Switch to full style
พระพุทธพจน์ - พุทธภาษิต พระธรรมเทศนา และ ธรรมะจากครูบาอาจารย์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
ตอบกระทู้

รักษาศีล

เสาร์ 27 มิ.ย. 2026 1:32 pm

"การที่เรา จะอยู่เป็นมนุษย์ ด้วยความอยู่เย็น เป็นสุขนั้น ก็ต้องอาศัยบุญ การทำสมาธิภาวนา

การสวดมนต์ภาวนา ล้วนแล้วแต่ เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดบุญทั้งสิ้น เราจะแสวงหาบุญได้ทุกเวลา

พระพุทธเจ้า ได้เปิดโอกาสให้พวกเราทั้งหลาย ได้สร้างบุญทุกเวลา เรานึกได้เมื่อไหร่เราก็ได้บุญเมื่อนั้น

สร้างบุญนั้น ก็คือ ภาวนามัย บุญสำเร็จด้วยการภาวนา เราจะนึกพุทโธแม้แต่คำเดียว ก็ถือว่า เป็นบุญแล้วอย่างนี้"

ธรรมะรุ่งอรุณ ๖ หน้า ๘๒

สมเด็จพระญาณวชิโรดม พุทธาคมวิศิษฐ์ จิตตานุภาพ พัฒนดิลก สาธกธรรมวิจิตร วิเทศศาสนกิจไพศาล วิปัสสนาญาณธุราทร ธรรมยุตติกคณิส
สรบวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี​ (หลวงพ่อ
วิริยังค์ สิรินฺธโร)

