พระพุทธพจน์ - พุทธภาษิต พระธรรมเทศนา และ ธรรมะจากครูบาอาจารย์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
เสาร์ 06 มิ.ย. 2026 11:12 am
“..ดีชั่วมิได้เกิดขึ้นมาเอง แต่อาศัยการทำบ่อยก็ชินไปเอง เมื่อชินแล้วก็กลายเป็นนิสัย ถ้าเป็นฝ่ายชั่วก็แก้ไขยาก คอยแต่จะไหลลงไปตามนิสัยที่เคยทำอยู่เสมอ ถ้าเป็นฝ่ายดีก็นับวันคล่องแคล่วแกล้วกล้าขึ้นเป็นลำดับ ถ้าลงได้เป็นนิสัยแล้ว ไม่ว่าทางชั่วทางดีย่อมมีทางระบายออกได้ทางไตรทวาร ไม่ยากเย็นอะไร ที่คนชั่วทำชั่วได้ง่ายและติดใจไม่ยอมลดละแก้ไขก็ดี คนดีทำดีได้ง่ายและติดใจกลายเป็นคนรักศีลรักธรรมไปตลอดชีวิตก็ดี ก็เพราะหลักนิสัยเป็นสำคัญ ลำพังการฝืนทำทั้งที่นิสัยไม่อำนวยมาก่อน ย่อมลดละปล่อยวางได้ง่าย จนกว่าจะปรากฏผลเป็นน้ำเชื่อมที่มีรสดื่มด่ำแก่ใจแล้วนั่นแล จึงจะเกิดความพอใจในงานนั้น ๆ ทั้งชั่วและดี ไม่ยอมปล่อยวางอย่างง่ายดาย ฉะนั้น หลักนิสัยจึงเป็นสิ่งสำคัญมากในตัวบุคคลและสัตว์ การทำอะไรจนกลายเป็นนิสัยแล้วเป็นสิ่งแก้ไขได้ยาก จึงไม่ควรทำแบบสุ่มเดา โดยมิได้ใคร่ครวญให้รอบคอบก่อน..”
ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)
“..พระเราต้องทำตัวเหมือนผ้าขี้ริ้วที่ปราศจากราคาค่างวดใด ๆ แล้วจึงเป็นความสบาย การกินอยู่หลับนอนและใช้สอยอะไรก็สบาย การเกี่ยวข้องกับผู้คนก็สบาย ไม่มีทิฐิมานะความถือตัวว่าเราเป็นพระเป็นเณรผู้สูงศักดิ์ด้วยศีลธรรม เพราะศีลธรรมอันแท้จริงมิได้อยู่กับความสำคัญเช่นนั้น แต่อยู่กับความไม่ถือตัวยั่วกิเลส อยู่กับความตรงไปตรงมาตามผู้มีสัตย์มีศีลมีธรรมความสม่ำเสมอเป็นเครื่องครองใจ นี้แลคือศีลธรรมอันแท้จริง ไม่มีมานะเข้ามาแอบแฝงทำลายได้ อยู่ที่ใดก็เย็นกายเย็นใจ ไม่มีภัยทั้งแก่ตัวและผู้อื่น..”
ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)
“..ผู้ใดทำกรรมอันใด ดี ก็ดี ชั่ว ก็ดี
ก็จักได้รับผลแห่งกรรมอันนั้น
นี่เรามาพิสูจน์กันในพระธรรมคำสอนของพระองค์
ผู้มีปัญญาเมื่อพิสูจน์แล้วก็ย่อมไม่มีทางสงสัยเลย
ย่อมรับรองพระโอวาทข้อนี้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์เลย
ข้อนี้ก็ มันก็ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ว่าเราจะมารู้เอาง่ายๆ
อย่างนี้ มันเป็นคุณธรรมของพระโสดาบันโน่นแหละ
ไอ้ที่ท่านเชื่อกรรม เชื่อผลของกรรมนี่
อย่างแน่วแน่เลย ไม่ได้เชื่อสิ่งใดหมด
พระโสดาบัน ไม่ได้เชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ
ในสากลโลกอันนี้ อย่างที่โลกเขาเรียกร้องหาอยู่นั้นน่ะ
เพราะฉะนั้นน่ะ ผู้ใดมีความเห็นอย่างนี้
ถึงจะไม่ได้สำเร็จมรรคผลอะไร
แต่มันก็เป็นหนทางให้ได้สำเร็จมรรคผลได้แน่นอน
ไม่ผิดทาง มันจะผิดยังไงเล่า
เมื่อเรามีความเห็นตามคำสอนพระพุทธเจ้าว่า
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วแล้ว
ก็พยายามละกรรมอันชั่วซะ
สิ่งใดที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่ามันชั่ว มันเป็นโทษ
