Switch to full style
พระพุทธพจน์ - พุทธภาษิต พระธรรมเทศนา และ ธรรมะจากครูบาอาจารย์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
ตอบกระทู้

ธาตุทั้ง 4

ศุกร์ 12 มิ.ย. 2026 9:48 am

ฉะนั้น พระองค์จึงตรัสว่า ...
“ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา”
แสดงว่าพระพุทธเจ้าก็คือพระธรรม
และพระธรรมก็คือพระพุทธเจ้า
ธรรมะที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้น
เป็นธรรมะที่มีอยู่ประจำโลก ไม่สูญหาย
เหมือนกับน้ำที่มีอยู่ในพื้นแผ่นดิน
ผู้ขุดบ่อลงไปให้ถึงน้ำก็จะเห็นน้ำ
ไม่ใช่ว่าผู้นั้นไปแต่งไปทำให้มีน้ำขึ้น
บุรุษนั้นลงกำลังขุดบ่อเท่านั้น
ให้ลึกลงไปให้ถึงน้ำ น้ำก็มีอยู่แล้ว
อันนี้ ฉันใดก็ฉันนั้น พระพุทธเจ้าของเรา
ก็เหมือนกัน ท่านไม่ได้ไปแต่งธรรมะ
ท่านไม่ได้บัญญัติธรรมะ บัญญัติก็บัญญัติ
สิ่งที่มันมีอยู่แล้ว ธรรมะคือความจริง
ที่มีอยู่แล้ว ท่านพิจารณาเห็นธรรมะ
ท่านเข้าไปรู้ธรรม คือรู้ความจริงอันนั้น
ฉะนั้น จึงเรียกว่าพระพุทธเจ้าของเรา
ท่านตรัสรู้ธรรม และการตรัสรู้ธรรมนี้เอง
จึงทำให้ท่านได้รับพระนามว่า พระพุทธเจ้า
เมื่อพระองค์ทรงอุบัติขึ้นในโลก พระองค์
ก็ทรงเป็นเพียง “เจ้าชายสิทธัตถะ” ต่อเมื่อ
ตรัสรู้ธรรมแล้ว จึงได้ทรงเป็น “พระพุทธเจ้า”
บุคคลทั้งหลายก็เหมือนกัน ผู้ใดสามารถ
ตรัสรู้ธรรมได้ ผู้นั้นก็เป็นพุทธะ ดังนั้น
พระพุทธเจ้าจึงยังมีอยู่ ยังเมตตากรุณา
สัตว์ทั้งหลาย ยังช่วยมนุษย์สัตว์ทั้งหลายอยู่
ถ้ามนุษย์ผู้ใดมีประพฤติปฏิบัติดี จงรักภักดี
ต่อพระพุทธเจ้า ต่อพระธรรม ผู้นั้นก็จะมี
คุณงามความดีอยู่ตลอดทั้งวัน

ฉะนั้น ถ้าเรามีปัญญา ก็จะเห็นได้ว่าเรา
ไม่ได้อยู่ห่างพระพุทธเจ้าเลย เดี๋ยวนี้เรา
ก็ยังนั่งอยู่ต่อหน้าพระพุทธเจ้า
เราเข้าใจธรรมะเมื่อใด เราก็เห็นพระพุทธเจ้า
เมื่อนั้น ผู้ใดที่ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมอยู่
อย่างสม่ำเสมอแล้ว ไม่ว่าจะนั่ง ยืน เดิน
อยู่ ณ ที่ใด ผู้นั้นย่อมได้ฟังธรรม
ของพระพุทธเจ้าอยู่ตลอดเวลา
...
ธรรมปฏิสันถาร ตอน ๑๗
จากหนังสือโพธิญาณ
พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท)







