พระพุทธพจน์ - พุทธภาษิต พระธรรมเทศนา และ ธรรมะจากครูบาอาจารย์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
ศุกร์ 05 มิ.ย. 2026 8:25 pm
สิ่งภายนอกตึกรามบ้านช่อง สมบัติเงินทองข้าวของ ยศถาบรรดาศักดิ์นั้นเป็นสิ่งที่กิเลสเอามาประดับร้านเท่านั้น หลอกลวงคนโง่ให้จมไปตามมัน ได้เท่าไรไม่พอ เขายกยอเท่าไรเป็นบ้าไปเลยด้วยอำนาจของกิเลส กิเลสมันชอบยอมันมีแต่อย่างนั้น
ครั้นเวลาตายแล้วคนมีคนจนมันจมไปด้วยกันทั้งนั้น ไม่ได้เลือกหน้านะว่า คนนี้เขาเป็นคนมีเขาเป็นเศรษฐี ตายแล้วเขาจะไปสวรรค์นิพพาน อย่าหวัง สมบัติเหล่านี้เป็นเครื่องบำรุงบำเรอร่างกายของเรา ให้พออยู่พอกินพอเป็นพอไปพอหลับพอนอนถ้าเราไม่หลง
ถ้าเราหลงก็เป็นบ้ากับมันอีกตายแล้วเป็นเปรตเป็นผีมาเฝ้ากองสมบัติเงินทองข้าวของไปอีกมากมาย นี่อำนาจของกิเลส
เวลาตายแล้วสิ่งเหล่านี้หมดความหมายทันที ไม่มีอะไรมีความหมายติดเนื้อติดตัวเลย สิ่งที่มีความหมายคืออะไร การทำบุญให้ทาน การรักษาศีล การเจริญเมตตาภาวนา นี้คือหลักใจโดยแท้ เราไม่มีแล้วก็จมได้ เศรษฐีจมได้ คนจนจมได้ ถ้าไม่มีคุณงามความดีประจำใจ ถ้ามีคุณงามความดีประจำใจแล้ว เศรษฐีไปสวรรค์ได้ คนจนไปสวรรค์ได้ ไปนิพพานได้ด้วยกัน เพราะมีความดีประจำใจด้วยกัน ขอให้พี่น้องทั้งหลายยึดไว้เป็นหลักเป็นเกณฑ์การปฏิบัติธรรม
หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด
#วัดป่าบ้านตาดวัดเกษรศีลคุณ
จิตตานุปัสนาสติปัฏฐาน
จิตเท่าทันอารมณ์
...
อารมณ์ของจิตเกิดขึ้นเมื่อใดก็ทันจิตทุกเมื่อ
รู้เท่าจิตทุกเวลา อารมณ์ที่ว่านั้นคืออาการ
ที่จิตปรุงแต่งก็จะหายวับไปทันที ยังเหลืออยู่
แต่สติควบคุมจิต ส่วนกิเลสทั้งหลายที่มี
มากมายเหลือที่จะคณานับนั้น เมื่อสติจับจิต
ตรงนี้ได้แล้ว กิเลสเหล่านั้นก็จะหายวับทันที
ที่ว่ากิเลสเกิดจากจิตก็คือเกิดตรงนี้เอง
กิเลสดับจากจิตก็เพราะดับตรงนี้ได้นั่นเอง
เรียกอีกสำนวนหนึ่งว่า “เกิดกับดับ พร้อม”
นั่นเอง ที่พระองค์ตรัสว่ากิเลสตัณหาทั้งหลาย
หรือสรรพกิเลส ทั้งปวงเกิดจากจิตในที่เดียว
จิตคือผู้คิด ผู้นึก หรือผู้ปรุงแต่ง ถ้าไม่คิด
ไม่นึก ไม่รู้สึก ยังเหลือแต่จิตผู้เดียว
แล้วมีสติควบคุมอยู่ในที่แห่งเดียว
กิเลสทั้งหลายก็จะไม่เกิดขึ้น
อย่างสำนวนโวหารพระกรรมฐานท่านว่า
“สติ รู้เท่าทันจิต” นั่นเอง เมื่อสติรู้เท่าทันจิต
แล้ว กิเลสทั้งหลายเหล่านั้นก็จะหายวับทันที
ดังตัวอย่าง เช่น ความโกรธเกิดขึ้นแก่ผู้ใด
ความโกรธเกิดขึ้นแล้ว จึงรู้ จึงเรียกว่าไม่รู้เท่า
รู้ทัน ถ้ารู้เท่ารู้ทันแล้วพอจิตคิดโกรธ
สติตามรู้เท่าทัน ความโกรธนั้นก็จะหายไป ...
...
หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
เทสรังสีอนุสรณาลัย หน้า ๙๔
“งานตัดภพตัดชาติตัดการเวียนว่ายตายเกิด”
ต้องปฏิบัติธรรมขั้นต่างๆเหล่านี้ ทำบุญทำทานเพื่อตัดความอยากที่จะใช้เงินส่งเสริมความอยากตัดภพตัดชาติลงไปด้วยการเอาเงินไปทำบุญทำทาน แล้วก็รักษาศีล ๕ เพื่อตัดการไปเกิดในอบาย แล้วก็จะขึ้นไปบนสวรรค์ถ้าได้ทำบุญทำทานและรักษาศีล ๕ ได้ ก็จะไปเกิดบนสวรรค์ชั้นเทพ แล้วถ้าอยากจะขึ้นไปสูงกว่าชั้นเทพก็ไปรักษาศีล ๘ แล้วก็หัดนั่งสมาธิ เดินจงกรม เจริญกัมมัฏฐานคือพุทโธพุทโธ หรือเวลานั่งก็ดูลมหายใจเข้าออก หรือบริกรรมพุทโธพุทโธคอยควบคุมความคิดคอยหยุดความคิด ให้หยุดความคิดให้ได้ เพราะถ้ายังมีความคิดอยู่จิตจะไม่สามารถเข้าสู่สมาธิเข้าฌานได้ ต้องใช้สติคอยหยุดความคิด เช่น คำบริกรรมพุทโธพุทโธ หรือการดูลมหายใจเข้าออก หรือช่วงที่ยังไม่ได้นั่งก็ให้เจริญสติคอยพุทโธพุทโธ หรือคอยเฝ้าดูการเคลื่อนไหวต่างๆของร่างกาย เพื่อไม่ให้ใจไปคิดถึงเรื่องราวต่างๆ ให้ใจอยู่กับงานที่กำลังทำอยู่ งานที่ร่างกายกำลังทำอยู่ หรือให้อยู่กับคำบริกรรมพุทโธไป ใจก็จะลดความคิดลงได้ แล้วพอมานั่งดูลมหายใจต่อหรือพุทโธต่อ เดี๋ยวความคิดต่างๆก็จะหายไปหมด พอหายไปจิตก็จะเข้าสู่ฌานได้ เข้าสู่ความสงบ พอเข้าสู่ฌานก็ถือว่าได้ขึ้นสู่สวรรค์ชั้นพรหม แล้วพออยากจะออกจากสวรรค์ชั้นพรหมไปสู่สวรรค์ชั้นพระอริยเจ้า
พอออกจากสมาธิมาก็ให้เจริญปัญญา ให้พิจารณาอริยสัจ ๔ พิจารณาไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของสภาวธรรมทั้งปวง ว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็นลาภยศสรรเสริญ ไม่ว่าจะเป็นรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ ไม่ว่าจะเป็นร่างกายหรือจิตใจนี้ล้วนเป็นไตรลักษณ์ทั้งนั้น เป็นอนิจจังทุกขังอนัตตา สวรรค์ทุกระดับ สวรรค์ชั้นเทพสวรรค์ชั้นพรหมก็เป็นไตรลักษณ์ อย่าไปติดมัน ได้แล้วก็ต้องออก ปล่อยมัน เพื่อที่จะได้ขึ้นสู่สวรรค์ที่ไม่มีวันเสื่อมอีกต่อไป คือสวรรค์ชั้นนิพพาน ถ้าสามารถพิจารณาเห็นไตรลักษณ์ในสภาวธรรมทั้งหลาย เห็นลาภยศสรรเสริญ เห็นรูปเสียงกลิ่นรสว่าเป็นไตรลักษณ์ เห็นร่างกายว่าเป็นไตรลักษณ์ เห็นเวทนาเห็นจิตว่าเป็นไตรลักษณ์ เห็นทุกอย่างว่าเป็นไตรลักษณ์ก็จะละความอยากในสิ่งต่างๆเหล่านี้ได้หมด ละความอยากในลาภยศสรรเสริญ ละความอยากในรูปเสียงกลิ่นรส ละความอยากในร่างกายในเวทนาในจิตในอารมณ์ของจิต เมื่อละได้ทั้งหมดแล้วก็จะหลุดพ้นจากการที่จะต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป จิตก็จะอยู่ที่พระนิพพาน จะไม่ต้องมาทุกข์กับการเกิดแก่เจ็บตายอีกต่อไป
อันนี้ต้องอาศัยการปฏิบัติธรรมขั้นสูงสุด คือขั้นวิปัสสนาภาวนา หรือขั้นปัญญา แต่ก่อนจะขึ้นไปสู่ระดับวิปัสสนาได้ต้องไปขั้นสมถะภาวนาก่อน และก่อนจะเข้าสู่สมถะภาวนาได้ก็ต้องผ่านศีล ๘ ก่อน ต้องมีศีล ๘ ก่อน และก่อนที่จะปฏิบัติศีล ๘ ได้ก็ต้องรักษาศีล ๕ ให้ได้เสียก่อน และก่อนที่จะรักษาศีล ๕ ได้ก็ต้องทำบุญทำทานให้ได้ก่อน เพราะคนทำบุญทำทานนี้จะไม่ชอบทำบาปนั่นเอง เมื่อทำบุญทำทานได้ ก็จะรักษาศีล ๕ ได้ รักษาศีล ๕ ได้ก็จะรักษาศีล ๘ ได้ รักษาศีล ๘ ได้ก็จะเจริญสมถะภาวนา ทำใจให้สงบในฌานได้ เมื่อเจริญสมถะภาวนาได้ เวลาออกจากสมาธิมาก็สามารถเจริญปัญญาต่อได้ เจริญวิปัสสนา พิจารณาไตรลักษณ์ พิจารณาอริยสัจ ๔ ได้ พอมีปัญญาเห็นว่าทุกอย่างเป็นทุกข์ก็ปล่อยวางทุกอย่าง ตัดความอยากได้ทุกอย่างให้หมดสิ้นไปจากใจ เคยอยากได้ลาภยศสรรเสริญก็ตัดไป เคยอยากได้รูปเสียงกลิ่นรสก็ตัดไป เคยอยากมีร่างกายก็ตัดไป เคยอยากมีความสุขจากความสงบก็ตัดไป ตัดทุกสิ่งทุกอย่างไปหมด พอความอยากต่างๆหมดไปจากใจแล้ว ทีนี้ก็จะไม่มีอะไรดึงใจให้กลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป
นี่แหละคืองานที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้พวกเรามาทำกัน และให้หมั่นทดสอบถามตนเองอยู่เรื่อยๆว่า วันเวลาผ่านไปผ่านไป เรากำลังทำอะไรกันอยู่ เรากำลังสร้างภพสร้างชาติหรือเรากำลังตัดภพตัดชาติกัน ถ้าเรายังหาลาภยศสรรเสริญ หาความสุขจากรูปเสียงกลิ่นรสอยู่ เรากำลังสร้างภพสร้างชาติกันอยู่ ก่อภพก่อชาติกันอยู่ ถ้าเราปฏิบัติทานศีลภาวนาอยู่ เรากำลังตัดภพตัดชาติ ตัดการเวียนว่ายตายเกิด การกระทำทั้ง ๒ ทางนี้ไม่มีใครมาทำให้เราได้ เราต้องเป็นผู้กระทำเอง ต้องคอยเตือนตัวเราเอง คอยสอบถามตัวเราเอง ไม่มีใครมาสอบถามให้เราได้ มาเตือนเราได้ เตือนได้ก็นานๆที เช่น เวลามาฟังเทศน์ฟังธรรมสักครั้งหนึ่ง แต่มันจะห่างไกลเกินไป ควรจะเตือนอยู่ทุกชั่วโมงยิ่งดี ว่าตอนนี้เรากำลังทำอะไรอยู่ กำลังก่อภพก่อชาติ หรือกำลังตัดภพตัดชาติ แล้วเราจะได้ทำ งานที่เราควรจะทำคือตัดภพตัดชาติตัดการเวียนว่ายตายเกิด ตัดความทุกข์ทั้งหลายที่จะตามมาต่อไป.