ก็พยายามเว้น ไม่ล่วงเกิน
ทรงแสดงว่าทำอย่างนั้น พูดอย่างนั้น มันเป็นความดี
เป็นบุญ เป็นกุศล จะอำนวยผลให้เป็นสุข
ทั้งในปัจจุบันและเบื้องหน้าต่อไป
ตราบเท่าถึงพระนิพพาน
ก็อาศัยบุญกุศลความดีนี้เองแหละ
จะส่งให้ถึงพระนิพพาน
บาปนั้น มันมีแต่ส่งลงนรก
ไม่ได้ส่งไปสวรรค์นิพพานอะไร
นี่ เรามาปรับปรุงความคิดความเห็นในใจ
ของแต่ละคนอย่างนี่แหละ ให้มันแจ่มแจ้งด้วยตนเอง
เห็นอย่างนี้ชื่อว่าตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้า
ก็พระพุทธเจ้าก็ดี พระอรหันต์ทั้งหลายก็ดี
ก็ท่านมีความเห็นอย่างนี้แหละ
ตั้งแต่เริ่มสร้างบารมีมา
ดังนั้น ท่านจึงเพียรละความชั่วไปเรื่อยๆ
เพียรทำความดีเรื่อยไป
บุญกุศลบารมีของท่าน
ก็แก่กล้าขึ้นไปเรื่อยๆ โดยลำดับมา
เมื่อบุญบารมีมันเต็มบริบูรณ์แล้วนี่
ได้ฟังคำสอนของพระพุทธเจ้าละก็
บางท่านก็ได้บรรลุมรรคผล ธรรมวิเศษ
ในขณะที่ฟังไปเลยก็มี..”
วรลาโภวาท
พระสุธรรมคณาจารย์ วิ. (หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ) วัดอรัญญบรรพต ต.บ้านหม้อ อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย
(พ.ศ.๒๔๕๕-๒๕๔๘ )
“..การต่อสู้กามกิเลส เป็นสงครามอันยิ่งใหญ่ กามกิเลสนี้ร้ายนัก มันมาทุกทิศทุกทาง พิจารณาให้รู้แจ้งเห็นจริง ก็ถอนได้
กามนี้มันหมุนรอบโลก มันเป็นเจ้าโลก กามกิเลสนี้แหละ ที่ทำให้เกิดสงครามต่อสู้กัน เกิดก็เพราะกาม ตายก็เพราะกาม รักก็เพราะกาม ชังก็เพราะกาม
กามทุกอย่างนี้เรียกว่ากามกิเลส การต่อสู้กามกิเลสเป็นสงครามอันยิ่งใหญ่
กามกิเลสนี้ร้ายนัก มันมาทุกทิศทุกทาง ความพอใจก็คือกิเลส ความไม่พอใจก็คือกิเลส
กามกิเลสนี้อุปมาเหมือนแม่น้ำ ธารน้ำน้อยใหญ่ไม่มีประมาณไหลลงสู่ทะเลไม่มีที่เต็มฉันใดก็ดี กามตัณหาที่ไม่พอดี ภวตัณหา วิภวตัณหาเป็นแหล่งก่อทุกข์ ก่อความเดือดร้อนไม่มีที่สิ้นสุด
ทั้งหมดอยู่ที่ใจ สุขก็อยู่ที่ใจ ทุกข์ก็อยู่ที่ใจ ใจนี่แหละคือตัวเหตุ ทำความพอใจให้อยู่ที่ใจนี่
หมั่นเพียรและตั้งสัจจะให้มั่น รักษาศีล รักษาตา รักษาหู รักษาตัว รักษาปาก สำรวมอินทรีย์ รักษาธาตุ ๔ ขันธ์ ๕ พิจารณาเข้าไป ตจปัญจกกรรมฐาน ๕ กายคตากรรมฐานพิจารณาให้รู้แจ้งเห็นจริงก็จะถอนได้
พวกหมู หมา เป็ด ไก่ มันก็เสพกามกันทั่วแผ่นดิน อย่าได้ไปอัศจรรย์
มีแต่ศีล สมาธิ ปัญญา ผู้ใดรักษาศีล ภาวนาเข้าจนเกิดสมาธิแล้ว สติก็ดิ่งเข้าไปแล้ว ก็จะได้ทำจิตทำใจของตนให้บริสุทธิ์ พระธรรมแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ ท่านชี้เข้าหาใจนี่แหละ
ทำใจให้บริสุทธิ์ ให้มีสติสัมปชัญญะนำคืนออกให้หมด ถ้ามีสติแล้วก็นำความผิดออกจากกายจากใจของตน อย่าหลงสมมติทั้งหลาย มีรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส อย่าเอามาหมักไว้ในใจ
กามตัณหาเปรียบเหมือนแม่น้ำไหลไปสู่ทะเล ไม่รู้จักเต็มสักที อันนี้ฉันใด ความอยากของตัณหามันไม่พอ ต้องทำความพอจึงจะดี เราจะต้องทำใจให้ผ่องใส ตั้งอยู่ในศีล ตั้งอยู่ในทาน ตั้งอยู่ในธรรม ตั้งอยู่ในสมาธิก็ดี
