นวรัตน์ดอทคอม

รวบรวมสาระความรู้เกี่ยวกับวัตถุมงคล-เครื่องรางของขลัง

  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
วันเวลาปัจจุบัน อาทิตย์ 21 มิ.ย. 2026 6:15 pm

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


Switch to mobile style


โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 
เจ้าของ ข้อความ
 หัวข้อกระทู้: ประสบแต่ความดี
โพสต์โพสต์แล้ว: อาทิตย์ 14 มิ.ย. 2026 5:40 am 
ออฟไลน์

ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 07 มิ.ย. 2009 7:24 pm
โพสต์: 5341
“..ใกล้ตาย จึงนึกถึงพระ
มีทุกข์มาถึง จึงนึกถึงพระศาสนา

บรรดาสัตว์ทั้งหลายนั้น เมื่อไม่มีทุกข์มาถึงตัว มักไม่เห็นคุณพระศาสนา
มัวเมาประมาท ปล่อยกายปล่อยใจ ให้ประพฤติทุจริตผิดศีลธรรมอยู่เป็นประจำนิสัย
เห็นผิดเป็นถูก เห็นกงจักรเป็นดอกบัว ต่อเมื่อได้รับทุกข์เข้า ที่พึ่งอื่นไม่มีนั่นแหละ
จึงได้คิดถึงพระ คิดถึงศาสนา แต่ก็เป็นเวลาที่สายไปแล้ว

ทำความดีให้เป็นที่อยู่ของจิต

ความดีนั้นเราต้องทำอยู่เสมอให้เป็นที่อยู่ของจิต เป็นอารมณ์ของจิต ให้เป็นมรรค
คือ ทางดำเนินไปของจิต มันจึงจะเห็นผลของความดี
ไม่ใช่เวลาใกล้จะตาย จึงนิมนต์พระไปให้ศีล ให้ไปบอกพุทโธ หรือตายไปแล้วให้ไปรับศีล
เช่นนี้เป็นการกระทำที่ผิดทั้งหมด
เหตุว่าคนเจ็บ จิตมัวติดอยู่กับเวทนา ไฉนจะมาสนใจไยดีกับศีลได้
เว้นไว้แต่ผู้ที่รักษาศีลมาเป็นปกติเท่านั้น จึงจะระลึกได้
เพราะตนเองเคยทำมาจนเป็นอารมณ์ของจิตแล้ว แต่ส่วนมากใกล้ตายแล้วจึงเตือนให้รักษาศีล
ส่วนคนตายแล้วไม่ต้องพูดถึง เพราะคนตายนั้นร่างกายจิตใจจะไม่รับรู้ใดๆ แล้ว
แต่ก็ดีไปอย่างเหมือนพระเทวทัต ทำกรรมจนถูกแผ่นดินสูบ
เมื่อลงไปถึงคางจึงระลึกถึงความดีของพระพุทธเจ้า ขอถวายคางเป็นพุทธบูชา
พระเทวทัตยังมีสติระลึกถึงได้ จึงมีผลดีในภายภาคหน้า..”

สุจิณฺโณวาท
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ
วัดดอยแม่ปั๋ง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่
(พ.ศ.๒๔๓๐–๒๕๒๘)





#วิธีการทำสมาธิ..!!
"คือทำให้เป็นระเบียบ" พระพุทธองค์ องค์
สัมมาสัมพุทธเจ้า ที่สอนไว้ตามที่พระองค์
ทรงบำเพ็ญมาแล้ว เป็นตัวอย่างที่ดีงาม
และทันสมัยเวลาด้วย คือ..

