Switch to full style
พระพุทธพจน์ - พุทธภาษิต พระธรรมเทศนา และ ธรรมะจากครูบาอาจารย์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
ตอบกระทู้

สร้างความดี

อาทิตย์ 31 พ.ค. 2026 6:39 am

วันสำคัญอย่างวันวิสาขบูชา ให้พวกเราเตรียมพร้อม เราจะประกอบคุณงามความดียังไง เราจะรักษาศีลยังไง เราจะภาวนายังไง เราจะปฏิบัติยังไง

สำหรับฝ่ายพระสงฆ์ ให้ตั้งจิตตั้งใจเอาไว้ว่า ในวันวิสาขบูชา เราจะพยายามทำจิตภาวนาของเราให้เต็มที่ เราจะอดนอนหรือจะผ่อนอาหาร เราจะอดนอนหรือเราเดินจงกรม เอาอริยสบท ๓ ยืน เดิน นั่ง เราจะไม่นอน ในคืนวันวิสาขบูชา อย่างนี้เป็นต้น

การทำความพากความเพียร ปฏิบัติของเราควรจะมีหนักมีเบานะ ไม่ใช่ว่าจะทำอย่างเก่า ควรจะเร่งความพากเพียร ปฏิบัติเอาจริงเอาจังบ้าง แล้วก็ถอยบ้างพักบ้าง เอาจริงเอาจังบ้าง ต้องสลับกัน มันจะได้เข้าใจในการประพฤติปฏิบัติของตนเอง ไม่ใช่ว่าวันไหนก็วันเก่า มันก็เหมือนกับไปทำมาค้าขาย ไม่ถูกที่ถูกทาง ไม่เจริญรุ่งเรือง ผลที่สุดก็เลยพาลขี้เกียจไปด้วย พาลไม่เชื่อในหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าไปด้วย เพราะอะไร เพราะตัวเองไมได้ใส่ใจสนใจ ไมได้ปรับปรุงแก้ไขกายวาจาใจของตนเอง ปรับปรุงแก้ไขการกระทำของตนเองว่าที่เรากระทำไปนี่มันได้ผลอย่างไร ย่อหย่อนยังไง ตึงยังไงเกินยังไปหรือหย่อนไป โดยมากมันหย่อนไปมากกว่า

สำหรับศรัทธาญาติโยมก็เหมือนกัน วันวิสาขบูชาปีนี้เราจะรักษาศีลยังไง เอาศีลอุโบสถตั้งแต่ ๑๔ ค่ำ แล้วก็ ๑๕ ค่ำ แล้วก็แรม ๑ ค่ำเอาสัก ๓ วัน ให้คาบเกี่ยวกัน รักษาศีลอุโบสถดูสิเป็นยังไงมันหิวมันเหนื่อยขนาดไหน เราจะได้รู้ เป็นการทำความพากความเพียร ประพฤติปฏิบัติกายวาจาใจของเรา

ขอให้พวกเราทุกๆท่านนะ ที่หลวงพ่อพูดทั้งนี้ทั้งนั้น ให้ฟังพวกเราสังเกตแล้วประพฤติปฏิบัติ ศีล สมาธิ ปัญญา ของพวกเรา ก็คือให้มีศีลเป็นพื้นฐาน ให้มีกฎระเบียบสำหรับตนเอง จากนั้นให้มีสมาธิ ทำจิตใจให้แน่นให้มั่นคง ฝึกหัดทางด้านจิตภาวนา

พวกเรามาอยู่ที่จุดนี้เป็นพระกรรมฐาน เป็นโยมที่มาเกี่ยวข้องกับพระกรรมฐานเป็นโยมปฏิบัตินะ พวกเราก็ควรจะมีจิตภาวนาเป็นหัวใจของพวกเรา ส่วนอื่นเรื่องปลีกย่อย ทำการทำงานอะไรก็ตามเรื่องปลีกย่อย หัวใจจริงของพวกเราก็คือเรื่องจิตภาวนา จะทำจิตใจยังไงจึงจะสงบ จิตใจยังไงจึงจะรู้แจ้งเห็นจริงยังไง จะทำยังไงจะพ้นจากอาสวะกิเลสตามแนวแถวที่พ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่ท่านได้แนะนำสั่งสอนบอกกล่าว

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
พระธรรมเทศนา “ใจแบกกาย”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๒






