พระพุทธพจน์ - พุทธภาษิต พระธรรมเทศนา และ ธรรมะจากครูบาอาจารย์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
อาทิตย์ 21 มิ.ย. 2026 5:45 am
“..การตามดูใจของตัวเองนี่
น่าสนใจมาก ใจที่ยังไม่ได้ฝึก มันก็คอยวิ่งไปตามนิสัยเคยชินที่ยังไม่ได้ฝึก ไม่ได้อบรม มันเต้นคึกคักไปตามเรื่องตามราว ตามความคะนอง เพราะมันยังไม่เคยถูกฝึก ดังนั้นจงฝึกใจของตัวเอง การปฏิบัติภาวนาในทางพุทธศาสนา
ก็คือการปฏิบัติเรื่องใจ ฝึกจิตฝึกใจของตัว ฝึกอบรมจิตของตัวเองนี่แหละ
เรื่องนี้สำคัญมาก การฝึกใจเป็นหลักสำคัญ พุทธศาสนาเป็นศาสนาของใจ มันมีเท่านี้ ผู้ที่ฝึกปฏิบัติทางจิต คือผู้ปฏิบัติธรรมในทางพุทธศาสนา
ใจของเรานี่มันอยู่ในกรง ยิ่งกว่านั้นมันยังมีเสือที่กำลังอาละวาด
อยู่ในกรงนั้นด้วย ใจที่มันเอาแต่ใจของเรานี้ ถ้าหากมันไม่ได้อะไรตามที่มันต้องการแล้ว มันก็อาละวาด เราจะต้องอบรมใจด้วยการปฏิบัติภาวนา ด้วยสมาธิ นี้แหละที่เราเรียกว่า
การฝึกใจ..”
พระธรรมเทศนาเรื่อง การฝึกใจ
โอวาทธรรมคำสอน
พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
(พ.ศ.๒๔๖๑-๒๕๓๕)
“..ธรรมนั้นอยู่ฟากตาย ถ้าใครกลัวตายเสียดายทุกข์ ชอบถือเอาความสนุกในการเกิดว่าเลิศเลอ ผู้นั้นต้องจัดว่าลืมตัวมัวประมาทและชอบผัดเพี้ยนเลื่อนเวลาว่า เช้า สาย บ่าย เย็น ไม่อยากบำเพ็ญความดีสำหรับตนในเวลาที่เป็นฐานะพอทำได้อยู่ ความประมาททั้งนี้ยังจะพาให้หลั่งน้ำตาด้วยความทุกข์ในสงสาร ไม่อาจประมาณได้ว่ายังอีกนานเท่าไร จึงจะผ่านพ้นแหล่งกันดารอันเป็นที่ทรมานไปได้ จึงขอฝากปัญหาธรรมเหล่านี้ไว้กับท่านทั้งหลายนำไปขบคิดด้วยว่า เราจะเป็นฝ่ายคืบหน้ากล้าตายด้วยความเพียรหมายพึ่งธรรม ไม่เหลียวหลังไปดูทุกข์ที่เคยเป็นภาระให้แบกหาม ด้วยความเจ็บแสบและปวดร้าวในหัวใจมาเป็นเวลานาน หรือยังจะเป็นฝ่ายเสียดายความตายแล้วกลับมาเกิดอีก อันเป็นตัวมหันตทุกข์ที่แสนทรมานอีกต่อไป รีบพากันนำไปพิจารณา อย่ามัวเมาเฝ้าทุกข์และหายใจทิ้งเปล่า ๆ ดังที่เป็นมาและเป็นอยู่เวลานี้ จะช้าทางและเสียใจไปนาน เพราะโรงดัดสันดานกิเลส ตัวพาให้ว่ายบกอกแตกแบกกองทุกข์ไม่มีเวลาปลงวางนั้น มิได้มีอยู่ในที่อื่นใดและโลกไหน ๆ แต่มีอยู่กับผู้ตั้งหน้าบำเพ็ญด้วยการใช้หัวคิดปัญญาศรัทธาความเพียร เป็นเครื่องมือบุกเบิกเพื่อพ้นไปนี้เท่านั้น ไม่หยุดหย่อนนอนใจว่ากาลเวลายังอีกนาน สังขารยังไม่ตายร่างกายยังไม่แก่ ซึ่งเป็นความคิดที่ทำให้แย่ลงโดยถ่ายเดียว ผู้เป็นนักบวชและนักปฏิบัติจึงไม่ควรคิดอย่างยิ่ง..”
ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)
“..การตามดูใจของตัวเองนี่
น่าสนใจมาก ใจที่ยังไม่ได้ฝึก มันก็คอยวิ่งไปตามนิสัยเคยชินที่ยังไม่ได้ฝึก ไม่ได้อบรม มันเต้นคึกคักไปตามเรื่องตามราว ตามความคะนอง เพราะมันยังไม่เคยถูกฝึก ดังนั้นจงฝึกใจของตัวเอง การปฏิบัติภาวนาในทางพุทธศาสนา
ก็คือการปฏิบัติเรื่องใจ ฝึกจิตฝึกใจของตัว ฝึกอบรมจิตของตัวเองนี่แหละ
เรื่องนี้สำคัญมาก การฝึกใจเป็นหลักสำคัญ พุทธศาสนาเป็นศาสนาของใจ มันมีเท่านี้ ผู้ที่ฝึกปฏิบัติทางจิต คือผู้ปฏิบัติธรรมในทางพุทธศาสนา
ใจของเรานี่มันอยู่ในกรง ยิ่งกว่านั้นมันยังมีเสือที่กำลังอาละวาด
อยู่ในกรงนั้นด้วย ใจที่มันเอาแต่ใจของเรานี้ ถ้าหากมันไม่ได้อะไรตามที่มันต้องการแล้ว มันก็อาละวาด เราจะต้องอบรมใจด้วยการปฏิบัติภาวนา ด้วยสมาธิ นี้แหละที่เราเรียกว่า
การฝึกใจ..”
พระธรรมเทศนาเรื่อง การฝึกใจ
โอวาทธรรมคำสอน
พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
(พ.ศ.๒๔๖๑-๒๕๓๕)
“..มนุษย์เราถ้าขาดศีลธรรมภายในใจแล้ว แม้จะมีกฎหมายบ้านเมืองอยู่ก็ตาม ย่อมมีทางก่อความเดือดร้อนแก่กันได้ เพราะกฎหมายและข้อบังคับต่างๆ นั้นเพียงรักษาได้ในที่แจ้งเท่านั้น ไม่สามารถรักษาในที่ลับตาได้ คนที่ไร้ศีลธรรมภายในใจไม่มียางอาย ย่อมมีทางทำชั่วแก่กันได้ ส่วนศีลธรรมนั้นไม่มีที่แจ้งและที่ลับ เพราะศีลธรรมเป็นเครื่องปกครองใจมนุษย์ ให้มีความละอายต่อความไม่ดีทั้งหลาย ในที่ทุกสถานตลอดกาลทุกเมื่อ นอกจากนั้นยังมีความเห็นอกเห็นใจ มีความรู้สึกชั่วดีระหว่างตนกับผู้อื่น มีการขยะแขยงต่อสิ่งลามกคือบาปกรรมต่างๆ ทั้งในที่แจ้งแลที่ลับ ไม่อาจทำลงได้ เพราะเห็นว่าสิ่งนั้นเมื่อทำลงไปแล้วย่อมเป็นความชั่วเสียหายได้เสมอไป ผู้มีศีลธรรมภายในใจจึงไม่กล้าทำความชั่วทั้งในที่แจ้งและที่ลับ..”
