายอีก ต้องให้รู้จักเสียว่าศีลนั้นอยู่ที่ไหน มีตัวตนเป็นอย่างไร อะไรเล่าเป็นตัวศีล ใครเป็นผู้รักษา
ถ้ารู้จักว่าใครเป็นผู้รักษาแล้ว ก็จะรู้จักว่าผู้นั้นเป็นตัวศีล ถ้าไม่เข้าใจเรื่องศีลก็จะงมงาย ไม่ถือศีลเพียงนอกๆ เดี๋ยวก็ไปหาเอาที่นั้นทีนี้จึงจะมีศีล ไปขอเอาที่นั่นที่นี่จึงมี เมื่อยังเที่ยวหาเที่ยวขออยู่ไม่ใช่หลงศีลดอกหรือ ไม่ใช่สีลพัตตปรามาสถือนอกๆ ลูบๆ คลำๆ อยู่หรือ
อิทํ สจฺจาภินิเวสทิฏฐิ จะเห็นความงมงายของตนว่า เป็นของจริงเที่ยงแท้ ผู้ไม่หลง ย่อมไม่ไปเที่ยวขอเที่ยวหา เพราะเข้าใจแล้วว่าศีลก็อยู่ที่ตนนี้ จะรักษาโทษทั้งหลายก็ตนเป็นผู้รักษา ดังที่ว่า "เจตนาหํ ภิกฺขเว สีลํ วทามิ" เจตนา เป็นตัวศีล
เจตนา คืออะไร เจตนานี้ต้องแปลงอีกจึงจะได้ความ ต้องเอาสระ เอ มาเป็น อิ เอา ต สะกดเข้าไป เรียกว่า จิตฺต คือ จิตใจ คนเราถ้าจิตใจไม่มี ก็ไม่เรียกว่า คน มีแต่กายจะสำเร็จการทำอะไรได้ ร่างกายกับจิตต้องอาศัยซึ่งกันและกัน เมื่อจิตใจไม่เป็นศีล กายก็ประพฤติไปต่างๆ จึงกล่าวได้ว่า ศีลมีตัวเดียว นอกนั้นเป็นแต่เรื่องโทษที่ควรละเว้น
โทษ ๕ โทษ ๘ โทษ ๑๐ โทษ ๒๒๗ รักษาไม่ให้มีโทษต่างๆ ก็สำเร็จเป็นศีลตัวเดียว รักษาผู้เดียวนั้นได้แล้ว มันก็ไม่มีโทษเท่านั้นเอง ก็จะเป็นปกติแนบเนียนไม่หวั่นไหว ไม่มีเรื่องหลงหาหลงขอ คนที่หาขอต้องเป็นคนทุกข์ ไม่มีอะไรจึงเที่ยวหาขอ
เดี๋ยวก็กล่าว ยาจามิๆ ขอแล้วขอเล่าขอเท่าไรยิ่งไม่มียิ่งอดอยากยากเข็ญ
เราได้มาแล้วมีอยู่แล้วซึ่งกายกับจิต รูปกายก็เอามาแล้วจากบิดามารดาของเรา จิตก็มีอยู่แล้ว ชื่อว่าของเรามีพร้อมบริบูรณ์แล้ว จะทำให้เป็นศีลก็ทำเสียไม่ต้องกล่าวว่า ศีลมีอยู่ที่โน้นที่นี้ กาลนั้นจึงจะมีกาลนี้จึงจะมี ศีลมีอยู่ที่เรานี้แล้ว อกาลิโก รักษาได้ไม่มีกาล ได้ผลก็ไม่มีกาล..”
ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร
(พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)
“..#สิ้นภพสิ้นชาติ..”