สนทนาธรรมบนเขา
วันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๖๒
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี
หลวงพ่อพุธ ฐานิโย
วัดป่าสาลวัน
อ.เมือง จ.นครราชสีมา
คนเราต้องการความมีลาภ ต้องการความมียศ ต้องการสรรเสริญ ต้องการความสุข อันนี้เป็นธรรมชาติของสังคมมนุษย์ แต่เกลียดความเสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา โดยเฉพาะอย่างยิ่งชอบสรรเสริญและเกลียดนินทา ทั้งๆ ที่เราก็เกลียดเต็มประดานั่นแหละแต่ก็อดนินทาคนอื่นเขาไม่ได้ จึงกลายเป็นผู้ไม่มีความเที่ยงธรรม จิตใจไม่เป็นกลาง ยังหวั่นไหวต่อโลกธรรม เมื่อฝ่ายดีมาบรรจบเข้า ดีอกดีใจจนล้นเหลือถึงกับร้องไห้ร้องห่ม ส่วนใดที่ไม่พอใจมาประสบเข้า เสียใจจนร้องไห้ร้องห่มเหมือนกัน ดังที่คำโบราณท่านว่า คนเรานี่ดีใจก็ร้องไห้ เสียใจก็ร้องไห้ เพราะใจมันยังไม่เป็นกลาง
อันนี้เป็นกฎธรรมชาติของสังคมของโลก กฎธรรมชาติของสภาวธรรม กายกับใจ สถานการณ์และสิ่งแวดล้อม อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นกฎธรรมชาติของสภาวธรรม ในเมื่อใครไปยึดสิ่งที่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไปยึดเกาะโดยไปแย่งกรรมสิทธิ์ หรือไปขัดขวางแนวทางที่เขาจะเป็นไปโดยกฎของธรรมชาติ เมื่อขัดขวางไม่อยู่ ห้ามไม่อยู่ เกิดความกระทบกระเทือนใจ บางทีห้ามได้ก็ดีใจ บางทีห้ามไม่ได้ก็กระทบกระเทือนใจ ในเมื่อเกิดความกระทบกระเทือนใจ อะไรมันเกิดขึ้น ดีมันก็กระเทือน เสียมันก็กระเทือน ส่วนดีเมื่อกระทบเข้าแล้วทำให้ใจมันฟูขึ้นฟุ้งขึ้นจนลืมตัว ทะนงตัวทะเยอทะยานซึ่งท่านเรียกว่า ตัณหา ความพอใจในสิ่งที่เราชอบใจเป็นกามตัณหา พอยึดก็เป็นภวตัณหา ความไม่พอใจในสิ่งที่เราไม่ชอบเป็นวิภวตัณหา เมื่อประสบแล้วทำให้จิตใจห่อเหี่ยว ท้อแท้ เหนื่อยหน่ายถึงขนาดเบื่อชีวิตไปกินยาตายก็มีถมเถไป
นี่สิ่งเหล่านี้เหราะเหตุว่า เราไปขัดขวางสิ่งที่เราขัดไม่ได้ ในเมื่อขัดไม่ได้ พลังของเราไม่เพียงพอ เราก็ต้องหงายหลังหรือมิฉะนั้นก็ต้องถูกสิ่งเหล่านั้นมันกระแทกซะจนแหลกละเอียด ยับเยินไป
ส่วนหนึ่งจากพระธรรมเทศนาหัวข้อ
“ลักษณะของจิตที่เป็นสมาธิ”
พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า
“บุคคลผู้จะต้องตาย ทำบุญและบาปทั้งสอง
อันใดไว้ในโลกนี้ บุญบาปทั้งสองนั้นติดตาม
ผู้นั้นไปเหมือนอย่างเงาที่ไม่ละตัว”
ก็เมื่อตนเองเป็นผู้มาคนเดียวไปคนเดียว
เมื่อมาก็มาตามกรรม เมื่อไปก็ไปตามกรรม
ถึงผู้อื่นก็เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นใครทั้งนั้น
คือ จะเป็นสามีภริยา เป็นบุตรธิดา เป็น
ญาติมิตรหรือแม้นเป็นศัตรู ต่างก็มาคนเดียว
ตามกรรม ไปตามกรรม ฉะนั้นก็ควรที่จะต้อง
รักตนสงวนตน แสวงหาตนมากกว่าที่จะรัก
จะสงวน จะแสวงหาใครทั้งนั้น
คำว่า 'แสวงหาตน' เป็นคำมีคติที่ซึ้ง
คิดพิจารณาให้เข้าใจให้ดีจะบังเกิดผลดียิ่งนัก
แต่ที่จะเริ่มแสวงหาตนได้ ก็ต้องย้อนมานึกถึง
ตนในทางที่ถูกที่ควร และคำว่าแสวงหาตน
หาได้มีความหมายว่าเห็นแก่ตนไม่ เพราะผู้
เห็นแก่ตนหาใช่ผู้ที่แสวงหาตนไม่ กลายเป็น
แสวงหาสิ่งที่มิใช่ตนไปเสีย ...
...
พระคติธรรม สมเด็จพระสังฆราชเจ้า
กรมหลวงวชิรญาณสังวร
“..ผู้ใดทำกรรมอันใด ดี ก็ดี ชั่ว ก็ดี
ก็จักได้รับผลแห่งกรรมอันนั้น
นี่เรามาพิสูจน์กันในพระธรรมคำสอนของพระองค์
ผู้มีปัญญาเมื่อพิสูจน์แล้วก็ย่อมไม่มีทางสงสัยเลย
ย่อมรับรองพระโอวาทข้อนี้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์เลย
ข้อนี้ก็ มันก็ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ว่าเราจะมารู้เอาง่ายๆ
อย่างนี้ มันเป็นคุณธรรมของพระโสดาบันโน่นแหละ
ไอ้ที่ท่านเชื่อกรรม เชื่อผลของกรรมนี่
อย่างแน่วแน่เลย ไม่ได้เชื่อสิ่งใดหมด
พระโสดาบัน ไม่ได้เชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ
ในสากลโลกอันนี้ อย่างที่โลกเขาเรียกร้องหาอยู่นั้นน่ะ
เพราะฉะนั้นน่ะ ผู้ใดมีความเห็นอย่างนี้
ถึงจะไม่ได้สำเร็จมรรคผลอะไร
แต่มันก็เป็นหนทางให้ได้สำเร็จมรรคผลได้แน่นอน
ไม่ผิดทาง มันจะผิดยังไงเล่า
เมื่อเรามีความเห็นตามคำสอนพระพุทธเจ้าว่า
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วแล้ว
ก็พยายามละกรรมอันชั่วซะ
สิ่งใดที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่ามันชั่ว มันเป็นโทษ
ก็พยายามเว้น ไม่ล่วงเกิน
ทรงแสดงว่าทำอย่างนั้น พูดอย่างนั้น มันเป็นความดี
เป็นบุญ เป็นกุศล จะอำนวยผลให้เป็นสุข
ทั้งในปัจจุบันและเบื้องหน้าต่อไป
ตราบเท่าถึงพระนิพพาน
ก็อาศัยบุญกุศลความดีนี้เองแหละ
จะส่งให้ถึงพระนิพพาน
บาปนั้น มันมีแต่ส่งลงนรก
ไม่ได้ส่งไปสวรรค์นิพพานอะไร
นี่ เรามาปรับปรุงความคิดความเห็นในใจ
ของแต่ละคนอย่างนี่แหละ ให้มันแจ่มแจ้งด้วยตนเอง
เห็นอย่างนี้ชื่อว่าตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้า
ก็พระพุทธเจ้าก็ดี พระอรหันต์ทั้งหลายก็ดี
ก็ท่านมีความเห็นอย่างนี้แหละ
ตั้งแต่เริ่มสร้างบารมีมา
ดังนั้น ท่านจึงเพียรละความชั่วไปเรื่อยๆ
เพียรทำความดีเรื่อยไป
บุญกุศลบารมีของท่าน
ก็แก่กล้าขึ้นไปเรื่อยๆ โดยลำดับมา
เมื่อบุญบารมีมันเต็มบริบูรณ์แล้วนี่
ได้ฟังคำสอนของพระพุทธเจ้าละก็
บางท่านก็ได้บรรลุมรรคผล ธรรมวิเศษ
ในขณะที่ฟังไปเลยก็มี..”
