พระพุทธพจน์ - พุทธภาษิต พระธรรมเทศนา และ ธรรมะจากครูบาอาจารย์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
เสาร์ 13 มิ.ย. 2026 2:07 pm
“..อะไร? เป็นเหตุแห่งความเวียนเกิด?..ความยึดถือ”
เป็นเราเป็นเขา เป็นตัวเป็นตน ยึดในดีไม่ดี อดีต อนาคต ปัจจุบัน
นี้เป็นเหตุให้เราต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏฏสงสาร
เมื่อเรารู้ว่า เรื่องของโลกเป็นของไม่ดีจริง, จริงไม่ดี ดังนี้
เราก็ต้องไม่ไปยึดถือมัน ต้องปัดทิ้งให้หมด
เขาจะว่าเราดีหรือไม่ มันก็ไม่ใช่ของจริง
เพราะ "ดี" มันก็อยู่ที่ปากคนเล่า "ไม่ดี" ก็จริงอยู่ที่ปากคนพูด
ฉะนั้น เราจึงไม่ถือเอาทั้งหมดที่คนเขาว่า
ให้ถือเอา "ดีหรือไม่ดีที่ตัวเราเอง"
การทำดี-ไม่ดีนั้น ใครก็ไม่รู้ดีไปกว่าตัวของเราเอง
แม้แต่เทวดาก็ไม่รู้ดีไปกว่าเราได้เพราะมันเป็น "การรู้เฉพาะตัว"
ถ้าเรายังจะมัวเอาดี-ไม่ดีภายนอก จากคนอื่นอยู่แล้ว
ก็จะต้องประสบกับความทุกข์เดือดร้อนอยู่ร่ำไป
เพราะเป็นเรื่องของ "โลก"
เป็นเรื่องของ "ความมีเขามีเรา มีตัวมีตน"
"เขา" นั้นมันเป็นเขาของสัตว์ป่า ของวัวของควาย ฯลฯ
"เรา" มันก็เป็นงาของสัตว์ งานั้นถึงจะเป็นของสูง
อยู่บนหัวของช้าง แต่มันก็ต้องต่ำลงดิน
ถ้าเราเอา "เขา" หรือ "งา" มาสวมใส่หัวของเราไว้
เราก็จะกลายเป็น "สัตว์ป่า" เช่นเดียวกัน
และถ้าเราเป็นวัวหรือควาย เราก็จะไม่พ้น
ถูกเขาจับไปฆ่าหรือถูกควายมันขวิด
ถ้าเราเอางามาใส่ ก็เปรียบเหมือนเราขึ้นไปนั่งบนคอช้าง
อาจจะถูกช้างมันแทงเข้าสักวันหนึ่ง
"ช้าง คือ ตัวอวิชชา" ถ้ามีช้าง มันก็จะต้องมีสัตว์อื่นด้วย
ถ้าเรามีช้าง เราก็ยังเป็น "ผู้มืด"
มองไม่เห็นของจริง ไม่เห็นแสงสว่าง
"ความจริง" อันนี้บางทีตัวเราเองเป็นผู้ปิดบังตัวเราเอง
คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส หรือ เวทนา
สัญญา สังขาร วิญญาณเหล่านี้ ล้วนเป็น "สังขารปรุงแต่ง"
ไม่ใช่ของจริงของแท้ มีแต่ความแปรปรวนไม่แน่นอน
ถ้าเราเข้าไปติดไปยึดว่าเป็นจริงจังแล้ว
ก็ย่อมเป็นเหตุนำความทุกข์เดือดร้อนมาให้แก่ตัวเราเอง
"ความดี-ความชั่ว" ก็เช่นเดียวกัน
เขาจะว่าเราดี-ไม่ดีก็อย่าไปยินดี-ยินร้าย
ให้ถือเอาความจริงที่ตัวของเราทำเอง
ผู้ที่ได้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ มีจิตใจสูง
เจริญขึ้นสู่ธรรมอย่างเต็มที่
ความดีของเขาก็ย่อมขยายตัวออกเอง
เหมือนกับดอกบัวที่บานเต็มที่อยู่ในสระ
ดอกก็ใหญ่ กลีบก็ขยายบาน ส่งกลิ่นหอม
คือความเย็นกระจายไปทั่ว
"ความเย็น" นี้คือ "ความสุข"
ตา-เราเห็นรูปที่ดีก็เป็นสุข รูปไม่ดีก็เป็นสุข
หู-จะได้ยินเสียงดีก็เป็นสุข เสียงไม่ดีก็เป็นสุข
ลิ้น-จะรับรสดีก็อร่อย รสไม่ดีก็กลืนอร่อย ฯลฯ
อารมณ์ต่างๆ ที่ผ่านมากระทบทั้งดีทั้งชั่ว
ต้อง "ทำใจให้เป็นกลาง" วางเฉยเป็น "ฉฬงฺคุเปกขา"
จัดเข้าอยู่ใน "มรรค" เป็นองค์โพชฌงค์
พระพุทธเจ้าท่านไม่ติดดีติดชั่ว
ไม่ข้องอยู่ในอารมณ์ภายนอกทั้งดี ชั่ว อดีต อนาคต ปัจจุบัน
ก็เป็นจิตที่หลุดพ้นจากอาสวะ เป็นจิตที่ตกอยู่ในกระแสของธรรม
มีความสุขเย็นเป็น "วิหารธรรม" เป็น "วิชาวิมุติ"
ผู้ใดปฏิบัติได้ขณะใดก็ย่อมได้รับผลเย็นในขณะนั้น
ไม่จำกัดกาลเวลา เป็น "อกาลิโก"
เพราะฉะนั้นขอให้พวกเราพากันศึกษา
ให้รู้แจ้งชัดในเรื่องของ "โลก" และของ "ธรรม"
ให้เข้าใจส่วนใดเป็น "โลก" ก็ปัดทิ้งเสีย
ส่วนใดเป็น "ธรรม" ก็น้อมนำเข้ามาประพฤติปฏิบัติ
ผู้นั้นจักได้รับผล คือ "ความสงบ" เป็นความสุขเย็น
จะอยู่ที่ใดก็เป็นสุข จะไปไหนก็เป็นสุข
ปราศจากความเดือดร้อนทั้งปวง
ได้แสดงมาโดยย่อพอเป็นเครื่องประดับสติปัญญาความรู้
ก็พอสมควรแก่กาลเวลา ยุติเพียงเท่านี้..”