สถิต​ ณ วัดธรรมมงคลเถาบุญนนทวิหาร​ กรุงเทพมหานคร






สติ ขจัดความโกรธ
ไม่มีอะไรจะเป็นเครื่องคุ้มกันมากเท่ากับสติ
.
…. “ พอมีเรื่องให้กระทบกระทั่งหรือสะดุดแล้ว “สติ”ก็มาระลึกได้ว่านี้มันจะโกรธ, นี้มันเรื่องโกรธ แล้ว“ทมะ”ก็ตามมา คือบังคับตัวเองไว้
แล้วก็“ปัญญา”ใช้ความรู้ที่จะตัดเรื่องราวนั้นเสีย แล้วตัดความโกรธได้ด้วยปัญญาโดยแท้จริง, ตัดในระยะเริ่มแรกด้วยทมะก็ใช้สตินี่เป็นสื่อ แล้วต่อไปสติมันก็ทำหน้าที่อย่างอื่นอีก ที่มันคุ้มกันอย่างอื่นอีก
…. จำคำว่า สติ ไว้ ว่าเป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุด ในความหมายที่ว่าเป็นเครื่องคุ้มกัน #ไม่มีอะไรจะเป็นเครื่องคุ้มกันมากเท่ากับสติ, ฉะนั้น จะคุ้มกันความโกรธ ป้องกันความโกรธ ก็คือ สติ หรือจะคุ้มกันอะไรก็ตามใจ กระแสแห่งกิเลสตัวไหน ชื่อไหน ก็ตาม จะต้องป้องกันด้วยสติทั้งนั้น
…. เดี๋ยวนี้ความโกรธก็เป็นกิเลสตัวหนึ่ง กระแสแห่งกิเลสตัวนี้จะกั้นได้ด้วยสติ จะกั้นไม่ให้มา หรือมาแล้วก็จะกั้นไม่ให้ไปต่อไป นี่มันก็เป็นเรื่องกั้นด้วยสติทั้งนั้น
…. ฉะนั้น ใช้ให้มันสัมพันธ์กันให้ดี เพราะธรรมะนี้ต้องการสัมพันธ์กันอย่างเพียงพอ, ทมะ ปัญญา สติ : สติ ระลึกได้, ทมะ บังคับตัวเองให้หยุดไว้ก่อน, แล้ว ปัญญา ก็ทำหน้าที่แผ้วถางไป
…. ทีนี้ พูดถึง ปัญญา คือความรู้ กันอีกหน่อย : ในทางพุทธศาสนาหรือหลักธรรมะในพุทธศาสนาเรา ตามพระพุทธภาษิตที่แสดงปรากฏอยู่ ถ้าจะรู้อะไรในลักษณะที่เรียกว่า “ปัญญา” แล้วละก็ ท่านจำกัดความหมายไว้อย่างเพียงพอมีเหตุผลที่สุด เท่าที่ผมสังเกตมา แม้จะพูดกันทาง logic (ตรรก) ก็มีเหตุผลที่สุด, จะพูดทางหลักวิชาอะไรก็มีเหตุผลที่สุด คือว่า ถ้าจะรู้อะไรก็ต้องให้รู้โดยหัวข้อเหล่านี้ คือ…
หนึ่ง ก็รู้ ลักษณะ ของมัน
ทีนี้สอง ก็รู้ อัสสาทะ คือ เสน่ห์ของมัน
ทีนี้สาม ก็รู้ อาทีนวะ คือ ความเลวร้ายของมัน
แล้วก็รู้ สมุทัย คือที่เกิดที่มาของมัน
แล้วก็รู้ อัตถังคมะ คือสิ่งที่จะทำให้มันตั้งอยู่ไม่ได้ คือ ความดับไป ตั้งอยู่ไม่ได้
แล้วก็รู้ นิสสรณะ เป็นข้อสุดท้าย คือทางออก หนทางออก หรืออุบายเป็นเครื่องออกไปพ้นจากสิ่งนั้น.
…. ในกรณีของความโกรธนี่ ดูกันอีกทีก็ได้ ความโกรธมีลักษณะอย่างไร? ก็พูดกันมามากแล้ว
…. ทีนี้ ถ้าเราจะแบ่งความโกรธออกเป็นกี่ชนิด ประกอบด้วยอุปมา อุทาหรณ์อะไร มันก็อยู่ในข้อนี้ทั้งนั้นแหละ : ถ้าใครจะไปเทศน์ ไปพูด ไปบรรยายเรื่องความโกรธนี้ว่ามันมีลักษณะอย่างไร? มันมีกี่อย่าง? มันมีกี่ชนิด? มันควรจะอุปมาด้วยอะไร? มันก็เป็นเรื่องลักษณะของความโกรธ.
…. อัสสาทะ คือ เสน่ห์ของความโกรธ ก็อย่างที่ว่ามาแล้วว่ามันอร่อยแก่ผู้โกรธ.
…. อาทีนวะ โทษความเลวร้ายของมัน ก็คืออันตรายอย่างที่ว่ามาแล้ว
…. สมุทัย ที่เกิดของความโกรธ ก็คือความอยากด้วยอำนาจของความโง่ ถ้าจะเลยไปถึงตัวความโง่ โง่มันไกลเกินไป ไปถึงอวิชชานั่น มันเป็นต้นเหตุที่ไกลเกินไป เอาที่ใกล้ๆ ก็คือความอยากด้วยความโง่ แล้วไม่ได้ตามที่อยาก
…. อัตถังคมะ ความตั้งอยู่ไม่ได้ของความโกรธ. ในภาษาไทยเราก็เรียกว่า อัษดงคต, อันดงคตนั่น คือลับลง, อัตถังคมะนี่ก็คือที่เรากำลังพูด ก็ตัดความอยากนั้นเสีย นั่นถูกต้องที่สุด ดับความอยากด้วยความโง่นั้นเสีย
…. นิสสรณะ อุบายวิธี หนทางที่จะออกไปเสียให้พ้นจากความโกรธ นี่ที่เรากำลังพูดว่าเราจะ มีขันติ มีทมะ มีปัญญา มีสติ หรือจะสรุป รวมไปยังหมวดธรรมะสารพัดนึก
…. คุณจำคำว่า สารพัดนึก ไว้ด้วย คือ อริยมรรคมีองค์แปด เป็นธรรมะสารพัดนึก ใช้แก้ปัญหาทุกอย่าง ถ้านึกอะไรไม่ออก ในส่วนธรรมะที่จะดับทุกข์หรือแก้ปัญหาแล้ว ก็นึกถึง อัฏฐังคิกมรรค ก่อน, มรรคมีองค์แปดนั้น ก็ท่านกำหนดไว้เป็นนิสสรณะทั่วไปในทุกกรณี
…. ถ้าเราจะมาทำเฉพาะเรื่อง เช่นเรื่องความโกรธเป็นต้นนี้ เราก็เลือกธรรมะชื่ออื่นๆมาก็ได้ ให้มันตรงกับโรคโดยตรง แต่แล้วธรรมะเหล่านั้นจะไปรวมอยู่ได้ในอัฏฐังคิกมรรคทั้งนั้น จะพูดว่า ขันติ ทมะ ปัญญา สติ อะไรก็ตามเถอะ มันจะไปรวมอยู่ได้ในอัฏฐังคิกมรรคทั้งนั้น
…. ฉะนั้น นิสสรณะ อุบายเครื่องออกไปเสียจากความโกรธ นี่ก็มีสติก่อน แล้วก็มีทมะ บังคับตนให้ได้ แล้วก็มีปัญญามาฟาดฟันลงไปให้สิ้นไป ให้สูญไป
…. ทีนี้ คำว่า นิสสรณะ นี้กว้างมาก มันจะกินความไปถึง ป้องกัน ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง แก้ไข อะไรก็ได้ ก็มีธรรมะชื่ออื่นๆ โผล่ขึ้นมา
…. เราก็ได้พูดมาถึงคำว่าสติแล้ว สตินี้มีความหมายกว้าง แล้วความหมายใหญ่ของสติคือป้องกัน แล้วก็มีคำที่คล้ายกัน แล้วก็มาช่วยสนับสนุนกัน เช่นคำว่า สังวร สํวร, สังวร, สังวรมีหลายชนิด สติสังวรนี้สำคัญที่สุด ให้ทุกคนมีการสังวรด้วยสติ มีสติเป็นเครื่องสังวร.”
.
พุทธทาสภิกขุ
ที่มา : ธรรมบรรยาย หัวข้อเรื่อง “การเก็บความโกรธใส่ยุ้งฉาง” จากหนังสือชื่อ “บวชทำไม?” พิมพ์ครั้งที่ ๓ โดยสำนักพิมพ์สุขภาพใจ พฤษภาคม ๒๕๔๙, หน้า ๑๙๘ - ๒๐๑