ทุกอย่างเราทำความพอดี ความพอใจนำออกเสีย ความไม่พอใจก็นำออกเสีย เวลานี้เราจะพักจิต ทำกายของเราทำใจของเราให้รู้แจ้งในกายในใจของเรานี้ รู้ความเป็นมา วางให้หมด วางอารมณ์ วางอดีตอนาคตทั้งปวง ที่ใจนี่แหละ
เรื่องสังขารนี้ สังขารมันปรุง สังขารมันแต่ง มันเกิด มันแก่ มันเจ็บ มันดับ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา วางอยู่นี่แหละ อดีตอนาคตมันก็มานี่แหละ ตัดอดีตอนาคตลงหมด
จิตดิ่งอยู่ในปัจจุบัน รู้ในปัจจุบัน ละในปัจจุบัน วางในปัจจุบัน ทำจิตทำใจของเราให้สว่าง ให้รู้แจ้งในมรรคในผล ในศีล สมาธิ ปัญญา เอาที่ใจนี้แหละ ให้มันสำเร็จขึ้นที่ใจ
เวลาปฏิบัติจริงกิเลสมันมาได้ทุกทิศทุกทาง ใจนี้มันสำคัญ เหตุมันเกิดจากใจนี้ ตั้งสัจจะ จริงกายจริงวาจาจริงใจ อย่าหลงไปตามเขา ตามอารมณ์ ละทิ้งความที่เกิดขึ้นทางตา หู จมูก ลิ้น กาย
สมบัติของเจ้าพ่อเจ้าแม่ทั้งหมดนี้ เป็นที่ตั้งของทาน เป็นที่ตั้งของมรรค เป็นที่ตั้งของพระนิพพาน จงละและวางให้เป็นพุทโธ ละวางหมดก็เป็นสุข ปล่อยวางก็สบาย..”
สุจิณฺโณวาท
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ
วัดดอยแม่ปั๋ง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่
(พ.ศ.๒๔๓๐–๒๕๒๘)
พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งความเพียร
พระพุทธองค์ตรัสว่าเป็นหลักคำสอนประเภท
วิริยวาท คือ เน้นว่าการพ้นทุกข์ไม่เคย
เกิดเพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดลบันดาล ไม่เกิดด้วย
พิธีกรรม ไม่เกิดด้วยการอ้อนวอนหรือบูชายัญ
แต่เกิดจากความเพียรของมนุษย์เราเอง
ผู้ตั้งมั่นในสัมมาทิฐิ อดทน และฝึกตน
ตามหลัก ศีล สมาธิ และปัญญา เท่านั้น
ที่มีโอกาสพ้นจากบ่วงแห่งมาร ...
...
พระอาจารย์ชยสาโร
เราต้องเรียนรู้ จิตเราโยม.ถ้าเราไม่เรียนรู้จิตเราเนี่ย เราจะหลงจิตตัวเอง.. หลงโกรธ.. หลงโลภ..หลงรัก.. หลงซัง.. หลงวุ่นวายใจนี่..
..เราไม่เรียนรู้จิตตัวเอง คนที่ขี้โกรธนี่ คนไม่เคยเรียนจิตตัวเอง คนที่กังวลนอนไม่หลับนี่ไม่เรียนจิตตัวเอง..
..คนที่ห่วงยังทำใจไม่ได้ คือคนไม่เคยเรียนจิตตัวเอง คือคนไม่เรียนธรรมะนั้นเอง..
.. เมื่อคนไม่เรียนจิตตัวเองไม่รู้จิตเอง ก็กลายเป็นคน โลภ โกรธ หลง ไวมาก กลายเป็นคนเปราะบางเป็นคนอ่อนแอ..
..เช่นคนที่กินเหล้าเนี่ย
เขาเรียกว่าคนอ่อนแอ
คนสูบบุหรี่นี้คนอ่อนแอ
คนเล่นกันการพนัน
คนอ่อนแอ..
.. คนที่เห็นเหล้าแล้วไม่กินคนเข้มแข็ง คนที่ไม่ยอมสูบบุหรี่เลิกสูบบุหรี่ได้คนเข้มแข็ง...
.. คนที่ไม่โกรธนี้เข้มแข็ง คือคนสติดีมีสมาธิ ไม่ใช่ว่าคนกินเหล้าจะเข้มแข็ง คนเล่นการพนัน คนขี้โกง คนอ่อนแอทั้งนั้น คนพวกนี้จิตใจไม่ได้พัฒนาเลย อ่อนแอตั้งแต่เกิดมาเลย ..
..ยิ่งแก่ตัวยิ่งอ่อนแอใหญ่หรือตายเลยโยม กินหามรุ่งหามค่ำนี้อ่อนแอมากเลย..
