นวรัตน์ดอทคอม

รวบรวมสาระความรู้เกี่ยวกับวัตถุมงคล-เครื่องรางของขลัง

  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
วันเวลาปัจจุบัน อังคาร 28 ก.ค. 2026 3:17 pm

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


Switch to mobile style


โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 
เจ้าของ ข้อความ
 หัวข้อกระทู้: วัฏสงสาร
โพสต์โพสต์แล้ว: เสาร์ 11 ก.ค. 2026 8:25 am 
ออฟไลน์

ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 07 มิ.ย. 2009 7:24 pm
โพสต์: 5378
วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ ๑๐ เดือนกรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

ให้ทุกคนพากันนั่งให้สบาย นั่งให้ตัวตรง ๆ อย่าไปตัวโค้งตัวงอ ให้มีสติรู้ตัวทั่วพร้อม หายใจเข้าก็ให้สบาย หายใจออกก็ให้สบายเพื่อฟังการบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

การประพฤติการปฏิบัติของเรา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน ทุกท่านทุกคนนั้นมุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย ปัจจุบันจึงเป็นวาระสำคัญ

ชาตินั้นได้แก่ความเกิด สัมมาทิฏฐิ ความเห็นถูกต้อง ความเข้าใจถูกต้อง พร้อมทั้งการประพฤติการปฏิบัติให้ถูกต้อง ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ วัตถุกับจิตใจนั้นต้องไปพร้อม ๆ กัน

วัฏฏสงสารนั้นย่อมเป็นวัฏฏสงสาร นิพพานนั้นย่อมเป็นนิพพาน ถ้ามีวัฏฏสงสารแล้วก็จะไม่มีนิพพาน ถ้ามีนิพพานแล้วจะไม่มีวัฏฏสงสาร เพราะเหตุผลว่าปัจจุบันได้แก่ปัจจุบัน อดีตได้แก่อดีต อนาคตก็ได้แก่อนาคต อดีตเป็นสิ่งที่เกษียณไปแล้ว ให้เราเข้าใจว่าอดีตเป็นสิ่งที่เกษียณไปแล้ว อนาคตเป็นสิ่งที่ยังมาไม่ถึงเราก็ประพฤติปฏิบัติไม่ได้ ปัจจุบันจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เรามุ่งเป้ามาที่ปัจจุบัน ยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลเป็นตัวเป็นตน ที่มีความยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นเราเป็นคนอื่น รักความสุขไม่ต้องการความทุกข์มีความระแวงภัย ยินดีในการสืบพันธุ์ สิ่งเหล่านี้เรียกว่าสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน สัญชาตญาณนี้เป็นนิติบุคคลตัวตน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ เพื่อเราทุกคนจะไม่ได้เอาสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนนำชีวิต

ปัญญาสัมมาทิฏฐิที่มีความเห็นถูกต้อง มีความเข้าใจถูกต้องว่าวัฏฏสงสารเป็นสิ่งที่ไม่จบ เป็นวงกลมที่หมุนรอบตัวเอง เกิดแก่เจ็บตายพลัดพรากเป็นวงกลม เป็น cycle of life

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนพากันมารู้มาเข้าใจ ว่าวัฏฏสงสารนั้นเป็นสิ่งที่ไม่จบ เป็น cycle of life ที่หมุนรอบตัวเองของอวิชชาของความหลง ปัญญาสัมมาทิฏฐิ ควาเห็นถูกต้อง ความเข้าใจถูกต้อง มีความรู้มีความเข้าใจ มีสติมีสัมปชัญญะ สติคือความสงบ สัมปชัญญะนั้นคือตัวปัญญา ปัญญาที่รู้ที่เข้าใจเรื่องวัฏฏสงสาร ปัญญานั้นที่รู้ที่เข้าใจเรื่องของพระนิพพาน พระนิพพานนั้นถึงอยู่ที่ปัจจุบัน วักฏสงสารนั้นถึงอยู่ที่ปัจจุบัน เพราะปัจจุบันนันมีเพียง ๑ เดียว ถ้ามีวัฏฏสงสารแล้วก็จะไม่มีพระนิพพาน ถ้ามีพระนิพพานแล้วก็จะไม่มีวัฏฏสงสาร

พระนิพพานนั้นจึงอยู่ที่รู้อยู่ที่เข้าใจอยู่ที่เราทำหน้าที่

สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นั้นจึงมีอยู่เฉพาะเจาะจงอยู่ที่เรารู้เราเข้าใจ อยู่ที่เราทำหน้าที่

ธรรมะที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัส ท่านถึงตรัสเรื่องทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ จะเอาทางวัตถุอย่างเดียวนั้นก็ไม่ได้ เพราะมันไม่ใช่ทางมันไม่มีทาง เราจะเอาทางจิตใจอย่างเดียวนั้นก็ไม่ได้เพราะมันไม่มีทางไม่ใช่ทาง

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เมื่อเราไม่รู้ไม่เข้าใจเราทุกคนก็ประพฤติก็ปฏิบัติไม่ได้ พระวินัยคือเป็นหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนนั้นจึงไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น ถ้ามีข้อแม้นั้นก็ย่อมเป็นขั้วบวกก็ย่อมเป็นขั้วลบ ก็ย่อมเป็นความไม่สงบ ก็ย่อมเป็นสงคราม สงครามในตัวของผู้ไม่รู้เอง สงครามภายนอกภายใน สงครามระหว่างครอบครัว ขยายวงกว้างออกไปยังหมู่บ้านตำบลอำเภอจังหวัดปริมณฑลเมืองกรุงเมืองหลวง สงครามต่างประเทศ สงครามโลก สงครามคือความไม่สงบ สงครามนั้นคือขั้วบวกขั้วลบ

การทำงานกับการปฏิบัติธรรม ๒ อย่างนี้ถึงไปพร้อมกันที่เรียกว่าธรรมนูญ รัฐธรรมนูญ ธรรมนูญนั้นถึงได้แก่พระนิพพาน รัฐธรรมนูญนั้นถึงได้แก่พระนิพพาน เราทุกคนจะเอาสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลเป็นตัวเป็นตนนำชีวิตนั้นไม่ได้ ต้องเอาธรรมนูญรัฐธรรมนูญ ยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน

พระนิพพานนั้นถึงอยู่ที่เรารู้อยู่ที่เราที่เข้าใจอยู่ที่เราทำหน้าที่ พระนิพพานนั้นถึงอยู่นอกเหตุเหนือผล อยู่ที่นอกตัวนอกตน พระนิพพานนั้นจึงหยุดขั้วบวกขั้วลบ พระนิพพานนั้นถึงเป็นความสงบอยู่ที่ทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่

พระนิพพานนั้นถึงอยู่ทุกหนทุกแห่งอยู่ที่ปัจจุบัน อยู่ที่เราทำหน้าที่ พระนิพพานนั้นถึงมีทุกข์กาลทุกเวลาทุกสถานที่ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ให้รู้ให้เข้าใจเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย เพราะทุกอย่างนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ก็ต้องหยุดเหตุหยุดปัจจัย