#กิริยายืนทำสมาธิ_๑
#กิริยาเดินทำสมาธิ_๑
#กิริยานั่งทำสมาธิ_๑
#กิริยานอนทำสมาธิ_๑

อริยาบถทั้ง ๔ นี้ประกอบสมาธิ ในเวลาใด เวลานั้นเรียกว่าภาวนามัยกุศลบุญสำเร็จด้วยการภาวนา ภาวนาแปลว่าการทำความดี ให้เกิดมีขึ้นในตน และเป็นกิจที่ทั่วไปแก่ภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา ใครทำได้ย่อมเป็นกุศล กรรมสิทธิ์เฉพาะตัวผู้ทำ ผู้ที่เชื่อ ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธแล้ว ควรประพฤติตนโดยจริงแท้

#อธิบายอริยาบถ_๔

#กิริยายืน ก็ให้ประกอบภาวนาอย่างเดียวกัน ให้เปลี่ยนแต่อิริยาบถเท่านั้น คือยืนโดยกิริยาสำรวมจิต ยืนให้ตรง ดำรงสติให้มั่น แล้ววางมือขวาทับมือซ้าย คว่ำมือทั้งสอง หลับตาหรือลืมตาสุดแท้แต่จะสะดวกในการทำของตน ไม่มีการห้ามอะไร แล้วเพ่ง พุทฺโธ กับจิตให้รวมลงเฉพาะกาย เฉพาะจิตที่รู้ จนจิตตั้งมั่นได้

#กิริยาเดิน นั้นเรียกว่า เดินจงกรม เดินโดยกริยาอย่างนี้คือ ให้กำหนดทางสั้น ยาว กว้าง แคบ สุดแท้แต่เราต้องการ และควรทำทางให้เสมอ ไม่ให้สูงๆ ต่ำๆ เพื่อสะดวกแก่การเดิน จะเดินเร็วหรือช้า ก้าวขาสั้นยาวสุดแท้แต่สะดวก และอย่าเงยหน้านัก อย่าก้มหน้านัก ให้พอดี แล้วให้สำรวมจักษุพอควร วางมือทั้งสองลงข้างหน้าทับกันเหมือนกับยืน ตลอดการทำจิตก็เหมือนกับอิริยาบถที่กล่าวแล้ว

#กิริยานั่ง จะอธิบายเป็นแบบอย่างไว้อีก คือให้วิรัติเจตนาละเว้นในองค์ศีล ๕, ศีล ๘, ศีล ๑๐, ศีล ๒๒๗ ตามขั้นภูมิของตนให้บริสุทธิ์ก่อน เมื่อเห็นว่า เรามีศีลบริสุทธิ์แล้ว ให้เข้านั่งตามระเบียบ คือนั่งขัดสมาธิ เอาขาขวาทับขาซ้าย นั่งไหว้ประณมมือก่อน แล้วระลึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นที่พึ่งของตน ว่าเมตตาพรหมวิหาร ๔ แล้วว่า พุทฺโธ เม นาโถ ธมฺโม เม นาโถ สงฺโฆ เม นาโถ จบแล้วประณมมือไหว้แล้ววางลงข้างหน้า บริกรรมภาวนาว่าคำเดียว เหนื่ยวเป็นอารมณ์คือ พุทโธ เท่านี้ ให้สำรวมจิตไว้ในกาย อย่าส่งจิตออกไปข้างนอก ให้เพ่งดูแต่กายของตนเอง คือเพ่งดูธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ แล้วปล่อยวางอาการเสีย เอาจิต กับ พุทโธ ตั้งไว้ที่ลมหายใจเข้าออก ทำความรู้อยู่อย่าให้ลืมตัวจึงจะถูก คำว่า พุทโธ เพราะ พุทโธ แปลว่าผู้ตื่นอยู่ได้แก่ผู้มีสตินั้นเอง

#กิริยานอน นั้นคือนอนตะแคงข้างขวา เอามือขวาวางรองศีรษะ ยืดมือซ้ายไปตามตัว ไม่นอนขต นอนคว่ำ นอนหงาย ให้นอนตะแคงข้างขวา นอนโดยกิริยาเช่นนี้ เป็นกิริยาที่ดีงาม และเป็นกิริยาที่กล้าหาญ เป็นกิริยาที่มีชัย ไม่เศร้าโศก เป็นกิริยาที่ไม่จนใจ เป็นกิริยาที่ทรงศีล ทรงธรรม เมื่อทำได้เช่นนี้แล้ว ให้สำรวมสติ ให้มั่นอยู่ด้วยคำบริกรรมภาวนาประจำอิริยาบถนั้น