คัดลอกเนื้อหาจาก
หนังสือแนวทางวิปัสสนา-กัมมัฏฐาน, พระอาจารย์ลี ธมฺมธโร.
โดยชมรมกัลยาณธรรม ปี พ.ศ. ๒๕๕๒. หน้า ๒๓๗-๒๔๐.
“..ตัวของเรานี้แล อันได้กำเนิดเกิดมาเป็นมนุษย์
ซึ่งเป็นชาติสูงสุด เป็นผู้เลิศตั้งอยู่ในฐานะอัน
เลิศด้วยดี คือมีกายสมบัติ วจีสมบัติ แลมโน
สมบัติบริบูรณ์ จะสร้างสมเอาสมบัติภายนอก
คือ ทรัพย์สินเงินทองอย่างไรก็ได้ จะสร้างสม
เอาสมบัติภายในคือมรรคผลนิพพานธรรมวิเศษ
ก็ได้ พระพุทธองค์ทรงบัญญัติพระธรรมวินัย
ก็ทรงบัญญัติแก่มนุษย์เรานี้เอง มิได้ทรงบัญญัติ
แก่ ช้าง ม้า โค กระบือที่ไหนเลย
มนุษย์นี้เองจะเป็นผู้ปฏิบัติถึงซึ่งความบริสุทธิ์ได้
ฉะนั้นจึงไม่ควรน้อยเนื้อต่ำใจว่า ตนมีบุญวาสนา
น้อย เพราะมนุษย์ทำได้ เมื่อไม่มี ทำให้มีได้ เมื่อมีแล้วทำให้ยิ่งได้สมด้วยเทศนานัยอันมาในเวสสันดรชาดกว่า ทานํ เทติ สีลํ รกฺขติ ภาวนํ ภาเวตฺวา เอกจฺโจ สคฺคํ คจฺฉติ เอกจฺโจ โมกฺขํ คจฺฉติ นิสฺสํสยํ
เมื่อได้ทำกองการกุศล คือ ให้ทานรักษาศีลเจริญภาวนา ตามคำสอนของพระบรมศาสดาจารย์เจ้า
แล้ว บางพวกทำน้อยก็ต้องไปสู่สวรรค์
บางพวกทำมากและขยันจริงพร้อมทั้งวาสนาบารมี
แต่หนหลังประกอบกัน ก็สามารถเข้าสู่พระนิพพานโดยไม่ต้องสงสัยเลย พวกสัตว์ดิรัจฉานท่านมิได้กล่าวว่าเลิศ เพราะจะมาทำเหมือนพวกมนุษย์ไม่ได้
จึงสมกับคำว่ามนุษย์นี้ตั้งอยู่ในฐานะอันเลิศด้วยดี
สามารถนำตนเข้าสู่มรรคผล เข้าสู่พระนิพพานอันบริสุทธิ์ได้แล..
ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร
(หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส
ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง
จ.สกลนคร (๒๔๑๓-๒๔๙๒)
“คนเราถึงจะอยู่ด้วยกัน
ก็มีความเห็นไม่เหมือนกันหรอก
แม้จะเป็นพี่น้องคลานตามกันมา
ความรู้สึกนึกคิด ก็ไม่ตรงกัน
แต่เราก็นิ่งเฉยเสียแล้ว ปัญหาก็จบ
ไม่ต้องไปขัดกันทุกวัน
ก็อยู่กันอย่างร่มเย็น
ทำใจนะโยม นักปฏิบัติต้องทำใจ
ทำใจตรงนี้ได้ก็สบาย ปลดทิฏฐิมานะได้
อยู่ที่ไหนก็เป็นสุข ถ้าปลงไม่ตก
ก็นึกเสียว่าเป็นกรรมก็แล้วกัน”
หลวงพ่อสนอง กตปุญโญ
ทางโลกถึงจะหรูหราโอ่อ่าขนาดไหนก็แค่นั้น ผลที่สุดก็ปล่อยวางทิ้งทั้งหมด ไม่มีใครเอาไปได้สักคน แล้วจะได้อะไร ถ้ากิเลสภายในใจของเรา ราคะ โทสะ โมหะ ยังเต็มหัวใจอยู่ มันจะมีประโยชน์อะไร ถึงภายนอกจะหรูหราโอ่อ่าก็เถอะ ไม่มีประโยชน์อะไรทั้งหมด แต่ถ้าเราชำระจิตใจของเราให้บริสุทธิ์ หลุดพ้นจากอาสวกิเลสแล้ว หลวงปู่สิงห์ทองบอกว่าถึงจะแก้ผ้าอยู่ก็ยอม เอา ถึงจะยากจนขนาดไหนก็เอา ดีกว่าไปหรูหราโอ่อ่าที่เต็มไปด้วยกิเลส เวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร ยอมเกิดมาในภพในชาตินี้เพียงพอ ถึงจะทุกข์จนขนาดไหน บำเพ็ญทุกข์จนไม่มีผ้านุ่งผ้าห่ม ถ้าจิตใจหลุดพ้นจากอาสวกิเลสได้ พอ ยอม พ่อแม่ครูบาอาจารย์ท่านพูดถึงขนาดนั้นนะ
ให้พวกเราทุกท่าน การเป็นอยู่ต้องอย่าชะล่าใจ อย่าไปแข่งโลกแข่งสงสารเขา เราอยู่อย่างพระ กินอย่างพระ ใช้อย่างพระ เป็นอยู่แบบพระ ให้ศึกษาในหลักธรรมวินัย ศึกษาในหลักธรรมคำสอนของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ ที่ท่านแนะแนวสั่งสอนอย่างไร หลวงพ่อเคยจนมานะพระลูกพระหลาน เคยจนมาขนาดที่ว่าบวชมาคำว่าน้ำตาลทรายไม่เคยเห็น เป็นเณรไม่เคยเห็นน้ำตาลทรายเลยล่ะ มีแต่น้ำอ้อยทีละก้อนสองก้อนเขาเอามาถวาย ก็ไม่ได้ถวายมาก ก็ฉันไปอย่างนั้น มารู้จักรสชาติโกโก้ตอนพรรษาที่ ๕ ที่วัดป่าบ้านตาด ได้กินโกโก้นะลูกหลาน ขนาดนี้แหละความจนของหลวงพ่อ
เพราะเหตุนั้น หลวงพ่อได้สิ่งของอะไรมาจึงไม่ลืมเจ้าของ ไม่หลงเจ้าของ เรานึกถึงกำพืดที่เราจนมาตั้งแต่เป็นพระน้อยพระหนุ่มมาตลอด แต่เราก็ไม่ได้ตระหนี่ถี่เหนียวนะ คำว่าตระหนี่ถี่เหนียวในหัวใจหลวงพ่อไม่มี ถ้ามีความจำเป็นก็สงเคราะห์อนุเคราะห์ไปเลย แต่ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรจะใช้จ่ายนะ อย่าไปใช้อีลุ่ยฉุยแฉก เพราะจตุปัจจัยเป็นสิ่งที่เขาถวายมาด้วยศรัทธา จบแล้วจบอีก เราจะไปใช้สุ่มสี่สุ่มห้าโดยที่ไม่คิดไม่ได้นะ หลวงพ่อพูดอย่างนั้นอยู่เสมอนะ
หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
จากพระธรรมเทศนา “วิถีพระป่า อยู่ง่าย ไม่ก่ายโลก”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๙
กรรมเป็นของลึกลับ และมีอำนาจมาก
ไม่มีผู้ใด หนีกฏแห่งกรรม ได้เลย
ถ้าเราสามารถรู้เห็นกรรมดี กรรมชั่ว