โอวาทธรรมคำสอน
พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน) วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี
(พ.ศ.๒๔๕๖-๒๕๕๔)
#หลวงปู่ขาว_อนาลโย
#โอวาทธรรม
โอวาทธรรมหลวงปู่ขาว อนาลโย
ดับความโง่อันเดียวเท่านั้นและ ผลไม่มี
ตัณหาเป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทาน ยึดมั่นถือมั่นว่าขันธ์ของตน ว่าตัวของกู กูไปอยู่ที่โน่น กูไปอยู่ที่นี่ กูเป็นพระ กูเป็นเณร อุปาทาน เมื่อมีอุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่น ก็เป็นเหตุให้อยากนั่นแหละ เป็นเหตุให้เกิดภพ คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ เกิดภพแล้วเป็นเหตุให้เกิดชาติ เกิดชาติ ก็เป็นเหตุให้เกิดชรา มรณะ เกิดโสกปริเทวทุกข โทมนัสสุปายาสา ความคับแค้นอัดอั้นตันใจ อยู่ในสังสารจักร นี่แล ดับความโง่อันเดียวเท่านั้นและ ผลไม่มี ดับเหตุแล้ว ผลก็ดับไปตามกัน ผล (ที่กล่าวนี้) คือได้รับความทุกข์ ความสุขไม่มี (ดับ) คือดับอวิชชาความโง่ นั่นแหละตัวเหตุตัวปัจจัย
หลวงปู่ขาว อนาลโย
วัดป่าถ้ำกลองเพล อ.หนองบัวลำพู จ.อุดรธานี
ที่มา : อนาลโยวาทะ
#โอวาทธรรม
#ท่านพ่อลี_ธัมมธโร
โอวาทธรรมท่านพ่อลี ธมฺมธโร
ร่างกายนั้นเขาหนีเราไปทุกวัน ๆ แต่เราสิไม่เคยหนีเขา ไม่ยอมวางเขาเลยสักที เราติดเขาทุก ๆ อย่าง เหมือนเรากินข้าว เราก็ติดข้าว แต่ข้าวมันไม่เคยติดเรา เราไม่กินข้าว ข้าวก็ไม่ร้องไห้สักที มีแต่เราติดมันฝ่ายเดียว
ท่านพ่อลี ธมฺมธโร
วัดอโศการาม จังหวัดสมุทรปราการ
ความสะอาดอยู่ตรงไหน
มันอยู่ตรงที่สกปรกนั่นแหละ
เอาสกปรกออกก็เห็นความสะอาดฉันใด
จิตใจของเรานี้ก็เหมือนกันฉันนั้น
...
หลวงพ่อชา สุภัทโท
“..มนุษย์เราถ้าขาดศีลธรรมภายในใจแล้ว แม้จะมีกฎหมายบ้านเมืองอยู่ก็ตาม ย่อมมีทางก่อความเดือดร้อนแก่กันได้ เพราะกฎหมายและข้อบังคับต่างๆ นั้นเพียงรักษาได้ในที่แจ้งเท่านั้น ไม่สามารถรักษาในที่ลับตาได้ คนที่ไร้ศีลธรรมภายในใจไม่มียางอาย ย่อมมีทางทำชั่วแก่กันได้ ส่วนศีลธรรมนั้นไม่มีที่แจ้งและที่ลับ เพราะศีลธรรมเป็นเครื่องปกครองใจมนุษย์ ให้มีความละอายต่อความไม่ดีทั้งหลาย ในที่ทุกสถานตลอดกาลทุกเมื่อ นอกจากนั้นยังมีความเห็นอกเห็นใจ มีความรู้สึกชั่วดีระหว่างตนกับผู้อื่น มีการขยะแขยงต่อสิ่งลามกคือบาปกรรมต่างๆ ทั้งในที่แจ้งแลที่ลับ ไม่อาจทำลงได้ เพราะเห็นว่าสิ่งนั้นเมื่อทำลงไปแล้วย่อมเป็นความชั่วเสียหายได้เสมอไป ผู้มีศีลธรรมภายในใจจึงไม่กล้าทำความชั่วทั้งในที่แจ้งและที่ลับ..”