วรลาโภวาท
พระสุธรรมคณาจารย์ วิ. (หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ) วัดอรัญญบรรพต ต.บ้านหม้อ อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย
(พ.ศ.๒๔๕๕-๒๕๔๘ )
ใจนี่แหละเป็นสิ่งสำคัญ
...
พระพุทธองค์จึงให้หาที่พึ่ง คือหาใจของเรา
ใจของเราเป็นสิ่งที่สำคัญ โดยมากคนเรา
ไม่ค่อยมองดูในสิ่งที่สำคัญ ไปมองดูที่อื่น
ที่ไม่สำคัญ เป็นต้นว่า กวาดบ้าน ล้างจาน
ก็มุ่งความสะอาด ล้างถ้วยล้างจานให้มัน
สะอาด ทุกสิ่งทุกอย่างมุ่งความสะอาด
แต่ใจเจ้าของไม่เคยมุ่งเลย ใจของเรามันเน่า
บางทีก็โกรธ หน้าบูดหน้าบึ้งอยู่นั่นแหละ
ก็ไปมุ่งแต่จาน ให้จานมันสะอาด
ใจของเราไม่สะอาดเท่าไรก็ไม่มองดู นี่เรา ...
ขาดที่พึ่ง เอาแต่ที่อาศัย แต่งบ้านแต่งช่อง
แต่งอะไรสารพัดอย่าง แต่ใจของเรา
ไม่ค่อยจะแต่งกัน ทุกข์ไม่ค่อยจะมองดูมัน
“ใจนี่แหละเป็นสิ่งสำคัญ”
พระพุทธองค์ท่านจึงพูดว่า ให้หาที่พึ่งของใจ
อัตตาหิ อัตตโน นาโถ ใครจะเป็นที่พึ่งได้
ที่เป็นที่พึ่งที่แน่นอน ก็คือใจของเรานี่เอง ...
...
พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภทฺโท)
"... หายใจเข้ายาวออกยาวลองดู
แล้วให้สังเกตดูจิตของตนเองว่าสบายหรือไม่ ให้รู้หายใจเข้าสั้นออกสั้น แล้วให้สังเกตดูอีกว่าสะดวกสบายดีไหน ให้รู้หายใจเข้ายาวออกสั้นลองดูสะดวกสบายไหม ให้รู้หายใจเข้าสั้นออกยาวสะดวกสบายไหน ให้รู้ลมทั้ง ๔ ชนิดนี้ หายใจแบบใดสบายมากก็ให้อยู่กับลมหายใจแบบนั้น
แล้วขยายลมแบบนั้นให้เป็นไปในส่วนต่างๆ ของร่างกาย ขยายสติกระจายออกตามลม เมื่อลมแล่นทั่วตัวเชื่อมในลมส่วนอื่นได้ทั่วถึงกันนั้น ก็จะเกิดประโยชน์ สามารถระงับทุกขเวทนาได้ จิตนั้นก็มีสติอันกว้างขวาง มีสัมปชัญญะ อันสมบูรณ์
สติ การระลึกขยายตัวออกไปทั่วกายเรียกว่า กายคตาสติ
สติ ก็ใหญ่กว้างขวางเรียกว่า มหาสติปัฏฐาน
สัมปชัญญะ ความรู้เข้าไปรู้ทั่วถึง หมายความว่ารู้เหตุ คือ การกระทำรู้ผลอันเกิดขึ้นจากการกระทำนั้นๆ ลักษณะเหล่านี้เป็น วิจาร เป็นองค์ฌาณที่ ๒ ต่อจากนั้นร่างกายและจิตเมื่อได้มี อุปการธรรม คือลมหายใจสร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้นแก่ร่างกาย สติสร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้นแก่ดวงจิต
เมื่อเป็นเช่นนี้ร่างกายและดวงจิตได้ถูการบำรุงช่วยเหลือย่อมเกิดผล คือ ปิติกายอิ่มเต็มไม่กระวนกระวาย จิตอิ่มเต็มไม่วอกแวกไม่กระสับกระส่ายจิตกว้างขวางเบิกบานที่เรียกว่า ปีติ เป็นองค์ ฌานที่ ๓
เมื่อมีความอื่มเกิดขึ้นเช่นนั้นแล้ว จิตสงบ กายสงบ ที่เรียกว่า จิตตปัสสัทธิ กายปัสสัทธิ ความสงบอันนี้ย่อมส่งผลให้เป็นสุข คือ สบายกาย สบายใจเรียกว่า สุขะ นี้เป็นหนทางเบื้องต้นของการทำจิต เมื่อทำได้เช่นนี้ แล้วก็ให้หมั่นทำ กลับไปกลับมา อนุโลมปฏิโลม ให้เกิดความชำนาญ ชำนาญในการทำ ชำนาญในการตั้งอยู่ ชำนาญในการถอยออก เท่านี้ก็จะเป็นแนวทางคืบหน้าต่อไป ..."
"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
#พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์
#พระอาจารย์ลี_ธมฺมธโร
วัดอโศการาม ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมือง
จังหวัดสมุทรปราการ (พ.ศ.๒๔๔๙-๒๕๐๔)
การที่มาปฏิบัติธรรมนั้น
คือ การปฏิบัติตัวเอง ... ดูว่าจุดไหน
เป็นจุดที่บกพร่อง แล้วแก้ไขตรงนั้น
ถ้ามัวแต่วิ่งหาวัด หาครูบาอาจารย์
ไม่ปฏิบัติตัวเอง เราก็จะไม่มีวัน
เข้าถึง “ธรรมะ”
...