ความรู้ความเข้าใจพร้อมทั้งการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ ถึงต้องเดินทางควบคู่กันอยู่ที่ปัจจุบัน เพื่อเราจะได้ก้าวไปทั้งทางวัตถุและทางจิตใจไปพร้อม ๆ กัน

การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงไม่มีเลือกกาลเลือกเวลาเลือกสถานที่ ที่ไหนเป็นปัจจุบันที่นั่นแหละคือการประพฤติการปฏิบัติ

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้ให้เราเข้าใจ ว่าการประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นต้องอยู่ที่ปัจจุบันทุกกาลทุกเวลาทุกสถานที่อยู่ที่ปัจจุบัน มุ่งเป้ามายังตัวเราด้วยความรู้ความเข้าใจด้วยการทำหน้าที่ ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท เพราะเหตุผลว่าความประมาทคือความผิดพลาดคือความเสียหายคือการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

มีคำถามว่าประพฤติปฏิบัติอย่างนี้เช่นนี้จะไม่มีความทุกข์เหรอ จะไม่มีความเครียดเหรอ
คำตอบก็มีอยู่ในตัวอยู่แล้ว ไม่มีความทุกข์ ไม่มีความเครียด

ความรู้ความเข้าใจที่มีความเห็นถูกต้องเข้าใจถูกต้องมีฉันทะมีความพอใจ มีปิติสุขเอกัคคตามีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานด้วยการประพฤติการปฏิบัติด้วยการทำหน้าที่ความทุกข์นั้นความเครียดนั้นจะไม่มี เพราะการประพฤติการปฏิบัตินั้นจะเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ ที่ไหนมีสติที่ไหนมีสัมปชัญญะที่นั้นจะไม่มีความเครียด ที่นั้นจะไม่มีความทุกข์ ความทุกข์นั้นจะไม่มีอยู่ในสติสัมปชัญญะ ความเครียดนั้นจะไม่มีอยู่ในสติสัมปชัญญะ เพราะการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่นี้มันจะเป็นหน้าที่จะหยุดอดีต ยกเลิกอนาคต ปัจจุบันก็ยกเลิกสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวเป็นตน เพราะปัจจุบันนี้มีสติมีแต่สัมปชัญญะ ความทุกข์นั้นจะไม่มีความเครียดนั้นจะไม่มี สติสัมปชัญญะทำหน้าที่เพื่อหน้าที่จะเป็นสติปัฏฐานทั้ง ๔ จะเป็นการรู้กายในกาย รู้เวทนาในเวทนา รู้จิตในจิต รู้ธรรมในธรรม สติสัมปชัญญะนั้นเป็นสภาวธรรมที่ไม่มีอะไรเข้าไปปรุงแต่งได้ เพราะตำแหน่งนั้นมันมีเพียงตำแหน่งเดียว ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะ ความปรุงแต่งนั้นก็ย่อมไม่มี ความดับทุกข์หรือยกเลิกความทุกข์นั้นถึงอยู่ที่รู้อยู่ที่เข้าใจอยู่ที่เราทุกคนทำหน้าที่อยู่ที่เรามีสติมีสัมปชัญญะ

ความรู้ความเข้าใจมีปิติมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่

ด้วยเหตุผลนี้พระนิพพานถึงอยู่ที่หน้าที่อยู่ที่ปัจจุบันเพราะพระนิพพานนั้นได้แก่สติได้แก่สัมปชัญญะ

ความรู้ความเข้าใจนั้นคือความรู้ความเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนั้นไม่ใช่ความจำ ความรู้ความเข้าใจนั้นเป็นความรู้ความเข้าใจ ถ้าความจำนั้นไม่กี่วันไม่กี่เดือนไม่กี่ปีความจำนั้นก็จะหลงลืม เพราะความจำนั้นเป็นเพียงสัญญาขันธ์ ไม่ใช่ความรู้จริง

ด้วยเหตุผลนี้ พระนิพพานจึงอยู่ที่ทุกหนทุกแห่ง พระนิพพานนั้นเป็นความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ พระนิพพานนั้นไม่ใช่ความว่างจากสิ่งที่ไม่มี รูปก็มีอยู่อย่างนี้ เสียงก็มีอยู่อย่างนี้ กลิ่นก็มีอยู่อย่างนี้ รสก็มีอยู่อย่างนี้ โผฏฐัพพะธรรมารมณ์ลาภยศสรรเสริญ มีลาภเสื่อมลาภก็เป็นสิ่งที่มีอยู่

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ถ้ามันว่างจากสิ่งที่ไม่มีมันจะมีประโยชน์อะไร เช่นคนตายแล้วย่อมไม่มีประโยชน์ ผู้ไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายใจนั้นย่อมไม่มีประโยชน์อะไร องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรามีปัญญาสัมมาทิฏฐิ รู้เข้าใจ เราจะได้เข้าถึงความว่างจากสิ่งที่มีอยู่

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจเรื่องกรรมเก่าและให้เข้าใจเรื่องกรรมใหม่ กรรมเก่าได้แก่ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะทั้ง ๖ นั้นคือกรรมเก่า กรรมใหม่ได้แก่รูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะธรรมารมณ์

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจเรื่องกรรมเก่ากรรมใหม่ เพื่อเราจะได้ยกเลิกกรรมเก่าไม่สร้างกรรมใหม่ ให้เรารู้เข้าใจเราทุกคนจะได้เข้าถึงความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะ กรรมเก่าและกรรมใหม่ก็จะหยุดลงได้ที่ปัจจุบัน หยุดได้ที่เราทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ความรู้ความเข้าใจอย่างนี้เป็นความรู้ความเข้าใจจริงในสรรพสิ่งทั้งหลาย

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เรามุ่งเป้ามาที่หน้าที่มายังตัวเราที่ตัวเราเพื่อให้เอาทางสายกลาง ทางสายกลางก็คือปัจจุบันนั่นแหละอยู่ที่เราทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน เพราะปัจจุบันนั้นเป็นวาระแห่งชาติ ปัจจุบันนั้นเป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราทั้งหลายรู้จักทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ปัจจุบันนี้ถึงเป็นวาระแห่งชาติของการประพฤติการปฏิบัติ

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ มุ่งเป้ามาที่ตัวเรา เพราะเหตุผลว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็มุ่งเป้าไปที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านก็ทำพุทธกิจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันต์ขีณาสพ สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็มุ่งเป้าไปยังพระอรหันต์ขีณาสพสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราทุกคนต้องรู้เข้าใจต้องมุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเราที่เราทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่

ด้วยความรู้ความเข้าใจ เราทุกคนจะได้เข้าถึงความว่างด้วยรู้เข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่ ทุกคนนั้นมุ่งเป้ามายังตัวเรา

ด้วยเหตุผลนี้ทุกคนตั้งอยู่ในฐานะแห่งความประมาทนั้นไม่ได้ ต้องมีสติมีสัมปชัญญะตั้งอยู่ในฐานะแห่งความประมาทนั้นไม่ได้ ความประมาทกับความไม่เคารพนั้นคืออันหนึ่งอันเดียวกัน เมื่อเรามีความประมาทเราก็ไม่มีความเคารพ ถ้าเราไม่มีความเคารพเราก็เป็นผู้ที่ประมาท