การให้ทานไม่ไปไหน ไปสู่ความดีทั้งนั้น การรักษาศีล การภาวนา เหมือนประกาศกังวาน สวรรค์นิพพานอยู่ภายในทาน ในศีล ในภาวนาของเราที่บำเพ็ญนั้นแล ไม่เป็นพิษไม่เป็นอย่างอื่น ให้พากันบำเพ็ญทางจิตใจเป็นของสำคัญ หลักใจให้มี คนไม่มีหลักใจนี้รวนเร ก็ไม่ทราบมาจากไหนมาเกิด มาสุ่มสี่สุ่มห้า เวลามีชีวิตอยู่ก็อยู่สุ่มสี่สุ่มห้าไม่เสาะแสวงหา คุณงามความดีอันเป็นหลักใจ ที่ออกจากหลักศีลหลักธรรมเข้าสู่หัวใจตนบ้างเลย เวลาตายแล้วมันก็เป็นแบบนี้อีก เราเคยเป็นแบบนี้มากี่ภพกี่ชาติแล้วเราระลึกไม่ได้ คราวนี้ให้ระลึกได้เวลามีชีวิตอยู่ อย่าให้เสียท่าเสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ได้พบพระพุทธศาสนาอันล้ำค่าแล้ว ไม่มีอะไรเกินพุทธศาสนาอันล้ำค่านี้เลย

คำว่าพุทธศาสนาอันเลิศล้ำนี้เราจะทราบได้ภายในใจของผู้ปฏิบัติ เพียงเรียนจำเฉยๆ ไม่ถึงใจ เรียนจบพระไตรปิฎกแบกคัมภีร์จนหลังโก่งหลังหักก็ไม่หายสงสัย รวนเรอยู่นั่นละจิตใจหาหลักยึดไม่ได้ แต่เวลาภาคปฏิบัติจับเข้าไปนี้ ศีลเป็นอย่างไงมันก็รู้จักในตัวเอง เราเป็นคนรักษาศีลอยู่โดยแท้ ศีลไม่ด่างพร้อยทะลุไปไหนทำไมจะไม่มีความอบอุ่นในตัวของเรา ตัวของเราทั้งคนนี้เป็นศีลล้วนๆ จากนั้นก็เจริญสมาธิ สมาธิคือความสงบใจเป็นขั้นๆ ขึ้นไปจนถึงสงบขั้นเต็มที่ ก็มีอยู่กับตัวของเรา ตัวของเราเป็นสมาธิทั้งคน เราจะสงสัยไปไหน ปัญญาคือความรู้แจ้งแทงทะลุก็รู้แจ้งขึ้นที่นี่

นี่ละภาคปฏิบัติเห็นประจักษ์อย่างนี้ ไม่ได้ลูบๆคลำๆ เหมือนภาคปริยัติที่ศึกษาเล่าเรียนมา ท่านเหมือนเรา เราเหมือนท่าน ว่าสวรรค์ ว่านิพพาน ว่าพรหมโลก ว่าอะไรก็ว่าไป แต่หัวใจไม่ได้เชื่อ มีแต่ความจำเฉยๆ ดีไม่ดีไปลบล้างบุญบาปมรรคผลนิพพานว่าไม่มี แล้วสร้างกรรมถมหัวเข้าไปอีกมากมายยิ่งกว่านั้น นี่มีเยอะนะ เรียนได้แต่ความจำมันไม่ถึงใจ ให้มีภาคปฏิบัติจับเข้าไป สวรรค์เห็นประจักษ์ภายในใจ ศีลก็เห็นอยู่กับหัวใจของตัวเองผู้รักษาศีล สมาธิก็เห็นประจักษ์อยู่กับใจของตัวเองผู้บำเพ็ญสมาธิ ปัญญาก็ประจักษ์ใจของตัวเองผู้บำเพ็ญปัญญา รู้แจ้งเห็นชัดอยู่ในนี้แล้ว ไปถามหาใคร ถามหาอะไร ความจริงมีอยู่เต็มหัวใจ ไปถามหาของจอมปลอมที่ไหนอีก