.. ไม่สามารถจะข่มอารมณ์ไม่สามารถจะหักห้ามใจ ไม่สามารถจะเอาอะไรเป็นที่พึ่งเลย เอาเหล้าเป็นที่พึ่งอย่างเดียว เนี่ย เรามาได้เป็นมนุษย์ชาติหนึ่งแล้ว. เราก็ไม่ได้หลักอะไรกลับไป ก็น่าเสียดายชีวิต..
โอวาทธรรม.หลวงพ่อสนอง. กตปุญโญ.
#อยู่กับปัจจุบัน
(อย่าคำนึงถึงอดีตอนาคต)
"... เอหิปสฺสิโก จงเรียกร้องสัตว์ทั้งหลายมาดูธรรม ก็เราจะมาดูที่ไหนเล่า ธรรมข้อนี้จะพูดให้เข้าใจกันไว้ การที่ว่า..ให้น้อมเข้ามาดูธรรม ก็คือธรรมเหล่านี้แหละ เราฟังเพื่อว่า เราทั้งหลายต้องการความพ้นทุกข์ ทุกข์ทั้งหลายนั้นอยู่ที่นี่ คือที่เราเอง มิใช่อยู่ที่อื่นไกล..
เหตุนั้นให้พากันน้อมเข้ามาตรงนี้ คือที่ใจของเราเอง จงมาดูครั้งนี้ไม่ใช่ดูตรงอื่น ข้อนี้ให้พากันเข้าใจเอาไว้ ที่เราทั้งหลายว่า.. ทำบุญนั้น บุญเป็นอย่างไร ให้พากันรู้เสียในเวลานี้ เราอย่าเอาแต่บ่นว่าเราไม่มีโอกาส ไม่มีเวลา เวลานี้เรามีโอกาสเต็มที่แล้ว
หน้าที่ของเรา การงานทุกสิ่งทุกอย่างก็ไม่มีแล้ว ที่พากันมานั่งอยู่ตรงนี้เดี๋ยวนี้แหละ..ไม่ต้องคำนึงถึงอดีตและอนาคต ฟังแล้วก็กำหนดดูเดี๋ยวนี้แหละ เรามีบุญก็มีเดี๋ยวนี้ เรามีกรรมมีกุศลก็มีเดี๋ยวนี้ เราไม่ต้องคำนึงถึงอดีตอนาคต
อนาคตคนเรานั้นจะไปอยูตรงไหนเราก็รู้ไม่ได้ อดีตนั้นล่วงมาแล้ว เราก็เลยมาแล้ว เวลานี้เราก็ต้องดูในปัจจุบันนี้ ท่านบอกว่าอย่างนี้ ..."
""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
#โอวาทธรรม___
#พระอาจารย์ฝั้น_อาจาโร
วัดป่าอุดมสมพร ต.พรรณา อ.พรรณานิคม
จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๔๒ - ๒๕๒๐)
#ให้เราดูมองปัจจุบัน
มองอดีตที่ผ่านมา มองไปในอนาคต จะมองแต่ในปัจจุบันอย่างเดียวไม่ได้ มองอดีตที่ผ่านมา ชีวิตของเราเป็นยังไงที่ผ่านมา แล้วก็อยู่ในปัจจุบัน แล้วก็มองในอนาคต เราจะทำคุณงามความดีอะไร
ชีวิตของเราทุกคนมันมีจุดจบ มันมีที่สิ้นสุด ไม่ใช่ไม่มีที่สิ้นสุด เราจะไปสุดที่ตรงไหน เราควรจะปฏิบัติตนอย่างไร ควรจะมีคุณธรรมศีลธรรมจริยธรรมอันใดไว้ประดับกายวาจาใจของตนเอง อันนี้พวกเราก็ต้องได้คิดวางแผน คิดมองไปข้างหน้า ไม่ใช่ว่าอยู่กินเป็นวัน ๆ จนไม่คิดอ่านอะไร ไม่ได้มองไปข้างหน้า มันก็ไม่น่าจะถูกนะ พระพุทธเจ้าท่านให้มองไปข้างหน้า เราจะทำตนยังไง ทำในวันนี้ก็เพื่ออนาคต ถ้าทำคุณความดีในวันนี้ อนาคตของเราก็จะดี ถ้าเราทำตัวไม่ดีในวันนี้ อนาคตก็มืดบอด หมดอนาคต