หลวงพ่อโสภณ โอภาโส
วัดบึงลัฏฐิวัน จ.พระนครศรีอยุธยา
สาขาที่ ๒๐ วัดหนองป่าพง
“..พระเราต้องทำตัวเหมือนผ้าขี้ริ้วที่ปราศจากราคาค่างวดใด ๆ แล้วจึงเป็นความสบาย การกินอยู่หลับนอนและใช้สอยอะไรก็สบาย การเกี่ยวข้องกับผู้คนก็สบาย ไม่มีทิฐิมานะความถือตัวว่าเราเป็นพระเป็นเณรผู้สูงศักดิ์ด้วยศีลธรรม เพราะศีลธรรมอันแท้จริงมิได้อยู่กับความสำคัญเช่นนั้น แต่อยู่กับความไม่ถือตัวยั่วกิเลส อยู่กับความตรงไปตรงมาตามผู้มีสัตย์มีศีลมีธรรมความสม่ำเสมอเป็นเครื่องครองใจ นี้แลคือศีลธรรมอันแท้จริง ไม่มีมานะเข้ามาแอบแฝงทำลายได้ อยู่ที่ใดก็เย็นกายเย็นใจ ไม่มีภัยทั้งแก่ตัวและผู้อื่น..”
ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)
ให้เป็นเหมือนกับสายน้ำ
"…เหมือนอย่างกับนํ้า ในขวดนี่แหละ..! ครั้นเรา ริน...มันทีละน้อย มันก็จะหยด นิด...นิด...นิด...พอเราเร่งริน ให้เร็วขึ้น มันก็จะไหลติดต่อ เป็นสายน้ำเดียวกัน ไม่ขาดตอนเป็นหยด เหมือนเวลาที่เราริน ทีละน้อยๆ
สติ ของเราก็เหมือนกัน ถ้าเราเร่งมันเข้ามา คือปฏิบ้ติให้สม่ำเสมอแล้ว มันก็จะติดต่อกัน เป็นสายนํ้า...ไม่เป็นนํ้าหยด หมายความว่า...ไม่ว่าเราจะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน ความรู้อันนี้...มันไม่ขาดจากกัน มันจะไหลติดต่อกัน เป็นสายนํ้า
การปฏิบัติจิตนี่! ก็เป็นอย่างนั้น...เดี๋ยวมันคิดนั่น คิดนี่ ฟุ้งซ่านไม่ติดต่อกัน มันจะคิดไปไหน ก็ช่างมัน ให้เราพยายามทำให้เรื่อยเข้าไว้ แล้วมันจะเหมือนหยดแห่งน้ำ
...มันจะทำความห่างให้ถี่ ครั้นถี่เข้าๆ มันก็ติดกันเป็นสายน้ำ…ฯ|“
-----------
พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภทฺโท)
วัดหนองป่าพง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี
ถ้าไม่นั่งหลับตาได้ไหม?
ตอบโดย : หลวงพ่อพุธ ฐานิโย
"ทำสติตามรู้...อารมณ์ตลอดเวลา
เมื่อเราไม่มีเวลาปฏิบัติ ไม่มีเวลานั่งหลับตา
ได้หรือไม่?
ตอบ : ถ้าไม่มีเวลาทำ
ก็พยายามทำฝึกสติ...อย่างเดียว เท่านั้น
เช่นยืน เดิน นั่ง นอน พูด คิด ดื่ม ทำได้ไหม
ท่านบอกว่าได้
เพราะถ้าจิตมันสงบอย่างเดียว มันก็ไม่ก้าว
หน้า เวลาทำงานสติอยู่กับงาน มีสติอยู่กับ
เดิน มีสติอยู่กับนั่ง มีสติอยู่กับนอน
ศีล อบรมสมาธิ
สมาธิ อบรมปัญญา
ปัญญา อบรมจิต
มีสติรู้พร้อม อยู่...กับการกับปัจจุบันนี้
สติมีกำลังแก่กล้าขึ้น จะทำให้กำหนดการเปลี่ยนแปลง ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ อริยาบถ เกิด-ดับๆ สุขเวทนา ทุกขเวทนา
กำหนดรู้ทุกข์ ในอริยสัจ 4 กายใจจนที่สุด
สติ สมาธิ รวมลง พร้อมสงบนิ่ง ว่าง สว่าง
สไว กายหายไปหมด เข้าไป ฌาน 1-3 อัปนาฌาน 4
เมื่อจิต ไม่กลับไปสงบเหมือนเดิม
มันสงบนิดหน่อย ก็มีความคิด ตึงๆ ขึ้นมา
มีปิติ ความคิดที่ปึงขึ้นมานั่นแหละ!
ปัญญา ในสมาธิ
ขณะที่บริกรรม หรือปล่อยให้คิดตามรู้ไป
ความสงบ มีอยู่ 2 อย่าง
1.อย่างหนึ่งคือสงบนิ่ง โดยอย่างนี้ไม่มีอะไร
2.ความคิดที่ฟุ้งๆ ขึ้นมาอยู่เสมอ
แต่ว่า จิตเป็นกลางโดยเที่ยงธรรม."
“..พระเราต้องทำตัวเหมือนผ้าขี้ริ้วที่ปราศจากราคาค่างวดใด ๆ แล้วจึงเป็นความสบาย การกินอยู่หลับนอนและใช้สอยอะไรก็สบาย การเกี่ยวข้องกับผู้คนก็สบาย ไม่มีทิฐิมานะความถือตัวว่าเราเป็นพระเป็นเณรผู้สูงศักดิ์ด้วยศีลธรรม เพราะศีลธรรมอันแท้จริงมิได้อยู่กับความสำคัญเช่นนั้น แต่อยู่กับความไม่ถือตัวยั่วกิเลส อยู่กับความตรงไปตรงมาตามผู้มีสัตย์มีศีลมีธรรมความสม่ำเสมอเป็นเครื่องครองใจ นี้แลคือศีลธรรมอันแท้จริง ไม่มีมานะเข้ามาแอบแฝงทำลายได้ อยู่ที่ใดก็เย็นกายเย็นใจ ไม่มีภัยทั้งแก่ตัวและผู้อื่น..”
ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)
"เหตุปัจจัย ที่จะทำให้จิตใจของคนเรานี่!