ที่ตน และผู้อื่นทำขึ้น
เหมือนเห็นวัตถุต่าง ๆ จะไม่กล้าทำบาป
แต่จะกระตือรือร้น ทำแต่ความดี
ซึ่งเป็นของเย็นเหมือนน้ำ
ความเดือดร้อนในโลก ก็จะลดน้อยลง
เพราะต่างก็รักษาตัว กลัวบาปอันตราย
โอวาทธรรม หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ทางโลกถึงจะหรูหราโอ่อ่าขนาดไหนก็แค่นั้น ผลที่สุดก็ปล่อยวางทิ้งทั้งหมด ไม่มีใครเอาไปได้สักคน แล้วจะได้อะไร ถ้ากิเลสภายในใจของเรา ราคะ โทสะ โมหะ ยังเต็มหัวใจอยู่ มันจะมีประโยชน์อะไร ถึงภายนอกจะหรูหราโอ่อ่าก็เถอะ ไม่มีประโยชน์อะไรทั้งหมด แต่ถ้าเราชำระจิตใจของเราให้บริสุทธิ์ หลุดพ้นจากอาสวกิเลสแล้ว หลวงปู่สิงห์ทองบอกว่าถึงจะแก้ผ้าอยู่ก็ยอม เอา ถึงจะยากจนขนาดไหนก็เอา ดีกว่าไปหรูหราโอ่อ่าที่เต็มไปด้วยกิเลส เวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร ยอมเกิดมาในภพในชาตินี้เพียงพอ ถึงจะทุกข์จนขนาดไหน บำเพ็ญทุกข์จนไม่มีผ้านุ่งผ้าห่ม ถ้าจิตใจหลุดพ้นจากอาสวกิเลสได้ พอ ยอม พ่อแม่ครูบาอาจารย์ท่านพูดถึงขนาดนั้นนะ
ให้พวกเราทุกท่าน การเป็นอยู่ต้องอย่าชะล่าใจ อย่าไปแข่งโลกแข่งสงสารเขา เราอยู่อย่างพระ กินอย่างพระ ใช้อย่างพระ เป็นอยู่แบบพระ ให้ศึกษาในหลักธรรมวินัย ศึกษาในหลักธรรมคำสอนของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ ที่ท่านแนะแนวสั่งสอนอย่างไร หลวงพ่อเคยจนมานะพระลูกพระหลาน เคยจนมาขนาดที่ว่าบวชมาคำว่าน้ำตาลทรายไม่เคยเห็น เป็นเณรไม่เคยเห็นน้ำตาลทรายเลยล่ะ มีแต่น้ำอ้อยทีละก้อนสองก้อนเขาเอามาถวาย ก็ไม่ได้ถวายมาก ก็ฉันไปอย่างนั้น มารู้จักรสชาติโกโก้ตอนพรรษาที่ ๕ ที่วัดป่าบ้านตาด ได้กินโกโก้นะลูกหลาน ขนาดนี้แหละความจนของหลวงพ่อ
เพราะเหตุนั้น หลวงพ่อได้สิ่งของอะไรมาจึงไม่ลืมเจ้าของ ไม่หลงเจ้าของ เรานึกถึงกำพืดที่เราจนมาตั้งแต่เป็นพระน้อยพระหนุ่มมาตลอด แต่เราก็ไม่ได้ตระหนี่ถี่เหนียวนะ คำว่าตระหนี่ถี่เหนียวในหัวใจหลวงพ่อไม่มี ถ้ามีความจำเป็นก็สงเคราะห์อนุเคราะห์ไปเลย แต่ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรจะใช้จ่ายนะ อย่าไปใช้อีลุ่ยฉุยแฉก เพราะจตุปัจจัยเป็นสิ่งที่เขาถวายมาด้วยศรัทธา จบแล้วจบอีก เราจะไปใช้สุ่มสี่สุ่มห้าโดยที่ไม่คิดไม่ได้นะ หลวงพ่อพูดอย่างนั้นอยู่เสมอนะ
หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
จากพระธรรมเทศนา “วิถีพระป่า อยู่ง่าย ไม่ก่ายโลก”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๙
"...คนทั้งหลาย เกิดมาในโลก ล้วนตายไป
กับความมืดบอด ตอนมีชีวิต ก็หลงมัวเมา
สนุกสนาน เพลิดเพลิน ในการอยู่การกิน
หัวเราะ ร้องให้กันไปตามแต่จะประสพสุข
ทุกข์ รักและชัง ปล่อยตัวปล่อยใจ ให้ชีวิต
เดินไปตามยถากรรม โดยไม่สนใจที่จะคิด
สร้างกรรมดีด้วยจิตใจ และเรี่ยวแรงตาม
กำลังสติปัญญาที่มีอยู่ ปล่อยให้วันคืนล่วง
ไป ๆ เหมือนสัตว์ตัวหนึ่ง ที่เขาเลี้ยงไว้ให้
อ้วนพีแล้วนำไปสู่โรงฆ่า น่าเวทนาเสียจริง..."