อดีตมันผ่านมาแล้ว อดีตเป็นบทเรียน เราก็ควรจะนึกเหมือนกันนะ เราเดินมายังไง มันคดมันโค้งไหม มันดีไหม มันเลวไหม ถ้ามันเลวจุดไหน ก็เป็นบทเรียนของเรา การกระทำหรือการคิดการพูดจุดนั้นมันไม่ดีเลย ล่อแหลมมาก หรือว่ามันเสียหายมาแล้ว ต่อไปนี้เราก็จะไม่ควรจะทำอย่างที่ผ่าน ๆ มาในจุดนั้น จุดดีเราควรจะทำให้ดีขึ้น เราทำมาแล้ว มันดีแล้วนะ จุดที่ไม่ดีเราก็พยายามปรับปรุงแก้ไขว่าเราจะไม่ทำที่ผ่าน ๆ มาอย่างนั้นอีก อดีตมันเป็นบทเรียนทั้งสองอย่าง จากนั้นเราก็ทำดีในปัจจุบันไปเรื่อย ๆ คิดดีทำดีพูดดีในปัจจุบัน อนาคตก็สดใส ถ้าหากว่าเราทำตัวไม่ดีในปัจจุบัน เสียหายนะลูกหลานนะ
ดีกับเลวพวกเราก็รู้อยู่แล้ว เป็นผู้ใหญ่ด้วยกันแล้ว อันไหนดีอันไหนเลว ก็ควรจะรู้แล้วล่ะนะ ถ้าไม่รู้ก็ศึกษา เราต้องศึกษามาสู่วัดวาศาสนา ได้ยินเสียงหลวงพ่อพูด หลวงพ่อก็พูดแนะแนวแนะนำให้ลูกหลานได้ฟัง หลายเกร็ดหลายแนวทางหลายอย่างที่หลวงพ่อได้พูดได้กล่าว เป็นการแนะแนวแนะนำ เป็นการพูดให้กับศรัทธาญาติโยมลูกหลาน ถ้าไม่มีใครพูดเสียเลย ต่างคนก็ต่างปิดปากหมด พวกเราจะได้ความรู้ความฉลาดไหม มันเป็นไปไม่ได้นะลูกหลานนะ
#หลวงพ่ออินทร์ถวาย #สันตุสสโก
จากพระธรรมเทศนา “โลกวัชชะไม่ติเตียน ปัณณัตติวัชชะไม่รังเกียจ”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๖๙
.สุขที่ไหนจะเท่ากับ ที่รู้ทันใจเรา.. สุขที่สงบได้ เมื่อเป็นอย่างนี้เราก็อาศัยธรรมะ คำสั่งสอนพระพุทธเจ้าพิจารณาบ่อยๆ..
..เจริญสติ เจริญสมาธิ
เจริญปัญญา ให้เข้าถึงอารมณ์ภายใน ให้รู้กาย
รู้กายเคลื่อนไหว..
...รู้การปรุงแต่งอารมณ์ ดูว่ามันมีอะไรในใจ ตามดูรู้ไปเรื่อยๆจิตมันก็สงบก็รู้ๆละเอียดมากขึ้น ทุกข์ก็ไม่ตามมา..
..มาเรียนรู้ธรรมะก็คือมาเรียนกรรมวิธี กรรมวิธีที่จะทำใจ..
กรรมวิธีด้วยการเดินมีสติ เดินอย่างไร..
กรรมวิธีด้วยการนั่ง นั่งให้สงบนั่งอย่างไร..
กรรมวิธีนอนอย่างไร ยืนอย่างไร..
..กินอย่างไรอย่างเช่นกินก็กำหนดภาวนาไว้ที่
ขากรรไกร เคี้ยวไปก็รู้ กลืนก็รู้ รู้จักกรรมวิธีในการกิน
กรรมฐานนั่นเอง..
..กรรมฐานนอนยังไง ให้มีสติ ภาวนายันหลับไป ตื่นมาภาวนาต่อเนี่ย กรรมฐานนอน..
..กรรมฐานเดินๆอย่างไรไม่ให้คิดมาก กรรมฐานเดินๆให้รู้ใจ เดินให้รู้การเคลื่อนไหว กรรมฐานเดิน..
.กรรมฐานนั่ง นั่งหายใจเข้าพุท หายใจออกโธ ภาวนาเรื่อยไป ยุบหนอพองหนอสัมมาอรหังกรรมฐานนั่ง..
.. กรรมฐานยื่น ยืนก็ให้รู้ตัวว่าตัวเองยืน ไม่ลืมว่าตัวเองยืน ตัวเองยืน แต่กลับไปนึกถึงที่โน่นที่นี่อยู่แล้วไม่รู้กรรมฐานยืน ยืนที่ไหน รู้อยู่ที่นั่น..
..นั่งที่ไหนก็รู้อยู่ที่นั่น นอนไปที่ไหนก็รู้อยู่ที่นอน กินก็รู้ที่กิน เดินก็รู้ที่เดินเขาเรียกรู้ตามความเป็นจริงรู้ตามสติ รู้ตามสติปัฏฐานสี่..
โอวาทธรรม.หลวงพ่อสนอง. กตปุญโญ.
