พระพุทธพจน์ - พุทธภาษิต พระธรรมเทศนา และ ธรรมะจากครูบาอาจารย์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
พุธ 01 ก.ค. 2026 9:11 am
“..อย่าปล่อยให้ตัวมานะ เข้าไปยื้อแย่งครอบครองศีลธรรมภายในใจได้ จะกลายเป็นผู้มีเขี้ยวมีเขาแฝงขึ้นมาในศีลธรรมอันเป็นธรรมชาติเยือกเย็นมาดั้งเดิม การฝึกหัดทรมานตนให้เป็นเหมือนผ้าเช็ดเท้าจนเคยชิน โดยไม่ยอมให้ตัวทิฏฐิมานะโผล่ขึ้นมา ว่าตัวมีราคาค่างวดนี้ เป็นทางก้าวหน้าของธรรมภายในใจโดยสม่ำเสมอ จนกลายเป็นใจธรรมชาติ ไม่หวั่นไหวเหมือนแผ่นดิน ใครจะทำอะไร ๆ ก็ไม่สะเทือน จิตที่ปราศจากทิฏฐิมานะทุกประเภทโดยประการทั้งปวงแล้ว ย่อมเป็นจิตที่คงที่ต่อเหตุการณ์ดีชั่วทั้งมวล..”
ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร
(พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)
เทสโกวาท
หาอุบายทำบุญ
...
ทำบุญภายในด้วยกุศลจิต หาอุบายทำบุญ
ด้วยบุญที่เกิดจากกุศลจิต เป็นการทำบุญ
ภายใน ไม่ใช่การทำบุญภายนอกด้วยวัตถุ
สิ่งของ แต่เราทำบุญโดยการสร้างกุศลจิต
สร้างจิตที่ผ่องใสมีคุณงามความดี
เป็นจิตไม่ตระหนี่เหนียวแน่น จิตไม่เกิดโทสะ
มานะ ทิฏฐิ จิตไม่ประกอบด้วยกิเลส จึงเป็น
บุญมหาศาลหาค่ามิได้ เกิดจากจิตภายใน
ถ้าเราทำอย่างนี้อยู่เสมอๆก็เป็นบุญอยู่
ทุกอิริยาบถ และเราก็เห็นบุญในตัวของเรา
ชมเชยบุญของเราหรือการที่เราละความชั่วได้
เราไม่เก็บความชั่วไว้ในตัวของเรา อันนั้น
ก็เป็นบุญกุศลเกิดขึ้นที่จิต เราเองก็รู้สึก
ชื่นชมยินดีในตัวของเรา
จะพากันไปหาบุญที่ไหนอีก บุญไม่ได้อยู่
นอกเหนือไปจากจิตนี้หรอก
ขอให้พากันสะสมบุญอย่างนี้ขึ้นภายใน
จิต ของตนทุกคน ...
...
พระราชนิโรธรังสี คัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ฯ
(หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี)
วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย
เทสโกวาท
หาอุบายทำบุญ
...
ทำบุญภายในด้วยกุศลจิต หาอุบายทำบุญ
ด้วยบุญที่เกิดจากกุศลจิต เป็นการทำบุญ
ภายใน ไม่ใช่การทำบุญภายนอกด้วยวัตถุ
สิ่งของ แต่เราทำบุญโดยการสร้างกุศลจิต
สร้างจิตที่ผ่องใสมีคุณงามความดี
เป็นจิตไม่ตระหนี่เหนียวแน่น จิตไม่เกิดโทสะ
มานะ ทิฏฐิ จิตไม่ประกอบด้วยกิเลส จึงเป็น
บุญมหาศาลหาค่ามิได้ เกิดจากจิตภายใน
ถ้าเราทำอย่างนี้อยู่เสมอๆก็เป็นบุญอยู่
ทุกอิริยาบถ และเราก็เห็นบุญในตัวของเรา
ชมเชยบุญของเราหรือการที่เราละความชั่วได้
เราไม่เก็บความชั่วไว้ในตัวของเรา อันนั้น
ก็เป็นบุญกุศลเกิดขึ้นที่จิต เราเองก็รู้สึก
ชื่นชมยินดีในตัวของเรา
จะพากันไปหาบุญที่ไหนอีก บุญไม่ได้อยู่
นอกเหนือไปจากจิตนี้หรอก
ขอให้พากันสะสมบุญอย่างนี้ขึ้นภายใน
จิต ของตนทุกคน ...
...