พระพุทธเจ้าเป็นองค์ศาสดาองค์จริงแท้ สอนธรรมนี้ท่านมีแต่ธรรมจริงธรรมแท้ ผู้ปฏิบัติได้รู้เห็นจริงตามความจริงนี้แล้ว จะไปถามอะไร ไม่ถามอะไร สนฺทิฏฺฐิโก รู้เองเห็นเองทุกสิ่งทุกอย่างประจักษ์ใจนี้แล้วหายสงสัย นี่แหละคนมีหลักใจ ขอให้พี่น้องทั้งหลายยึดหลักใจ ไปที่ไหนอย่าลืมพุทโธ ธัมโม สังโฆ ทำงานทำการอยู่ก็ได้ ยืนก็ได้ เดินก็ได้ นั่งก็ได้ นอนก็ได้ คิดได้ทั้งนั้น คิดพุทโธ ธัมโม สังโฆ ตั้งแต่เราคิดเรื่องกิเลสมันคิดได้ทุกแง่ทุกมุม ทุกอิริยาบถ ไม่เห็นเลือกกาลสถานที่เวล่ำเวลาอะไรเลย คิดกิเลสก็เป็นกิเลสขึ้นมา เราคิดธรรมก็เป็นธรรมขึ้นมา นอนอยู่ก็คิดธรรมได้ ตั้งแต่นอนอยู่ยังคิดกิเลสได้ทำไมคิดธรรมไม่ได้ มันก็ไม่ทันกัน

พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน)
จากธรรมเทศนา “สวรรค์มีไว้เพื่อคนบุญ”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๒๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๘
ณ สวนแสงธรรม กทม.






“..ฉะนั้นการทำบุญให้ทานจึงเป็นกิจสำคัญมากเหนือสิ่งอื่นใด สำหรับผู้หวังพึ่งตัวเองทั้งปัจจุบันและอนาคตที่ยังท่องเที่ยวอยู่ในสงสาร เพราะสัตว์ที่มีกรรมทั่วไตรโลกธาตุต้องเป็นผู้รับผิดชอบตัวเองด้วยกัน ไม่มีใครจะคอยรับผิดชอบใคร ทั้งการเกิดในกำเนิดดีชั่วต่าง ๆ ตลอดการเสวยคือสุขหรือทุกข์หนักเบามากน้อย ต้องเป็นผู้เสวยกรรมของตัวทำไว้ทั้งสิ้น ไม่มีใครทำไว้เพื่อใคร ต่างทำไว้เพื่อตัว แม้ไม่มีเจตนาว่าทำไว้เพื่อตัวเองก็ตาม แต่ความจริงก็เป็นกฎตายตัวมาดั้งเดิมอย่างนั้น..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)






“..ถ้าประมาทในชาติมนุษย์
ไม่พยายามสร้างความดีไว้เสริมต่อ ในภพชาติต่อไป ทางที่จะได้เกิดเป็นสัตว์
มีมากกว่าทางที่จะได้เกิดเป็นมนุษย์..”

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต




เป็นมิตรกับความเหงา

“ถ้าเรารู้จักวางใจให้เป็นกลาง โดยอาศัย
อำนาจของสติ แล้วก็มีความรู้สึกตัว มันก็จะ
มีความสงบเกิดขึ้นได้ ถึงแม้ว่ามีความเหงา
แต่เราก็ไม่รังเกียจ ไม่ผลักไส เราก็สามารถ
ที่จะอยู่กับความเหงาได้ เรียกว่ารู้จักเป็นมิตร
กับความเหงา ไม่ใช่ว่าภาวนาแล้วจะไม่มี
ความเหงา หรือความรู้สึกเคว้งคว้าง แต่ว่า
ถ้าเรารู้ทันหรือเป็นมิตรกับมัน มันก็จะไม่เกิด
ทุกข์เท่าไหร่ ความเครียดก็เหมือนกัน
ถ้าหากว่ามันเกิดขึ้นแล้ว เราเป็นมิตรกับมัน
ไม่ผลักไสมัน ก็สามารถที่จะอยู่ได้อย่างปกติ
สุข จริงๆแล้วการภาวนาช่วยเลย แม้ว่าเรา
อยู่คนเดียว ก็เหมือนอยู่กับหลายคน

อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ อยู่คนเดียว
เหมือนกับอยู่หลายคน อยู่หลายคนเหมือนกับ
อยู่คนเดียว อยู่คนเดียวเหมือนกับอยู่หลายคน
หมายความว่ารู้สึกอบอุ่นใจ อยู่หลายคน
เหมือนกับรู้สึกคนเดียวคือรู้สึกสงบ คนจะ
มากมายแต่ข้างในใจเราสงบ เมื่ออยู่คนเดียว
เราก็รู้สึกอบอุ่นเหมือนกับอยู่กันหลายคน ทั้งนี้
เพราะว่าเรามีสติ มีสมาธิ มีความรู้สึกตัว
เป็นเพื่อน หรือพูดอีกอย่างหนึ่ง เราเป็นมิตร
กับตัวเองจนกระทั่งเป็นมิตรกับความเหงา
อันนี้เราทำได้ฝึกได้แล้วก็น่าทำด้วย”
...
พระไพศาล วิสาโล





“..ถ้าประมาทในชาติมนุษย์
ไม่พยายามสร้างความดีไว้เสริมต่อ ในภพชาติต่อไป ทางที่จะได้เกิดเป็นสัตว์
มีมากกว่าทางที่จะได้เกิดเป็นมนุษย์..”