โอวาทธรรมคำสอน
พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน) วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี
(พ.ศ.๒๔๕๖-๒๕๕๔)
#โอวาทธรรม
#หลวงพ่อชา_สุภัทโท
โอวาทธรรมหลวงปู่ชา สุภทฺโท
เหมือนน้ำกับใบบัว
ไม่ใช่ให้เราหนีกิเลส
ไม่ใช่ให้กิเลสหนีเรา
แต่จงอยู่กับมันอย่างมีสติ
เหมือนน้ำกับใบบัว แม้อยู่ด้วยกัน
แต่น้ำไม่อาจซึมเข้าใบบัวได้
หลวงพ่อชา สุภัทโท
วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี
นินทา - สรรเสริญ ก็สักว่า “ความรู้สึก”
มันเป็น “เช่นนั้นเอง” ในโลกเป็นเช่นนี้เอง
.
.... “ นินทา หรือ สรรเสริญ ก็ลองไปคิดดูเถอะ ซึ่งมันมีมาก ยากที่จะหลบหลีก; ถูกนินทาหรือถูกสรรเสริญเสียจนเลิศลอย, ถูกเขาสรรเสริญก็ตัวลอยฟุ้งเฟ้อไป ถูกเขานินทาด่าว่าก็มาขัดใจโกรธแค้นอยู่ เหมือนกับคนบ้า ;
.... ได้รับสรรเสริญก็บ้าไปอย่าง ได้รับการนินทาก็บ้าไปอย่าง, นี่ เพราะมันไม่รู้ว่ามันเป็น “เช่นนั้นเอง” คือว่าในโลกต้องเป็นเช่นนี้เอง ;
.... แล้วนินทาก็เป็นสักว่า “ความรู้สึก”, สรรเสริญก็สักว่า “ความรู้สึก”, ก็เลยเป็นเช่นนั้นเองด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย มันเหมือนกันที่ว่ามันเป็นเช่นนั้นเอง แล้วเราทําไมไปแยกมันให้แตกต่างกันอย่างตรงกันข้าม ไม่รู้สึกว่ามันเป็นเพียงความรู้สึกเท่านั้น นี่..ช่วยจำไว้ให้ดีว่า อะไรๆเกิดขึ้น ก็ให้รู้สึกได้ว่า มันเป็นเพียงความรู้สึกเท่านั้นหนอ...”
.
พุทธทาสภิกขุ
ที่มา : “เช่นนั้นเอง ธรรมโอวาทสำหรับปีใหม่” ให้โอวาทแก่คณะนักศึกษา เนื่องในวันสิ้นปี ณ ลานหินโค้ง สวนโมกขพลาราม อำเภอไชยา เมื่อ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๒๒
-----------------------------
.
ภูเขาหินแท่งทึบ
ไม่สั่นสะเทือนเพราะลม ฉันใด
บัณฑิตย่อมไม่หวั่นไหว
ในนินทาและสรรเสริญ ฉันนั้น
.
เสโล ยถา เอกฆโน วาเตน น สมีรติ
เอวํ นินฺทาปสํสาสุ น สมิญฺชนฺติ ปณฺฑิตา.
.
พุทธศาสนสุภาษิต
ขุ. ธ. ๒๕/๒๕
----------------------------
.
โลกธรรม ๘
.
…. “ภิกษุทั้งหลาย โลกธรรม ๘ ประการนี้ ย่อมหมุนไปตามโลก และโลกก็หมุนไปตามโลกธรรม ๘ ประการ
…. โลกธรรม ๘ ประการ อะไรบ้าง คือ
…. ๑. ลาภ ๒. เสื่อมลาภ
…. ๓. ยศ ๔. เสื่อมยศ
…. ๕. นินทา ๖. สรรเสริญ
…. ๗. สุข ๘. ทุกข์
…. ภิกษุทั้งหลาย โลกธรรม ๘ ประการนี้แล ย่อมหมุนไปตามโลก และโลกก็หมุนไปตามโลกธรรม ๘ ประการนี้
.