“..ถ้าเราไปดูแต่ข้างนอก ไปฟังแต่ข้างนอก เราก็มองไม่เห็น หรือเห็น แต่มันละไม่ได้วางไม่ได้ เช่นว่าความเกิดอย่างนี้แหละ เราก็มองเห็นคนเกิดมา คนแก่เราก็มองเห็น แต่เราละไม่ได้
#ความเจ็บไข้ได้พยาธิเราก็มองเห็น แต่เราละไม่ได้ คนตายเราก็มองเห็น แต่เราละไม่ได้ อันนี้ในพระธรรมคุณท่านจึงบอกไว้ว่า “เอหิปัสสิโก” จงร้องเรียกสัตว์ทั้งหลายมาดูธรรม ท่านให้มาดูธรรม “โอปะนะยิโก” ท่านให้น้อมเข้ามา มาดู ดูความเกิด
#อะไรมันเกิดเล่า ตัวเรานี้เป็นผู้เกิด
ถ้าเราเห็น ความเกิดของเราว่าเป็นตัวทุกข์ มันก็ละเอง ถ้าเราไม่เห็นในตัวของเราว่าเป็นทุกข์แล้ว มันก็ละไม่ได้ เปรียบอุปมาอุปไมย เหมือนกับเรายกของหนักๆ ถ้าเรารู้จักว่ามันหนักแล้ว เราก็วาง ถ้าเราไม่รู้จักหนัก มันก็ไม่วาง นี่แหละฉันใดก็ฉันนั้น
#ถ้าเราเห็นความเกิดเป็นทุกข์แล้ว เราก็หยุดจากการเกิดทั้งหลาย ถ้าเราเห็นความแก่แล้ว มันก็ถอนราคะ โลภะ โทสะ โมหะ ความโลภ ความโกรธ ความหลงได้ทั้งความทะเยอทะยานดิ้นรน หรือความอยากทั้งหลายนี่ ยิ่งเห็นความเจ็บไข้ได้พยาธิ ยิ่งทุกข์แสนทุกข์ ร้องโอยครางโอยอยู่อย่างนี้แหละ
#ถ้าเราเห็นอย่างนี้แล้ว ก็ยิ่งวาง ยิ่งละ ละอุปาทานการยึดทั้งหลาย ทั้งหมดว่าสิ่งนั้นเป็นของเรา สิ่งนี้เป็นของเรา รวมเข้าแล้ว ตัวของเราก็ไม่เป็นตัวของเราแล้ว มีแต่บ่นที่เจ็บ มีแต่บ่นที่ปวด ตรงไหนๆ ก็เหมือนกัน เราเห็นจริงแจ้งประจักษ์แล้ว จิตของเราก็ถอนอุปาทาน การยึดถือ หรือละสักกายทิฏฐิได้ รู้ว่าที่ถือว่าเป็นตัวเป็นตนเป็นสัตว์เป็นบุคคล เป็นเราเป็นเขา มันเป็นไปไม่ได้
เมื่อเราเห็นเป็นอย่างนี้แล้ว จิตมันก็สงบภายในได้ มันไม่มีความพัวพันในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ไม่มีความทะยานอยากในสิ่งเหล่านั้น เมื่อรู้ว่าไม่มีแก่นไม่มีสาร ไม่มีสาระ มันก็เลิกก็ละได้ นี่เป็นข้อสำคัญ
ทีนี้เราน้อมเข้ามาพิจารณาถึงความตาย เมื่อเห็นความตายเข้าแล้ว ยิ่งเบื่อหน่าย หมดความกำหนัดยินดี ความโลภ ความโกรธ ความหลงถ้ามันเห็นอย่างนี้แล้ว มันไม่ได้อะไรสักอย่าง ไม่เป็นแก่น ไม่เป็นสาร ไม่มีสาระ มันก็เลยละหมด สิ้นอุปา ทานการยึดถือ และไม่มีความสงสัยคือวิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส การลูบคลำศีลก็ไม่มี
นี่แหละ เมื่อเป็นเช่นนี้จึงว่าให้ฟังธรรม น้อมเข้ามาพิจารณาในตัวของเราให้พึงรู้พึงเห็น ที่พระพุทธเจ้าท่านละราชสมบัติได้ก็เพราะอันนี้ ท่านตรัสรู้ก็รู้อันนี้คือตัดกิเลส ตัดตัณหา ตัดราคะ โลภะ โทสะ โมหะ เมื่อเห็นแล้วมันก็ตัดเอง
เมื่อเรารู้เราเห็นก็ดังอุปมาในเบื้องต้น คือเมื่อเรายกของหนักไว้ พอเรารู้จักว่าหนักเราก็วางเอง แม้บุคคลอื่นจะห้ามไว้ไม่ให้วาง ก็ห้ามไม่ได้ เหมือนกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ท่านละราชสมบัติได้ ก็เพราะท่านมาเห็นสิ่งเหล่านี้