ธรรมะครูบาอาจารย์เปรียบเหมือนยาวิเศษ
จิตใจที่ยังไม่มีหลักเกณฑ์ที่แน่นอน ย่อมมีโอนอ่อนเป็นธรรมดา แต่เมื่อได้ฟังโอวาทจากครูบาอาจารย์ผู้รู้จริง เห็นจริงมาสะกิดใจดวงนี้ ย่อมสร้างความมั่นคงของจิตใจให้เกิดขึ้นได้ หลวงปู่ได้เล่าถึงความประทับใจในครั้งนั้นว่า
"พอไปบิณฑบาตกลับมาฉันเสร็จแล้ว ก็พากันออกเดินทางต่อ เดินไปตามทางคนหาของป่า สองข้างทางเป็นป่ารกชัฎเต็มไปด้วยหญ้าเพ็กสูงท่วมหัว สมัยก่อนจากบ้านภูสะคามไปหาภูค้อไม่มีหมู่บ้าน และก็ไม่มีที่จะบิณฑบาต สมัยนั้นแถวดงหลุบหวาย พวกเก้งกวาง ช้าง เสือ ยังมีเยอะ ทุกวันนี้มีแต่ป่าอ้อย ป่ายาง ที่จะเหลือก็มีภูค้อเพราะคนไปเอาไม้ไม่ได้ คนไหนจะไปเอาจะมีอันเป็นไป เจ้าที่มันแข็ง คนไปเอาก็เลยกลัว
เดินทางทั้งวันกว่าจะไปถึงภูค้อ ก็บ่ายสี่บ่ายห้านี่ล่ะ จากนั้นก็เข้าไปกราบหลวงปู่ขาว อนาลโย ไปขอนิสัยนำเพิ่น พอท่านให้นิสัยเสร็จ ก็นั่งรับฟังโอวาทจากท่าน เราก็ยังไม่ได้เล่าอะไรให้ท่านฟังเพราะเพิ่งเดินทางมาถึง แต่หลวงปู่คงจะรู้แล้ว เพิ่นก็ถามว่า
"#มันเป็นจั่งใด๋ #จั่งอยากสึก " เว่าให่เพิ่นฟังว่า มันสงสัยวาสนา พอเพิ่นเทศน์ เพิ่นบ่ได้เทศน์ธรรมดาเด๊ ข้ามภูข้ามเขา ไปอยู่กลางภูกลางโคก เพิ่นฮ้องใส่อย่างดัง "..#ออกมันกะออกมาจากหม่องหั่น #มันกะสิไปเข้าหม่องหั่นมันอีกบ้อ.." ท่านร้องขึ้นอย่างแรงไม่ใช่ธรรมดา เพราะมันอยู่ในป่าในเขา แถวนั้นไม่มีบ้านคน มีแต่พระเณรอยู่ด้วยกัน
#นี่พอเรามานึกถึงตรงนี่ขึ้นมาเมื่อใด มันก็เกิดสลดสังเวชใจขึ้นมาทุกที ธรรมป่าครูบาอาจารย์มันมากระตุ้นหัวใจอย่างแรง ทำให้มีกำลังใจขึ้นมาทันที นี่ล่ะธรรมของครูบาอาจารย์เปรียบเหมือนยาวิเศษ รักษาคนไข้ที่ป่วยเป็นโรคใจให้หายได้ทันทีทันใด
จากนั้นท่านก็ให้โอวาทพอสมควรก็กราบลาท่านหาที่พัก
ประวัติบางตอนขององค์หลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม
"สติ...
ที่รู้เท่าทัน คิดขึ้นเรื่องใด ก็ดับ
คิดเท่าใด ก็ดับ
ถ้ามีสติพร้อมกับปรุงขึ้น...ดับ
ปรุงขึ้น ดับ...
เรียกว่า...สติพร้อมกัน
คิดไป...ก็หลงไป ลืมไป แปลว่า...ไม่มีสติ
ถ้ามีสติ แล้ว...
คิดขึ้นร้าย ก็ดี คิดดี ก็ดี รู้พร้อมกันนั้นแหละ!
สติรู้พร้อมกับ ดับ...ลงทันที
นั่นแหละ! ตัวสตินี้...สำคัญ
ถ้ามีสติ ก็มีปัญญาพร้อมกัน
คิดดี ก็ตาม คิดชั่ว ก็ตาม
หลง ก็ตาม โกรธ ก็ตาม
คิดขึ้นแล้ว...มีสติ...มันก็ดับไปทันที
ไม่ต้องไปคุมมัน
มีสติแล้ว จะมีปัญญา
เมื่อไม่มีสติ ก็จะเผลอ เผลอแล้ว...ก็จะหลงไป
ตัวสติ...ครั้นเกิดขึ้นพร้อมกันทุกๆ เมื่อแล้ว
เมื่อเวลามันเกิดขึ้นพร้อมกัน คราวใด...จะดับพร้อมๆ กัน
ถ้าไม่มีสติ...ก็จะไม่ดับ
ไม่มีสติ...ไม่มีปัญญา
ไม่มี...ความเพียร จะเอาแต่ความสำเร็จให้ได้ เหลวไหลไปเสีย
เมื่อมีสติ...ก็ต้องมีความเพียร
ความเพียร นั้น...ต้องรู้จักปฏิบัติเหมือนกัน
ถ้าไม่รู้จักปฏิบัติ เพียรผิดไป
ความเพียร...กับความมีสติ คืออันเดียวกัน
มีสติแล้ว...