ลาภ เสื่อมลาภ ยศ เสื่อมยศ
นินทา สรรเสริญ สุข และ ทุกข์
ธรรมเหล่านี้ในหมู่มนุษย์ ล้วนไม่เที่ยง ไม่มั่นคง มีความแปรผันเป็นธรรมดา แต่ท่านผู้มีปัญญาดี มีสติ รู้ธรรมเหล่านี้แล้ว ย่อมพิจารณาเห็นว่า มีความแปรผันเป็นธรรมดา อิฏฐารมณ์(อารมณ์ที่น่าปรารถนา)จึงย่ำยีจิตของท่านไม่ได้ ท่านย่อมไม่ยินร้ายต่ออนิฏฐารมณ์ ( อารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนา ) ความยินดีหรือความยินร้าย ท่านขจัดปัดเป่า จนไม่มีอยู่ ท่านรู้ทางที่ปราศจากธุลี ไม่มีความเศร้าโศก เป็นผู้ถึงฝั่งแห่งภพ ย่อมรู้แจ้งชัดโดยถูกต้อง”
.
ปฐมโลกธัมมสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย(มจร.)
องฺ. อฏฺฐก. ๒๓/๕/๒๐๒-๒๐๓
“..การตามดูใจของตัวเองนี่
น่าสนใจมาก ใจที่ยังไม่ได้ฝึก มันก็คอยวิ่งไปตามนิสัยเคยชินที่ยังไม่ได้ฝึก ไม่ได้อบรม มันเต้นคึกคักไปตามเรื่องตามราว ตามความคะนอง เพราะมันยังไม่เคยถูกฝึก ดังนั้นจงฝึกใจของตัวเอง การปฏิบัติภาวนาในทางพุทธศาสนา
ก็คือการปฏิบัติเรื่องใจ ฝึกจิตฝึกใจของตัว ฝึกอบรมจิตของตัวเองนี่แหละ
เรื่องนี้สำคัญมาก การฝึกใจเป็นหลักสำคัญ พุทธศาสนาเป็นศาสนาของใจ มันมีเท่านี้ ผู้ที่ฝึกปฏิบัติทางจิต คือผู้ปฏิบัติธรรมในทางพุทธศาสนา
ใจของเรานี่มันอยู่ในกรง ยิ่งกว่านั้นมันยังมีเสือที่กำลังอาละวาด
อยู่ในกรงนั้นด้วย ใจที่มันเอาแต่ใจของเรานี้ ถ้าหากมันไม่ได้อะไรตามที่มันต้องการแล้ว มันก็อาละวาด เราจะต้องอบรมใจด้วยการปฏิบัติภาวนา ด้วยสมาธิ นี้แหละที่เราเรียกว่า
การฝึกใจ..”
พระธรรมเทศนาเรื่อง การฝึกใจ
โอวาทธรรมคำสอน
พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
(พ.ศ.๒๔๖๑-๒๕๓๕)
“..การตามดูใจของตัวเองนี่
น่าสนใจมาก ใจที่ยังไม่ได้ฝึก มันก็คอยวิ่งไปตามนิสัยเคยชินที่ยังไม่ได้ฝึก ไม่ได้อบรม มันเต้นคึกคักไปตามเรื่องตามราว ตามความคะนอง เพราะมันยังไม่เคยถูกฝึก ดังนั้นจงฝึกใจของตัวเอง การปฏิบัติภาวนาในทางพุทธศาสนา
ก็คือการปฏิบัติเรื่องใจ ฝึกจิตฝึกใจของตัว ฝึกอบรมจิตของตัวเองนี่แหละ
เรื่องนี้สำคัญมาก การฝึกใจเป็นหลักสำคัญ พุทธศาสนาเป็นศาสนาของใจ มันมีเท่านี้ ผู้ที่ฝึกปฏิบัติทางจิต คือผู้ปฏิบัติธรรมในทางพุทธศาสนา
ใจของเรานี่มันอยู่ในกรง ยิ่งกว่านั้นมันยังมีเสือที่กำลังอาละวาด
อยู่ในกรงนั้นด้วย ใจที่มันเอาแต่ใจของเรานี้ ถ้าหากมันไม่ได้อะไรตามที่มันต้องการแล้ว มันก็อาละวาด เราจะต้องอบรมใจด้วยการปฏิบัติภาวนา ด้วยสมาธิ นี้แหละที่เราเรียกว่า
การฝึกใจ..”