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต






“..ฉะนั้นการทำบุญให้ทานจึงเป็นกิจสำคัญมากเหนือสิ่งอื่นใด สำหรับผู้หวังพึ่งตัวเองทั้งปัจจุบันและอนาคตที่ยังท่องเที่ยวอยู่ในสงสาร เพราะสัตว์ที่มีกรรมทั่วไตรโลกธาตุต้องเป็นผู้รับผิดชอบตัวเองด้วยกัน ไม่มีใครจะคอยรับผิดชอบใคร ทั้งการเกิดในกำเนิดดีชั่วต่าง ๆ ตลอดการเสวยคือสุขหรือทุกข์หนักเบามากน้อย ต้องเป็นผู้เสวยกรรมของตัวทำไว้ทั้งสิ้น ไม่มีใครทำไว้เพื่อใคร ต่างทำไว้เพื่อตัว แม้ไม่มีเจตนาว่าทำไว้เพื่อตัวเองก็ตาม แต่ความจริงก็เป็นกฎตายตัวมาดั้งเดิมอย่างนั้น..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)





#หลวงปู่ขาว_อนาลโย
#โอวาทธรรม
โอวาทธรรมหลวงปู่ขาว อนาลโย

พิจารณาดูให้เห็นเป็นก้อนธรรม

พระพุทธเจ้าว่าธรรมะไม่อยู่ที่อื่น อยู่ที่สกนธ์กายของทุกคน ดูจิตใจของตนนี้ให้มันเห็นความจริงของมัน

พระพุทธเจ้าว่า สกนธ์กายของเรานี้มันเป็นทุกข์ สกนธ์กายนี้ไม่เที่ยง ก้อนอันนี้ไม่ใช่คนไม่ใช่สัตว์ ธรรมทั้งหลายไม่ใช่คนไม่ใช่สัตว์ มันอยากจะเป็นไปอย่างใด ก็เป็นไปตามธรรมชาติของมัน กิริยาของมัน มันไม่ฟังคำเรา

อยากแก่ มันก็แก่ไป อยากเจ็บ มันก็เจ็บไป อยากตาย มันก็ตายไป ธรรมเหล่านี้ไม่ใช่ของใคร ให้พิจารณาดูให้เห็นเป็นก้อนธรรม

มันไม่อยู่ในบังคับบัญชาของใครทั้งนั้น มันเป็นทุกข์ มันเป็นอนิจจัง มันเป็นอนัตตา ตกอยู่ในไตรลักษณ์ เป็นผู้หญิง ผู้ชายก็สมมติทั้งนั้น

หลวงปู่ขาว อนาลโย
วัดป่าถ้ำกลองเพล อ.หนองบัวลำพู จ.อุดรธานี







#โอวาทธรรม
#หลวงปู่สุวัจน์_สุวโจ

โอวาทธรรมหลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ

รู้จักพึ่งตนเอง

ความลำบากนั้นสอนเราไม่ให้อ่อนแอท้อแท้ สอนให้เรารู้จักสร้างกำลังใจให้ตนเองโดยไม่ต้องหวังพึ่งบุคคลอื่น

เมื่อรู้จักพึ่งตนเองได้แล้ว จิตใจจึงมีแต่ความอ่อนโยน ไม่อ่อนแอ จิตใจแข็งแกร่ง ไม่แข็งกระด้าง

หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ
วัดป่าเขาน้อย จ.บุรีรัมย์





“..ฉะนั้นการทำบุญให้ทานจึงเป็นกิจสำคัญมากเหนือสิ่งอื่นใด สำหรับผู้หวังพึ่งตัวเองทั้งปัจจุบันและอนาคตที่ยังท่องเที่ยวอยู่ในสงสาร เพราะสัตว์ที่มีกรรมทั่วไตรโลกธาตุต้องเป็นผู้รับผิดชอบตัวเองด้วยกัน ไม่มีใครจะคอยรับผิดชอบใคร ทั้งการเกิดในกำเนิดดีชั่วต่าง ๆ ตลอดการเสวยคือสุขหรือทุกข์หนักเบามากน้อย ต้องเป็นผู้เสวยกรรมของตัวทำไว้ทั้งสิ้น ไม่มีใครทำไว้เพื่อใคร ต่างทำไว้เพื่อตัว แม้ไม่มีเจตนาว่าทำไว้เพื่อตัวเองก็ตาม แต่ความจริงก็เป็นกฎตายตัวมาดั้งเดิมอย่างนั้น..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)




พูดอะไรโดยไม่คิดเท่ากับพ่นยาพิษใส่ตัวเอง
โกรธคนอื่น เหมือนจุดไฟเผาตัวเอง เมตตาคนอื่น เหมือนอาบน้ำให้ตัวเอง อย่าระแวงคนอื่นยิ่งกว่าระแวงตัวเอง ถ้าจริงจังกับโลกเกินไปจะต้องตายเพราะความเศร้า ชีวิตไม่พอกับตัณหา เวลาไม่พอกับความต้องการ ที่พักครั้งสุดท้ายของชีวิตคือ ป่าช้า”

#โอวาทธรรมหลวงปู่ขาวอนาลโย





#ทำบุญอุทิศให้คนตาย
"...ทำบุญให้ผู้ตายนี้ท่านแสดงไว้ว่ายากนักผู้ที่ตายจะได้รับ เหมือนกับงมเข็มอยู่ในก้นบ่อ แต่ผู้ยังมีชีวิตอยู่ก็ชอบทำ นับว่าเป็นความดีของผู้นั้นอย่างยิ่ง ท่านเปรียบไว้ สมมติว่าบุญที่ทำลงไปนั้นแบ่งออกเป็น ๑๖ ส่วน แล้วเอาส่วนที่ ๑๖ นั้นมาแบ่งอีก ๑๖ ส่วน ผู้ตายไปจะได้รับเพียง ๑ ส่วนเท่านั้น ฟังดูแล้วน่าใจหาย

เพราะฉะนั้น เราทั้งหลายจึงไม่ควรประมาท ในเมื่อยังมีชีวิตอยู่นี้ สิ่งใดควรจะทำให้รีบทำเสีย ตายแล้วเขาทำบุญไปให้ไม่ทราบว่าจะได้รับหรือไม่ ถึงแม้ได้รับก็น้อยเหลือเกิน เพราะคนตายไปแล้ว เขาเรียกว่าเปรต ไม่ได้เรียกว่า บิดา มารดา ป้า น้า อา ครูบาอาจารย์ อย่างเมื่อเป็นมนุษย์อยู่นี้หรอก ในบรรดาเปรตเหล่านั้น มี ๑๒ พวก มีจำพวกเดียวที่จะได้รับส่วนบุญที่คนยังมีชีวิตอยู่อุทิศไปให้ เรียกว่า ปรทัตตูปชีวีเปรต เปรตจำพวกนี้ได้รับทุกข์ร้อนลำบากมาก เพราะในเปรตโลกนั้น ไม่มีการทำนาค้าขาย แม้แต่ขอทานก็ไม่มี

ฉะนั้นเปรตจำพวกนี้แหละ มนุษย์คนที่ยังเป็นอยู่อุทิศไปให้จึงจะได้รับ เปรตนอกนั้นแล้วไม่ได้รับเลย เช่น ตายไปเกิดเป็นมนุษย์ก็ไม่ได้รับ นับประสาอะไร บางทีสามีภรรยานอนอยู่ด้วยกันแท้ๆ ฝ่ายหนึ่งทำบุญขอให้อีกฝ่ายหนึ่งอนุโมทนาด้วย ก็ไม่รับ พวกที่ไปเกิดเป็นเดรัจฉานยิ่งไปกันใหญ่ ไปเกิดในนรกหมกไหม้ทุกขเวทนามาก ทำบุญอุทิศไปให้ก็ไม่รู้อะไร เพราะกำลังเสวยผลกรรมอันนั้นอยู่ หรือไปเกิดเป็นเทวดาชั้นใดชั้นหนึ่งก็เหมือนกัน เขากำลังเสวยผลบุญของเขาอยู่ เขาจะมาเอากุศลผลบุญของเราได้อย่างไร..."