พระราชนิโรธรังสี คัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ฯ
(หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี)
วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย
" ดวงไม่ดีอย่าให้หมอดูช่วยจะซวยซ้ำ อาจถลำเสียเงินทองหมองไหม้ ไม่ต้องไปสะเดาะเคราะห์ทำพิธีอะไร ให้ตั้งใจสวดมนต์ภาวนา ทุกที่ทุกเวลาเร่งทำความดี เรื่องร้ายๆ ก็จะหน่ายหนี ดวงร้ายกลับกลายเป็นดวงดี เพียงแค่นี้ก็เปลี่ยนดวงชะตา "
หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม
คำสอนหลวงพ่อวัดท่าซุง
การที่จะหนีอบายภูมิทั้ง ๔ คือการไม่เกิดเป็นสัตว์นรก
เป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัชฉาน ต่อไปนั้น
ต้องกำจัดสังโยชน์ คือ อารมณ์ชั่ว ๓ ประการ ให้พ้น
จากใจ อารมณ์ชั่วทั้ง ๓ ประการ คือ
๑. ที่มีความรู้สึกว่าชีวิตนี้ไม่ตายตัดทิ้งไป ให้มีความ
รู้สึกว่ามันจะต้องตายแน่และไม่ประมาทในชีวิต คิด
ทำความดีต่อไป
๒. วิจิกิจฉา ความสงสัยในความดีของพระพุทธเจ้า
พระธรรม และพระอริยสงฆ์ตอนนี้ตัดทิ้งไป ยอมรับ
นับถือพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์
๓. สีลัพพตปรามาส มีการปฏิบัติในศีลไม่แน่นอน
ไม่จริงจัง อันนี้ต้องทิ้งไปหันมากลับมาปฎิบัติในศีล
ให้แน่นอนและจริงจัง ฆราวาสเพียงแค่ศีลห้า หรือว่า
กรรมบถ ๑๐ ใช้ได้แล้ว สำหรับภิกษุสามเณรก็มีศีล
ของท่าน
ธรรมโอวาท พระราชพรหมยาน
( หลวงพ่อฤๅษี วัดท่าซุง )
"...มีสติอยู่ตลอดเวลา ก็ปฏิบัติสมาธิอยู่ตลอดเวลา
ใครที่ยังไม่มีโอกาสจะเข้าวัดเข้าวา มานั่งสมาธิหลับตาอย่างที่พระท่านชักชวน
การปฏิบัติสมาธิ เอากันอย่างนี้ ยืน เดิน นั่ง นอน
รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด ให้มีสติอยู่ตลอดเวลา
ทุกคนได้ฝึกสมาธิมาตามธรรมชาติแล้วตั้งแต่เริ่มรู้เดียงสา มาทีนี้เรามาเริ่มฝึกใหม่ นี่เป็นการเสริมของเก่าที่มีอยู่แล้วเท่านั้น อย่าไปเข้าใจผิด
ยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด เป็นอารมณ์จิต เราทำสิ่งเหล่านี้ให้มีสติรู้ตัวอยู่ตลอดเวลาเท่านั้น เวลานอนลงไป จิตมันคิดอะไร ให้มันคิดไปให้มีสติไล่ตามมันไป จนกระทั่งนอนหลับ ปฏิบัติต่อเนื่องทุกวันแล้ว ท่านจะได้สมาธิอย่างไม่คาดฝัน
ในขณะทำงาน กำหนดสติรู้อยู่กับงาน เวลาคิด ทำสติรู้อยู่กับการคิด โดยถือการทำงาน การคิด เป็นอารมณ์ของจิต โดยธรรมชาติของจิต ถ้ามีสิ่งรู้ สติมีสิ่งระลึก จิตย่อมสงบ มีปีติสุข เอกัคตาได้ ในโอกาสใดโอกาสหนึ่งจนได้ ถ้าผู้ปฏิบัติตั้งใจทำจริง.."