“การฝึกจิตพัฒนาปัญญาไม่ใช่การนั่งหลับตา
ทุกวัน มันอยู่ที่การดำเนินชีวิต การฝึกรู้จัก
ช่วยคนอื่น ให้ทาน รักษาศีล รู้จักคิด
พิจารณาชีวิต หรือที่เรียกว่า ‘โยนิโสมนสิการ’
แปลว่าความคิดแยบคาย
แต่ว่ามันไม่ใช่ความคิดอย่างเดียว
แต่เป็นกรอบความคิด ซึ่งอันนี้สำคัญมาก
เช่น สมมติเด็กคนหนึ่งมีกรอบความคิดว่า
“หนูมันแย่ ทำอะไรก็ไม่เก่งไม่เป็น สู้เขาไม่ได้
ทำอะไรในที่สุดก็ล้มเหลวทุกครั้ง” ...
อันนี้คือกรอบความคิด พอเจออุปสรรค
แล้วไม่สู้ ... “เอาอีกแล้ว เห็นไหมทำอะไร
ก็ไม่สำเร็จ ทำอะไรนิดเดียวก็ไม่มีบุญ
ถึงเจออุปสรรคทุกครั้ง”… ก็เศร้า
อีกคนหนึ่งกรอบความคิดก็คือคนเราจะฉลาด
จะเก่งเพราะการชนะอุปสรรค จะเรียนรู้
จะได้อะไรดีๆจากอุปสรรคเยอะ
คือมองอุปสรรคอีกแบบหนึ่ง แม้จะเจอปัญหา
เดียวกัน แต่เพราะกรอบความคิดต่างกัน
ก็พร้อมที่จะสู้พร้อมที่จะชนะอุปสรรค
นี่ก็คือโยนิโสมนสิการ คือการฝึกให้เราเท่าทัน
และปรับกรอบความคิดตัวเอง”
...
พระอาจารย์ชยสาโร






"... พระพุทธเจ้าให้นั่งพิจารณาดู
และให้เข้าวัดทุกวัน จะนั่งอยู่ก็ดี จะนอนอยู่ก็ดี
กราบที่พึ่งของเราเสียก่อน คือ..
กราบครั้งที่หนึ่ง "พุทโธ" นึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งของเรา
กราบครั้งที่สอง "ธัมโม" นึกถึงพระธรรมเป็นที่พึ่งของเรา
กราบครั้งที่สาม "สังโฆ" นึกถึงพระสงฆ์เป็นที่พึ่งของเรา

เข้าวัดพักนี้แหละ เอาใจของเรานึกถึงพุทโธ ธัมโม สังโฆ สามหนแล้วมารวมว่า พุทโธ
พุทโธ พุทโธ คำเดียว รักษากาย หลับตา งับปาก ลิ้นก็ไม่กระดุกกระดิก
ระลึกพุทโธไว้ในใจนี่แหละ เข้าวัดกันตรงนี้ ให้เข้าวัด วัดอยู่ที่ตรงนี้ จะได้รู้จะได้เห็นความสุข มิใช่อื่นสุข.. นอกจากใจเราสงบแล้ว ไม่มีอื่นสุข ..."

""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
#โอวาทธรรมคำสอน____
#พระอาจารย์ฝั้น_อาจาโร
วัดป่าอุดมสมพร ต.พรรณา อ.พรรณานิคม
จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๔๒ - ๒๕๒๐)







#ไหว้พระสวดมนต์ก่อนนอน
อย่าพากันห่างเหินศีลธรรม ไหว้พระสวดมนต์คืนวันหนึ่งนะ เวลาจะหลับจะนอนให้ไหว้พระเสียก่อน ไหว้พระแล้วนั่งทำความสงบ ถ้าได้ถึง 10 นาทีแล้วค่อยจะดีนะ นี่เราไม่อยากบอกถึง 10 นาทีล่ะ เพียง 5 นาทีแล้วมันก็จะขี้แตกเยี่ยวราดไปหมดแล้วล่ะ

อย่าว่าถึง 10 นาทีมันทนไม่ไหว เพราะฉะนั้นเราจึงขอเพียง 5 นาที เวลาจะหลับจะนอนให้ทำความสงบใจด้วยคำบริกรรมภาวนาคือ พุทโธก็ได้ ธัมโมก็ได้ สังโฆก็ได้นะ ให้บริกรรมนึกประจำอยู่ในใจ มีสติจดจ่ออยู่กับคำบริกรรมของตน

#โอวาทธรรมคำสอน
หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี






“..ที่ว่าใจเป็นใหญ่กว่าสิ่งทั้งหลายในโลกนั้น คือใจเป็นผู้ปกครองสมบัติทั้งมวล แต่สิ่งทั้งหลายดังกล่าวดีหรือชั่วต้องขึ้นอยู่กับใจผู้เป็นใหญ่และรับผิดชอบ ถ้าใจพาชั่ว โลกแม้จะใหญ่โตเพียงไรก็มีทางบรรลัยได้อย่างไม่มีปัญหา ดังนั้นใจจึงควรได้รับการอบรมหรือศึกษา พอจะปกครองตัวปกครองโลกให้เป็นไปโดยความสะดวกปลอดภัยเท่าที่ควร ตัวก็เป็นบุคคลน่าอยู่ ไม่เดือดร้อนรำคาญ โลกก็เป็นโลกน่าอยู่ ไม่เป็นโลกที่ยุ่งเหยิงวุ่นวายจนเกินไป..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)






“..เมื่อเราจะประกอบความเพียรให้เกิดมีขึ้นในตัวของเรา ควรกำหนด ควรรู้ ควรเห็นและความเป็นอยู่ของจิตคือเรื่องสิ่งที่จิตของเรามันหลงอยู่ ให้รู้จักว่ามันหลง จิตหลงอะไร ติดข้องคาอะไร เราพากันค้นหาตัวหลงตัวคาในจิตของตนทันที แล้วรีบพยายามแก้ไขชำระสะสางในสิ่งเหล่านั้น ให้รู้ว่าสิ่งเหล่านั้นมันเป็นไปเพื่อทุกข์ หรือเป็นไปเพื่อปลดเปลื้องทุกข์..”