โอวาทธรรม
ท่านพ่อลี ธัมมธโร
“..ตัวของเรานี้แล อันได้กำเนิดเกิดมาเป็นมนุษย์
ซึ่งเป็นชาติสูงสุด เป็นผู้เลิศตั้งอยู่ในฐานะอัน
เลิศด้วยดี คือมีกายสมบัติ วจีสมบัติ แลมโน
สมบัติบริบูรณ์ จะสร้างสมเอาสมบัติภายนอก
คือ ทรัพย์สินเงินทองอย่างไรก็ได้ จะสร้างสม
เอาสมบัติภายในคือมรรคผลนิพพานธรรมวิเศษ
ก็ได้ พระพุทธองค์ทรงบัญญัติพระธรรมวินัย
ก็ทรงบัญญัติแก่มนุษย์เรานี้เอง มิได้ทรงบัญญัติ
แก่ ช้าง ม้า โค กระบือที่ไหนเลย
มนุษย์นี้เองจะเป็นผู้ปฏิบัติถึงซึ่งความบริสุทธิ์ได้
ฉะนั้นจึงไม่ควรน้อยเนื้อต่ำใจว่า ตนมีบุญวาสนา
น้อย เพราะมนุษย์ทำได้ เมื่อไม่มี ทำให้มีได้ เมื่อมีแล้วทำให้ยิ่งได้สมด้วยเทศนานัยอันมาในเวสสันดรชาดกว่า ทานํ เทติ สีลํ รกฺขติ ภาวนํ ภาเวตฺวา เอกจฺโจ สคฺคํ คจฺฉติ เอกจฺโจ โมกฺขํ คจฺฉติ นิสฺสํสยํ
เมื่อได้ทำกองการกุศล คือ ให้ทานรักษาศีลเจริญภาวนา ตามคำสอนของพระบรมศาสดาจารย์เจ้า
แล้ว บางพวกทำน้อยก็ต้องไปสู่สวรรค์
บางพวกทำมากและขยันจริงพร้อมทั้งวาสนาบารมี
แต่หนหลังประกอบกัน ก็สามารถเข้าสู่พระนิพพานโดยไม่ต้องสงสัยเลย พวกสัตว์ดิรัจฉานท่านมิได้กล่าวว่าเลิศ เพราะจะมาทำเหมือนพวกมนุษย์ไม่ได้
จึงสมกับคำว่ามนุษย์นี้ตั้งอยู่ในฐานะอันเลิศด้วยดี
สามารถนำตนเข้าสู่มรรคผล เข้าสู่พระนิพพานอันบริสุทธิ์ได้แล..
ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร
(หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส
ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง
จ.สกลนคร (๒๔๑๓-๒๔๙๒)
“..ตัวของเรานี้แล อันได้กำเนิดเกิดมาเป็นมนุษย์
ซึ่งเป็นชาติสูงสุด เป็นผู้เลิศตั้งอยู่ในฐานะอัน
เลิศด้วยดี คือมีกายสมบัติ วจีสมบัติ แลมโน
สมบัติบริบูรณ์ จะสร้างสมเอาสมบัติภายนอก
คือ ทรัพย์สินเงินทองอย่างไรก็ได้ จะสร้างสม
เอาสมบัติภายในคือมรรคผลนิพพานธรรมวิเศษ
ก็ได้ พระพุทธองค์ทรงบัญญัติพระธรรมวินัย
ก็ทรงบัญญัติแก่มนุษย์เรานี้เอง มิได้ทรงบัญญัติ
แก่ ช้าง ม้า โค กระบือที่ไหนเลย
มนุษย์นี้เองจะเป็นผู้ปฏิบัติถึงซึ่งความบริสุทธิ์ได้
ฉะนั้นจึงไม่ควรน้อยเนื้อต่ำใจว่า ตนมีบุญวาสนา
น้อย เพราะมนุษย์ทำได้ เมื่อไม่มี ทำให้มีได้ เมื่อมีแล้วทำให้ยิ่งได้สมด้วยเทศนานัยอันมาในเวสสันดรชาดกว่า ทานํ เทติ สีลํ รกฺขติ ภาวนํ ภาเวตฺวา เอกจฺโจ สคฺคํ คจฺฉติ เอกจฺโจ โมกฺขํ คจฺฉติ นิสฺสํสยํ
เมื่อได้ทำกองการกุศล คือ ให้ทานรักษาศีลเจริญภาวนา ตามคำสอนของพระบรมศาสดาจารย์เจ้า
แล้ว บางพวกทำน้อยก็ต้องไปสู่สวรรค์
บางพวกทำมากและขยันจริงพร้อมทั้งวาสนาบารมี
แต่หนหลังประกอบกัน ก็สามารถเข้าสู่พระนิพพานโดยไม่ต้องสงสัยเลย พวกสัตว์ดิรัจฉานท่านมิได้กล่าวว่าเลิศ เพราะจะมาทำเหมือนพวกมนุษย์ไม่ได้
จึงสมกับคำว่ามนุษย์นี้ตั้งอยู่ในฐานะอันเลิศด้วยดี
สามารถนำตนเข้าสู่มรรคผล เข้าสู่พระนิพพานอันบริสุทธิ์ได้แล..
ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร
(หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส
ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง
จ.สกลนคร (๒๔๑๓-๒๔๙๒)
“..อะไร? เป็นเหตุแห่งความเวียนเกิด?..ความยึดถือ”
เป็นเราเป็นเขา เป็นตัวเป็นตน ยึดในดีไม่ดี อดีต อนาคต ปัจจุบัน
นี้เป็นเหตุให้เราต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏฏสงสาร
เมื่อเรารู้ว่า เรื่องของโลกเป็นของไม่ดีจริง, จริงไม่ดี ดังนี้
เราก็ต้องไม่ไปยึดถือมัน ต้องปัดทิ้งให้หมด
เขาจะว่าเราดีหรือไม่ มันก็ไม่ใช่ของจริง
เพราะ "ดี" มันก็อยู่ที่ปากคนเล่า "ไม่ดี" ก็จริงอยู่ที่ปากคนพูด
ฉะนั้น เราจึงไม่ถือเอาทั้งหมดที่คนเขาว่า
ให้ถือเอา "ดีหรือไม่ดีที่ตัวเราเอง"
การทำดี-ไม่ดีนั้น ใครก็ไม่รู้ดีไปกว่าตัวของเราเอง
แม้แต่เทวดาก็ไม่รู้ดีไปกว่าเราได้เพราะมันเป็น "การรู้เฉพาะตัว"
ถ้าเรายังจะมัวเอาดี-ไม่ดีภายนอก จากคนอื่นอยู่แล้ว
ก็จะต้องประสบกับความทุกข์เดือดร้อนอยู่ร่ำไป
เพราะเป็นเรื่องของ "โลก"
เป็นเรื่องของ "ความมีเขามีเรา มีตัวมีตน"
"เขา" นั้นมันเป็นเขาของสัตว์ป่า ของวัวของควาย ฯลฯ
"เรา" มันก็เป็นงาของสัตว์ งานั้นถึงจะเป็นของสูง
อยู่บนหัวของช้าง แต่มันก็ต้องต่ำลงดิน
ถ้าเราเอา "เขา" หรือ "งา" มาสวมใส่หัวของเราไว้
เราก็จะกลายเป็น "สัตว์ป่า" เช่นเดียวกัน
และถ้าเราเป็นวัวหรือควาย เราก็จะไม่พ้น
ถูกเขาจับไปฆ่าหรือถูกควายมันขวิด
ถ้าเราเอางามาใส่ ก็เปรียบเหมือนเราขึ้นไปนั่งบนคอช้าง
อาจจะถูกช้างมันแทงเข้าสักวันหนึ่ง
"ช้าง คือ ตัวอวิชชา" ถ้ามีช้าง มันก็จะต้องมีสัตว์อื่นด้วย
ถ้าเรามีช้าง เราก็ยังเป็น "ผู้มืด"
มองไม่เห็นของจริง ไม่เห็นแสงสว่าง
"ความจริง" อันนี้บางทีตัวเราเองเป็นผู้ปิดบังตัวเราเอง
คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส หรือ เวทนา
สัญญา สังขาร วิญญาณเหล่านี้ ล้วนเป็น "สังขารปรุงแต่ง"
ไม่ใช่ของจริงของแท้ มีแต่ความแปรปรวนไม่แน่นอน
ถ้าเราเข้าไปติดไปยึดว่าเป็นจริงจังแล้ว
ก็ย่อมเป็นเหตุนำความทุกข์เดือดร้อนมาให้แก่ตัวเราเอง
"ความดี-ความชั่ว" ก็เช่นเดียวกัน
เขาจะว่าเราดี-ไม่ดีก็อย่าไปยินดี-ยินร้าย
ให้ถือเอาความจริงที่ตัวของเราทำเอง
ผู้ที่ได้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ มีจิตใจสูง
เจริญขึ้นสู่ธรรมอย่างเต็มที่
ความดีของเขาก็ย่อมขยายตัวออกเอง
เหมือนกับดอกบัวที่บานเต็มที่อยู่ในสระ
ดอกก็ใหญ่ กลีบก็ขยายบาน ส่งกลิ่นหอม
คือความเย็นกระจายไปทั่ว
"ความเย็น" นี้คือ "ความสุข"
ตา-เราเห็นรูปที่ดีก็เป็นสุข รูปไม่ดีก็เป็นสุข
หู-จะได้ยินเสียงดีก็เป็นสุข เสียงไม่ดีก็เป็นสุข
ลิ้น-จะรับรสดีก็อร่อย รสไม่ดีก็กลืนอร่อย ฯลฯ
อารมณ์ต่างๆ ที่ผ่านมากระทบทั้งดีทั้งชั่ว
ต้อง "ทำใจให้เป็นกลาง" วางเฉยเป็น "ฉฬงฺคุเปกขา"
จัดเข้าอยู่ใน "มรรค" เป็นองค์โพชฌงค์
พระพุทธเจ้าท่านไม่ติดดีติดชั่ว
ไม่ข้องอยู่ในอารมณ์ภายนอกทั้งดี ชั่ว อดีต อนาคต ปัจจุบัน
ก็เป็นจิตที่หลุดพ้นจากอาสวะ เป็นจิตที่ตกอยู่ในกระแสของธรรม
มีความสุขเย็นเป็น "วิหารธรรม" เป็น "วิชาวิมุติ"
ผู้ใดปฏิบัติได้ขณะใดก็ย่อมได้รับผลเย็นในขณะนั้น
ไม่จำกัดกาลเวลา เป็น "อกาลิโก"
เพราะฉะนั้นขอให้พวกเราพากันศึกษา
ให้รู้แจ้งชัดในเรื่องของ "โลก" และของ "ธรรม"
ให้เข้าใจส่วนใดเป็น "โลก" ก็ปัดทิ้งเสีย
ส่วนใดเป็น "ธรรม" ก็น้อมนำเข้ามาประพฤติปฏิบัติ
ผู้นั้นจักได้รับผล คือ "ความสงบ" เป็นความสุขเย็น
จะอยู่ที่ใดก็เป็นสุข จะไปไหนก็เป็นสุข
ปราศจากความเดือดร้อนทั้งปวง
ได้แสดงมาโดยย่อพอเป็นเครื่องประดับสติปัญญาความรู้
ก็พอสมควรแก่กาลเวลา ยุติเพียงเท่านี้..”