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี










#อย่าผูกพันธ์กับอดีตหรืออนาคต
"...สิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรทำความผูกพัน
เพราะเป็นสิ่งที่ล่วงไปแล้วอย่างแท้จริง
แม้กระทำความผูกพันและหมายมั่นให้สิ่งนั้น
กลับมาเป็นปัจจุบัน ก็เป็นไปไม่ได้
ผู้ทำความสำคัญมั่นหมายนั้นเป็นทุกข์แต่ผู้เดียว
โดยความไม่สมหวังตลอดไป
อนาคตที่ยังมาไม่ถึงนั้น
เป็นสิ่งไม่ควรไปยึดเหนี่ยวเกี่ยวข้องเช่นกัน
อดีตควรปล่อยไว้ตามอดีต
อนาคตควรปล่อยไว้ตามกาลของมัน
ปัจจุบันเท่านั้นจะสำเร็จประโยชน์ได้
เพราะอยู่ในฐานะที่ควรทำได้ไม่สุดวิสัย..."

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต






#ไม่มีเวลานั่งสมาธิ_ให้ฝึกสติในชีวิตประจำวัน

"การฝึกสมาธินี่ ฝึกสติลูกเดียว
เรื่องชีวิตประจำวันนี่มียืน เดิน นั่ง นอน
รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด
ฝึกสติให้ตามรู้สิ่งเหล่านี้ทุกขณะจิต
ทุกลมหายใจ ไม่ต้องไปนั่งสมาธิให้เสีย
เวลาทำงาน เพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นอารมณ์สมาธิทั้งนั้น

หลักก็อยู่ตรงที่ว่า...
เราทำก็ให้มีสติ พูดให้มีสติ คิดให้มีสติ รับประทาน ดื่ม ทำอะไรต่างๆ ให้มีสติ...
เป็นสมาธิทั้งสิ้น

นอนลงไป จิตมันคิดอะไร
ถ้าจิตมันอยู่ว่างๆ ปล่อยให้มันว่างไป
ถ้ามันคิด ปล่อยให้มันคิดไป
ปล่อยให้คิดไปเลย อย่าไปห้ามมัน

ถ้าสมมติว่า เราสงสัยว่าปัญหานี้ เราจะแก้อย่างไร พอมันเกิดความคิดขึ้นมาอย่างนี้ มันเกิดมีปัญหาถาม ตัวเองว่า...
เราจะแก้อย่างไร ทิ้งมันไว้นั่น อย่าไปคิดหาทางแก้ แต่เมื่อนอนลงไปแล้ว...
จิตมันคิดอะไร ปล่อยๆๆๆ ไป พอไปถึงจังหวะที่มันจะแก้ได้ มันหยุดกึ๊กลง ว่าง...พอไหวตัวพั๊บ อ้อ สิ่งนี้...ต้องทำอย่างนี้

เรื่องชีวิตประจำวันทั้งหมดนี่ เป็นอารมณ์สมาธิ แล้วเราจะปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านี้อย่างไร สติ ตัวเดียว ทำ พูด คิด ฯลฯ ให้รู้ตัวอยู่ตลอดเวลา
ในตอนแรกๆ อาจจะสับสนวุ่นวาย แต่เราพยายามฝึกให้คล่องตัว ชำนิชำนาญแล้ว
มันจะเป็นอัตโนมัติไปหมดเลย

เรื่องได้สมาธิขั้นใด ตอนใด อย่าไปสนใจ เอาสติตัวเดียวเท่านั้น
ทำงานอะไรต่างๆ นี้
เป็นอารมณ์สมาธิทั้งนั้น ขอให้เรามีสติลูกเดียว"

พระราชสังวรญาณ(หลวงพ่อพุธ_ฐานิโย)
ที่มาหนังสือ ฐานิยปูชา ๒๕๕๕ หน้า ๔๑





“..ถ้าประมาทในชาติมนุษย์
ไม่พยายามสร้างความดีไว้เสริมต่อ ในภพชาติต่อไป ทางที่จะได้เกิดเป็นสัตว์
มีมากกว่าทางที่จะได้เกิดเป็นมนุษย์..”

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต





“..ถ้าประมาทในชาติมนุษย์
ไม่พยายามสร้างความดีไว้เสริมต่อ ในภพชาติต่อไป ทางที่จะได้เกิดเป็นสัตว์
มีมากกว่าทางที่จะได้เกิดเป็นมนุษย์..”

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ตอบกระทู้