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เราทุกคนตั้งอยู่ในความประมาท มุ่งเป้ามายังตัวเรา ไม่ให้ตั้งอยู่ในความประมาท การปฏิบัติของเราถึงไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น หน้าที่คือหน้าที่ ต้องไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น ความรู้ความเข้าใจเอาพระธรรมพระวินัยมาใช้มาทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่ พระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่นั้นเราต้องเอามาทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่นี้คือพนักงาน พนักงานต้องทำงานต้องทำหน้าที่ การทำหน้าที่นั้นมันคือรายรับรายจ่าย ความสมดุลระหว่างรายรับรายจ่าย

เรามีครอบครัวมีอยู่ ๑๐ คน แต่เราทำงานเพียง ๒ คนนั้นเราจะพออยู่พอกินมั๊ย
มีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้ว ย่อมไม่พออยู่พอกิน

การประพฤติการปฏิบัติที่เป็นอริยมรรคทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพต้องเอามาใช้เอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่ด้วยความรู้ความเข้าใจ ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท ปัจจุบันเราถึงเอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติกับการทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจเราทุกคนต้องเป็นผู้ที่ฉลาดและเป็นผู้ที่ทำงาน ถ้าเราเป็นคนเก่งคนฉลาดเราไม่ทำงานก็ย่อมเกิดความเสียหาย เพราะมีแต่ความรู้ไม่มีการประพฤติการปฏิบัติไม่มีการทำหน้าที่ ด้วยเหตุผลนี้เป็นคนเก่งเป็นคนฉลาดก็ต้องเป็นผู้ที่ทำงาน ไปพร้อม ๆ กัน

คนเก่งคนฉลาดกับคนทำงานนี้ก็ต้องมุ่งเป้ามาที่ตัวเรา เพราะอันนี้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่จะต้องเป็นคนเก่งและเป็นคนทำงาน

มีคำถามว่าทำอย่างนี้เป็นมันจะไม่มีความทุกข์เหรอมันจะไม่มีความเครียดเหรอ
ทำอย่างนี้จะไม่มีความทุกข์จะไม่มีความเครียด ทำอย่างนี้แหละจะได้เอาวิกฤตนั้นมาเป็นโอกาส จะได้เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาปัญญามามีความสุขในการทำหน้าที่ เพราะพระนิพพานนั้นอยู่ที่รู้เข้าใจอยู่ที่ทำหน้าที่

ความเก่งความฉลาดนั้นจะไม่ได้เป็นขั้วบวกขั้วลบ ความเก่งความฉลาดนั้นจะได้ยกเลิกตัวยกเลิกตน เราเอาความเก่งความฉลาดมาเป็นตัวเป็นตนผู้ที่เป็นคนเก่งคนฉลาดก็ย่อมทำร้ายทำลายผู้ที่เก่งผู้ที่ฉลาดเอง

เราจะเป็นคนเก่งคนฉลาดได้อย่างไร พัฒนาประพฤติปฏิบัติทำหน้าที่เพื่อทำร้ายทำลายตัวเอง เพื่อฆ่าตัวเอง ตัวไม่รู้ไม่เข้าใจนั่นแหละเป็นการฆ่าตัวเอง ผู้มีปัญญาก็ไม่ใช่มีใครอยู่เหนือกฎแห่งกรรมเพราะกรรมนั้นมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ เพราะกรรมนั้นเป็นสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน

เราเป็นคนเก่งคนฉลาดก็ต้องยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน เราต้องเคารพ ความเคารพนั้นคือการเสียสละตัวเสียสละตน ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ทำความดีเพื่อความดี ไม่ใช่ทำความดีเพื่ต้องการที่จะเป็นคนดี ทำความดีเพื่อจะเป็นคนดีนั่นแหละคือผู้ที่กำลังทำร้ายทำลายตัวเอง อย่างเราเรียนหนังสือเพื่อตัวเพื่อตน อย่างเราทำงานเพื่อตัวเพื่อตน เรารับราชการเป็นนักการเมืองเป็นนักบวชเพื่อตัวเพื่อตน

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ว่าให้เราเป็นคนเก่งคนฉลาดพร้อมทั้งการยกเลิกตัวยกเลิกตน ถ้ามีตัวมีตนแล้วมีแต่ความทุกข์เกิดขึ้น ความทุกข์ตั้งอยู่ ความทุกข์ดับไป ความทุกข์ใหม่เกิดขึ้นมายิ่ง ๆ ทวีคูณ

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราจะแสวงหาความทุกข์ให้ตัวเองนั้นไม่ได้ ความทุกข์เก่าก็มีมากอยู่แล้ว ความทุกข์เก่าก็ย่อมเกิดแก่เจ็บตายพลัดพราก เราจะยังไปสร้างความทุกข์ใหม่ด้วยความไม่รู้ไม่เข้าใจ เราจะยังไปเรียนเพื่อตัวเพื่อตน ไปทำงานเพื่อตัวเพื่อตน ไปทำงานเพื่อตัวเพื่อตน ความไม่รู้ไม่เข้าใจ เราอยู่ที่บ้านที่ครอบครัวที่สังคม มันไม่มีความสงบ ไม่มีความวิเวก

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้ให้เข้าใจ เพื่อเราทั้งหลายจะได้เข้าถึงความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ สิ่งทั้งหลายนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ เราต้องรู้ต้องเข้าใจในสิ่งที่มีอยู่เราจะได้ว่างจากสิ่งที่มีอยู่ด้วยความรู้ความเข้าใจ เราทุกคนต้องรู้เข้าใจ ถ้าเราทุกคนมีสติมีสัมปชัญญะ สิ่งที่มีอยู่นั้นก็จะมีเพียงเก้อ ๆ ของสิ่งที่มีอยู่

ความสงบจึงได้มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง อยู่ที่เรารู้อยู่ที่เราเข้าใจ อยู่ที่เราทำหน้าที่

เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราจะได้ว่างจากสิ่งที่มีอยู่

อย่างเช่นเราต้องการความสุขไม่ต้องการความทุกข์ นี้คือความไม่รู้ไม่เข้าใจ เราไม่ต้องการความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ เราต้องรู้ต้องเข้าใจว่าความทุกข์กับความสุขมันคืออันเดียวกัน เราต้องรู้จักความทุกข์กับความสุข ๒ อย่างมันคืออันเดียวกัน เราทุกคนจะได้เข้าถึงความว่างจากสิ่งที่มีอยู่

เราไม่รู้ไม่เข้าใจในอริยสัจ ๔ เราก็จะพากันไปแสวงหาสิ่งที่มันเป็นไปไม่ได้

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้มันมีอยู่อย่างนี้แหละ สุขทุกข์นินทาสรรเสริญ แก่เจ็บตายพลัดพรากมันเป็นสิ่งที่มีอยู่อย่างนี้ เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เราทุกคนจะได้เข้าถึงความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ เราจะไปแสวงหาสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ อย่างนี้เรียกว่าไม่มีทางไม่ใช่ทาง สิ่งเหล่านี้แหละถึงมีแต่ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไป ทุกข์ใหม่เกิดขึ้นมา