อาจาโรวาท
หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
วัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร
(พ.ศ.๒๔๔๒-๒๕๒๐)






“..ราคะเหมือนน้ำไหลลงไปสู่ที่ต่ำ..”

“..ราคะ มันเข้ามาย้อมใจที่ใสอยู่แล้วให้ขุ่นมัว เห็นรูปที่ชั่วช้าสกปรกด้วยอสุภนานาประการตามธรรมชาติอยู่แล้ว แต่กลับเห็นเป็นสิ่งที่สวยงามสะอาด น่ารักน่าใคร่ น่าชม" นี่ก็เพราะใจเป็นของเศร้าหมอง "ขุ่นมัวด้วยราคะกิเลสเข้ามาย้อม" ย่อมให้เห็นเป็นไป ตามอำนาจของมัน

สมัยใด "..ถ้าราคะกิเลส ไม่เข้าไปย้อมใจให้เศร้าหมองขุ่นมัวแล้ว.." ถึงรูปเก่านั่นแหละที่ว่าสวยสะอาดน่ารักน่าใคร่ "..เห็นเข้าแล้วจะเป็นรูปธรรมดา ๆ นี่เอง เพราะเราไม่ได้อยู่ใต้อำนาจของราคะ.." ถึงแม้จะเห็นรูปนั้น เป็นของสวยสะอาดตามธรรมชาติ ของวิบากตกแต่งมาก็ตาม "..แต่ก็ไม่ถึงจะให้เข้าไปยึดเอาว่า เป็นของน่ารัก น่าใคร่ อันเป็นไฟสุมหัวใจให้เร่าร้อน ด้วยความอยากได้มาเป็นของตัว.."

นี่ว่า "..ถึงโทษของราคะที่เกิดจากทางรูปอย่างเดียว.." พอเป็นนิทัศน์อุทาหรณ์ "..ส่วนที่เกิดทางเสียง กลิ่น รส สัมผัส ขอให้ผู้มีปัญญาพิจารณาโดยนัยเดียวกันนี้.."

"..ราคะ ท่านอุปมาเหมือนกระแสน้ำไหลลงไปสู่ที่ต่ำ ที่เลวทรามตลอดกาล ไม่มีเวลาหยุดอยู่คงที่ฉะนั้น..”

เทสฺรํสีธมฺโมวาท
พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (เทสก์ เทสรังสี) วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย
(พ.ศ.๒๔๔๕-๒๕๓๗)