คัดลอกเนื้อหาจาก
หนังสือแนวทางวิปัสสนา-กัมมัฏฐาน, พระอาจารย์ลี ธมฺมธโร.
โดยชมรมกัลยาณธรรม ปี พ.ศ. ๒๕๕๒. หน้า ๒๓๗-๒๔๐.
“..อริยทรัพย์ คือ บุญความดีที่เราควรทำไว้ในโลกนี้
โลกิยทรัพย์นั้นเป็นเครื่องถ่ายท้อง
อริยทรัพย์เป็นเครื่องถ่ายเวรกรรม
ความสุขของโลกนั้นไม่ผิดอะไรกับการนั่งเก้าอี้
ถ้าเก้าอี้มันไม่ไหวนั่นแหละ...จึงจะมีความสุข
การไหว “ทางใจนี้”มีอยู่ ๒ อย่างคือ
ไหวไปตามธรรมชาติอย่างหนึ่ง
ไหวไปโดยวิบากกรรมอย่างหนึ่ง
ใจของเรานี้มันไหว...วันละกี่ครั้ง ?
บางทีก็ไหวจากกรรม บางทีก็ไหวจากวิบาก
แต่มันไหวอย่างไหน ? เราก็ไม่ทราบ
นี่แหละเป็นตัว “อวิชชา”
ความไม่รู้นี้จึงเป็นเหตุให้เกิด “สังขาร” คือ “ความคิด” ขึ้น
สิ่งใดที่เป็นของรักสิ่งนั้นย่อมเป็นศัตรูแก่ดวงใจ
จึงควรละสิ่งนั้นเสียแล้วตนเองก็จะมีความสุข
จิตที่ไหวหรือแปรไปโดยธรรมชาติก็ดี
จิตที่ไหวหรือแปรไปโดยวิบากกรรมก็ดี
ทั้ง ๒ อย่างนี้ถ้าไหวไป “ด้วยดีด้วยชอบ”ก็เป็นบุญ
ถ้าไหวไปในทางชั่วก็เป็นบาป
การไหวนี้ จึงมี ๒ อย่างคือไหวอย่าง “ผู้ดี”
กับไหวอย่าง “อนาถา”
ไหวอย่างผู้ดีคือไหวไปในทางดีทางชอบเป็นบุญเป็นกุศลก็เป็นสุข
ไหวอย่างอนาถาคือไหวไปในทางชั่วทางบาปอกุศลก็เป็นทุกข์
...เหล่านี้ก็เนื่องมาแต่เรื่องของ “สังขาร” ทั้งสิ้น
อีกส่วนหนึ่งที่เป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามคือ “วิสังขาร”
อะไร ? เป็นตัววิสังขาร
ความไม่ไหวความไม่แปรความไม่ดับนี่แหละเป็นตัววิสังขาร
สังขารแปร ใจของเราไม่แปรสังขารทุกข์ ใจของเราไม่ทุกข์
สังขารไม่เที่ยงใจของเราเที่ยง
สังขารเป็นอนัตตาใจของเราไม่เป็นอนัตตา
สังขารไม่มีใจครองนั่นแหละ...เป็นตัววิสังขาร..”
อาจาโรวาท
หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
วัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร
(พ.ศ.๒๔๔๒-๒๕๒๐)
“..อริยทรัพย์ คือ บุญความดีที่เราควรทำไว้ในโลกนี้
โลกิยทรัพย์นั้นเป็นเครื่องถ่ายท้อง
อริยทรัพย์เป็นเครื่องถ่ายเวรกรรม
ความสุขของโลกนั้นไม่ผิดอะไรกับการนั่งเก้าอี้
ถ้าเก้าอี้มันไม่ไหวนั่นแหละ...จึงจะมีความสุข
การไหว “ทางใจนี้”มีอยู่ ๒ อย่างคือ
ไหวไปตามธรรมชาติอย่างหนึ่ง
ไหวไปโดยวิบากกรรมอย่างหนึ่ง
ใจของเรานี้มันไหว...วันละกี่ครั้ง ?