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจว่าโซเชียล ความเกิดแก่เจ็บตายพลัดพราก มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ มีนินทาสรรเสริญ มันเป็นโซเชียลเป็นกระแสอย่างนี้ เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราทุกคนจะได้ทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่ ปัจจุบันเราทุกคนถึงประมาทไม่ได้

ใจของเรานั้นเป็นนามธรรม ปัญญานั้นเป็นนามธรรม ถ้าเราไม่เอาปัญญามาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่ การปฏิบัติใจการทำหน้าที่ของใจ เพราะตัวที่เวียนว่ายตายเกิดจริง ๆ มันเป็นวัฏฏสงสารมันอยู่ที่ใจ

การปฏิบัติใจนั้นต้องมุ่งเป้ามาที่กายวาจากิริยามารยาทมาที่อาชีพ เราต้องรู้ต้องเข้าใจว่าการปฏิบัติใจนั้นคือการปฏิบัติกาย การปฏิบัติใจนั้นคือปฏิบัติกายวาจากิริยามารยาทปฏิบัติที่อาชีพ เพราะใจของเรานั้นเป็นนามธรรม ต้องมาปฏิบัติที่กายที่วาจาที่กิริยามารยาทที่อาชีพ ใจนั้นคือเจ้านาย กายนั้นคือลูกน้อง คือบ่าว คือผู้ที่รับใช้

การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเน้นหน้าที่อยู่ที่กายที่วาจาที่กิริยามารยาทเน้นที่อาชีพ ให้กายวาจากิริยามารยาทอาชีพทำหน้าที่เพื่อยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน

สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนก็ย่อมไม่อยากทำงานไม่อยากทำหน้าที่ การหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนนั้นถึงเป็นการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ เพื่อให้ความเก่งจากการทำงานนี้ทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ เพื่อเราจะได้ก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นกระแสดั่งสายน้ำ น้ำมันไหลสู่ลำห้วยสู่แม่น้ำสู่ทะเลสู่มหาสมุทร ไหลติดต่อต่อเนื่องอย่างนี้เรียกว่าสายน้ำ น้ำหยดได้แก่มันหยดลงทีละหยด ๆ ขาดขั้นขาดตอน อันนี้ไม่เรียกว่ากระแสน้ำ เรียกว่าน้ำหยด

การประพฤติการปฏิบัติที่เกิดจากความรู้ความเข้าใจจริง ไม่ใช่เกิดจากความจำ การประพฤติการปฏิบัตินั้นจะได้ทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่ การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงเป็นดั่งกระแสน้ำ สัญชาตญาณที่เป็นพระธรรมพระวินัยเป็นความรู้ความเข้าใจเป็นการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่ยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน

พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจที่เป็นหน้าที่ของหน้าที่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เข้าใจ ว่าเราต้องเอาธรรมรัฐธรรมนูญ รู้เข้าใจมุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา มีความสุขในการทำหน้าที่ เพราะนี้คือกรรมคือกฎแห่งกรรมคือผลของกรรม เพราะพระนิพพานนั้นอยู่ที่หน้าที่

เราทุกคนจะเป็นนักบวช จะเป็นข้าราชการเป็นนักการเมืองพ่อค้าประชาชนก็ต้องทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ที่เป็นสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนที่เป็นวัฏฏสงสาร ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยการทำหน้าที่

วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันที่มุ่งเป้ามายังเรื่องจิตเรื่องใจเรื่องทำหน้าที่ ไม่ใช่วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดที่จะไปท่องเที่ยว เราไม่รู้ไม่เข้าใจ เราพากันเป็นนักท่องเที่ยวเป็นนักทัศนาจรท่องเที่ยวในวัฏฏสงสาร เพลิดเพลินในวัฏฏสงสาร

เราทุกคนเกิดมาไม่รู้ไม่เข้าใจ พากันเป็นนักท่องเที่ยวเป็นนักทัศนาจร เพลิดเพลินในอวิชชาความหลงที่หมุนรอบตัวเองที่เป็นวงกลม เป็น cycle of life ที่หมุนรอบตัวเอง

ที่มีคำถามว่าเราปฏิบัติไปถึงไหนถึงจะได้หยุด องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจ การประพฤติการปฏิบัตินั้นจะไม่มีคำว่าหยุดจะไม่มีคำว่าไป อันนี้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ เราพากันคิดดี ๆ ด้วยปัญญาว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทำไมทำพุทธกิจตั้งแต่ตรัสรู้จนเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ท่านทำไมไม่เสวยวิมุติสุขด้วยการตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ตลอดกาลตลอดเวลา

ความรู้ความเข้าใจได้ทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่ เป็นความดับไม่เหลือซึ่งขั้วบวกขั้วลบ เป็นความสงบที่ยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ที่ทำหน้าที่ทำพุทธกิจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ อยู่ที่รู้เข้าใจ อยู่ที่ทำหน้าที่ เพราะหน้าที่นั้นคือพระนิพพาน พระนิพพานนั้นถึงเป็นการยกเลิกสัญชาตญาณ เพราะพระนิพพานนั้นไม่ใช่เป็นเพียงสมาธิไม่ใช่เป็นเพียงสมาบัติ พระนิพพานนั้นอยู่ที่ความรู้ความเข้าใจอยู่ที่การทำหน้าที่

ด้วยเหตุนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจด้วยการทำหน้าที่ เพื่อเราจะได้มุ่งเป้าด้วยความรู้ความเข้าใจมายังที่ตัวเราที่ทำหน้าที่ ผู้ที่รู้เข้าใจย่อมไม่มีคำถามว่าเมื่อไหร่จะได้หยุด ความคิดว่าจะได้หยุดหรือว่าจะได้ไปนี้ยังเป็นความรู้ที่เป็นขั้วบวกขั้วลบ นี้ยังไม่ใช่ความสงบ ทุก ๆ คนมุ่งเป้ามาที่ตัวเรา การปฏิบัติการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ถึงไม่มีคำว่าหยุดและไป เป็นการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ พระนิพพานนั้นอยู่ที่ปัจจุบันอยู่ที่การทำหน้าที่

ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นสิ่งที่มีอยู่ โซเชียลต่าง ๆ นั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ เราต้องรู้เราต้องเข้าใจ ถ้าเรารู้เข้าใจ เราหยุดโซเชียลนั้นด้วยความรู้ความเข้าใจด้วยพระธรรมพระวินัยด้วยการทำหน้าที่

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก่อนที่จะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานจึงได้ตรัสกับพระอานนท์พร้อมด้วยสงฆ์สาวกให้รู้เข้าใจว่า พระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่เป็นบริสุทธิคุณ ยกเลิกสัญชาตญาณ ต้องเอาพระธรรมพระวินัยมาใช้มาปฏิบัติมาทำหน้าที่

ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในนี้ไม่ใช่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต้องพากันรู้เข้าใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นคือพระธรรมคือพระวินัยคือการทำหน้าที่ ที่ไหนรู้เข้าใจทำหน้าที่ ที่นั่นจะมีมรรคผลพระนิพพาน