ใจ ก็ผ่องใส...เบิกบาน...ไม่หลง ไม่ลืม
คิดอย่างไรขึ้น มันก็จะ...ดับลงไป
พร้อมกับความคิดขึ้น นึกได้
ตัวสติ...
จึงสำคัญยิ่งนัก"
--------------
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ
"...ผู้ไม่มีแผลในฝ่ามือ ถึงจะถือยาพิษ จับยาพิษ แต่ยาพิษก็ไม่อาจซึมซาบไปให้โทษแก่ฝ่ามือที่ไม่มีแผลได้เลยฉันใด บาปหรือตำหนิ ย่อมไม่ตกแก่ผู้พ้นจากบาปแล้วฉันนั้น..."
หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต
“..การต่อสู้กามกิเลส เป็นสงครามอันยิ่งใหญ่ กามกิเลสนี้ร้ายนัก มันมาทุกทิศทุกทาง พิจารณาให้รู้แจ้งเห็นจริง ก็ถอนได้
กามนี้มันหมุนรอบโลก มันเป็นเจ้าโลก กามกิเลสนี้แหละ ที่ทำให้เกิดสงครามต่อสู้กัน เกิดก็เพราะกาม ตายก็เพราะกาม รักก็เพราะกาม ชังก็เพราะกาม
กามทุกอย่างนี้เรียกว่ากามกิเลส การต่อสู้กามกิเลสเป็นสงครามอันยิ่งใหญ่
กามกิเลสนี้ร้ายนัก มันมาทุกทิศทุกทาง ความพอใจก็คือกิเลส ความไม่พอใจก็คือกิเลส
กามกิเลสนี้อุปมาเหมือนแม่น้ำ ธารน้ำน้อยใหญ่ไม่มีประมาณไหลลงสู่ทะเลไม่มีที่เต็มฉันใดก็ดี กามตัณหาที่ไม่พอดี ภวตัณหา วิภวตัณหาเป็นแหล่งก่อทุกข์ ก่อความเดือดร้อนไม่มีที่สิ้นสุด
ทั้งหมดอยู่ที่ใจ สุขก็อยู่ที่ใจ ทุกข์ก็อยู่ที่ใจ ใจนี่แหละคือตัวเหตุ ทำความพอใจให้อยู่ที่ใจนี่
หมั่นเพียรและตั้งสัจจะให้มั่น รักษาศีล รักษาตา รักษาหู รักษาตัว รักษาปาก สำรวมอินทรีย์ รักษาธาตุ ๔ ขันธ์ ๕ พิจารณาเข้าไป ตจปัญจกกรรมฐาน ๕ กายคตากรรมฐานพิจารณาให้รู้แจ้งเห็นจริงก็จะถอนได้
พวกหมู หมา เป็ด ไก่ มันก็เสพกามกันทั่วแผ่นดิน อย่าได้ไปอัศจรรย์
มีแต่ศีล สมาธิ ปัญญา ผู้ใดรักษาศีล ภาวนาเข้าจนเกิดสมาธิแล้ว สติก็ดิ่งเข้าไปแล้ว ก็จะได้ทำจิตทำใจของตนให้บริสุทธิ์ พระธรรมแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ ท่านชี้เข้าหาใจนี่แหละ
ทำใจให้บริสุทธิ์ ให้มีสติสัมปชัญญะนำคืนออกให้หมด ถ้ามีสติแล้วก็นำความผิดออกจากกายจากใจของตน อย่าหลงสมมติทั้งหลาย มีรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส อย่าเอามาหมักไว้ในใจ
กามตัณหาเปรียบเหมือนแม่น้ำไหลไปสู่ทะเล ไม่รู้จักเต็มสักที อันนี้ฉันใด ความอยากของตัณหามันไม่พอ ต้องทำความพอจึงจะดี เราจะต้องทำใจให้ผ่องใส ตั้งอยู่ในศีล ตั้งอยู่ในทาน ตั้งอยู่ในธรรม ตั้งอยู่ในสมาธิก็ดี
ทุกอย่างเราทำความพอดี ความพอใจนำออกเสีย ความไม่พอใจก็นำออกเสีย เวลานี้เราจะพักจิต ทำกายของเราทำใจของเราให้รู้แจ้งในกายในใจของเรานี้ รู้ความเป็นมา วางให้หมด วางอารมณ์ วางอดีตอนาคตทั้งปวง ที่ใจนี่แหละ
เรื่องสังขารนี้ สังขารมันปรุง สังขารมันแต่ง มันเกิด มันแก่ มันเจ็บ มันดับ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา วางอยู่นี่แหละ อดีตอนาคตมันก็มานี่แหละ ตัดอดีตอนาคตลงหมด
จิตดิ่งอยู่ในปัจจุบัน รู้ในปัจจุบัน ละในปัจจุบัน วางในปัจจุบัน ทำจิตทำใจของเราให้สว่าง ให้รู้แจ้งในมรรคในผล ในศีล สมาธิ ปัญญา เอาที่ใจนี้แหละ ให้มันสำเร็จขึ้นที่ใจ
เวลาปฏิบัติจริงกิเลสมันมาได้ทุกทิศทุกทาง ใจนี้มันสำคัญ เหตุมันเกิดจากใจนี้ ตั้งสัจจะ จริงกายจริงวาจาจริงใจ อย่าหลงไปตามเขา ตามอารมณ์ ละทิ้งความที่เกิดขึ้นทางตา หู จมูก ลิ้น กาย
สมบัติของเจ้าพ่อเจ้าแม่ทั้งหมดนี้ เป็นที่ตั้งของทาน เป็นที่ตั้งของมรรค เป็นที่ตั้งของพระนิพพาน จงละและวางให้เป็นพุทโธ ละวางหมดก็เป็นสุข ปล่อยวางก็สบาย..”