#อิริยาบททั้ง_๔_นี้ เป็นแต่เปลี่ยนแปลงพักผ่อนอิริยาบถของกาย ส่วนทำภาวนานั้นคงที่ตามเดิม อย่าปล่อยอารมณ์เดิมที่ตนภาวนาอยู่ คอยสำรวจระวังรักษาจิตไว้ทุกอิริยาบถ แต่ที่จริงผู้ฝึกหัดใหม่ ในเบื้องต้นนั้น ควรทำในอิริยาบถ ๒ ไว้ให้มากก่อน คืออิริยาบถนั่ง ๑ อิริยาบถเดินจงกรม ๑ อิริยาบถทั้งสองนี้ควรประกอบในภาวนาให้มากๆ จิตจักเป็นสมาธิได้ง่าย ส่วนอิริยาบถยืนและนอนจิตไม่สู้จะรวมง่าย เวลานอนภาวนาจะกลายให้หลับไปก็ได้ ส่วนอิริยาบถยืน จิตไม่สู้จะรวมสนิทดี ถ้าเป็นผู้ชำนาญแล้วเห็นว่าไม่ขัดข้องในการทำสมาธิของตนแล้ว ให้ทำในอิริยาบถทั้ง ๔ เสมอๆ ยิ่งดีไม่มีห้าม ทำได้ทุกลมหายใจเข้าออกได้ยิ่งดีมาก​ การนอนตะแคงข้างขวานั้นเรียกว่า.. ! สีหไสยาสน์ ราชสีห์นอน ตะแคงข้างซ้ายนั้นเรียกว่า กามโภคี คือกิริยาที่หนักในทางกาม นอนคว่ำนั้นเรียกว่า ดิรัจฉานไสยาสน์ นอนเหมือนสัตว์บางจำพวก เป็นโมหะกิริยา คือกิริยาที่มืด นอนหงายเรียกว่า เปรตไสยาสน์ นอนกิริยาเปรตและคนที่ตาย เป็นกิริยาที่แพ้ เป็นกิริยาที่สิ้นท่าสิ้นทาง เมื่อนอนหลับลมเดินแรง อาจจะอ้าปากและกรนไปต่างๆ แต่ไม่ห้ามเด็ดขาดที่เดียว จะเปลี่ยนแปลงก็ได้พอหายเมื่อย เมื่อจะทำจิตจริงๆ แล้วก็เปลี่ยนไปหาอิริยาบถที่ถูกต้องเสียแล้วทำจิตให้มีสติ
รักษาจิตให้มั่นคงองอาจ จนจิตเป็นสมาธิ อุบายทั้งหลายที่กล่าวมานี้ เป็นเหตุให้จิตตั้งมั่นแน่นอนลงเป็นขณิกสมาธิบ้าง อุปจาร
สมาธิบ้าง​ อัปปนาสมาธิบ้าง .."

"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
#พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์
#พระอาจารย์ลี_ธมฺมธโร
วัดอโศการาม ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมือง
จังหวัดสมุทรปราการ (พ.ศ.๒๔๔๙-๒๕๐๔)







“..อะไร? เป็นเหตุแห่งความเวียนเกิด?..ความยึดถือ”
เป็นเราเป็นเขา เป็นตัวเป็นตน ยึดในดีไม่ดี อดีต อนาคต ปัจจุบัน
นี้เป็นเหตุให้เราต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏฏสงสาร
เมื่อเรารู้ว่า เรื่องของโลกเป็นของไม่ดีจริง, จริงไม่ดี ดังนี้
เราก็ต้องไม่ไปยึดถือมัน ต้องปัดทิ้งให้หมด
เขาจะว่าเราดีหรือไม่ มันก็ไม่ใช่ของจริง
เพราะ "ดี" มันก็อยู่ที่ปากคนเล่า "ไม่ดี" ก็จริงอยู่ที่ปากคนพูด
ฉะนั้น เราจึงไม่ถือเอาทั้งหมดที่คนเขาว่า
ให้ถือเอา "ดีหรือไม่ดีที่ตัวเราเอง"