"...คำว่า “สติ” ย่อมถือเป็นธรรมสำคัญของความเพียรทุก ๆ ประโยค
และคำว่า “ปัญญา” ก็ย่อม ถือเป็นสำคัญในเวลาที่ควรใช้ตามกาลของตน เพราะปัญญาเป็นธรรมจำเป็นไปตามภูมิของจิต ของธรรม ส่วนสติเป็นธรรมจำเป็นตลอดไปในอิริยาบถต่าง ๆ

กาลใดที่ขาดสติ กาลนั้นเรียกว่า ขาดความเพียร แม้กำลังเดินจงกรมหรือนั่งสมาธิอยู่ก็สักแต่ว่าเท่านั้น แต่มิได้เรียกว่า เป็นความเพียรชอบ ดังนั้นท่านจึงสอนเน้นลงในความมีสติมากกว่าธรรมอื่น ๆ เพราะ สติเป็นรากฐานสำคัญของความเพียรทุกประเภทและทุกประโยคที่ทำ จนกลายเป็น มหาสติขึ้นมาและผลิตปัญญาให้เป็นไปตาม ๆ กัน

ภูมิต้นเพื่อความสงบต้องใช้สติ ให้มาก ภูมิต่อไปสติกับปัญญาควรเป็นธรรมควบคู่กันไปตลอดสาย.."