พระธรรมเทศนาเรื่อง การฝึกใจ
โอวาทธรรมคำสอน
พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
(พ.ศ.๒๔๖๑-๒๕๓๕)
"...การภาวนาจิตใจให้สงบก็คือ รวมกำลังความรู้
ของเรานี่เอง เหมือนกับเราจะต้องการทำงาน
ลงทุนอันใดอันหนึ่ง เราก็ต้องรวบรวมทรัพย์
สมมติว่าเราจะสร้างศาลา ก็ต้องรวบรวมทุน
รวบรวมเงินมาเป็นสมบัติอยู่ในกองอันหนึ่งก่อน
อยู่ในกรรมสิทธิ์ที่เราสามารถใช้สอยได้ก่อน
ถ้าสมบัติทั้งร้อยล้านพันล้านกระจัดกระจายอยู่
ในมือคนอื่น จะมีประโยชน์อะไร ธรรมทั้งหลาย
แปดหมื่นสี่พัน หรือ ศีล สมาธิ ปัญญา อยู่แต่ใน
หนังสือ อยู่ในหีบ อยู่ในบุคคลอื่น จะมีประโยชน์
อะไรแก่เรา ช่วยอะไรเราได้บ้าง ภายนอกภายใน
เหมือนกัน
ที่ท่านสอนให้จิตรวมๆ ทีนี้สมมติว่ามันรวมได้แล้ว
ให้รวมอยู่อย่างนั้น ก็ไม่มีประโยชน์อีก
เหมือนสมบัติมีตั้งพันล้านกองอยู่อย่างนั้น ไม่จ่าย
มันจะได้ประโยชน์อะไร มีประโยชน์อะไรต่อชีวิต
เอามารวมไว้ทำไม ขั้นที่สองมันต้องมีต่อไปอีก
ที่ปฏิบัติภาวนาก็เหมือนกัน ให้รวมจิต รวมทำไม
ต้องให้รู้ด้วย ไม่ใช่ว่าให้รวม ก็หลับตาอยู่อย่างนั้น
เราต้องคิดว่ารวมทำไม จิตนี่มันมีประโยชน์อะไร
เหมือนกับเงินทองหามารวมทำไม ทำไมจึงต้อง
ให้เรามี อยู่ที่อื่นมันก็ได้นี่ ก็เพราะอยู่ที่อื่นเราไม่มี
สิทธิ์ใช้
เพราะฉะนั้น รวมที่เรามีมากเท่าไหร่ ก็รวมเพื่อใช้
เพื่อจ่าย ให้เกิดประโยชน์ ฉันใด จิตของเรา ความรู้
ของเรา เพื่อให้รวมสงบเป็นหนึ่ง เพื่อให้เป็นพลัง
แล้วเราจะได้ใช้พิจารณาสร้างปัญญาเห็นความจริง
ถ้าไม่รวมมันก็ไม่มีกำลัง เหมือนกัน มันมีอยู่ ไม่ใช่
ไม่มี เงินเวลานี้ เขาพิมพ์มาไม่ทราบกี่หมื่นกี่ล้านๆ
แต่มันไม่ได้รวม ไม่ได้เป็นสมบัติของเรา มันกระจัด
กระจาย เราก็เลยจนอยู่
อันนี้เหมือนกัน ปัญญามีอยู่ มรรคผลมีอยู่ แต่ไม่ได้
มาเป็นสมบัติของเรา เราก็ไม่ได้ประโยชน์จากสิ่ง
ที่มีอยู่นี้ ถ้าไม่รวมก็ไม่ได้หรือจะรวมอยู่อย่างนั้นก็
ไม่ได้ มันต้องทำตามขั้นตอน ปฏิบัติตามขั้นตอน
ไม่ใช่ว่าให้รวมอยู่เฉยๆ จะให้เกิดประโยชน์