การทำดี-ไม่ดีนั้น ใครก็ไม่รู้ดีไปกว่าตัวของเราเอง
แม้แต่เทวดาก็ไม่รู้ดีไปกว่าเราได้เพราะมันเป็น "การรู้เฉพาะตัว"
ถ้าเรายังจะมัวเอาดี-ไม่ดีภายนอก จากคนอื่นอยู่แล้ว
ก็จะต้องประสบกับความทุกข์เดือดร้อนอยู่ร่ำไป
เพราะเป็นเรื่องของ "โลก"
เป็นเรื่องของ "ความมีเขามีเรา มีตัวมีตน"

"เขา" นั้นมันเป็นเขาของสัตว์ป่า ของวัวของควาย ฯลฯ
"เรา" มันก็เป็นงาของสัตว์ งานั้นถึงจะเป็นของสูง
อยู่บนหัวของช้าง แต่มันก็ต้องต่ำลงดิน
ถ้าเราเอา "เขา" หรือ "งา" มาสวมใส่หัวของเราไว้
เราก็จะกลายเป็น "สัตว์ป่า" เช่นเดียวกัน
และถ้าเราเป็นวัวหรือควาย เราก็จะไม่พ้น
ถูกเขาจับไปฆ่าหรือถูกควายมันขวิด
ถ้าเราเอางามาใส่ ก็เปรียบเหมือนเราขึ้นไปนั่งบนคอช้าง
อาจจะถูกช้างมันแทงเข้าสักวันหนึ่ง
"ช้าง คือ ตัวอวิชชา" ถ้ามีช้าง มันก็จะต้องมีสัตว์อื่นด้วย
ถ้าเรามีช้าง เราก็ยังเป็น "ผู้มืด"
มองไม่เห็นของจริง ไม่เห็นแสงสว่าง

"ความจริง" อันนี้บางทีตัวเราเองเป็นผู้ปิดบังตัวเราเอง
คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส หรือ เวทนา
สัญญา สังขาร วิญญาณเหล่านี้ ล้วนเป็น "สังขารปรุงแต่ง"
ไม่ใช่ของจริงของแท้ มีแต่ความแปรปรวนไม่แน่นอน
ถ้าเราเข้าไปติดไปยึดว่าเป็นจริงจังแล้ว
ก็ย่อมเป็นเหตุนำความทุกข์เดือดร้อนมาให้แก่ตัวเราเอง

"ความดี-ความชั่ว" ก็เช่นเดียวกัน
เขาจะว่าเราดี-ไม่ดีก็อย่าไปยินดี-ยินร้าย
ให้ถือเอาความจริงที่ตัวของเราทำเอง
ผู้ที่ได้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ มีจิตใจสูง
เจริญขึ้นสู่ธรรมอย่างเต็มที่
ความดีของเขาก็ย่อมขยายตัวออกเอง
เหมือนกับดอกบัวที่บานเต็มที่อยู่ในสระ
ดอกก็ใหญ่ กลีบก็ขยายบาน ส่งกลิ่นหอม
คือความเย็นกระจายไปทั่ว

"ความเย็น" นี้คือ "ความสุข"
ตา-เราเห็นรูปที่ดีก็เป็นสุข รูปไม่ดีก็เป็นสุข
หู-จะได้ยินเสียงดีก็เป็นสุข เสียงไม่ดีก็เป็นสุข
ลิ้น-จะรับรสดีก็อร่อย รสไม่ดีก็กลืนอร่อย ฯลฯ
อารมณ์ต่างๆ ที่ผ่านมากระทบทั้งดีทั้งชั่ว
ต้อง "ทำใจให้เป็นกลาง" วางเฉยเป็น "ฉฬงฺคุเปกขา"
จัดเข้าอยู่ใน "มรรค" เป็นองค์โพชฌงค์