หลวงปู่มั่น ภูริทัตตเถระ






“..#สิ่งใดที่เป็นของรัก สิ่งนั้นย่อมเป็นศัตรูแก่ดวงใจ
จึงควรละสิ่งนั้นเสีย
แล้วตนเอง ก็จะมีความสุข”

ฉะนั้น ... คนเราจึงอย่าไปเหยียดหยาม ดูถูกในคนที่เขามีปัญญาน้อย หรือฐานะกำเนิดชาติสกุลของเขาที่ตกอยู่ในความต่ำต้อย เพราะสิ่งเหล่านี้มันขึ้นอยู่ที่กรรมแห่งบุคคลซึ่งทำไว้ในกาลก่อน จึงส่งผลจำแนกให้มาเป็นในลักษณะต่างกัน

#บางคนแม้จะตกไปอยู่ในสกุลที่ลำบากยากเข็ญใจ ก็สักแต่ว่ากรรมซัดไปเท่านั้น แต่ความดีซึ่งติดอยู่ในจิตสันดานเดิมของเขามีอยู่ เขาก็อาจจะสำเร็จมรรคผลได้ในวันหนึ่ง ที่กรรมนั้นซัดไปให้เกิดในสกุลยากก็เพื่อจะทรมานเขาให้แลเห็นทุกข์เห็นโทษ และใช้หนี้เวรเก่าของเขาให้หมดสิ้นไปก็มี เพราะคนเราทุกคนที่เกิดมานี้ย่อมเกิดมาแต่ผลของกรรมเก่าที่ตนกระทำไว้ทั้งสิ้น..”

ธมฺมธโรวาท
#พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์ (ท่านพ่อลี ธมฺมธโร) วัดอโศการาม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ
(พ.ศ.๒๔๔๙-๒๕๐๔ )





#ลีลาแสดงธรรมของท่านพระอาจารย์
"... ท่านพระอาจารย์มั่นเทศน์ ผู้ฟัง
ไม่ลุกหนี เพราะลีลาการแสดงธรรมของท่าน มีอ้างคัมภีร์บ้าง เช่น ธรรมบท ขุทฺทกนิกาย หนังสือที่กล่าวถึงพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมแก่บุคคลนั้น ที่นั้น เป็นต้น.."

หากแสดงแก่บรรพชิต คือ พระที่เข้าไปนมัสการฟังธรรมเป็นครั้งคราว หรือศิษย์ที่อยู่ประจำ ดูจะอ้างอิงคัมภีร์มากเป็นพิเศษ
โดยเฉพาะหนังสือที่ทรงรจนาโดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสเช่น บทสวดต่างๆ ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ทรงแสดง มีจตุรารักขกัมมัฏฐานเป็นต้น
ส่วนของสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ นั้นจะเน้นนวโกวาท วินัยมุข และพุทธประวัติ

#พุทธประวัตินั้น_จะไม่ละเลยแม้แต่ครั้งเดียว..

ลีลาการแสดงธรรมต่างๆ ของท่านพระอาจารย์มั่น ท่านเอามาจากพระไตรปิฎกบ้าง แม้ในคัมภีร์ในนิทานต่างๆ เช่น คัมภีร์พระเวสสันดร อุณหิสสวิชัยสูตร ปัญญาปารมีสูตร
หรือพระนิพนธ์ต่างๆ ของสองพระองค์ดังกล่าว ก็นำมาแสดง ท่านมิได้แสดงเป็นอย่างอื่น แต่ทำไมศิษย์และผู้ฟังจึงเคารพเชื่อฟังและเลื่อมใส..

#ท่านว่าธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นสัจธรรม

#สามัญชนพูด_มีค่าเท่ากับสามัญโวหาร

#กัลยาณชนพูด_มีค่าเท่ากับวิสามัญโวหาร

#พระอริยเจ้าพูด_เป็นพระอริยโวหาร

มีค่าต่างๆ กันดังนี้ เปรียบด้วยข้าวเปลี่ยนให้มีรสชาติยิ่งหย่อนกว่ากันได้ ..."