ความเคารพในการทำหน้าที่ไม่มองข้ามปัจจุบันในหน้าที่นี้คือความไม่ประมาท

ด้วยเหตุผลนี้ต้องไม่มองข้ามหน้าที่ไม่มองข้ามปัจจุบัน มีความเคารพในหน้าที่เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่อง เพื่อทำกิจที่ควรทำ ยกเลิกอกรณียกิจกิจที่ไม่ควรทำ

ให้เราทั้งหลายระลึกถึงโอวาทพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ก่อนที่จะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานท่านได้ตรัสโอวาทสำคัญครั้งสุดท้ายไว้ว่า

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง
ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

---------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันศุกร์ที่ ๑๐ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา





คนเราถ้า ไม่เห็นทุกข์ ก็ไม่เห็นธรรม เห็นทุกข์ถึงที่สุดทีเดียวแหละ จึงจะเห็นธรรม ทุกข์เล็กๆ น้อยๆ ก็ปล่อยละเลยกันไปเสีย ไม่เอามากำหนดพิจารณา มันก็ไม่เห็นสักทีละซี ทุกข์เป็นของควรกำหนดรู้ ไม่ใช่ของควรละ

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี





”หน้าที่ของศีลมีไว้เพื่อห้าม“

“ศีล” ก็เป็นหนึ่งของข้อวัตรปฏิบัติของชาวพุทธ ผู้ที่ปรารถนาจะหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง ถือว่าเป็นฐานรากของการปฏิบัติ ฐานแรกที่สนับสนุนการปฏิบัติฐานที่ ๒ คือ “สมาธิ” และฐานที่ ๓ คือ “ปัญญา” ตามลำดับ ศีลสนับสนุนให้เกิดการปฏิบัติสมาธิ สมาธิก็จะสนับสนุนการปฏิบัติปัญญา ปัญญาก็จะสนับสนุนจิตให้หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง นี่คือความเกี่ยวพันระหว่างไตรสิกขา ต่อวิมุตติคือการหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง ก็เป็นเหมือนกับการศึกษาระดับประถม มัธยม และอุดมศึกษา

ศีลก็เป็นเหมือนระดับประถม สมาธิก็ระดับมัธยม ปัญญาก็ระดับอุดมศึกษา ผลก็จะได้รับปริญญาบัตรขั้นต่างๆ ปริญญาตรี โท เอก วิมุตติหลุดพ้นก็มี ๔ ระดับ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี และอรหันต์ ก็จะเป็นผลที่ตามมาจากการปฏิบัติไตรสิกขา แต่การปฏิบัติไตรสิกขานี้ ก็เป็นเหมือนกับการศึกษาทางโลก ที่จะต้องเริ่มจากขั้นต่ำไปสู่ขั้นสูงตามลำดับ เพราะความยากง่ายของการปฏิบัติต่างกัน เหมือนกับความยากง่ายของการเรียนหนังสือในระดับประถม มัธยม และอุดมศึกษา ก็มีความต่างกัน จึงต้องเริ่มจากขั้นที่ง่ายขึ้นไป

ขั้นแรกก็คือศีล คือการระงับการกระทำบาปทั้งปวง ศีลนี่ก็มีหลายระดับด้วยกัน คือมีศีล ๕ ระดับต้น ตามด้วยศีล ๘ หรือศีล ๑๐ แล้วก็ตามด้วยศีลของพระภิกษุ ๒๒๗ ข้อ สมัยที่มีภิกษุณีก็มีศีลสามร้อยกว่าข้อด้วยกัน ของภิกษุณี จำนวนของศีลนี้เป็นข้อห้ามเพื่อไม่ให้จิตหรือผู้กระทำไปกระทำผิด เมื่อกระทำผิดแล้วก็จะทำให้เกิดความไม่สบายใจ ซึ่งก็เป็นความทุกข์ที่เป้าหมายของผู้ปฏิบัติต้องการกำจัด คือต้องการกำจัดความทุกข์ทุกระดับ เราจึงใช้ศีลเป็นการกำจัดความทุกข์ระดับหยาบหรือระดับต่ำก่อน ระดับทางกาย ทางวาจา ด้วยข้อห้ามต่างๆ

ศีล ๕ ก็จะห้ามการกระทำบาปได้ระดับหนึ่ง แล้วถ้าอยากจะให้ระงับบาปที่ละเอียดกว่าศีล ๕ ก็ต้องเพิ่มเป็นศีล ๘ แล้วจากศีล ๘ ถ้าต้องการที่จะให้ระงับมากกว่า ก็ต้องถือศีล ๒๒๗ ข้อ ไปบวชเป็นพระ และข้อห้ามต่างๆ เหล่านี้จะทำให้จิตไม่ไปกระทำสิ่งที่จะทำให้เกิดความทุกข์ขึ้นมา เพราะเวลาเราทำบาป เราไปสร้างความเสียหาย ไปสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น เมื่อเราไปสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น เขาก็ต้องตามมาล้างแค้นเรา มาเอาโทษเรา เราก็อยู่ไม่เป็นสุข เราก็ต้องหวาดวิตกกังวล ต้องคอยหลบๆ ซ่อนๆ ลองถามคนที่เคยไปขโมยทอง ปล้นทองที่ร้านทองว่า ตอนนี้เขาอยู่สบายไหม เขาต้องอยู่อย่างระมัดระวังตัว คอยหลบๆ ซ่อนๆ เพราะเกิดจากการกระทำบาป ถ้าไม่กระทำบาป อย่างคุณหมอไม่ได้ทำบาป คุณหมอก็สบาย จะไปไหนมาไหนก็ไม่ต้องมากังวล ว่าจะมีใครตามจับเราไปลงโทษไหม มีใครจะมาล้างแค้นเราหรือเปล่า

อันนี้ผู้ที่จะปฏิบัติธรรมเพื่อให้จิตหลุดพ้นจากความทุกข์ ก็จำเป็นที่จะต้องกำจัดความทุกข์ที่เกิดขึ้นเบื้องต้น ขั้นต่ำคือเกิดจากการกระทำต่างๆ เพราะชีวิตของพวกเราทุกคนต้องมีการกระทำ มีการเคลื่อนไหว เพราะเราต้องทำมาหากินเลี้ยงชีพกัน แล้วการทำมาหากินเลี้ยงชีพ ถ้าเราไม่ระมัดระวัง ถ้าถูกความโลภ ความโกรธเข้ามาครอบงำ ก็จะนำไปสู่การกระทำบาป เช่น การคอรัปชั่นที่เราได้ยินได้ฟังมาตั้งแต่เกิดมา ก็เกิดจากการทำมาหากินเลี้ยงชีพ แต่ด้วยอำนาจของความโลภ อยากจะได้มากกว่าเงินเดือนที่เขาให้ เมื่อมีช่องทางให้กระทำบาปด้วยการคอรัปชั่นต่างๆ เมื่อทำแล้วก็จะทำให้เกิดมีความรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา

คนที่มีความไม่สบายใจนี้จะไม่สามารถไปฝึกสมาธิ ทำใจให้สงบได้ เพราะความไม่สบายใจนี้ก็จะเป็นเหมือนกับอุปสรรคขวางกั้น ที่จะทำให้ยากต่อการฝึกสมาธิ ทำใจให้สงบ งั้นก็ต้องพยายามละการกระทำบาป เบื้องต้นก็ให้ถือศีล ๕ ไปก่อน เอา ๕ ข้อก่อน ให้ละเว้นจากการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ เป็นมนุษย์หรือเดรัจฉาน ก็ถือว่าเป็นการกระทำบาป ทำให้จิตใจไม่สบาย แล้วก็ให้ละเว้นจากการลักทรัพย์ คือไม่เอาทรพย์ของผู้อื่นไปโดยที่ไม่ได้รับอนุญาต
ละเว้นจากการประพฤติผิดประเวณี สำหรับผู้ที่มีสามี มีภรรยา ก็ให้มีรักเดียวใจเดียว ไม่ให้ไปมีนอกบ้าน มีอะไร

แล้วก็ข้อ ๔ ก็ไม่ให้พูดปด เพราะการพูดปดจะทำให้เราไม่สบายใจ คอยกังวลว่าจะถูกจับผิดรึเปล่าว่าเราพูดปด เพราะเวลาถ้าเขาจับผิดว่าเราทำผิดนี่ เราก็จะเสียเครดิต เสียความรู้สึก ความเคารพจากผู้อื่น คนที่เคยเคารพศรัทธาในตัวเรา ก็จะหมดศรัทธา หมดความเคารพในตัวเราได้ ถ้าเรายังอยากให้คนเขารักเคารพเราอยู่ เราก็ไม่อยากให้ใครเขารู้ว่าเราทำบาป งั้นถ้าไม่ทำบาปได้ ไม่พูดปดได้ก็จะสบายใจ

แล้วข้อ ๕ นี้ การดื่มสุรายาเมานี้ ความจริงไม่ได้ไปทำให้ผู้อื่นเสียหายเดือดร้อน ถ้าดื่มแล้วก็นอนอย่างนี้ แต่มันก็ทำให้ขาดสติ ถ้าเกิดไปขับรถ ก็อาจจะเกิดอุบัติเหตุ ทำให้ผู้อื่นเสียชีวิต ทำให้ทรัพย์สินของผู้อื่นเสียหายได้ ก็จะต้องเกิดคดีความต่างๆ ขึ้นมา ถ้าไม่ดื่มสุราแล้ว ก็จะมีสติที่สามารถควบคุมการกระทำทางกายวาจา ไมให้ผิดศีลได้ ความจริงสุรานี้ถือว่าเป็นอบายมุข เป็นผู้ที่จะนำปสู่การกระทำผิด กระทำบาป พอดื่มสุราแล้วขาดสติ เวลาเกิดอารมณ์ขึ้นมาก็ไม่สามารถหักห้ามตนเองได้ พูดจาลามปาม พูดจาหยาบคาย พูดจาทำให้เกิดการทะเลาะวิวาท และนำไปสู่การทำร้ายร่างกาย หรือทำร้ายชีวิตของผู้อื่นได้ ท่านถึงห้ามไม่ให้ดื่มสุรา ถึงแม้ว่าจะไม่ถือว่าเป็นการกระทำบาป ถ้าดื่มอย่างเดียวแล้วก็นอนอย่างนี้ ถ้าอยู่ที่บ้าน ดื่มสุราเสร็จ แล้วก็เข้านอน ถือว่าเป็นยานอนหลับไป อันนี้สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยรักษาศีล ก็ให้เรารักษา ๕ ข้อนี้ก่อนก็ได้ ก็จะทำให้ลดความไม่สบายใจที่เกิดจากการกระทำ ๕ ข้อนี้ ก็จะพอให้มีเวลาที่จะสามารถมาฝึกนั่งสมาธิได้ในลำดับต้นๆ

ถ้าเป็นผู้ที่เริ่มฝึกนั่งสมาธิใหม่ๆ แค่วันละครั้งสองครั้ง เช่น ก่อนนอนหรือหลังจากเวลาที่ตื่นขึ้นมาแล้ว การรักษาศีล ๕ นี่ก็พอที่จะสนับสนุนการนั่งสมาธิได้ การฝึกสมาธิได้ ทำใจให้สงบได้ในระดับต้นๆ แต่ถ้าหลังจากที่ได้ฝึกนั่งสมาธิแล้ว เห็นผลจากการนั่งสมาธิว่าทำให้เกิดความสุขมากยิ่งขึ้น อยากจะให้มีความสุขจากการนั่งสมาธิมากขึ้น ก็ต้องมีเวลามานั่งสมาธิให้มากขึ้น การที่จะมีเวลาได้ก็ต้องระงับการกระทำกิจการอย่างอื่น เพื่อที่จะได้เอาเวลาที่ทำกิจกรรมอย่างอื่นมาให้กับการนั่งสมาธิ ก็เลยต้องถือศีล ๘ กัน

สำหรับศีล ๘ ศีลข้อ ๖ ถึงข้อ ๘ นี้ก็จะห้ามกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการฝึกสมาธิ นั่งสมาธิ เช่น ศีลข้อ ๖ ก็ให้รับประทานไม่เกินเที่ยงวันไปแล้ว เราก็ไม่ต้องไปกังวลกับเรื่องการรับประทานอาหาร เพราะการรับประทานอาหารเพื่อเลี้ยงดูร่างกายนี้ รับประทานแค่เที่ยงวันก็พอ ไม่จำเป็นที่จะต้องรับประทานมื้อค่ำมื้อเย็น ก็จะทำให้เรามีเวลาที่จะไม่ต้องไปกังวล หรือไปหาอาหารมารับประทาน เอาเวลามาให้กับการฝึกสมาธิ อันนี้หมายถึงผู้ที่มีเวลาว่างจากภารกิจการงานต่างๆ เช่น วันเสาร์ วันอาทิตย์ ไม่ต้องไปทำงาน แล้วอยากจะใช้เวลาให้กับการฝึกสมาธิ ก็จะถือศีล ๖ ศีล ๘ ได้

เริ่มจากศีล ๖ คือไม่รับประทานอาหารหลังจากเที่ยงวัน ทำให้มีเวลาว่าง ไม่ต้องเสียเวลากับการมาหาอาหารรับประทาน แล้วก็ทำให้ใจไม่ต้องมากังวลกับเรื่องการรับประทานอาหาร ถ้ายังต้องกังวลเกี่ยวกับกิจที่จะต้องกระทำ มันก็จะทำให้ใจสงบยาก เพราะจะคอยกังวลว่า เดี๋ยวจะถึงเวลารับประทานอาหารอีกแล้ว แต่ถ้าไม่รับประทานอาหารหลังเที่ยงวันไปแล้ว ก็ไม่ต้องมากังวลเกี่ยวกับเรื่องภาระต่างๆ แล้วก็การรับประทานอาหารไม่มากเกินไป ก็จะทำให้แก้ปัญหาเรื่องความง่วงเหงาหาวนอนได้ แล้วถ้ารับประทานอาหารมาก หลังจากรับประทานเสร็จ ก็จะรู้สึกง่วงนอน ทำให้ไม่อยากจะนั่งสมาธิ นี่ก็คือข้อ ๖ ทำไมต้องไม่รับประทานอาหารหลังจากเที่ยงวันไปแล้ว เพื่อที่จะได้ให้มีเวลาว่าง เพื่อจะได้เอามาใช้กับการนั่งสมาธิ แล้วก็จะทำให้ไม่ง่วงนอน