พระพุทธเจ้าท่านไม่ติดดีติดชั่ว
ไม่ข้องอยู่ในอารมณ์ภายนอกทั้งดี ชั่ว อดีต อนาคต ปัจจุบัน
ก็เป็นจิตที่หลุดพ้นจากอาสวะ เป็นจิตที่ตกอยู่ในกระแสของธรรม
มีความสุขเย็นเป็น "วิหารธรรม" เป็น "วิชาวิมุติ"
ผู้ใดปฏิบัติได้ขณะใดก็ย่อมได้รับผลเย็นในขณะนั้น
ไม่จำกัดกาลเวลา เป็น "อกาลิโก"

เพราะฉะนั้นขอให้พวกเราพากันศึกษา
ให้รู้แจ้งชัดในเรื่องของ "โลก" และของ "ธรรม"
ให้เข้าใจส่วนใดเป็น "โลก" ก็ปัดทิ้งเสีย
ส่วนใดเป็น "ธรรม" ก็น้อมนำเข้ามาประพฤติปฏิบัติ
ผู้นั้นจักได้รับผล คือ "ความสงบ" เป็นความสุขเย็น
จะอยู่ที่ใดก็เป็นสุข จะไปไหนก็เป็นสุข
ปราศจากความเดือดร้อนทั้งปวง

ได้แสดงมาโดยย่อพอเป็นเครื่องประดับสติปัญญาความรู้
ก็พอสมควรแก่กาลเวลา ยุติเพียงเท่านี้..”

คัดลอกเนื้อหาจาก
หนังสือแนวทางวิปัสสนา-กัมมัฏฐาน, พระอาจารย์ลี ธมฺมธโร.
โดยชมรมกัลยาณธรรม ปี พ.ศ. ๒๕๕๒. หน้า ๒๓๗-๒๔๐.





เรามาพิสูจน์คำสอนของพระพุทธเจ้า
ว่าไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของ ๆ เรา ไปสั่งมันไม่ได้
ชอบไหม สภาวะ "ทุกข์" ไม่ชอบ ... ไม่อยาก
ให้เกิดมันก็เกิด อยากให้หายมันก็ไม่หายดั่งใจ
เราคอนโทรลไม่ได้แล้วจะเป็นของเราได้ยังไง
แล้วมันเป็นของวิเศษตรงไหน นั่งเฉย ๆ
ยังทุกข์ แล้วด้วยความหลง ยังไม่อยากจาก
ไม่อยากตาย

ทุกคนกลัวตายแต่ไม่กลัวเกิด นี่ล่ะความหลง
เรามาหาภูมิคุ้มกัน ผลิตปัญญาบ่อย ๆ เข้า
เราจะเข้มแข็งขึ้นเรื่อย ๆ เราจะรู้จักมากขึ้น
จะมีทักษะที่จะเบี่ยงเบนความรู้สึกมากขึ้น
รู้จักยับยั้งชั่งใจที่เป็นธรรมชาติ รู้จักผิดหวัง
เป็น รู้จักทำใจ และที่สุดคือรู้จัก "ปล่อยวาง"
ได้ ต้องฝึกฝนที่จะผลิตปัญญามาสลายปัญหา
คือ "ภาวนา" ...
...
พระอาจารย์อังคาร อัคคธัมโม
วัดป่าน้ำโจน อ.วังทอง จ.พิษณุโลก