ที่เล่ามานี้คือ สูตรประจำ ปฏิปทาของท่าน
พระอาจารย์มั่น ท่านพระอาจารย์เสาร์

""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
#พระครูวินัยธร (มั่น ภูริทตฺโต)
วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง
จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓ - ๒๔๙๒)
"หนังสือรำลึกวันวาน" อันเป็นบันทึกของ หลวงตาทองคำ จารุวัณโณ
เกี่ยวกับเกร็ดประวัติและปกิณกธรรมของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต






“..คนเราให้รักษาศีล รักษาธรรม ก็กลัวแต่ทุกข์ยากลำบาก มันไม่ใช่อย่างนั้นนะ ศีลธรรมให้ความเบาความสบายแก่เรา ไม่มีโทษไม่มีภัย คิดไปข้างหน้า คิดไปข้างหลังก็สบาย ถ้ามีศีลธรรม คิดไปข้างหลัง ความผิดเราก็รู้จัก เมื่อรู้จักเราก็ละพวกนั้น ต่อไปก็บำเพ็ญคุณงามความดี มองไปข้างหน้าก็สบาย มองไปข้างหลังก็สบาย ดังนั้นความทุกข์ทั้งหลายมันอยู่ที่ความเห็นผิด ถ้าเห็นผิดมีทุกข์ทันที ถ้าเห็นถูกแล้วก็สบาย พระศาสดาท่านจึงให้สร้างความเห็น การฟังเทศน์ฟังธรรม ก็เพื่อสร้างความเห็นของเรา คือเรายังเห็นไม่ถูกต้อง ความจริงสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นมันพอดี มันสม่ำเสมออยู่ทุกสิ่งทุกอย่าง เหมือนต้นไม้ในป่านั่นแหละ ต้นยาวก็มี ต้นสั้นก็มี ตรงก็มีคดก็มี ต้นที่มีโพรงก็มี มีทุกอย่าง มันพอดีของมัน คนต้องการต้นคดก็ไปเอา ต้องการต้นตรงก็ไปเอา อยากได้ต้นสั้นต้นยาวก็ไปเอามันเลยพอดีของมัน ในโลกนี้ก็เหมือนกัน มีทุกสิ่งทุกอย่าง แต่เราไม่รู้จักเอามาใช้ ถ้าเอามีดมาใช้ก็เอาสันมันมาใช้ มีดเล่มเดียวกันนั่นแหละ ใช้ไม่เป็นก็ไม่เกิดประโยชน์ ทั้งหลายก็เหมือนกัน ถ้าเราพิจารณาไม่ถูกเรื่องก็ไม่ได้บุญไม่ได้ประโยชน์ เหมือนคนฟังธรรมไม่เข้าใจ ไม่ได้ธรรมะ ปัญญาก็ไม่เกิด เมื่อปัญญาไม่เกิด ความเห็นถูกมันก็ไม่มี ถ้าความเห็นไม่ถูกต้อง การปฏิบัติก็ไม่เป็นผล ผลสุดท้ายฟังเทศน์ฟังธรรมก็เลยเบื่อเพราะฟังแล้วไม่ได้อะไรอย่างนี้ก็มี อันนี้เพราะความไม่เข้าใจในธรรมะถ้าเข้าใจในธรรมะแล้วไม่มีปัญหา สบาย..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
(พ.ศ.๒๔๖๑-๒๕๓๕)





“..ผู้มีศีลเป็นผู้ปลูกและส่งเสริมความสุขบนหัวใจคนและสัตว์ทั่วโลก ให้มีแต่ความอบอุ่นใจ ไม่เป็นที่ระแวงสงสัย ผู้ไม่มีศีลเป็นผู้ทำลายหัวใจคนและสัตว์ให้ได้รับความทุกข์เดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า ฉะนั้นผู้เห็นคุณค่าของตัวจึงควรเห็นคุณค่าของผู้อื่นว่ามีความรู้สึกเช่นเดียวกัน ไม่เบียดเบียนทำลายกัน ผู้มีศีลสัตย์เมื่อทำลายขันธ์ไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ไม่ตกต่ำ เพราะอำนาจศีลธรรมคุ้มครองรักษาและสนับสนุน จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะพากันรักษาให้บริบูรณ์ เมื่อจากอัตภาพนี้จะมีสวรรค์เป็นที่ไปโดยไม่ต้องสงสัย ธรรมที่สั่งสอนแล้วควรจดจำให้ดี ปฏิบัติให้มั่นคง จะเป็นผู้ทรงสมบัติทุกอย่างในอัตภาพที่จะมาถึงในไม่ช้านี้แน่นอน..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)