แล้วก็ศีลข้อ ๗ ก็ให้เรายุติ ละเว้นจากการหาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย จากการบันเทิงต่างๆ หาความสุขจากรูปเสียงกลิ่นรส เพราะเป็นความสุขที่ไม่ทำให้เราอิ่ม ทำให้เราพอ ไม่ได้ทำให้เราหลุดพ้นจากความทุกข์ อาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้เราต้องทุกข์เวลาที่เราติดการหาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย แล้วเวลาไม่สามารถหาได้ ก็จะเกิดความทุกข์ เกิดความไม่สบายใจขึ้นมา งั้นก็ให้พยายามเลิกการหาความสุข เปลี่ยนวิธีหาความสุข จากการหาความสุขจากการดูภาพยนตร์ ร้องรำทำเพลง หรือไปงานสังสรรค์อะไรต่างๆ นี้ ก็ให้เอาเวลาที่ทำกิจกรรมเหล่านี้ มาให้กับการฝึกสมาธิ หาความสุขจากการทำใจให้สงบ นี่คือศีลข้อ ๗

ศีลข้อ ๘ ก็คือไม่ให้เรานอนบนเตียงที่สำราญ คำว่า “มหา” เตียงใหญ่ ความจริงหมายถึงเตียงสำราญ สุขสบาย ที่นั่งที่นอนที่มโหฬาร ไม่ให้เราใช้ที่นั่งที่นอนที่มโหฬาร สังเกตไหม เขาจะทำเบาะใหญ่ๆ นุ่มๆ ให้นั่ง เพื่อให้ร่างกายสบาย ให้นอนได้นานๆ อันนี้ก็จะทำให้เสียเวลากับการปฏิบัติ เพราะนอนมากเกินไป งั้นผู้ปฏิบัตินี้ พระพุทธเจ้าจึงสอนให้นอนแค่คืนละ ๔ ชั่วโมง และในการที่จะนอนน้อย แต่พอเพียงต่อความต้องการของร่างกาย ก็คือให้นอนบนที่นอนที่มันแข็ง มันไม่นุ่ม เช่น นอนบนเตียงไม้ ปูด้วยเสื่อ ปูด้วยผ้า หรือนอนกับพื้น อันนี้ก็จะทำให้นอนไม่ค่อยสบาย
แต่ถ้าร่างกายเวลาที่ต้องการจะพักผ่อนก็จะหลับได้ ไม่ยาก แล้วมันพอได้รับการพักผ่อนพอเพียงแล้ว ก็จะตื่นขึ้นมา พอตื่นขึ้นมา จิตก็จะไม่อยากจะนอนต่อเพราะมันไม่สบาย พื้นมันแข็ง นอนแล้วเจ็บตามตัว ก็จะทำให้ไม่นอนต่อ แต่ถ้านอนบนฟูกหนาๆ นอนแบบที่นอนที่สบาย ถึงแม้ว่าร่างกายได้รับการพักผ่อนพอแล้ว พอตื่นขึ้นมาใจก็ยังไม่อยากจะลุก ต้องมีการนอนต่อ ทำให้เสียเวลาไปโดยใช่เหตุ

เราต้องการที่จะเอาเวลาของเราที่มีจำกัดนี้ มาใช้กับการปฏิบัติ ในการฝึกสมาธิให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ก็เลยต้องถือศีลข้อ ๘ อันนี้สำหรับผู้ที่ครองเรือนที่ยังเป็นฆราวาสอยู่ แต่ถ้าไปบวชนี้ ก็จะมีกฎระเบียบข้อบังคับห้ามทำกิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้เสียเวลากับการปฏิบัติเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นศีลที่ละเอียดขึ้นไปสำหรับผู้ที่มาบวช นี่ก็คือศีลข้อต่างๆ ที่เอามาฝาก มาอธิบายให้ท่านฟังกัน ถ้าคิดว่ายังไม่ละเอียดพอนี่ ก็จอเชิญถามต่อได้ นี่ก็พูดเท่าที่จะขอให้เข้าใจโดยสังเขป ว่าหน้าที่ของศีล มีไว้เพื่อห้ามไม่ให้ไปทำสิ่งที่จะทำให้เกิดความไม่สบายใจ ไม่ทำให้ไปมีปัญหา ต้องไปเคลียร์ปัญหากับคนนั้นคนนี้ บางทีถึงกับต้องขึ้นโรงขึ้นศาลขึ้นมา เอาเวลาอันมีค่าไปแก้ปัญหาที่เราสร้างขึ้นมาเอง ที่เราสามารถห้ามตัวเรา ไม่ให้สร้างมันขึ้นมาได้ ถ้าเรารักษาศีลได้.

รายการวิสัชนาธรรม
วันที่ ๒๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๔

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ จ.ชลบุรี






”ดำเนินชีวิตควบคู่ไป สลับกันได้“

ถาม: กราบนมัสการค่ะ ขอถามว่าเราปฏิบัติธรรมเจริญสติ แต่ยังอยู่ทางโลกและสามีลูกๆ ก็ไม่ปฏิบัติ เราควรทำอย่างไรคะ มันขัดกันค่ะ

พระอาจารย์: ไม่ขัดหรอก การเจริญสติเราก็เจริญของเราไป เพราะมันเรื่องภายในใจของเรา เราคอยควบคุมความคิดของเราให้หยุดคิด ให้คิดให้น้อยลงไป ให้ใจเราว่าง เท่านั้นเอง ไม่ได้ขัดกัน เราก็ดำเนินชีวิตควบคู่ไปกับเขาต่อไปได้ ไปทำอะไรก็ไปกับเขา ไปกินข้าวก็ไปกินด้วยกัน ไปดูหนังก็ไปดูหนังด้วยกัน ถ้าตอนไปทำกิจกรรมกับเขา ทำควบคุมใจเจริญสติไม่ได้ก็พักไว้ก่อน คิดว่านี่เป็นงานส่วนตัว เรามีหน้าที่หลายหน้าที่ หน้าที่ต่อตัวเราเอง หน้าที่ต่อผู้อื่น ในเมื่อเราต้องทำหน้าที่ต่อผู้อื่นเราก็ต้องหยุดหน้าที่ส่วนตัวของเราไว้ก่อน ตอนนั้นเราก็หยุดเจริญสติไปก่อน ก็ไปคุยกับเขาไปเล่นกับเขา ไปทำอะไรกับเขาไป แล้วพอเราไม่ต้องทำหน้าที่นั้น เราก็กลับมาทำหน้าที่ของเราต่อ สลับกันไปได้.