ทางโลกถึงจะหรูหราโอ่อ่าขนาดไหนก็แค่นั้น ผลที่สุดก็ปล่อยวางทิ้งทั้งหมด ไม่มีใครเอาไปได้สักคน แล้วจะได้อะไร ถ้ากิเลสภายในใจของเรา ราคะ โทสะ โมหะ ยังเต็มหัวใจอยู่ มันจะมีประโยชน์อะไร ถึงภายนอกจะหรูหราโอ่อ่าก็เถอะ ไม่มีประโยชน์อะไรทั้งหมด แต่ถ้าเราชำระจิตใจของเราให้บริสุทธิ์ หลุดพ้นจากอาสวกิเลสแล้ว หลวงปู่สิงห์ทองบอกว่าถึงจะแก้ผ้าอยู่ก็ยอม เอา ถึงจะยากจนขนาดไหนก็เอา ดีกว่าไปหรูหราโอ่อ่าที่เต็มไปด้วยกิเลส เวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร ยอมเกิดมาในภพในชาตินี้เพียงพอ ถึงจะทุกข์จนขนาดไหน บำเพ็ญทุกข์จนไม่มีผ้านุ่งผ้าห่ม ถ้าจิตใจหลุดพ้นจากอาสวกิเลสได้ พอ ยอม พ่อแม่ครูบาอาจารย์ท่านพูดถึงขนาดนั้นนะ

ให้พวกเราทุกท่าน การเป็นอยู่ต้องอย่าชะล่าใจ อย่าไปแข่งโลกแข่งสงสารเขา เราอยู่อย่างพระ กินอย่างพระ ใช้อย่างพระ เป็นอยู่แบบพระ ให้ศึกษาในหลักธรรมวินัย ศึกษาในหลักธรรมคำสอนของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ ที่ท่านแนะแนวสั่งสอนอย่างไร หลวงพ่อเคยจนมานะพระลูกพระหลาน เคยจนมาขนาดที่ว่าบวชมาคำว่าน้ำตาลทรายไม่เคยเห็น เป็นเณรไม่เคยเห็นน้ำตาลทรายเลยล่ะ มีแต่น้ำอ้อยทีละก้อนสองก้อนเขาเอามาถวาย ก็ไม่ได้ถวายมาก ก็ฉันไปอย่างนั้น มารู้จักรสชาติโกโก้ตอนพรรษาที่ ๕ ที่วัดป่าบ้านตาด ได้กินโกโก้นะลูกหลาน ขนาดนี้แหละความจนของหลวงพ่อ

เพราะเหตุนั้น หลวงพ่อได้สิ่งของอะไรมาจึงไม่ลืมเจ้าของ ไม่หลงเจ้าของ เรานึกถึงกำพืดที่เราจนมาตั้งแต่เป็นพระน้อยพระหนุ่มมาตลอด แต่เราก็ไม่ได้ตระหนี่ถี่เหนียวนะ คำว่าตระหนี่ถี่เหนียวในหัวใจหลวงพ่อไม่มี ถ้ามีความจำเป็นก็สงเคราะห์อนุเคราะห์ไปเลย แต่ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรจะใช้จ่ายนะ อย่าไปใช้อีลุ่ยฉุยแฉก เพราะจตุปัจจัยเป็นสิ่งที่เขาถวายมาด้วยศรัทธา จบแล้วจบอีก เราจะไปใช้สุ่มสี่สุ่มห้าโดยที่ไม่คิดไม่ได้นะ หลวงพ่อพูดอย่างนั้นอยู่เสมอนะ

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก

จากพระธรรมเทศนา “วิถีพระป่า อยู่ง่าย ไม่ก่ายโลก”

แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๙





“..อะไร? #เป็นเหตุแห่งความเวียนเกิด?..ความยึดถือ”
เป็นเราเป็นเขา เป็นตัวเป็นตน ยึดในดีไม่ดี อดีต อนาคต ปัจจุบัน
นี้เป็นเหตุให้เราต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏฏสงสาร
เมื่อเรารู้ว่า เรื่องของโลกเป็นของไม่ดีจริง, จริงไม่ดี ดังนี้
เราก็ต้องไม่ไปยึดถือมัน ต้องปัดทิ้งให้หมด
เขาจะว่าเราดีหรือไม่ มันก็ไม่ใช่ของจริง
เพราะ "ดี" มันก็อยู่ที่ปากคนเล่า "ไม่ดี" ก็จริงอยู่ที่ปากคนพูด
ฉะนั้น เราจึงไม่ถือเอาทั้งหมดที่คนเขาว่า
ให้ถือเอา "ดีหรือไม่ดีที่ตัวเราเอง"