สุจิณฺโณวาท
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ
วัดดอยแม่ปั๋ง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่
(พ.ศ.๒๔๓๐–๒๕๒๘)
"...จงทำจิตให้เหมือนผ้าเช็ดเท้า ไม่ให้จิต
มีฤทธิ์มีเดช แผลงฤทธิ์ในตัวเอง แล้วไป
เหยียบย่ำทำลายคนอื่น กระทบกระเทือน
คนอื่น นี่เรียกว่าจิตที่มีพิษมีภัย จิตไม่มีพิษ
มีภัยก็คือจิตมีธรรม ให้ทำตัวเป็นผู้น้อยต่อ
ผู้อื่นอยู่เสมอ อย่ายกตน ยังไงก็ยอมฟัง
เสียงผู้อื่นอยู่เสมอ นี่แหละเหมือนผ้าเช็ด
เท้า ผ้าเช็ดเท้านี่ คือทำตัวให้ต่ำ ต่ำเพื่อ
กราบธรรม ไม่ใช่ต่ำเพื่อกราบมูตร กราบ
คูถ คือกิเลส เมื่อทำตัวให้ต่ำน้อมรับธรรม
แล้วธรรมจะเข้าสู่ใจ จะสูงขึ้นโดยลำดับ ๆ..."
หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
“การเป็นสมาธิของจิตนั้น ย่อมจะเกิดปีติ ความเอิบอิ่ม
ย่อมจะต้องเกิดความสุข คือความสบาย
ย่อมจะต้องเกิดความเบาตัว แล้วก็มีความละเอียดละมุนละไม
นั่นคือจิตสงบแล้ว และจิตเป็นสมาธิแล้ว”
สมเด็จพระญาณวชิโรดม
(หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร)
ปฐมเจ้าอาวาสวัดธรรมมงคลเถาบุญนนทวิหาร กรุงเทพมหานคร
#โอวาทธรรม
#หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต
โอวาทธรรมหลวงปู่มั่น ภูริทัตตเถระ
เพียรสู้กิเลส จะพบความสงบเย็นใจในโลกนี้
ใครเพียร ใครอาจหาญ ใครอดทน ในการต่อสู้กับกิเลส ตัวฝืนธรรมอยู่ตลอดเวลา
ผู้นั้นจะเจอร่มเงาแห่งความสงบเย็นใจในโลกนี้ ในบัดนี้ และในดวงใจนี้ ไม่เนิ่นนานเหมือนการท่องเที่ยวที่เจือไปด้วยสุข ด้วยทุกข์ อยู่ทุกภพ ทุกชาติ ไม่มีวันจบสิ้น
หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
วัดป่าสุทธาวาส จังหวัดสกลนคร
"คนเรา ถ้าหากไม่มีเมตตา
หวังดีต่อกันแล้ว มันก็ไม่ผิดแผก
จากสัตว์เดรัจฉานเลย
เอาแต่ได้ เอาแต่ดีเอาแต่ประโยชน์ส่วนตัว
ไม่คิดถึงความทุกข์
ความเดือดร้อนของคนอื่น
ก็เหมือนสัตว์ทั่วไป เท่านั้นเอง"
หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี
วัดหินหมากเป้ง
“ชีวิตนี้สั้นนักความไม่ประมาท
ณ ขณะปัจจุบัน จึงเป็นบทสรุป
แห่งพระบรมพุทโธวาท ที่สั้นที่สุด
แต่มีความสำคัญสูงสุด” ...
...
พระคติธรรม สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ
(อมฺพรมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช
สกลมหาสังฆปริณายก
Powered by phpBB © phpBB Group.
phpBB Mobile / SEO by Artodia.