หลวงพ่อพุธ ฐานิโย
ยากอะไรก็ไม่ยากเท่าปฏิสังขรณ์
ถอนอะไรก็ไม่ยากเท่าถอนมานะ
ละอะไรก็ไม่ยากเท่าละกามคุณ
บุญอะไรก็ไม่เท่าบุญบรรพชา
หาอะไรก็ไม่ยากเท่าหาตน
จนอะไรก็ไม่เท่าจนปัญญา
พระอาจารย์วัน อุตฺตโม
วัดถ้ำอภัยดำรงธรรม (ถ้ำพวง)
อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร
"…จงพยายามทำสติธรรมดานี้ ให้กลาย
เป็นมหาสติขึ้นมา และจงทำปัญญาธรรม
ดาให้กลายเป็นมหาปัญญาขึ้นมาที่ดวงใจ
ของเรา เมื่อสติมีกำลังจนเพียงพอแล้ว เรา
จะเดินปัญญาพิจารณา แม้กิเลสจะหนา
แน่นเหมือนภูเขาทั้งลูก ก็ต้องทะลุไปได้
โดยไม่ต้องสงสัย…"
หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
เหตุใดผู้ภาวนา 'พุทโธ' จึงมีเทวดาคอยคุ้มครอง?
“..เราไหว้พระภาวนา เราทำบุญกุศลเสมออย่างนี้
เทวดาชั้นต่ำ พวกภุมเทวดา รุกขเทวดา
ตลอดจนอากาศเทวดาบางพวก
เมื่อเขาได้รับส่วนบุญกุศลที่เราอุทิศให้อยู่เรื่อยๆ
เขาก็เลื่อมใสต่อเรา เขาก็มารักษา
ข้อนี้พระพุทธเจ้าท่านเคยเแสดงเอาไว้จริงๆ
อยู่ในธรรมะและบทสวดมนต์ที่ว่า
“ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา
สัพพะพุทธานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุเต
ด้วยอำนาจแห่งคุณของพระพุทธเจ้านี้
ขอให้เทวดาทั้งหลายจงรักษา”
เรามาไหว้ เรานึกนับถือพระพุทธเจ้า
เราบูชาสรรเสริญคุณพระพุทธเจ้า
เทวดาก็นิยมนับถือด้วยเพราะเห็นว่าเราเป็นคนดี
นับถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง
สมควรต้องรักษาให้ความปลอดภัยแก่เราอย่างนี้
ในข้อนี้อาตมาเห็นจริงด้วยเลยทีเดียว
เพราะว่า เมื่อไปไหนถ้าภาวนา "พุทโธ"
จะไปในป่าลึก ในเขา ในถ้ำ ที่ไหนก็ตามที่จะมีภัยเกิดขึ้นได้
เราภาวนา “พุทโธ” ไปเรื่อยๆ ก็ไม่มีอะไร ปลอดภัยดีทุกอย่าง
เวลานั่งสมาธิก็ภาวนา “พุทโธ” จนจิตสงบ
ใจเป็นสุขแล้ว ถึงอยู่คนเดียวก็จะรู้สึกอบอุ่น
เหมือนมีคนมากๆ อยู่ด้วย..”
หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ
วัดอรัญญบรรพต ต.บ้านหม้อ อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย
#ธรรมะพระอรหันต์ #ธรรมะเพื่อความพ้นทุกข์ #พระมหานวพัสตร์_ยโสธโร #กองทัพธรรมสายหลวงปู่มั่น
"กายกำเริบ คือ ปวดเมื่อย
ใจกำเริบ คือ ฟุ้งซ่าน"
ท่านพ่อลี ธมฺมธโร
วัดป่าคลองกุ้ง จ.จันทบุรี
.