#การทำดี-ไม่ดีนั้น ใครก็ไม่รู้ดีไปกว่าตัวของเราเอง
แม้แต่เทวดาก็ไม่รู้ดีไปกว่าเราได้เพราะมันเป็น "การรู้เฉพาะตัว"
#ถ้าเรายังจะมัวเอาดี-ไม่ดีภายนอก จากคนอื่นอยู่แล้ว
ก็จะต้องประสบกับความทุกข์เดือดร้อนอยู่ร่ำไป
เพราะเป็นเรื่องของ "โลก"
เป็นเรื่องของ "ความมีเขามีเรา มีตัวมีตน"

"เขา" นั้นมันเป็นเขาของสัตว์ป่า ของวัวของควาย ฯลฯ
"เรา" มันก็เป็นงาของสัตว์ งานั้นถึงจะเป็นของสูง
อยู่บนหัวของช้าง แต่มันก็ต้องต่ำลงดิน
ถ้าเราเอา "เขา" หรือ "งา" มาสวมใส่หัวของเราไว้
เราก็จะกลายเป็น "สัตว์ป่า" เช่นเดียวกัน
และถ้าเราเป็นวัวหรือควาย เราก็จะไม่พ้น
ถูกเขาจับไปฆ่าหรือถูกควายมันขวิด
ถ้าเราเอางามาใส่ ก็เปรียบเหมือนเราขึ้นไปนั่งบนคอช้าง
อาจจะถูกช้างมันแทงเข้าสักวันหนึ่ง
"ช้าง คือ ตัวอวิชชา" ถ้ามีช้าง มันก็จะต้องมีสัตว์อื่นด้วย
ถ้าเรามีช้าง เราก็ยังเป็น "ผู้มืด"
มองไม่เห็นของจริง ไม่เห็นแสงสว่าง

"ความจริง" อันนี้บางทีตัวเราเองเป็นผู้ปิดบังตัวเราเอง
คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส หรือ เวทนา
สัญญา สังขาร วิญญาณเหล่านี้ ล้วนเป็น "สังขารปรุงแต่ง"
ไม่ใช่ของจริงของแท้ มีแต่ความแปรปรวนไม่แน่นอน
ถ้าเราเข้าไปติดไปยึดว่าเป็นจริงจังแล้ว
ก็ย่อมเป็นเหตุนำความทุกข์เดือดร้อนมาให้แก่ตัวเราเอง

"ความดี-ความชั่ว" ก็เช่นเดียวกัน
เขาจะว่าเราดี-ไม่ดีก็อย่าไปยินดี-ยินร้าย
ให้ถือเอาความจริงที่ตัวของเราทำเอง
#ผู้ที่ได้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ มีจิตใจสูง
เจริญขึ้นสู่ธรรมอย่างเต็มที่
ความดีของเขาก็ย่อมขยายตัวออกเอง
เหมือนกับดอกบัวที่บานเต็มที่อยู่ในสระ
ดอกก็ใหญ่ กลีบก็ขยายบาน ส่งกลิ่นหอม
คือความเย็นกระจายไปทั่ว

"#ความเย็น" นี้คือ "ความสุข"
ตา-เราเห็นรูปที่ดีก็เป็นสุข รูปไม่ดีก็เป็นสุข
หู-จะได้ยินเสียงดีก็เป็นสุข เสียงไม่ดีก็เป็นสุข
ลิ้น-จะรับรสดีก็อร่อย รสไม่ดีก็กลืนอร่อย ฯลฯ
อารมณ์ต่างๆ ที่ผ่านมากระทบทั้งดีทั้งชั่ว
ต้อง "ทำใจให้เป็นกลาง" วางเฉยเป็น "ฉฬงฺคุเปกขา"
จัดเข้าอยู่ใน "มรรค" เป็นองค์โพชฌงค์