ละจากร่าง อันหนึ่ง ไปสู่...ร่างอีกร่างหนึ่ง อยู่...อย่างนี้ร่ำไป
ก็เพราะว่า ใจนึ่แหละ! มันสำคัญผิด คิดว่า
โลกสงสารอันนี้...น่าอยู่ น่าอาศัย
แท้ที่จริงแล้ว...
มันไม่เป็นสิ่งที่น่าอยู่...น่าอาศัยอะไรเลย
ก็จะน่าอยู่อย่างไรล่ะ! ก็มัน...ไม่เที่ยงนี่!
เกิดมาแล้วไม่ทันไร
ความแก่ก็ตามมาแล้ว ปรากฏว่าร่างกายสังขารนี้ ก็ทรุดโทรมไปเป็นบางสิ่ง บางอย่างไปก่อน ถ้าหูไม่เสีย ก็ตาเสีย
ตามัวอย่างนี้แหละ! หรือถ้าหูดี ตาดี เอ้า! ผม
ก็หงอก ถ้าผมไม่หงอก เอ้า! ฟันหลุดฟันหลอออกไป ไม่ทันเฒ่าแก่ชรา ฟัน ก็หลุดไปหมดแล้ว ก็มี บางคนนะ!
หรือไม่เช่นนั้น...
ก็มีโรคภัยไข้เจ็บ อันร้ายแรงมาเบียดเบียน
เอา ได้เสวยทุกขเวทนาอยู่อย่างนั้น...
ทั้งหมดนี้...มันก็ลักษณะแห่งความไม่เที่ยงของสรรพสิ่งทั้งหลายในโลกนี้
ทั้งที่มีวิญญาณครอง ก็ดี
ไม่มีวิญญาณครอง ก็ดี มันก็ ล้วนแต่...
•เกิดขึ้นมาเป็นเบื้องต้น
•แปรปรวนในท่ามกลาง
•และแตกดับในที่สุด...ทั้งนั้นเลย."
------------------------------------------------------------------
ที่มา : สำรวมจิตของตนให้แน่วแน่
พระสุธรรมคณาจารย์
(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
"ผู้คนทั้งหลายนั้นพากันเข้าใจผิด
คิดว่า ผู้ที่เสียสละหรือผู้ที่สงบแล้ว จึงจะมาทำสมาธิ..ไม่ใช่อย่างนั้น...
การที่จะมีการทำสมาธิขึ้นมาได้นั้น ต้องอาศัยความมั่นคงภายในจิตใจและไม่ได้หมายความว่า คนที่มีการ มีงานแล้วทำสมาธิไม่ได้
คนที่มีการมีงานหรือมีข้อเกี่ยวข้อง
มากมายก็ทำได้
เพราะสมาธิเป็นสิ่งที่จะทำให้กิจการงานต่างๆ นั้นเกิดความมี
ระเบียบขึ้น "
สมเด็จพระญาณวชิโรดม
(หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร)
ปฐมเจ้าอาวาสวัดธรรมมงคลเถาบุญนนทวิหาร กรุงเทพมหานคร
“..การบริกรรมภาวนาให้จิตอยู่ ณ จุดเดียว คือ พุทโธ เมื่อจิตมาจดจ้องอยู่ที่คำว่า พุทโธ ให้พิจารณาตามองค์ ฌาน 5 คือ การนึกถึง พุทโธ เรียกว่า วิตก จิตอยู่กับ พุทโธ ไม่พรากจากไปเรียกว่า วิจารณ์
หลังจากนี้ ปิติ และ ความสุข ก็เกิดขึ้นเมื่อ ปิติและความสุขเกิดขึ้นแล้ว จิตของผู้ภาวนาย่อมดำเนินสู่ความสงบ เข้าไปสู่ อุปจารสมาธิ และ อัปปนาสมาธิ ลักษณะที่จิตเข้าสู่อัปนนาสมาธิ ภาวะจิตเป็นภาวะสงบนิ่ง สว่าง ไม่มีกิริยาอาการแสดงความรู้ ในขั้นนี้เรียกว่า จิตอยู่ในสมถะถ้าจะเรียกโดยจิตก็เรียกว่า อัปนนาจิตถ้าเรียกโดยสมาธิเรียกว่า อัปปนาสมาธิถ้าเรียกโดยฌานก็เรียกว่า อัปปนาฌานบางท่านนำไปเทียบกับฌานขั้นที่ 5จิตในขั้นนี้เรียกว่า จิตอยู่ในอัปปนาจิต อัปปนาสมาธิ อัปปนาฌาน จิตย่อมไม่มีความรู้อะไรเกิดขึ้น นอกจากมีสภาวะรู้อยู่อย่างเดียวเท่านั้นเมื่อนักปฏิบัติผู้ที่ยังไม่ได้ระดับจิต เมื่อจิตติดอยู่ในความสงบนิ่งเช่นนี้ จิตย่อมไม่ก้าวขึ้นสู่ภูมิแห่งวิปัสสนาได้เมื่อเป็นเช่นนั้น ให้พิจารณา กายคตาสติ เรียกว่ากายคตาปฏิปทา โดยการพิจารณาผม ขน เล็บ ฟัน หนังโดยน้อมนึกไปในลักษณะความเป็นของปฏิกูลน่าเกลียด เป็นของโสโครก จนกระทั่งจิตมีความสงบลง รู้ยิ่งเห็นจริงตามที่ได้พิจารณาเมื่อผู้ปฏิบัติได้พิจารณาผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นสิ่งปฏิกูล ในที่สุดได้เห็นจริงในสิ่งนั้นว่าเป็นของปฏิกูล โดยปราศจากเจตนาสัญญาแล้ว ก็เกิดนิมิตเห็นสิ่งเหล่านั้นว่าเป็นของปฏิกูลน่าเกลียดโสโครกจริงๆ โดยปราศจากสัญญาเจตนาใดๆทั้งสิ้น จึงได้ชื่อว่าเป็นผู้พิจารณาเห็น อสุภกรรมฐานและเมื่อได้พิจารณาอสุภกรรมฐานจนชำนิชำนาญ จนรู้ยิ่งเห็นจริงในอสุภกรรมฐานนั้นแล้ว ให้พิจารณาร่างกายให้เห็นเป็นธาตุ 4 ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ จนกระทั่งเห็นเป็นดิน น้ำ ลม ไฟ
เมื่อจิตรู้ว่าเป็นแต่เพียงสักแต่ว่าธาตุ 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ จิตก็จะเกิดความรู้ขึ้นมาว่า ตามที่พูดกันว่า สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา ไม่มี มีแต่ความประชุมพร้อมของธาตุ 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ เท่านั้นเมื่อเป็นเข่นนั้น จิตก็ย่อมรู้จักอำนาจของความคิดขึ้นมาได้ว่า ในตัวของเรานี้ไม่มีอะไรอัตตา ทั้งสิ้น มีแต่ธาตุ 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ เท่านั้น
ถ้าหากภูมิจิตของผู้ปฏิบัติจะมองเห็นแต่เพียงกายทั้งหมดนี้ เป็นแต่เพียงธาตุ 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ รู้แต่เพียงว่าเพียงธาตุ 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ และภูมิจิตของท่านอยู่แค่นั้น ก็มีความรู้เพียงแค่ขั้น สมถกรรมฐานและในขณะเดียวกันนั้น ถ้าภูมิจิตของผู้ปฏิบัติปฏิบัติความรู้ไปสู่ พระไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ไม่เที่ยง ทุกขัง เป็นทุกข์ อนัตตา ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงถ้าหากมีอนิจจสัญญา ความสำคัญมั่นหมายว่าไม่เที่ยง ทุกขสัญญา ความสำคัญมั่นหมายว่าเป็นทุกข์ อนัตตสัญญา ความสำคัญมั่นหมายว่าไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง ภูมิจิตของผู้ปฏิบัตินั้นก็ก้าวเข้าสู่ภูมิแห่งวิปัสสนา