ผลที่สุดเหมือนกับเราไม่ได้ทำอะไร เพียงแต่แลก
เปลี่ยนสมมติกันเฉยๆ เมื่อได้ประโยชน์แล้ว
ก็ประโยชน์ส่วนนั้นแหละมันผ่านไปๆ เท่านั้นเอง
นี้ภายนอก ส่วนจิตใจถ้ามันสงบรวมแล้วมันวิเศษ
กว่าทรัพย์สมบัติเงินทองอีก ใช้แล้วมันไม่หมด
มันไม่สิ้น ใช้เท่าไรยิ่งได้กำไร ยิ่งเพิ่มพูนไม่ขาดทุน
ถ้าเราตั้งหลักฐานได้แล้ว จนกว่าสำเร็จมรรคสำเร็จ
ผล จนอิ่มตัวเพียงพอแล้วก็ทิ้ง ไม่เอาแล้ว สมบูรณ์
บริบูรณ์ หมดกิจที่จะทำแล้ว
สิ่งเหล่านี้ สติก็ดี ปัญญาก็ดี ไม่มีประโยชน์ เพราะ
เหมือนกับเรือ เหมือนกับรถที่เราเดินถึงจุดหมาย
ปลายทางแล้ว เราไม่ไปไหนแล้ว ก็ไม่มีประโยชน์
เหมือนกับโรคที่หายแล้ว ยาก็ไม่มีประโยชน์
ที่เคยมีประโยชน์มาก่อนแล้วก็หมดประโยชน์
เพราะงานอันนั้นมันเสร็จแล้ว สติปัญญาก็เหมือนกัน
เมื่อเราทำจบแล้วก็ไม่ต้องใช้แล้ว เลิกกัน มีแต่เสวย
ความสุขนิรันดร..."
#ที่มา หนังสือ สุวโจอนุสรณ์
พระโพธิธรรมาจารย์เถร ( หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ )
วัดป่าเขาน้อย อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์
......................................................................
“..การตามดูใจของตัวเองนี่
น่าสนใจมาก ใจที่ยังไม่ได้ฝึก มันก็คอยวิ่งไปตามนิสัยเคยชินที่ยังไม่ได้ฝึก ไม่ได้อบรม มันเต้นคึกคักไปตามเรื่องตามราว ตามความคะนอง เพราะมันยังไม่เคยถูกฝึก ดังนั้นจงฝึกใจของตัวเอง การปฏิบัติภาวนาในทางพุทธศาสนา
ก็คือการปฏิบัติเรื่องใจ ฝึกจิตฝึกใจของตัว ฝึกอบรมจิตของตัวเองนี่แหละ
เรื่องนี้สำคัญมาก การฝึกใจเป็นหลักสำคัญ พุทธศาสนาเป็นศาสนาของใจ มันมีเท่านี้ ผู้ที่ฝึกปฏิบัติทางจิต คือผู้ปฏิบัติธรรมในทางพุทธศาสนา
ใจของเรานี่มันอยู่ในกรง ยิ่งกว่านั้นมันยังมีเสือที่กำลังอาละวาด
อยู่ในกรงนั้นด้วย ใจที่มันเอาแต่ใจของเรานี้ ถ้าหากมันไม่ได้อะไรตามที่มันต้องการแล้ว มันก็อาละวาด เราจะต้องอบรมใจด้วยการปฏิบัติภาวนา ด้วยสมาธิ นี้แหละที่เราเรียกว่า
การฝึกใจ..”