“..จิตดวงนี้ไม่เคยตาย ท่องเที่ยวไปในภพต่างๆด้วยอำนาจแห่งวิบากกรรม

ใจที่รู้แจ้งด้วยปัญญาย่อมสว่างกระจ่างแจ้งมากขึ้นกว่าใจที่เป็นสมาธิ ใจที่เป็นสมาธิมีความสงบเย็นมีความสว่างอยู่ภายในวงของตนโดยเฉพาะ แต่ไม่สามารถยิ่งกว่านั้นขึ้นไปต่อเมื่อปัญญาเป็นเครื่องเสริม เพราะสมาธิเป็นเครื่องหนุนแล้วจิตใจนี้ย่อมจะมีความสว่างกระจ่างแจ้งมากขึ้นโดยลำดับลำดาจนกระทั่งสิ่งที่เราไม่เคยรู้ ก็รู้สิ่งที่ไม่เคยเห็นก็เห็น

ดั่งพระพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรม ในเบื้องต้นก่อนตรัสรู้ธรรมก็ยังไม่ปรากฏว่าได้รู้ ธรรมประเภทต่างๆ ต่อเมื่อบำเพ็ญไป ก็เริ่มรู้ธรรมไปโดยลำดับดังปุพเพนิวาสานุสสติญาณ จงพิจารณากำหนดอานาปานสติในขั้นเริ่มแรก พอจิตสงบเข้าไปก็สามารถหยั่งทราบไปถึงปุพเพนิวาสานุสสติญาณ คือระลึกชาติย้อนหลังของพระองค์ได้ว่าเกิดมากี่ภพ กี่ชาติ กี่กัป กี่กัลป์ ทรงทราบตลอดทั่วถึงว่าภพใด ชาติใด เคยเกิดเป็นสัตว์ประเภทใดๆ พระองค์ทรงทราบไปหมด

เพราะฉะนั้น ธรรมคือปุพเพนิวาสานุสสติญาณ จึงเป็นเครื่องประกาศกังวานกับพระพุทธเจ้า และประกาศกังวานกับสัตว์โลกทั้งหลาย ทั่วแดนโลกธาตุว่าเคยเกิด เคยเป็นมาอย่างเดียวกัน จิตวิญญาณดวงใดที่จะไม่เคยตกนรกหมกไหม้ ไม่เคยขึ้นสวรรค์ชั้นพรหมที่ควรจะย้อนกลับมาสู่ภพสัตว์ ภพมนุษย์ได้อีก และไม่เคยเกิดเป็นยักษ์ เป็นเปรต เป็นผี เป็นเทวบุตรเทวดาอย่างนี้ไม่มีเคยเกิดเคยเป็นมาทั้งนั้น “..เพราะจิตดวงนี้ไม่เคยตาย จิตเป็นนักท่องเที่ยว ท่องเที่ยวในภพนั้น ท่องเที่ยวในภพนี้ด้วยอำนาจแห่งวิบากกรรมดีชั่วของตัวที่ทำไว้ในกาลก่อน..”

สิ่งที่ทำให้เกิดไม่หยุดไม่ถอยนั้น เพราะอำนาจของอภิชาตที่เป็นเชื้อฝังอยู่ภายในใจ พาให้เกิดอวิชชาเป็นเครื่องบังคับให้เกิดในภพต่างๆ วิบากกรรมแห่งความดี ความชั่ว เป็นสิ่งที่ให้ไปเกิดในภพชาติต่างๆ ถ้ามีคุณงามความดีเป็นเครื่องสนับสนุนใจ ก็ไปสู่สถานที่ดี ถ้ามีความชั่วเป็นเครื่องกดทวงหรือกดขี่บังคับก็ให้ไปเกิดในสถานที่ชั่วเช่นตกนรกหมกไหม้ เป็นต้น..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน) วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี
(พ.ศ.๒๔๕๖-๒๕๕๔)
จากหนังสือ “..เทวดา..”