เมื่อฝึกฝนอบรมจิต ให้มีความรู้ด้วยอุบายต่างๆ และมีความรู้แจ้งเห็นจริงในลักษณะของอสุภกรรมฐานโดยอุบายอย่างใดอย่างหนึ่ง จนมีความรู้แจ้งเห็นจริงในลักษณะที่ว่า กายเรานี้เป็นแต่เพียงธาตุ 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ มีความเห็นว่า ธาตุ 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ ก็เป็นแต่เพียงธาตุ ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่สัตว์ บุคคล เรา เขา ด้วยอุบายดังกล่าวแล้ว ผู้ปฏิบัติยึดหลักอันนั้น ภาวนาบ่อยๆ กระทำให้มากๆ พิจารณาให้มากๆ พิจารณาย้อนกลับไปกลับมาจิตจะค่อยๆ ก้าวเข้าสู่ภูมิรู้ ภูมิธรรม เป็นลำดับๆ ไป..”
กตฺตสีโลวาท
พระครูวิเวกพุทธกิจ (หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล) วัดเลียบ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี
(พ.ศ.๒๔๐๒–๒๔๘๔)
“..การบริกรรมภาวนาให้จิตอยู่ ณ จุดเดียว คือ พุทโธ เมื่อจิตมาจดจ้องอยู่ที่คำว่า พุทโธ ให้พิจารณาตามองค์ ฌาน 5 คือ การนึกถึง พุทโธ เรียกว่า วิตก จิตอยู่กับ พุทโธ ไม่พรากจากไปเรียกว่า วิจารณ์
หลังจากนี้ ปิติ และ ความสุข ก็เกิดขึ้นเมื่อ ปิติและความสุขเกิดขึ้นแล้ว จิตของผู้ภาวนาย่อมดำเนินสู่ความสงบ เข้าไปสู่ อุปจารสมาธิ และ อัปปนาสมาธิ ลักษณะที่จิตเข้าสู่อัปนนาสมาธิ ภาวะจิตเป็นภาวะสงบนิ่ง สว่าง ไม่มีกิริยาอาการแสดงความรู้ ในขั้นนี้เรียกว่า จิตอยู่ในสมถะถ้าจะเรียกโดยจิตก็เรียกว่า อัปนนาจิตถ้าเรียกโดยสมาธิเรียกว่า อัปปนาสมาธิถ้าเรียกโดยฌานก็เรียกว่า อัปปนาฌานบางท่านนำไปเทียบกับฌานขั้นที่ 5จิตในขั้นนี้เรียกว่า จิตอยู่ในอัปปนาจิต อัปปนาสมาธิ อัปปนาฌาน จิตย่อมไม่มีความรู้อะไรเกิดขึ้น นอกจากมีสภาวะรู้อยู่อย่างเดียวเท่านั้นเมื่อนักปฏิบัติผู้ที่ยังไม่ได้ระดับจิต เมื่อจิตติดอยู่ในความสงบนิ่งเช่นนี้ จิตย่อมไม่ก้าวขึ้นสู่ภูมิแห่งวิปัสสนาได้เมื่อเป็นเช่นนั้น ให้พิจารณา กายคตาสติ เรียกว่ากายคตาปฏิปทา โดยการพิจารณาผม ขน เล็บ ฟัน หนังโดยน้อมนึกไปในลักษณะความเป็นของปฏิกูลน่าเกลียด เป็นของโสโครก จนกระทั่งจิตมีความสงบลง รู้ยิ่งเห็นจริงตามที่ได้พิจารณาเมื่อผู้ปฏิบัติได้พิจารณาผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นสิ่งปฏิกูล ในที่สุดได้เห็นจริงในสิ่งนั้นว่าเป็นของปฏิกูล โดยปราศจากเจตนาสัญญาแล้ว ก็เกิดนิมิตเห็นสิ่งเหล่านั้นว่าเป็นของปฏิกูลน่าเกลียดโสโครกจริงๆ โดยปราศจากสัญญาเจตนาใดๆทั้งสิ้น จึงได้ชื่อว่าเป็นผู้พิจารณาเห็น อสุภกรรมฐานและเมื่อได้พิจารณาอสุภกรรมฐานจนชำนิชำนาญ จนรู้ยิ่งเห็นจริงในอสุภกรรมฐานนั้นแล้ว ให้พิจารณาร่างกายให้เห็นเป็นธาตุ 4 ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ จนกระทั่งเห็นเป็นดิน น้ำ ลม ไฟ
เมื่อจิตรู้ว่าเป็นแต่เพียงสักแต่ว่าธาตุ 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ จิตก็จะเกิดความรู้ขึ้นมาว่า ตามที่พูดกันว่า สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา ไม่มี มีแต่ความประชุมพร้อมของธาตุ 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ เท่านั้นเมื่อเป็นเข่นนั้น จิตก็ย่อมรู้จักอำนาจของความคิดขึ้นมาได้ว่า ในตัวของเรานี้ไม่มีอะไรอัตตา ทั้งสิ้น มีแต่ธาตุ 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ เท่านั้น
ถ้าหากภูมิจิตของผู้ปฏิบัติจะมองเห็นแต่เพียงกายทั้งหมดนี้ เป็นแต่เพียงธาตุ 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ รู้แต่เพียงว่าเพียงธาตุ 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ และภูมิจิตของท่านอยู่แค่นั้น ก็มีความรู้เพียงแค่ขั้น สมถกรรมฐานและในขณะเดียวกันนั้น ถ้าภูมิจิตของผู้ปฏิบัติปฏิบัติความรู้ไปสู่ พระไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ไม่เที่ยง ทุกขัง เป็นทุกข์ อนัตตา ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงถ้าหากมีอนิจจสัญญา ความสำคัญมั่นหมายว่าไม่เที่ยง ทุกขสัญญา ความสำคัญมั่นหมายว่าเป็นทุกข์ อนัตตสัญญา ความสำคัญมั่นหมายว่าไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง ภูมิจิตของผู้ปฏิบัตินั้นก็ก้าวเข้าสู่ภูมิแห่งวิปัสสนา
เมื่อฝึกฝนอบรมจิต ให้มีความรู้ด้วยอุบายต่างๆ และมีความรู้แจ้งเห็นจริงในลักษณะของอสุภกรรมฐานโดยอุบายอย่างใดอย่างหนึ่ง จนมีความรู้แจ้งเห็นจริงในลักษณะที่ว่า กายเรานี้เป็นแต่เพียงธาตุ 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ มีความเห็นว่า ธาตุ 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ ก็เป็นแต่เพียงธาตุ ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่สัตว์ บุคคล เรา เขา ด้วยอุบายดังกล่าวแล้ว ผู้ปฏิบัติยึดหลักอันนั้น ภาวนาบ่อยๆ กระทำให้มากๆ พิจารณาให้มากๆ พิจารณาย้อนกลับไปกลับมาจิตจะค่อยๆ ก้าวเข้าสู่ภูมิรู้ ภูมิธรรม เป็นลำดับๆ ไป..”