บางทีก็ไหวจากกรรม บางทีก็ไหวจากวิบาก
แต่มันไหวอย่างไหน ? เราก็ไม่ทราบ
นี่แหละเป็นตัว “อวิชชา”
ความไม่รู้นี้จึงเป็นเหตุให้เกิด “สังขาร” คือ “ความคิด” ขึ้น
สิ่งใดที่เป็นของรักสิ่งนั้นย่อมเป็นศัตรูแก่ดวงใจ
จึงควรละสิ่งนั้นเสียแล้วตนเองก็จะมีความสุข
จิตที่ไหวหรือแปรไปโดยธรรมชาติก็ดี
จิตที่ไหวหรือแปรไปโดยวิบากกรรมก็ดี
ทั้ง ๒ อย่างนี้ถ้าไหวไป “ด้วยดีด้วยชอบ”ก็เป็นบุญ
ถ้าไหวไปในทางชั่วก็เป็นบาป
การไหวนี้ จึงมี ๒ อย่างคือไหวอย่าง “ผู้ดี”
กับไหวอย่าง “อนาถา”
ไหวอย่างผู้ดีคือไหวไปในทางดีทางชอบเป็นบุญเป็นกุศลก็เป็นสุข
ไหวอย่างอนาถาคือไหวไปในทางชั่วทางบาปอกุศลก็เป็นทุกข์
...เหล่านี้ก็เนื่องมาแต่เรื่องของ “สังขาร” ทั้งสิ้น
อีกส่วนหนึ่งที่เป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามคือ “วิสังขาร”
อะไร ? เป็นตัววิสังขาร
ความไม่ไหวความไม่แปรความไม่ดับนี่แหละเป็นตัววิสังขาร
สังขารแปร ใจของเราไม่แปรสังขารทุกข์ ใจของเราไม่ทุกข์
สังขารไม่เที่ยงใจของเราเที่ยง
สังขารเป็นอนัตตาใจของเราไม่เป็นอนัตตา
สังขารไม่มีใจครองนั่นแหละ...เป็นตัววิสังขาร..”
อาจาโรวาท
หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
วัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร
(พ.ศ.๒๔๔๒-๒๕๒๐)
#หลวงปู่ขาว_อนาลโย
#โอวาทธรรม
โอวาทธรรมหลวงปู่ขาว อนาลโย
พูดอะไรโดยไม่คิดเท่ากับพ่นยาพิษใส่ตัวเอง
โกรธคนอื่น เหมือนจุดไฟเผาตัวเอง
เมตตาคนอื่น เหมือนอาบน้ำให้ตัวเอง
อย่าระแวงคนอื่นยิ่งกว่าระแวงตัวเอง
ถ้าจริงจังกับโลกเกินไป จะต้องตายเพราะความเศร้า
ชีวิตไม่พอกับตัณหา เวลาไม่พอกับความต้องการ
ที่พักครั้งสุดท้ายของชีวิตคือ ป่าช้า
หลวงปู่ขาว อนาลโย
วัดป่าถ้ำกลองเพล อ.หนองบัวลำพู จ.อุดรธานี
"...เมื่อระลึกถึงความเกิดความตาย
ของตัวเองแล้วจะเอาอะไรติดตัวไป
สิ่งที่โลภอยู่เวลานี้เราได้ติดตัวไปไหม
ไม่มี ไม่มีอะไรติดตัวไป
ความโลภได้มาเท่าไรก็พังไปทั้งนั้น
ความโกรธก็เหมือนกัน เคียดแค้นให้เขา
ทำลายเขาก็เท่ากับทำลายตนนั่นเอง
ทำลายคนอื่นมากน้อยก็เท่ากับทำลายตน
มากน้อยเช่นเดียวกัน
ราคะตัณหาก็เหมือนกัน
สัตว์ทั้งหลายเขาไปหาเรียนวิชาความรู้
เสริมส่งเสริมสวยที่ไหน โลกไม่เห็นสูญ
พันธุ์ มันเป็นบ้าอะไรตั้งแต่มนุษย์เรานี้
แต่งเสริมสวย อู๋ย สวยงามอย่างนั้นงาม
อย่างนี้ งามไปหมด มีแต่กิเลสหลอกคน
ให้เป็นบ้ากันทั้งนั้น..."
หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน
เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด
เมื่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๔๙
"ผู้ปฏิบัติธรรมเป็นผู้ที่รักษาพระศาสนา
พระศาสนาไม่ใช่หมายถึงวัดวา กุฏิ วิหาร
สิ่งเหล่านี้เป็นสมบัติของพระศาสนาเท่านั้น
เป็นสถานที่ประพฤติปฏบัติรักษาไว้ซึ่งพระศาสนา พระศาสนาซึ่งจะทรงไว้ที่จะมีอยู่ไม่หมดไม่สิ้นต้องอาศัยข้อปฏิบัติ มีการปฏิบัติ มีข้อปฏิบัติอยู่ตราบใดพระศาสนายังคงอยู่ตราบนั้น"
หลวงปู่แบน ธนากโร