ธรรมหน้ากุฏิ
วันที่ ๒๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๓

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ จ.ชลบุรี





"บวชเป็นพระ บวชมาเเล้วขี้ค้านบ่เเม่นเด้
เป็นพระบ่เเม่นสบายเด้ บวชมาให้เห็นทุกข์"

#หลวงพ่อสายทอง_เตชะธัมโม
#วัดป่าห้วยกุ่ม





ไปสอนสมาธิให้เค้า
.
ที่ไปอยู่เมืองนอก 10 กว่าปี ก็ไม่ใช่อื่นไกลหรอก
ไปสอนสมาธิให้เค้า
ชาวต่างชาติเค้าจะได้รู้เรื่องสมาธิ
.
ทีนี้ถ้าหากว่า เราไปสอนแบบ
แปะๆแมะๆ แบบกระท่อนกระแท่น
แบบไม่เอาไหน มันก็ไม่ได้ผล
.
ต้องสอนให้เห็นจริง
แล้วก็ได้จริง
แล้วเกิดขึ้นจริง
.
บัดนี้ ได้ทำให้เกิดขึ้นอย่างนั้นแล้ว
เค้าเหล่านั้น เค้าก็สามารถ
จะไปแนะนำสั่งสอนกันได้ต่อไป
.
ในประเทศไทยเรานี้ ก็ทั้วทุกจังหวัดก็มีหมดแล้ว
ไปที่ไหนเอ้ารุ่น
ไปที่ไหนก็รุ้น อ้อนี่รุ่น อนันตชัย
นี่รุ่น โชติปัญญา ปัญญาสิริ อะไร
ตั้งเองจนลืม
เพื่อที่จะให้ ท่านทั้งหลายนี่
หูตาสว่างขี่น
.
ขอนอบน้อมแด่ หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร ผู้เลิศคุณ
.





บางคนพูดจาโผงผาง ก้าวร้าว หรือพูดหยาบคาย โดยคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่พระพุทธองค์ตรัสเปรียบเทียบบาปกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ว่าเหมือนหยดน้ำที่หยดลงในอ่าง หยดติ๋ง ๆ ๆ ๆ ลงไป ไม่นานก็จะเต็มอ่าง

หยดน้ำ (ซึ่งน่าจะเป็นน้ำขุ่น ไม่ใช่น้ำใส) แต่ละหยดนิดเดียวก็จริง แต่นิดเดียวหลาย ๆ นิดเดียวกลายเป็นมากนั่นเอง ในไม่ช้า ความประมาท ความคึกคะนอง และความก้าวร้าว ก็กลายเป็นปกตินิสัยได้

พระอาจารย์ชยสาโร







“คำสอนทางโลก มุ่งให้บรรจุไว้ที่สมอง
คือมุ่งให้เข้าใจในวิทยาการนั้นเป็นที่ตั้ง
คำสอนทางธรรมจรรยา มุ่งให้บรรจุ
หรือถือไว้ที่กาย วาจา และดวงใจ
คือมุ่งให้มีความเชื่อถือ คือปฏิบัติตาม
เป็นที่ตั้ง ส่วนคำสอนทางโลกมิใช่คำสอน
ที่มุ่งให้เชื่อถือโดยส่วนเดียว โดยมากมุ่ง
ให้เกิดความรู้ทันโลก
ส่วนคำสอนทางธรรมจรรยามุ่งให้เชื่อถือ
คือปฏิบัติตาม ถ้าเห็นว่ามีเหตุผลไม่พอ
หรือไม่สมัครใจ จะไม่เชื่อถือก็ได้
แต่ถ้าไม่เชื่อถือความดี ไปเชื่อถือความชั่ว
ก็ถูกธรรมดาลงโทษเอง”
...
พระคติธรรม สมเด็จพระสังฆราชเจ้า
กรมหลวงวชิรญาณสังวร







ในตอนต้นของ "เอวัง" ซีรีส์อิงประวัติศาสตร์สมัยพุทธกาลที่หลายคนตั้งหน้าตั้งตารอ โมหัน ซึ่งเป็นตัวร้ายของเรื่อง มีท่าทีดูถูกดูแคลน เขายืนยันกับกลุ่มพ่อค้าหนุ่มว่า พระภิกษุที่เห็นในเมืองสาวัตถีนั้น ดูภายนอกอาจน่าเลื่อมใส แต่แท้จริงแล้ว ก็แค่แสร้งทำตัวเคร่งครัดต่อหน้าสาธารณชน เพื่อให้ผู้คนศรัทธาและบริจาคเท่านั้น เขาถึงกับวางเดิมพันด้วยเหรียญทองคำหนึ่งเหรียญว่า เขาสามารถชักจูงพระภิกษุรูปที่กำลังเดินตรงมาทางพวกเขา ซึ่งก็คือวีระตัวเอกของเรื่อง ให้สึกได้ภายในสามวัน

โมหันรู้จักวีระมาหลายปี และในไม่ช้าก็หาทางเข้าไปสนทนาด้วยได้ เขาพูดจาหว่านล้อมอย่างคล่องแคล่วว่าชีวิตพรหมจรรย์นั้นฝืนธรรมชาติอย่างไรบ้าง และวีระกำลังพลาดความสุขในชีวิตไปมากขนาดไหน แต่วีระไม่ได้รู้สึกหวั่นเกรงโมหันเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว จังหวะหนึ่ง วีระผงกศรีษะไปทางโมหันที่กำลังเกาตุ่มยุงกัดโดยไม่รู้ตัว แล้วพูดว่า:

“ครูบาอาจารย์ของอาตมาสอนว่า การตามใจกิเลสตัณหาก็เหมือนกับการเกาที่คัน แน่นอนว่าเราย่อมได้ความสุขความพอใจจากมันอยู่บ้าง แต่ก็ไม่นาน และยิ่งเกามันก็ยิ่งคันหนักขึ้นกว่าเดิม”

โมหันแย้งว่า “แล้วจะเป็นอะไรล่ะ ถ้าข้าไม่ได้รังเกียจความคัน? จะเป็นอะไรถ้าข้าคิดว่าความสุขจากการเกามันคุ้มค่า? แล้วถ้าข้าคิดว่าในโลกแห่งความเป็นจริง ถ้าพูดกันอย่างตรงไปตรงมา ความสุขทางตา หู จมูก ลิ้น กาย แม้จะไม่สมบูรณ์แบบ แต่มันก็เป็นความสุขทั้งหมดที่มีอยู่เท่านั้น?”

“แต่มันไม่ใช่แค่นั้น” วีระตอบ "ยังมีความสุขที่ประณีตยิ่งกว่านั้น นั่นคือความสุขจากการไม่มีที่คันให้ต้องเกา” โมหันยอมรับไม่ได้ เขาเป็นชายหนุ่มที่เฉลียวฉลาด แต่ปัญหาการติดกามสุขไม่ไช่ปัญหาทางไอคิว

ธรรมะคำสอน โดย พระอาจารย์ชยสาโร
แปลถอดความ โดย ศิษย์ทีมสื่อดิจิทัลฯ


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
แสดงโพสจาก:  เรียงตาม  
โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 9 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ไปที่:  
ขับเคลื่อนโดย phpBB® Forum Software © phpBB Group
Thai language by phpBBThailand.com
phpBB SEO