กตฺตสีโลวาท
พระครูวิเวกพุทธกิจ (หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล) วัดเลียบ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี
(พ.ศ.๒๔๐๒–๒๔๘๔)
#กิเลสอาสวะเกิดที่เราก็ต้องละที่เรา
"...ผู้ที่ละมานะทิฏฐิโดยไม่เห็นว่าการละเช่นนั้นเป็นการน้อยหน้าต่ำตาหรือโง่เง่าเต่าตุ่นอะไร ผู้นั้นมีความเห็นถูกต้อง ไม่หลง เพราะการละทิฏฐิมานะเราไม่ต้องอาศัยคนอื่น ไม่มุ่งถึงคนอื่น
เรามุ่งในตัวของเราเอง มานะ อาสวะ และกิเลสทั้งหลายเกิดขึ้นที่ตัวของเรา มันทำให้เดือดร้อนวุ่นวาย เราไม่ได้ละเพื่อคนอื่น เราละเพื่อตัวของเราคนเดียว เพราะความเดือดร้อนเกิดขึ้นที่ตัวของเราต่างหาก เราเห็นโทษแล้วจึงละ
คนอื่นจะชมว่าดีหรือชั่วก็เรื่องของเขาต่างหาก เขาจะว่าเราโง่เง่าเต่าตุ่น ไม่มีปัญญาสามารถ นั่นก็เรื่องของเขาต่างหาก ส่วนเราเห็นโทษแล้วว่ามันไหม้เผาผลาญอยู่ในใจของเรา เราจึงละของเราเอง ผู้เห็นอย่างนี้จึงจะละได้ และไม่ต้องรอให้คนอื่นละหมดแล้วเราจึงค่อยละ..."
หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
“หยุดกิเลสตัณหา”
ถาม : เรียนถามพระอาจารย์ครับ รบกวนพระอาจารย์อธิบายคำว่า “หมั่นชำระใจให้สะอาดบริสุทธิ์” ให้ละเอียดครับ
พระอาจารย์ : อ๋อ สิ่งที่ทำให้ใจเราสกปรกก็คือ กิเลสตัณหานั่นเอง ก็ให้หมั่นชำระด้วยการหยุดมัน เวลาโลภก็ต้องหยุดมัน เวลาโกรธก็ต้องหยุดมัน อย่าไปทำตามความโลภ อย่าไปทำตามความโกรธ เวลาหลงก็ต้องหยุดมัน แต่ถ้าหยุดไม่ได้ก็ต้องไปศึกษาวิธีที่จะหยุดมัน ก็ต้องไปศึกษามรรค ๘ หรือ ศีล สมาธิ ปัญญา เพราะนี่เป็นเหมือนผงซักฟอกของใจ ถ้ามีมรรค ๘ มี ศีล สมาธิ ปัญญา ก็จะมาซักฟอกใจ มาหยุดกิเลสตัณหา โมหะอวิชชาต่างๆ ได้ ทำให้มันหายไปจากใจได้ นี่เขาเรียกว่าการซักฟอกใจ
สนทนาธรรมบนเขา
วันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๖๑
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี
เราเกิดมาทำบุญ.
..เขาบอกว่าตายด้วยศีล8 เนี่ยพระราชามีเมือง ทั้ง16 เมืองก็ยังมีบุญน้อยกว่าคนถือศีล 8 โยม..
.. พระราชามีเมืองตั้ง 16 แคว้นเนี่ย ยังมีบุญน้อยกว่าคนมีศีล.8.วันเดียวตาย น่ะ คนเรานี้ถ้าได้นั่งสมาธิน่ะ จะดี ไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชายโยม..
.พวกผู้ชายผู้หญิงเนี่ยให้มาฝึกสมาธิก่อน ทั้งแต่หนุ่มเป็นสาว นี้ฝึกสมาธิก่อน อย่าฝึกตอนแก่ ฝึกตั้งแต่เด็กๆ
ฝึกเรื่องศีล สมาธิ ให้เป็นก่อน...
.. แล้วต่อไปจะมีดวงตาเห็นธรรม จะไปมีผัว มีเมีย จะได้คนดี จะได้คนมีศีลมีธรรม..
.. ต้องให้เขาฝึกตั้งแต่เด็กๆ ให้เขารู้จักศีลธรรมแต่เด็กๆ แล้วก็ต่อไปก็จะได้คนดี เป็นญาติเป็นมิตร ..
..แต่ถ้าเขาไม่ฝึก
ศีล สมาธิ ตอนเป็นเด็กๆ เนี่ย เขาจะไปได้คนไม่ดี ..จะได้ขี้เหล้าเมายา..
.. เพราะว่าศีล มันกำจัดสิ่งที่ไม่ดีออกไป มาถึงมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ นิพพานสมบัติ ..
.โอวาทธรรม.หลวงพ่อสนอง. กตปุญโญ.
Powered by phpBB © phpBB Group.
phpBB Mobile / SEO by Artodia.