เพราะฉะนั้นต่อไปให้พากันเข้าที่นั่งฟังภายในให้มันเห็นจริงแจ้งประจักษ์ลงไปพิจารณาเท่านี้ล่ะ อริยสัจธรรมทั้งสี่ เข้าวิปัสสนาเพ่งพิจารณาเอ้า นั่งเข้าที่ นั่งให้สบาย เพ่งเล็งดูให้มันรู้มันเห็น นั่งเพ่งพิจารณาให้มันแน่นอนลงไป
เมื่อเห็นสิ่งใดเกิด ก็เห็นเกิดเป็นทุกข์
อะไรมันเกิดเล่า อะไรมันแก่เล่า อะไรมันเจ็บไข้ได้พยาธิเล่า อะไรมันตายเล่า ทีนี้เมื่อเห็นสิ่งเหล่านั้นเกิด สิ่งเหล่านั้นแก่ สิ่งเหล่านั้นเจ็บไข้ได้พยาธิ สิ่งเหล่านั้นตาย
พิจารณาต่อไปว่าสิ่งที่ไม่เกิดล่ะ สิ่งที่ไม่แก่ล่ะ มันก็มี สิ่งไม่เจ็บไม่ไข้ไม่ตายมันก็มี สิ่งไม่ทุกข์มันก็มี มันเป็นคู่กัน เหมือนมืดกับสว่างอย่างนี้ล่ะ ความร้อนและความเย็นมันก็เป็นคู่กัน
เมื่อจิตตวิญญาณปฏิสนธิ ขันธ์คือกองรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณก็เกิดขึ้นเมื่อเรารู้แล้ว เรากำหนดเห็นผู้รู้อยู่ภายใน ผู้รู้ว่านั่นดี นั่นชั่ว นั่นสุข นั่นทุกข์ เรารู้แล้ว มันมีผู้รู้ รู้ว่าเกิด รู้ว่าแก่ ใครเป็นผู้รู้ล่ะ เราก็โอปะนะยิโก น้อมเข้าหาผู้รู้นั่นล่ะ รู้ว่าเจ็บ ใครเป็นผู้รู้ล่ะ รู้ว่าตาย ใครเป็นผู้รู้ล่ะ รู้ว่าทุกข์ ใครเป็นผู้รู้ล่ะ
ถ้าเราน้อมเข้าตรงผู้รู้แล้ว สิ่งเหล่านั้นมันก็ดับไปเอง เมื่อเรารู้สิ่งเหล่านั้นแล้วมันก็ไม่เกิด เมื่อเกิดไม่มีแล้ว แก่มันก็ไม่มี แก่ไม่มีแล้ว ความเจ็บไข้ได้พยาธิมันก็ไม่มี ความเจ็บไข้ได้พยาธิไม่มีแล้ว ความตายมันก็ไม่มี เมื่อความตายไม่มีแล้ว ความทุกข์มันก็ไม่มี จะเอาอะไรมาทุกข์ล่ะน่ะ มันก็มีแต่พุทโธ ผู้รู้อยู่นี่ล่ะ ที่เราตายแล้วก็เกิดมาเวียนว่ายตายเกิด ก็เพราะไม่มีพุทโธ คือไม่มีผู้รู้นี่ล่ะ
บัดนี้ละเราจะทำให้รู้ เราอยากรู้ว่าสิ่งใดเป็นอะไร จึงให้น้อมเข้ามาภายใน อะไรๆ มันออกไปจากภายใน ดีก็ดีจากภายใน เมื่อภายในเราไม่ว่าแล้ว สิ่งเหล่านั้นภายนอกเขาว่าไหม
ในคำสอนท่านว่า อัชฌัตตาวา พหิทธา อัชฌัตตา คือภายใน พหิทธา คือภายนอก ภายนอกคือนอกจากจิตของเรา ภายในคือในจิตของเรา ผู้นี้เป็นผู้ปรุง ผู้นี้เป็นผู้แต่ง
เหตุนั้นพระพุทธเจ้าจึงให้น้อมเข้ามาพิจารณาภายในของเรา ปัจจัตตัง รู้จำเพาะตนเท่านั้น ถ้าตนไม่ก่อภพก่อชาติแล้วมันจะมาจากไหนล่ะไม่ก่อกรรมก่อเวรแล้วกรรมเวรมันจะมาจากไหนล่ะ
ถ้าจิตของเราสงบนิ่ง มันไม่ส่งไปข้างหน้ามาข้างหลัง ข้างซ้ายข้างขวา ข้างบนข้างล่าง ตั้งเฉพาะท่ามกลางความรู้อยู่นั้น มันไม่สำคัญมั่นหมาย อดีตอนาคต กำหนดดูอยู่แต่ในปัจจุบันนี้ นั่งดูอยู่เดี๋ยวนี้ มันเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ ทุกข์ก็เราไปว่าเอา สุขก็เราไปว่าเอา เมื่อเราไม่ว่าสุขแล้วมันจะมีไหม
นั่น เราไปยึดเอาสุขมันก็เลยเป็นสุข เราไปยึดเอาทุกข์มันก็เป็นทุกข์ เพราะฉะนั้นเราต้องสงบนิ่งอยู่ อย่าให้โอนเอียงไปนั่นไปนี่ ให้ตั้งอยู่ที่ พุทโธ คือ ผู้รู้อยู่ภายใน..”