”สู้เวทนาไม่ไหว“

ถาม: ภาวนาด้วยพุทโธแล้วไม่สงบ เลยหยุด
แล้วลอง พิจารณาผมขนเล็บฟันหนังเนื้อเอ็น พอถึงเอ็นรู้สึกว่าลมหายใจเหลือแต่ลมหายใจละเอียด แต่มีอาการปวดขาเพิ่มขึ้น ไม่สามารถพิจารณากายต่อเลยเปลี่ยนมาพุทโธ แต่สู้เวทนาไม่ได้อีก จึงเปลี่ยนมาท่องผมขนเล็บฟันหนังเร็วๆ ก็สู้เวทนาไม่ได้เลยหยุดภาวนา ควรทำอย่างไร

ตอบ:ก็ควรหมั่นเจริญสติไปก่อน ก่อนที่จะมานั่ง สติเรา ยังไม่มีกำลังมากพอ พอเจอทุกขเวทนาก็ถูกกิเลส มันฉุดลากไป ดึงให้เราลุกออกจากการนั่งสมาธิไปแต่ถ้าเรามีสติมีกำลังมาก เราก็จะอยู่กับการนั่ง ต่อไปได้ ฉะนั้นก่อนที่จะมานั่งควรที่จะเจริญสติให้มากๆ

#ภาวนธรรม
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ จ.ชลบุรี






“..คนเราให้รักษาศีล รักษาธรรม ก็กลัวแต่ทุกข์ยากลำบาก มันไม่ใช่อย่างนั้นนะ ศีลธรรมให้ความเบาความสบายแก่เรา ไม่มีโทษไม่มีภัย คิดไปข้างหน้า คิดไปข้างหลังก็สบาย ถ้ามีศีลธรรม คิดไปข้างหลัง ความผิดเราก็รู้จัก เมื่อรู้จักเราก็ละพวกนั้น ต่อไปก็บำเพ็ญคุณงามความดี มองไปข้างหน้าก็สบาย มองไปข้างหลังก็สบาย ดังนั้นความทุกข์ทั้งหลายมันอยู่ที่ความเห็นผิด ถ้าเห็นผิดมีทุกข์ทันที ถ้าเห็นถูกแล้วก็สบาย พระศาสดาท่านจึงให้สร้างความเห็น การฟังเทศน์ฟังธรรม ก็เพื่อสร้างความเห็นของเรา คือเรายังเห็นไม่ถูกต้อง ความจริงสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นมันพอดี มันสม่ำเสมออยู่ทุกสิ่งทุกอย่าง เหมือนต้นไม้ในป่านั่นแหละ ต้นยาวก็มี ต้นสั้นก็มี ตรงก็มีคดก็มี ต้นที่มีโพรงก็มี มีทุกอย่าง มันพอดีของมัน คนต้องการต้นคดก็ไปเอา ต้องการต้นตรงก็ไปเอา อยากได้ต้นสั้นต้นยาวก็ไปเอามันเลยพอดีของมัน ในโลกนี้ก็เหมือนกัน มีทุกสิ่งทุกอย่าง แต่เราไม่รู้จักเอามาใช้ ถ้าเอามีดมาใช้ก็เอาสันมันมาใช้ มีดเล่มเดียวกันนั่นแหละ ใช้ไม่เป็นก็ไม่เกิดประโยชน์ ทั้งหลายก็เหมือนกัน ถ้าเราพิจารณาไม่ถูกเรื่องก็ไม่ได้บุญไม่ได้ประโยชน์ เหมือนคนฟังธรรมไม่เข้าใจ ไม่ได้ธรรมะ ปัญญาก็ไม่เกิด เมื่อปัญญาไม่เกิด ความเห็นถูกมันก็ไม่มี ถ้าความเห็นไม่ถูกต้อง การปฏิบัติก็ไม่เป็นผล ผลสุดท้ายฟังเทศน์ฟังธรรมก็เลยเบื่อเพราะฟังแล้วไม่ได้อะไรอย่างนี้ก็มี อันนี้เพราะความไม่เข้าใจในธรรมะถ้าเข้าใจในธรรมะแล้วไม่มีปัญหา สบาย..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
(พ.ศ.๒๔๖๑-๒๕๓๕)
ตอบกระทู้