“..#การบริกรรมภาวนาให้จิตอยู่ ณ จุดเดียว คือ พุทโธ เมื่อจิตมาจดจ้องอยู่ที่คำว่า พุทโธ ให้พิจารณาตามองค์ ฌาน 5 คือ การนึกถึง พุทโธ เรียกว่า วิตก จิตอยู่กับ พุทโธ ไม่พรากจากไปเรียกว่า วิจารณ์
หลังจากนี้ ปิติ และ ความสุข ก็เกิดขึ้นเมื่อ ปิติและความสุขเกิดขึ้นแล้ว จิตของผู้ภาวนาย่อมดำเนินสู่ความสงบ เข้าไปสู่ อุปจารสมาธิ และ อัปปนาสมาธิ ลักษณะที่จิตเข้าสู่อัปนนาสมาธิ ภาวะจิตเป็นภาวะสงบนิ่ง สว่าง ไม่มีกิริยาอาการแสดงความรู้ ในขั้นนี้เรียกว่า จิตอยู่ในสมถะถ้าจะเรียกโดยจิตก็เรียกว่า อัปนนาจิตถ้าเรียกโดยสมาธิเรียกว่า อัปปนาสมาธิถ้าเรียกโดยฌานก็เรียกว่า อัปปนาฌานบางท่านนำไปเทียบกับฌานขั้นที่ 5จิตในขั้นนี้เรียกว่า จิตอยู่ในอัปปนาจิต อัปปนาสมาธิ อัปปนาฌาน จิตย่อมไม่มีความรู้อะไรเกิดขึ้น นอกจากมีสภาวะรู้อยู่อย่างเดียวเท่านั้นเมื่อนักปฏิบัติผู้ที่ยังไม่ได้ระดับจิต เมื่อจิตติดอยู่ในความสงบนิ่งเช่นนี้ จิตย่อมไม่ก้าวขึ้นสู่ภูมิแห่งวิปัสสนาได้เมื่อเป็นเช่นนั้น ให้พิจารณา กายคตาสติ เรียกว่ากายคตาปฏิปทา โดยการพิจารณาผม ขน เล็บ ฟัน หนังโดยน้อมนึกไปในลักษณะความเป็นของปฏิกูลน่าเกลียด เป็นของโสโครก จนกระทั่งจิตมีความสงบลง รู้ยิ่งเห็นจริงตามที่ได้พิจารณาเมื่อผู้ปฏิบัติได้พิจารณาผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นสิ่งปฏิกูล ในที่สุดได้เห็นจริงในสิ่งนั้นว่าเป็นของปฏิกูล โดยปราศจากเจตนาสัญญาแล้ว ก็เกิดนิมิตเห็นสิ่งเหล่านั้นว่าเป็นของปฏิกูลน่าเกลียดโสโครกจริงๆ โดยปราศจากสัญญาเจตนาใดๆทั้งสิ้น จึงได้ชื่อว่าเป็นผู้พิจารณาเห็น อสุภกรรมฐานและเมื่อได้พิจารณาอสุภกรรมฐานจนชำนิชำนาญ จนรู้ยิ่งเห็นจริงในอสุภกรรมฐานนั้นแล้ว ให้พิจารณาร่างกายให้เห็นเป็นธาตุ 4 ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ จนกระทั่งเห็นเป็นดิน น้ำ ลม ไฟ
เมื่อจิตรู้ว่าเป็นแต่เพียงสักแต่ว่าธาตุ 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ จิตก็จะเกิดความรู้ขึ้นมาว่า ตามที่พูดกันว่า สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา ไม่มี มีแต่ความประชุมพร้อมของธาตุ 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ เท่านั้นเมื่อเป็นเข่นนั้น จิตก็ย่อมรู้จักอำนาจของความคิดขึ้นมาได้ว่า ในตัวของเรานี้ไม่มีอะไรอัตตา ทั้งสิ้น มีแต่ธาตุ 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ เท่านั้น
ถ้าหากภูมิจิตของผู้ปฏิบัติจะมองเห็นแต่เพียงกายทั้งหมดนี้ เป็นแต่เพียงธาตุ 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ รู้แต่เพียงว่าเพียงธาตุ 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ และภูมิจิตของท่านอยู่แค่นั้น ก็มีความรู้เพียงแค่ขั้น สมถกรรมฐานและในขณะเดียวกันนั้น ถ้าภูมิจิตของผู้ปฏิบัติปฏิบัติความรู้ไปสู่ พระไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ไม่เที่ยง ทุกขัง เป็นทุกข์ อนัตตา ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงถ้าหากมีอนิจจสัญญา ความสำคัญมั่นหมายว่าไม่เที่ยง ทุกขสัญญา ความสำคัญมั่นหมายว่าเป็นทุกข์ อนัตตสัญญา ความสำคัญมั่นหมายว่าไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง ภูมิจิตของผู้ปฏิบัตินั้นก็ก้าวเข้าสู่ภูมิแห่งวิปัสสนา
#เมื่อฝึกฝนอบรมจิต ให้มีความรู้ด้วยอุบายต่างๆ และมีความรู้แจ้งเห็นจริงในลักษณะของอสุภกรรมฐานโดยอุบายอย่างใดอย่างหนึ่ง จนมีความรู้แจ้งเห็นจริงในลักษณะที่ว่า กายเรานี้เป็นแต่เพียงธาตุ 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ มีความเห็นว่า ธาตุ 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ ก็เป็นแต่เพียงธาตุ ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่สัตว์ บุคคล เรา เขา ด้วยอุบายดังกล่าวแล้ว ผู้ปฏิบัติยึดหลักอันนั้น ภาวนาบ่อยๆ กระทำให้มากๆ พิจารณาให้มากๆ พิจารณาย้อนกลับไปกลับมาจิตจะค่อยๆ ก้าวเข้าสู่ภูมิรู้ ภูมิธรรม เป็นลำดับๆ ไป..”

กตฺตสีโลวาท
#พระครูวิเวกพุทธกิจ (หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล) วัดเลียบ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี
(พ.ศ.๒๔๐๒–๒๔๘๔)
ตอบกระทู้