“..สิ้นภพสิ้นชาติ..”
พหุลกถาโอวาท
หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
วัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร
(พ.ศ.๒๔๔๒-๒๕๒๐)
"ดวงใจอันเดียวนี้แหละ! มันเป็นได้
ทั้งรู้...มันเป็นได้ ทั้งหลง
เมื่อปล่อย...ให้มันหลงใหลไปตามรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ แล้ว...
ใจ อันนี้ จิต อันนี้...
มันก็หลงมากระทั่งวัน กระทั่งคืน ตลอดตั้ง
แต่เกิด...จนแก่ ตั้งแต่แก่ จนตาย
หลงใหลมาอย่างนี้ นับภพนับชาติไม่ถ้วนแล้ว
เมื่อภาวนาทำความเพียร...
เพียรแผดเผากิเลส ในหัวใจอันนี้!
ให้มันเบาบางหมดสิ้นไป...
ก็คือว่า เพียรเพ่งอยู่...จำเพาะดวงจิตอันนี้
เตือนบอกดวงจิต ดวงที่มีความรู้สึกอยู่...
ภายในนี้ว่า...
นอกจากจิต ที่รู้อยู่..ตั้งอยู่..ในขณะปัจจุบันนี้ ออกไป จะเป็นอดีต อนาคต ร้าย-ดี อย่างไร
ไม่ต้องไปสนใจ
เพราะไม่เที่ยงทั้งหมด ไม่มี..อะไรที่เป็น
ของเที่ยง มั่นถาวรอยู่...ได้เลยในโลกนี้
เป็นทุกข์เปล่าๆ
นอกจากที่รู้ อยู่นี้...เป็นทุกข์
นอกจากที่รู้ อยู่นี้...ไม่ใช่ ตัวตนของเรา."
หลวงปู่สิม พุทธาจาโร
"อธิบายมาก ผู้ปฏิบัติจะติดในสัญญา"
"...ไม่อยากอธิบายมาก ถ้าอธิบายไปมาก ผู้ปฏิบัติมักไปติดคำพูดกลายเป็น "สัญญา" ต้องปฏิบัติให้รู้ ให้เกิดแก่จิตแก่ใจของตนเอง จึงจะรู้ได้ว่า
คำว่า ทุกข์นั้น เป็นอย่างไร
คำว่า สุขนั้น เป็นอย่างไร
คำว่า พุทธะ ธัมมะ สังฆะนั้น
มีความหมายเป็นอย่างไร
สมาธิ อย่างหยาบ เป็นอย่างไร
อย่างละเอียด เป็นอย่างไร
ปัญญา เกิดจากภาวนา เป็นอย่างไร
เหล่านี้ผู้ปฏิบัติ ต้องทำให้เกิดให้มีขึ้น
ในตนของตน จึงจะรู้
ถ้ามัวถือเอาแต่ "คำอธิบายของครูอาจารย์" แล้ว "จิต...ก็จะติดอยู่ในสัญญา" ไม่ก้าวหน้าในการภาวนา เพราะเหตุนั้น จึงไม่อธิบายให้พิสดารมากมาย แนะนำให้รู้ทางแล้ว ต้องทำเอง เมื่อเกิดความขัดข้อง จึงมารับคำแนะนำอีกครั้ง
การปฏิบัติเช่นนี้ เป็นผลดีแก่ศิษย์ผู้มุ่งปฏิบัติเพื่ออรรถเพื่อธรรมอย่างแท้จริง.."
โอวาทธรรม
หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
Powered by phpBB © phpBB Group.
phpBB Mobile / SEO by Artodia.