พระพุทธเจ้าท่านไม่ติดดีติดชั่ว
ไม่ข้องอยู่ในอารมณ์ภายนอกทั้งดี ชั่ว อดีต อนาคต ปัจจุบัน
ก็เป็นจิตที่หลุดพ้นจากอาสวะ เป็นจิตที่ตกอยู่ในกระแสของธรรม
มีความสุขเย็นเป็น "วิหารธรรม" เป็น "วิชาวิมุติ"
ผู้ใดปฏิบัติได้ขณะใดก็ย่อมได้รับผลเย็นในขณะนั้น
ไม่จำกัดกาลเวลา เป็น "อกาลิโก"

เพราะฉะนั้นขอให้พวกเราพากันศึกษา
ให้รู้แจ้งชัดในเรื่องของ "โลก" และของ "ธรรม"
ให้เข้าใจส่วนใดเป็น "โลก" ก็ปัดทิ้งเสีย
ส่วนใดเป็น "ธรรม" ก็น้อมนำเข้ามาประพฤติปฏิบัติ
ผู้นั้นจักได้รับผล คือ "ความสงบ" เป็นความสุขเย็น
จะอยู่ที่ใดก็เป็นสุข จะไปไหนก็เป็นสุข
ปราศจากความเดือดร้อนทั้งปวง

ได้แสดงมาโดยย่อพอเป็นเครื่องประดับสติปัญญาความรู้
ก็พอสมควรแก่กาลเวลา ยุติเพียงเท่านี้..”

คัดลอกเนื้อหาจาก
#หนังสือแนวทางวิปัสสนา-กัมมัฏฐาน, พระอาจารย์ลี ธมฺมธโร.
โดยชมรมกัลยาณธรรม ปี พ.ศ. ๒๕๕๒. หน้า ๒๓๗-๒๔๐.






ถาม : ไปใส่บาตรไม่ว่าจะไปตรงไหน ทุกคนดีเหมือนมาจากสวรรค์กันหมดเลยค่ะ ต้อนรับช่วยเหลือกันดีมากค่ะ

พระอาจารย์ : คนใส่บาตรนี่เป็นเทวดาทั้งนั้นแหละ มีความเมตตาต่อกัน เวลามาใส่บาตรนี่ทุกคนแฮปปี้ยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่มีใครหน้าบึ้งตึงเลย ช่วยเหลือกัน อันนี้แหละคือคุณสมบัติของเทวดา ทำบุญแล้วก็จะได้เป็นเทวดา แล้วมีความสุขด้วยเวลาได้ทำบุญได้ช่วยเหลือกัน ได้แบ่งปันกันให้อะไรกันก็มีความสุขแล้ว.

กระแสธรรม
วันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๖๘

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี





เราได้เข้ามา ปฏิบัติธรรมะ โมหะ ก็ครอบงำเราไม่ได้ ก็แสดงว่า เราได้ผ่านพ้น ในสิ่งที่ไม่ดีต่าง ๆ นั้น

เมื่อเราผ่านพ้น ไปแล้ว ก็ประสบแต่ ความดี สิ่งที่เราจะต้อง ทำต่อไป ก็คือ เราต้องมี ความอดทน มีความพากเพียร และทำกันไป แบบต่อเนื่อง

เพราะการทำไป แบบต่อเนื่องนั้น เป็นสิ่งที่ จะทำให้ ผลของบุญต่าง ๆ นี้ จะต้องเกิดขึ้น แก่เรา เกิดขึ้นแก่เรา ทั้งชาตินี้ และเกิดขึ้น แก่เราต่อไป ในภพหน้า”

ธรรมะรุ่งอรุณ เล่ม 2 หน้า 355

สมเด็จพระญาณวชิโรดม
(พระอาจารย์หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร)


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
แสดงโพสจาก:  เรียงตาม  
โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 47 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ไปที่:  
ขับเคลื่อนโดย phpBB® Forum Software © phpBB Group
Thai language by phpBBThailand.com
phpBB SEO