คำสอนของ ท่านพ่อลี ธมฺมธโร ที่ว่า "กายกำเริบ คือ ปวดเมื่อย ใจกำเริบ คือ ฟุ้งซ่าน" เป็นการอธิบายสภาวะของกายและใจในขณะปฏิบัติภาวนาอย่างเรียบง่าย แต่ลึกซึ้ง โดยท่านมักจะขยายความธรรมะข้อนี้ไว้เพื่อให้เกิดสติและการระงับอาการฟุ้งซ่าน ดังนี้
1. กายกำเริบ (ทางร่างกาย)
#ลักษณะ
เมื่อเรานั่งสมาธิหรืออยู่ในท่าเดิมนาน ๆ ธาตุทั้ง 4 (ดิน น้ำ ลม ไฟ) ในร่างกายจะเริ่มเสียสมดุล ทำให้เกิดความเจ็บ ปวด เมื่อย ขัดยอก หรือร้อนรนขึ้นมา เรียกว่า "กายกำเริบ"
#การแก้ไขด้วยธรรม
ท่านพ่อลีท่านสอนให้ใช้ "อานาปานสติ" (ลมหายใจ)ในการรักษาและปรับธาตุ เมื่อกายปวดเมื่อย ให้ส่งกระแสลมหายใจที่ละเอียด ลมที่สบาย ไปตามส่วนต่างๆ ที่เจ็บปวด เพื่อระงับเวทนาทางกาย ไม่ให้กายกระสับกระส่าย
2. ใจกำเริบ (ทางจิตใจ)
#ลักษณะ
เมื่อกายเริ่มไม่สบาย หรือจิตใจขาดสติควบคุม จิตจะส่งออกนอก คิดโน่นคิดนี่ แส่ส่ายไปในอดีต อนาคต เกิดความรำคาญใจ หงุดหงิด และปรุงแต่งไปเรื่อย ๆ เรียกว่า "ใจกำเริบ" หรือความฟุ้งซ่าน (อุทธัจจะ-กุกกุจจะ)
#การแก้ไขด้วยธรรม
วิธีระงับใจกำเริบ คือต้องดึงจิตกลับมาอยู่กับ "พุทโธ" และ "ลมหายใจ" ทันที ท่านเปรียบเสมือนการผูกลิงไว้กับหลัก ถ้าปล่อยให้ลิง (ใจ) วิ่งไปมา มันก็จะกำเริบไม่หยุด การตามดูรู้ทันความฟุ้งซ่าน โดยไม่กระโดดเข้าไปร่วมวงคิดกับมัน จะทำให้ใจค่อย ๆ สงบลง
ท่านพ่อลีท่านเน้นย้ำเสมอว่า "กายกับใจมันอาศัยกันอยู่"
ถ้ากายกำเริบ (ปวดเมื่อย) แล้วเราไม่มีสติ ใจก็มักจะกำเริบ (ฟุ้งซ่าน) ตามไปด้วย
แต่ถ้าเราฝึกสติจนใจนิ่ง สงบ ไม่กำเริบ แม้กายจะปวดเมื่อย ใจก็จะไม่ทุกข์ไปตามกาย
ดังนั้น เมื่อใดที่เกิดอาการทั้งสองนี้ในขณะปฏิบัติธรรม ให้รู้เท่าทันด้วยความนิ่ง ไม่ยินดียินร้าย แล้วกลับมาแต่งลมหายใจให้สบาย สลัดความฟุ้งซ่านออกไป กายและใจก็จะกลับคืนสู่สภาวะปกติ
พระครูปลัดสุวัฒนสุภคุณ
ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดป่าคลองกุ้ง
30 มิถุนายน 2569
เทสโกวาท
...
“เมื่อเกิดมาเป็นคน รู้ตัวว่าเราจะต้องตาย
จงรีบทำคุณงามความดีทำประโยชน์ไว้เสีย
การทำมากหรือทำน้อย ไม่เป็นปัญหา
ขอให้ตั้งเจตนาให้ดี
ให้เชื่อมั่นในบุญกุศลที่ตนทำนั่น
จิตใจแน่วแน่อยู่กับกุศลอันนั้น
ก็จะเป็นของมากอยู่เอง
ไม่ต้องเอาหน้า เอาเกียรติ
ไม่ต้องเอาชื่อ เอาเสียง
เอาเฉพาะใจของตนเอง
ตั้งศรัทธาแน่วแน่เฉพาะบุญกุศลที่ตนทำเอง
นั่นละ เป็นอานิสงส์มาก กุศลมาก
ตรงนี้แหละ ...”
...
พระราชนิโรธรังสี คัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ฯ
(หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี)
วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย
#หลวงปู่เปลี่ยน_ปัญญาปทีโป
โอวาทธรรมหลวงปู่เปลี่ยน ปัญญาปทีโป
หลงพอใจ คือจิตมีราคะ
ถ้าหากเรามีความพอใจ เราหลงเพลิดเพลินแล้ว เรายึดมั่นว่ามีความสุขแล้วเราก็รู้ทันทีว่า เดี๋ยวนี้จิตของเรากำลังอยู่ในราคะตั้งอยู่ในราคะ ความกำหนัด ความยินดี เราควรที่จะรู้อย่างนั้นทันที ถ้าเมื่อเรารู้แล้ว เราก็ควรที่จะปล่อยวาง ว่าอันนี้เป็นราคะเกิดขึ้นมา ถ้าหากเรายึดมั่นถือมั่น ทุกข์จะตามมาหาเรา เพราะเราติดอยู่กับสิ่งนั้น
หลวงปู่เปลี่ยน ปัญญาปทีโป
วัดอรัญญวิเวก (บ้านปง) อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่
Powered by phpBB © phpBB Group.
phpBB Mobile / SEO by Artodia.