พระธรรมเทศนาเรื่อง การฝึกใจ
โอวาทธรรมคำสอน
พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
(พ.ศ.๒๔๖๑-๒๕๓๕)
“..การตามดูใจของตัวเองนี่
น่าสนใจมาก ใจที่ยังไม่ได้ฝึก มันก็คอยวิ่งไปตามนิสัยเคยชินที่ยังไม่ได้ฝึก ไม่ได้อบรม มันเต้นคึกคักไปตามเรื่องตามราว ตามความคะนอง เพราะมันยังไม่เคยถูกฝึก ดังนั้นจงฝึกใจของตัวเอง การปฏิบัติภาวนาในทางพุทธศาสนา
ก็คือการปฏิบัติเรื่องใจ ฝึกจิตฝึกใจของตัว ฝึกอบรมจิตของตัวเองนี่แหละ
เรื่องนี้สำคัญมาก การฝึกใจเป็นหลักสำคัญ พุทธศาสนาเป็นศาสนาของใจ มันมีเท่านี้ ผู้ที่ฝึกปฏิบัติทางจิต คือผู้ปฏิบัติธรรมในทางพุทธศาสนา
ใจของเรานี่มันอยู่ในกรง ยิ่งกว่านั้นมันยังมีเสือที่กำลังอาละวาด
อยู่ในกรงนั้นด้วย ใจที่มันเอาแต่ใจของเรานี้ ถ้าหากมันไม่ได้อะไรตามที่มันต้องการแล้ว มันก็อาละวาด เราจะต้องอบรมใจด้วยการปฏิบัติภาวนา ด้วยสมาธิ นี้แหละที่เราเรียกว่า
การฝึกใจ..”
พระธรรมเทศนาเรื่อง การฝึกใจ
โอวาทธรรมคำสอน
พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
(พ.ศ.๒๔๖๑-๒๕๓๕)
อย่าเอาเป็นเอาตายกับทุกเรื่อง
อะไรที่ผิดพลาดไป
ไม่ถูกใจ ก็ช่างมันบ้าง
เอาเวลามาแก้ใข ให้ถูกต้องดีกว่า
พระไพศาล วิสาโล
“เราอยู่ด้วยความอนิจจัง อยู่ด้วยความ
เปลี่ยนแปลงอย่างนี้ รู้ว่ามันเป็นอย่างนี้แล้ว
ก็ปล่อย เรียกว่าการปฏิบัติธรรม ธรรมภายใน
ก็ดี ภายนอกก็ดี ล้วนเป็น อนิจจัง ทุกขัง
อนัตตา เป็นของไม่แน่นอน มีความเกิด
เป็นเบื้องต้น มีความแก่ เป็นท่ามกลาง
มีความตายเป็นที่สุด เหมือนกันหมด” ...
...
พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภัทฺโท)
#คติธรรม
#ชยสาโรภิกขุ
โอวาทธรรมหลวงพ่อชยสาโร ภิกขุ
ผู้มีอุปสรรคคือผู้มีบุญ
“ ปัญญาเกิดจากการฝ่าฟันอุปสรรค ยิ่งมีอุปสรรคมากยิ่งมีโอกาสที่จะสร้างปัญญามาก ฉะนั้น ผู้ที่มีอุปสรรคมากๆเป็นผู้ที่มีบุญมาก น่าอิจฉา ”
หลวงพ่อชยสาโร ภิกขุ
สถานพำนักสงฆ์ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา
#คติธรรม
#ชยสาโรภิกขุ
โอวาทธรรมหลวงพ่อชยสาโร ภิกขุ
ผู้มีอุปสรรคคือผู้มีบุญ
“ ปัญญาเกิดจากการฝ่าฟันอุปสรรค ยิ่งมีอุปสรรคมากยิ่งมีโอกาสที่จะสร้างปัญญามาก ฉะนั้น ผู้ที่มีอุปสรรคมากๆเป็นผู้ที่มีบุญมาก น่าอิจฉา ”
หลวงพ่อชยสาโร ภิกขุ
สถานพำนักสงฆ์ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา
อย่าลืมบุญคุณพ่อแม่ที่ชุบเลี้ยงเรามา..
ใครจะประมาทกับอะไรก็ได้แต่อย่า
ประมาทกับพ่อแม่ผู้เป็นพระอรหันต์
ยิ่งทำผิดกับท่านมากเท่าไรบาปก็จะ
ติดตามตัวเรามากเท่านั้นขอให้มีสติ
ทุกท่านปฏิบัติดีต่อพ่อแม่บุญเรายิ่งได้
มากมายมหาศาลยิ่งกว่าทำบุญทุกสิ่งใด.ๆ
ปฏิบัติบูชา พระอรหันต์ในบ้าน..
,,,,
โอวาทธรรม..
หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน.