นวรัตน์ดอทคอม

รวบรวมสาระความรู้เกี่ยวกับวัตถุมงคล-เครื่องรางของขลัง

  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
วันเวลาปัจจุบัน อาทิตย์ 21 มิ.ย. 2026 6:16 pm

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


Switch to mobile style


โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 
เจ้าของ ข้อความ
 หัวข้อกระทู้: ความสำเร็จ
โพสต์โพสต์แล้ว: พฤหัสฯ. 28 พ.ค. 2026 9:54 am 
ออฟไลน์

ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 07 มิ.ย. 2009 7:24 pm
โพสต์: 5341
“..สมบัติในโลกเราแสวงหามาเป็นความสุขก็พอหาได้ จะแสวงหามาเป็นไฟก็ทำให้ฉิบหายได้ จริงๆข้อนี้ขึ้นอยุ่กับความฉลาดและความโง่เขลา ของผู้แสวงหาแต่ละราย ท่านผู้พ้นทุกข์ไปด้วยความอุตส่าห์สร้างความดีใส่ตน จนกลายเป็นสรณะของพวกเรา จะเข้าใจว่าท่านไม่เคยมีสมบัติเงินทอง เครื่องหวงแหนอย่างนั้นหรือ เข้าใจว่าเป็นคนร่ำรวยสวยงามเฉพาะสมัยพวกเราเท่านั้นหรือ จึงพากันรักพากันหวงพากันห่วงจนไม่รู้จักเป็นรู้จักตาย บ้านเมืองเราสมัยนี้ไม่มีป่าช้าสำหรับเผาหรือฝังคนตายอย่างนั้นหรือจึงสำคัญว่าตนจะไม่ตาย และพากันประมาทจนลืมเนื้อลืมตัว กลัวแต่จะไม่ได้กิน ไม่ได้นอนกลัวแต่จะไม่ได้เพลิดไม่ได้เพลิน ประหนึ่งโลกจะดับสูญไปเดี๋ยวนี้ จึงรีบพากันตักตวงเอาความไม่เป็นท่าใส่ตนแทบหาบไม่ไหว อันสิ่งเหล่านี้ แม้แต่สัตว์เขามีได้เหมือนมนุษย์เรา อย่าสำคัญว่าตนเก่งกาจสามารถฉลาดรู้ยิ่งกว่าเขาเลย ถึงกับสร้างความืดมิดปิดตามาทับถมตัวเองจนไม่มีวันสร่างซา เมื่อถึงเวลาจนตรอกอาจจนยิ่งกว่าสัตว์ ใครจะไปทราบได้ถ้าไม่เตรียมทราบไว้ตั้งแต่บัดนี้..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)





“..สมบัติในโลกเราแสวงหามาเป็นความสุขก็พอหาได้ จะแสวงหามาเป็นไฟก็ทำให้ฉิบหายได้ จริงๆข้อนี้ขึ้นอยุ่กับความฉลาดและความโง่เขลา ของผู้แสวงหาแต่ละราย ท่านผู้พ้นทุกข์ไปด้วยความอุตส่าห์สร้างความดีใส่ตน จนกลายเป็นสรณะของพวกเรา จะเข้าใจว่าท่านไม่เคยมีสมบัติเงินทอง เครื่องหวงแหนอย่างนั้นหรือ เข้าใจว่าเป็นคนร่ำรวยสวยงามเฉพาะสมัยพวกเราเท่านั้นหรือ จึงพากันรักพากันหวงพากันห่วงจนไม่รู้จักเป็นรู้จักตาย บ้านเมืองเราสมัยนี้ไม่มีป่าช้าสำหรับเผาหรือฝังคนตายอย่างนั้นหรือจึงสำคัญว่าตนจะไม่ตาย และพากันประมาทจนลืมเนื้อลืมตัว กลัวแต่จะไม่ได้กิน ไม่ได้นอนกลัวแต่จะไม่ได้เพลิดไม่ได้เพลิน ประหนึ่งโลกจะดับสูญไปเดี๋ยวนี้ จึงรีบพากันตักตวงเอาความไม่เป็นท่าใส่ตนแทบหาบไม่ไหว อันสิ่งเหล่านี้ แม้แต่สัตว์เขามีได้เหมือนมนุษย์เรา อย่าสำคัญว่าตนเก่งกาจสามารถฉลาดรู้ยิ่งกว่าเขาเลย ถึงกับสร้างความืดมิดปิดตามาทับถมตัวเองจนไม่มีวันสร่างซา เมื่อถึงเวลาจนตรอกอาจจนยิ่งกว่าสัตว์ ใครจะไปทราบได้ถ้าไม่เตรียมทราบไว้ตั้งแต่บัดนี้..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)






ถ้าเราทำอะไรด้วยความหวังหรือความกลัว
ถ้าเรายังถือว่าผลขึ้นอยู่กับพลังนอกตัว ไม่ใช่
ศีลธรรมในความหมายของพระพุทธศาสนา

ศีลที่แท้ในความหมายของพุทธเกิดจาก
ความต้องการทำความดี เพราะซาบซึ้งใน
ความงดงามของการทำความดี และก็ต้องการ
ทำให้ดียิ่งๆขึ้นไป ถ้าเราเห็นโทษของการ
ทำบาป โทษต่อตัวเอง โทษต่อคนรอบข้าง
โทษต่อสังคม เห็นชัดแล้ว เราก็ไม่ทำ
โดยไม่ต้องไปเชื่อใคร เพราะเราเห็นกับตัวเอง
รู้ซึ้งแก่ตัวเองว่าเป็นการกระทำการพูด
ที่นำไปสู่ความทุกข์ ...
...
พระอาจารย์ชยสาโร
จากหนังสือ อาณาจักรแห่งปัญญา






#เมื่อพากันได้ยินได้ฟังแล้ว
#ต้องปฏิบัติตาม...

"... จักได้เป็นที่พึ่งที่อาศัยของเรา ถ้าไม่ปฏิบัติก็พึ่งอะไรไม่ได้ จักเป็นคนอนาถาหาที่พึ่งไม่มี มีแต่ภัยแต่เวร ทุกข์ยากลำบากเดือดร้อน
จะพึ่งพาอาศัยอะไรก็ไม่ได้ เพราะเราไม่ได้ฝึกหัดปฏิบัติไว้ให้ได้เป็นสมบัติตัวของเราเอง เมื่อเราได้มาฝึกหัดปฏิบัติ เพื่อให้จิตใจเรามีความฉลาด เกิดมีสติปัญญา ศรัทธาเลื่อมใส เคารพนับถือ

... เชื่อมั่นในคุณพระรัตนตรัย คือพระพุทธเจ้า คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ แล้วกราบไหว้บูชาทุกวันทุกเวลา อย่างนี้เราก็พึ่งได้ เพราะที่พึ่งของเรามีแล้ว

... เราทำบุญให้ทาน การกุศลใด ๆ ย่อมได้
ผลอานิสงส์มาก เราอยู่ในชาติใด ภพใด เรา
ได้อาศัยซึ่งบุญกุศลที่ตนได้ทำไว้แล้ว เป็นที่พึ่งอาศัย บำรุงตกแต่ง คุ้มครองรักษากาย วาจา ใจ ให้พ้นภัยอันตราย มีแต่ความสุขกายสบายใจ

... เราจะปรารถนาสิ่งใด ก็ย่อมได้บรรลุถึงซึ่งความสำเร็จ เพราะมีผู้ได้รับความสำเร็จมากต่อมากนับจำนวนไม่ได้ ทั้งในอดีตและปัจจุบันมาแล้ว อย่างนี้พวกเราต้องการไม่ใช่หรือ เมื่อเราต้องการแต่เราไม่ทำ เราจะได้หรือ ไม่ได้ – ถ้าเราไม่ทำ ได้จำเพาะผู้ที่ได้ทำไว้แล้วเท่านั้น ข้อนี้ควรจำไว้ให้ดี ...”

"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
#คำเทศนาของพระครูวินัยธร
#หลวงปู่มั่น_ภูริทตฺโต
วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓ - ๒๔๙๒)
"อบรมชาวบ้านม่วงไข่"
(หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ ได้บันทึกไว้)






“..สมบัติในโลกเราแสวงหามาเป็นความสุขก็พอหาได้ จะแสวงหามาเป็นไฟก็ทำให้ฉิบหายได้ จริงๆข้อนี้ขึ้นอยุ่กับความฉลาดและความโง่เขลา ของผู้แสวงหาแต่ละราย ท่านผู้พ้นทุกข์ไปด้วยความอุตส่าห์สร้างความดีใส่ตน จนกลายเป็นสรณะของพวกเรา จะเข้าใจว่าท่านไม่เคยมีสมบัติเงินทอง เครื่องหวงแหนอย่างนั้นหรือ เข้าใจว่าเป็นคนร่ำรวยสวยงามเฉพาะสมัยพวกเราเท่านั้นหรือ จึงพากันรักพากันหวงพากันห่วงจนไม่รู้จักเป็นรู้จักตาย บ้านเมืองเราสมัยนี้ไม่มีป่าช้าสำหรับเผาหรือฝังคนตายอย่างนั้นหรือจึงสำคัญว่าตนจะไม่ตาย และพากันประมาทจนลืมเนื้อลืมตัว กลัวแต่จะไม่ได้กิน ไม่ได้นอนกลัวแต่จะไม่ได้เพลิดไม่ได้เพลิน ประหนึ่งโลกจะดับสูญไปเดี๋ยวนี้ จึงรีบพากันตักตวงเอาความไม่เป็นท่าใส่ตนแทบหาบไม่ไหว อันสิ่งเหล่านี้ แม้แต่สัตว์เขามีได้เหมือนมนุษย์เรา อย่าสำคัญว่าตนเก่งกาจสามารถฉลาดรู้ยิ่งกว่าเขาเลย ถึงกับสร้างความืดมิดปิดตามาทับถมตัวเองจนไม่มีวันสร่างซา เมื่อถึงเวลาจนตรอกอาจจนยิ่งกว่าสัตว์ ใครจะไปทราบได้ถ้าไม่เตรียมทราบไว้ตั้งแต่บัดนี้..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)






ทุกวันนี้คนชอบซื้อประกันชีวิต แต่เท่าที่ทราบประกันได้แต่ชาตินี้ ไม่เป็นไร เพราะชาติหน้าที่ปลอดภัยไม่ต้องใช้สตางค์ ขอให้มีแต่สติสตังก็จะมีสิทธิ์ได้ของฟรี คือเราประกันได้ด้วยการควบคุมกายวาจาของเราให้อยู่ในขอบเขตอันงดงาม โดยการดำเนินชีวิตอย่างไม่เบียดเบียนผู้อื่น

- พระอาจารย์ชยสาโร -





ธรรมะอรุณสวัสดิ์...รับวันใหม่
.............................
ในโอกาสที่ท่านทั้งหลายได้มาประพฤติตน
อ่อนน้อมเคารพกราบไหว้ต่อผู้มีศีล ต่อผู้มีธรรม
ย่อมเป็นผู้เจริญ
มีอายุยืน มีวรรณะงดงามผ่องใส
มีความสุขกายสบายใจ มีพละกำลัง
ที่จะเกิดขึ้นในโอกาสต่อ ๆ ไป

โดยเฉพาะภพใหม่
ได้อายุยืน วรรณะผิวพรรณงดงาม
ความสุขเกิดขึ้นอันเป็นทิพย์ มีพละกำลัง
โดยเฉพาะได้ให้ทาน ได้บำเพ็ญทานประกอบด้วยศรัทธา
ประกอบด้วยความเคารพนบนอบ
ย่อมจะเป็นผู้สมบูรณ์มั่งคั่งในทรัพย์
แล้วก็เพียบพร้อมด้วยวรรณะผิวพรรณ
และบริวารเชื่อถ้อยฟังคำ เคารพนับถือดี

การที่เราวันทาพระ
เป็นการกราบไหว้
เป็นการแสดงความเคารพอ่อนน้อมสิ่งที่เกี่ยวเนื่องต่อพระรัตนตรัย
ย่อมเป็นบุญกุศล
ใจเราระลึกถึงพระรัตนตรัย
กราบไปที่สถูปเจดีย์ พระบรมสารีริกธาตุ ต้นโพธิ์ พระพุทธรูป
อันเป็นอุทเทสิกเจดีย์
พระบรมสารีริกธาตุ พระอรหันตธาตุทั่วสากลโลก
ที่เราอ่อนน้อมเคารพกราบไหว้
ย่อมเกิดเป็นบุญกุศลขึ้นมา

การกระทำให้จิตเราเป็นบุญ
กระทำทางกาย กิริยาแสดงออกในการไหว้ในการกราบ
วาจาก็เปล่งออกไปด้วยความเคารพ
จิตใจก็น้อมบูชา
ฉะนั้นการได้สวดมนต์แปลก็ทำให้เรามีความเข้าใจ
จิตเราก็จะได้น้อมไปได้ นอบน้อม
ย่อมได้บุญ
การบูชามีผล

ฉะนั้นที่เราสั่งสมไม่เฉพาะเรื่องทานมัย
ยังมีการบูชาเป็นบุญ
แล้วก็ยังแบ่งบุญ อนุโมทนาบุญไปด้วย
บุญอันใดที่เกิดขึ้นก็มีการแบ่งให้ แบ่งกัน อนุโมทนากัน
บุญก็เกิดขึ้นเพิ่มเติมเพิ่มพูน
เพราะว่าบุญมันไม่ได้หมดไป
ให้ไปก็กลับมากขึ้น
บุญเป็นธรรมชาติที่เวลาให้แล้วมันกลับมากขึ้น
เพราะว่าจิตเป็นกุศล
จิตปรารถนาให้ผู้อื่นได้บุญ ได้ความสุข
มันก็กลายเป็นบุญเพิ่มขึ้นมาอีก

ในคำสอนพุทธศาสนาจึงสอนให้มีการอนุโมทนาได้ มีการแบ่งบุญได้
กับคนที่ยังมีชีวิตอยู่ก็แบ่งบุญให้กัน แล้วก็ต้องโมทนาด้วย
คนที่ล่วงลับไปแล้วก็เรียกว่าอุทิศกุศลไป
อุทิศบุญกุศลที่เราทำ
ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วอยู่ในฐานะก็อนุโมทนารับบุญรับกุศลได้เช่นเดียวกัน
คือบุญจะเกิดขึ้น เขาต้องอนุโมทนาด้วย
ถ้าอยู่ในภพที่เป็นอฐานะ ไม่สามารถจะอนุโมทนาได้ ก็ไม่ได้รับ

ฉะนั้นเราอุทิศบุญให้ญาติทั้งหลาย
รวมทั้งญาติในอดีตชาติภพชาติต่าง ๆ นับไม่ถ้วน
ก็ถือว่ามีสิทธิ์จะได้รับเหมือนกันถ้ายังตกทุกข์ได้ยาก
ถ้าไม่มีใครรับเลย บุญนั้นก็ไม่ได้เสียหมดไป
คนทำบุญก็ยังเป็นเจ้าของแห่งบุญ
ยังได้รับผลบุญอยู่นั่นแหละ

การรู้จักหลักธรรมคำสอนก็ทำให้เราได้เปรียบ
ได้สั่งสมบุญมากขึ้น
แล้วก็รู้จักประคองใจได้ดีขึ้น
มีจิต มีเจตนา มีความตั้งใจได้ถูกต้องยิ่งขึ้น
โดยเฉพาะมีปัญญาเข้าประกอบ
#มีความเข้าใจสิ่งใดเป็นบุญ #แล้วก็ทำไปด้วยความเข้าใจ
#รู้ว่าสิ่งเหล่านี้การให้ทาน #การรักษาศีล #การกราบไหว้อ่อนน้อมเป็นบุญ
#กระทำไปด้วยความเข้าใจ
#จิตก็จะเป็นมหากุศลญาณสัมปยุตต์ประกอบด้วยกัมมัสสกตาปัญญา

#ยิ่งเป็นผู้เจริญสติเป็น
#ระลึกรู้รู้ตัวทั่วพร้อมในการทำบุญกุศลทุกอย่างทานศีลภาวนา
#รู้เนื้อรู้ตัว #รู้กายรู้ใจ
#แยกสภาวะได้
#เห็นกายเป็นอย่างหนึ่ง #ใจเป็นอย่างหนึ่ง
#รูปอย่างหนึ่ง #นามอย่างหนึ่ง
#ธรรมทั้งหลายเป็นเหตุเป็นผลเกี่ยวข้องกันไป
#เหล่านี้จิตก็จะเป็นมหากุศลญาณสัมปยุตต์อันประกอบด้วยวิปัสสนาปัญญา
#ทำบุญด้วยมีปัญญาเข้าประกอบ
#ส่งผลในภพใหม่ก็จะเป็นติเหตุกบุคคล
ถ้าเรามีเจตนาดีทั้ง ๓ กาล
ก่อนทำ กำลังทำ หลังจากทำแล้ว
ก็ยังมีศรัทธา มีใจเสียสละ ไม่เสียดายทรัพย์
เจตนาดี ปัญญามี
อย่างนี้เกิดเป็นติเหตุกบุคคล
เป็นมนุษย์เป็นเทวดาที่มีปัญญาแต่กำเนิด
เมื่อไปเจริญกรรมฐานก็บรรลุฌาน บรรลุมรรคผลนิพพานได้

ถ้าเป็นผู้ไปเกิดที่ไม่มีปัญญาที่เป็นทวิเหตุกบุคคล ขาดปัญญา
ก็ไม่สามารถบรรลุธรรมได้ในชาตินั้น ๆ
แต่ว่าสั่งสมไปก่อนได้
สั่งสมสติปัญญาไป ไปบรรลุชาติใหม่
เรียกว่าทวิเหตุกบุคคล
เกิดด้วยเหตุ ๒
มีแต่อโลภเหตุ อโทสเหตุ
ขาดอโมหเหตุ ขาดปัญญา

ยิ่งเป็นสุคติเหตุกบุคคล
บุคคลที่เกิดมาไม่มีเหตุเลย
คือกุศลที่ทำไว้ในอดีตบกพร่องเยอะ
ปัญญาก็ไม่มี เจตนาก็เสีย แต่เขาก็ยังได้บุญ
ทำบุญให้ทาน แต่ว่าเจตนาเสีย ปัญญาไม่มี
แถมมีบาปอื่น ๆ แทรก
มันก็เลยได้เกิดเป็นมนุษย์เหมือนกัน แต่ว่าไม่สมบูรณ์แบบ
บ้าใบ้บอดหนวกไป
อย่างนี้ยิ่งไม่สามารถบรรลุธรรมได้

ฉะนั้นทำบุญให้ถึงพร้อม ทำกุศลให้ถึงพร้อม
ละเว้นบาปทั้งปวง
รักษาจิต พัฒนาจิตใจของเราให้ผ่องใสดีงาม
แล้วก็จะได้เข้าถึงซึ่งวิมุตติความหลุดพ้น
มรรคผลนิพพานทุกท่านเทอญ

สัมโมทนียกถา วันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๖๙
.............................
ธัมโมวาท โดยหลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี
เจ้าอาวาสวัดมเหยงคณ์ พระนครศรีอยุธยา





“..เมื่อเรามาเห็นโอกาสและเวลา เหมาะสมแก่เรื่องราวของเราเช่นนั้น ก็ควรจะพากันรีบถ่อ รีบแจว รีบพาย รีบขวนขวายพยายาม อย่างภาษิตเขาว่า “รีบถ่อรีบพาย ตลาดมันจะวาย สายบัวมันจะเน่า” คือ ยายแก่พายเรือไปเก็บสายบัว จะไปขายที่ตลาด มัวแต่ช้าเมินเฉยอยู่ ตลาดเขาเลิกหมด บัวมันก็จะต้องเน่า นี่ท่านจึงสอนว่า “รีบถ่อรีบพาย ตะวันมันจะสาย ตลาดจะวาย สายบัวมันจะบูด” เราก็เหมือนกัน เมื่อมีศรัทธาก็รีบเร่ง บากบั่นพยายาม ตลาดคือได้แก่การที่พวกเราทั้งหลายได้มาฟังเทศน์ สวดมนต์ อบรมจิตใจ ถ้าโอกาสและเวลาเช่นนั้นหมดไป เราก็จะไม่ได้ทำ ที่เขาเรียกว่าสายบัวคืออะไร คือชีวิตไม่รีบเร่งขวนขวายเข้าไปมันจะตาย ไม่มีนิมิตเครื่องหมายว่าลมหายใจมันจะขาดเมื่อไร แจวเข้าไป คือ ความพากความเพียรบากบั่นพยายาม รีบไปเก็บเครื่องที่จะให้เกิดบุญเกิดกุศลแก่ตน รวบรวมไปขายในตลาด ใส่บาตรใส่พก บำเพ็ญคุณงามความดี นอกจากนั้นทีนี้ สายบัวมันก็จะต้องเน่า เมื่อหมดลมก็ตาย ตลาดจะต้องวาย พระสงฆ์ก็เป็นของไม่แน่ บางทีก็ตาย บางทีก็สึก บางทีก็หนี บางทีวัดมันร้าง ไม่ร้างบางทีคนชั่วมาอยู่ นี่ตลาดมันวาย ก็พอดีและตลาดก็วาย สายบัวคือลมหายใจมันก็ขาด เราก็ไม่สามารถไปขวนขวายพยายาม หาพัสดุข้าวของมาถวายทานการกุศลได้ เมื่อโอกาสเหมาะสมแก่เรื่องราว ภาวะและชีวิตของเรา ก็ควรจะต้องทำ ไม่ประมาท พยายามรีบเร่งขวนขวาย พยายามเสียโดยเร็ว นี่เป็นอย่างนี้..”

ธมฺมธโรวาท
พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์ (ท่านพ่อลี ธมฺมธโร) วัดอโศการาม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ
(พ.ศ.๒๔๔๙-๒๕๐๔ )







“คำตำหนิ” ช่วยเตือนให้ตนกลับมา
ตระหนักว่า ... ตนเป็นมนุษย์ ที่ย่อมมีผิด
มีพลาด คำตำหนิติเตียน อาจไม่มีสาระอะไร
เลยก็ได้ ถึงที่สุดแล้วตอกย้ำให้เราเห็น
สัจธรรมของโลกว่า ... สรรเสริญกับนินทา
เป็นของคู่กัน ไม่ว่าจะดีหรือเก่งแค่ไหน
ก็หนีคำนินทาไม่พ้น นี่คือหนึ่งใน “โลกธรรม”
ที่ต้องประสบ ...
...
พระไพศาล วิสาโล





“..สมบัติในโลกเราแสวงหามาเป็นความสุขก็พอหาได้ จะแสวงหามาเป็นไฟก็ทำให้ฉิบหายได้ จริงๆข้อนี้ขึ้นอยุ่กับความฉลาดและความโง่เขลา ของผู้แสวงหาแต่ละราย ท่านผู้พ้นทุกข์ไปด้วยความอุตส่าห์สร้างความดีใส่ตน จนกลายเป็นสรณะของพวกเรา จะเข้าใจว่าท่านไม่เคยมีสมบัติเงินทอง เครื่องหวงแหนอย่างนั้นหรือ เข้าใจว่าเป็นคนร่ำรวยสวยงามเฉพาะสมัยพวกเราเท่านั้นหรือ จึงพากันรักพากันหวงพากันห่วงจนไม่รู้จักเป็นรู้จักตาย บ้านเมืองเราสมัยนี้ไม่มีป่าช้าสำหรับเผาหรือฝังคนตายอย่างนั้นหรือจึงสำคัญว่าตนจะไม่ตาย และพากันประมาทจนลืมเนื้อลืมตัว กลัวแต่จะไม่ได้กิน ไม่ได้นอนกลัวแต่จะไม่ได้เพลิดไม่ได้เพลิน ประหนึ่งโลกจะดับสูญไปเดี๋ยวนี้ จึงรีบพากันตักตวงเอาความไม่เป็นท่าใส่ตนแทบหาบไม่ไหว อันสิ่งเหล่านี้ แม้แต่สัตว์เขามีได้เหมือนมนุษย์เรา อย่าสำคัญว่าตนเก่งกาจสามารถฉลาดรู้ยิ่งกว่าเขาเลย ถึงกับสร้างความืดมิดปิดตามาทับถมตัวเองจนไม่มีวันสร่างซา เมื่อถึงเวลาจนตรอกอาจจนยิ่งกว่าสัตว์ ใครจะไปทราบได้ถ้าไม่เตรียมทราบไว้ตั้งแต่บัดนี้..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)







“..ถ้าเรามีสติ ความระลึกได้ มีสัมปชัญญะความรู้ตัวอยู่ทุกอิริยาบถ การยืน เดิน นั่ง นอน ผู้รู้ทั้งหลายก็พร้อมที่จะเกิดขึ้นมา ให้รู้ ให้เห็นธรรมะตามเป็นจริงทุกกาลเวลา พระพุทธเจ้าของเรานั้นท่านยังไม่ตาย แต่คนมักเข้าใจว่าท่านตายไปแล้ว นิพพานไปแล้ว ความเป็นจริงแล้ว พระพุทธเจ้าที่แท้จริงนั้นท่านไม่นิพพาน ท่านไม่ตายท่านยังอยู่ ท่านยังช่วยมนุษย์ ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบอยู่ทุกเวลา พระพุทธเจ้านั้นก็คือธรรมะนั่นเอง ใครทำดีต้องได้ดีอยู่วันหนึ่ง ใครทำชั่วมันก็ได้ชั่ว นี่เรียกว่าพระธรรมพระธรรมนั้นแหละเรียกว่า พระพุทธเจ้า และก็ธรรมะนี่แหละที่ทำให้พระพุทธเจ้าของเรา เป็นพระพุทธเจ้า ฉะนั้น พระองค์จึงตรัสว่า "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา" แสดงว่าพระพุทธเจ้าก็คือพระธรรม และพระธรรมก็คือพระพุทธเจ้า ธรรมะที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้นเป็นธรรมะที่มีอยู่ประจำโลก ไม่สูญหาย เหมือนกับน้ำที่มีอยู่ในพื้นแผ่นดิน ผู้ขุดบ่อลงไปให้ถึงน้ำก็จะเห็นน้ำไม่ใช่ว่าผู้นั้นไปแต่งไปทำให้น้ำมีขึ้น บุรุษนั้นลงกำลังขุดบ่อเท่านั้น ให้ลึกลงไปให้ถึงน้ำ น้ำก็มีอยู่แล้ว อันนี้ ฉันใดก็ฉันนั้น พระพุทธเจ้าของเราก็เหมือนกัน ท่านไม่ได้ไปแต่งธรรมะ ท่านไม่ได้บัญญัติธรรมะ บัญญัติก็บัญญัติสิ่งที่มันมีอยู่แล้ว ธรรมะคือความจริงที่มีอยู่แล้ว ท่านพิจารณาเห็นธรรมะ ท่านเข้าไปรู้ธรรม คือรู้ความจริงอันนั้น ฉะนั้นจึงเรียกว่าพระพุทธเจ้าของเราท่านตรัสรู้ธรรม และการตรัสรู้ธรรมนี่เองจึงทำให้ท่านได้รับพระนามว่า พระพุทธเจ้า..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
(พ.ศ.๒๔๖๑-๒๕๓๕)






พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ทั้ง ๓ อย่างนี้
เป็นที่เลิศ ที่ประเสริฐ พวกเราเรียกว่า
คุณพระรัตนตรัย ผู้ที่เลื่อมใสกราบไหว้บูชา
แล้วตั้งจิตระลึกนึกภาวนาเอาเป็นที่พึ่งของตน
อย่างที่เรียกว่า พระไตรสรณาคมน์
บุคคลใดจะเป็นผู้หญิงหรือชายก็ตาม
จะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ตาม มีความเคารพ
กราบไหว้สักการะบูชาด้วยศรัทธาความ
เลื่อมใสในคุณพระรัตนตรัย ผู้นั้นแล
จิตได้ที่พึ่งอันเกษม ที่พึ่งอันเป็นมงคลสูงสุด
พวกเราทั้งหลาย ได้ที่พึ่งเช่นนี้แล้ว
ย่อมพ้นไปจากทุกข์ทั้งปวงดังนี้ ...
...
โอวาทธรรม พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร
วัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ. สกลนคร
(พ.ศ. ๒๔๔๒ - ๒๕๒๐)





#หลวงปู่ขาว_อนาลโย
#โอวาทธรรม

โอวาทธรรมหลวงปู่ขาว อนาลโย

"แก่นของธรรมแท้อยู่ที่สติ"

" .. ให้พากันหัดทำสติให้ดี ให้สำเหนียก ให้แก่กล้า "สติน่ะทำเท่าไรไม่ผิด" สติน่ะให้มันมีกำลังสติดีแล้ว จิตมันจึงรวม เพราะสติคุ้มครองจิต "เพราะสติก็แม่นจิตนั่นแหละ" หากลุ่มลึกกว่า

ครั้นใจนึกขึ้นว่าสติ ก็ใจนั่นแหละเป็นผู้นึกขึ้น เรียกว่า "สติ" เพราะสติก็แม่นใจนั้นแหละ พวกเดียวกัน ทำให้มันดีแล้ว ไม่พลาด ทำก็ไม่พลาด พูดก็ไม่พลาด คิดก็ไม่พลาด ย่อมถูก ไม่ผิด พากันทำเอา .. "

หลวงปู่ขาว อนาลโย
วัดป่าถ้ำกลองเพล อ.หนองบัวลำพู จ.อุดรธานี






หลวงพ่อพุธ ฐานิโย
วัดป่าสาลวัน
อ.เมือง จ.นครราชสีมา

กำหนดจุดให้มีอารมณ์สิ่งรู้ สติมีสิ่งระลึก ท่านผู้ใดจะกำหนดอารมณ์อะไรได้ ไม่ขัดข้อง ตามที่ตัวชำนาญหรือคล่องตัว เคยภาวนาพุทโธก็พุทโธไป กำหนดลมหายใจออกเข้าก็กำหนดไป สัมมาอะระหัง ยุบหนอพองหนอก็กำหนดไป หรืออารมณ์อื่นๆ ที่ท่านถนัดใจก็ว่ากันไป ไม่ขัดข้อง

เพราะธรรมชาติของจิต ถ้ามีอารมณ์สิ่งรู้แล้วเรามีสติควบคุมรู้อยู่ในจุดที่จิตมีสิ่งรู้ ได้ชื่อว่าการปฏิบัติสมาธิ และไม่จำเป็นจะต้องไปบังคับจิตให้หยุดนิ่ง เพียงแต่หาอารมณ์มาป้อนให้จิตของเรานึกบริกรรมภาวนาหรือพิจารณาอยู่เท่านั้น แต่หากท่านผู้ใดจิตของตนสามารถหาอารมณ์มาป้อนให้ตัวเองได้ คือมีความคิดปรุงแต่งขึ้นมาเอง ให้กำหนดทำสติรู้อยู่ที่ความคิด ทุกขณะจิต ทุกลมหายใจ ไม่ต้องไปฝืนกฎธรรมชาติ

ธรรมชาติของจิตย่อมมีความคิด เพราะความคิดเป็นอาหารของจิต ธรรมชาติของจิตย่อมบริหารตนเอง ความคิดเป็นการบริหารจิต ผู้ปฏิบัติธรรมจะเอาดีกับความคิดกับการบริหารจิต กับอาการที่จิตบริโภคอาหาร ต้องปฏิบัติตนให้มีสติสัมปชัญญะรู้พร้อมอยู่ทุกขณะจิตที่มีความคิดหรือจิตว่าง นี่เคล็ดลับสำคัญของการปฏิบัติธรรมอยู่กันที่ตรงนี้






“..เมื่อเรามาเห็นโอกาสและเวลา เหมาะสมแก่เรื่องราวของเราเช่นนั้น ก็ควรจะพากันรีบถ่อ รีบแจว รีบพาย รีบขวนขวายพยายาม อย่างภาษิตเขาว่า “รีบถ่อรีบพาย ตลาดมันจะวาย สายบัวมันจะเน่า” คือ ยายแก่พายเรือไปเก็บสายบัว จะไปขายที่ตลาด มัวแต่ช้าเมินเฉยอยู่ ตลาดเขาเลิกหมด บัวมันก็จะต้องเน่า นี่ท่านจึงสอนว่า “รีบถ่อรีบพาย ตะวันมันจะสาย ตลาดจะวาย สายบัวมันจะบูด” เราก็เหมือนกัน เมื่อมีศรัทธาก็รีบเร่ง บากบั่นพยายาม ตลาดคือได้แก่การที่พวกเราทั้งหลายได้มาฟังเทศน์ สวดมนต์ อบรมจิตใจ ถ้าโอกาสและเวลาเช่นนั้นหมดไป เราก็จะไม่ได้ทำ ที่เขาเรียกว่าสายบัวคืออะไร คือชีวิตไม่รีบเร่งขวนขวายเข้าไปมันจะตาย ไม่มีนิมิตเครื่องหมายว่าลมหายใจมันจะขาดเมื่อไร แจวเข้าไป คือ ความพากความเพียรบากบั่นพยายาม รีบไปเก็บเครื่องที่จะให้เกิดบุญเกิดกุศลแก่ตน รวบรวมไปขายในตลาด ใส่บาตรใส่พก บำเพ็ญคุณงามความดี นอกจากนั้นทีนี้ สายบัวมันก็จะต้องเน่า เมื่อหมดลมก็ตาย ตลาดจะต้องวาย พระสงฆ์ก็เป็นของไม่แน่ บางทีก็ตาย บางทีก็สึก บางทีก็หนี บางทีวัดมันร้าง ไม่ร้างบางทีคนชั่วมาอยู่ นี่ตลาดมันวาย ก็พอดีและตลาดก็วาย สายบัวคือลมหายใจมันก็ขาด เราก็ไม่สามารถไปขวนขวายพยายาม หาพัสดุข้าวของมาถวายทานการกุศลได้ เมื่อโอกาสเหมาะสมแก่เรื่องราว ภาวะและชีวิตของเรา ก็ควรจะต้องทำ ไม่ประมาท พยายามรีบเร่งขวนขวาย พยายามเสียโดยเร็ว นี่เป็นอย่างนี้..”

ธมฺมธโรวาท
พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์ (ท่านพ่อลี ธมฺมธโร) วัดอโศการาม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ
(พ.ศ.๒๔๔๙-๒๕๐๔ )






"...บางคนมีเงินมีทองเป็นเศรษฐี มหาเศรษฐี แต่ไม่มีอัธยาศัยเลย ไม่มีน้ำใจ ใจเข้มงวด ใจดำอำมหิตเหลือเกิน ไม่มีน้ำใจงามแต่ประการใด ถือยศถือศักดิ์ ถือเนื้อถือตัวทุกประการ นี่แหละมาจากอัธยาศัยน้ำใจของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนรูปชั่วตัวดำแต่น้ำใจงาม

เพราะฉะนั้นการเจริญกรรมฐานทำให้มีอัธยาศัย ทำให้คนเปลี่ยนนิสัย นิสัยคนนั้นจะให้คนอื่นเปลี่ยนให้นั้นไม่ได้ ต้องให้เขาเปลี่ยนเอง ถ้ามาเจริญกรรมฐาน ความสำเร็จในชีวิตจะเกิดขึ้นมาเป็นอันดับแรก ความล้มเหลวก็จะหายไป

อีกประการหนึ่ง จะประสบความสำเร็จนั้นต้อง

๑. มีความต้องการจริงๆ ที่จะได้ของสิ่งนั้นอย่างฝังอกฝังใจ คือ สมาธิ ทำอะไรอย่าทิ้งงานและหน้าที่

๒. ทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งกำลังกาย กำลังใจ กำลังความคิด กำลังทรัพย์ กำลังวาจาศิลป์ วาทศิลป์ เพื่อให้ได้สิ่งนั้นมาด้วยความจริงทุกสิ่ง เป็นคนจริงอย่างนี้

คนเราที่ไม่ประสบความสำเร็จนั้นมักจะเป็นเพราะขาดองค์ประกอบ ๒ ประการ

ขาดสติสัมปชัญญะยังไม่พอ ยังขาดองค์ประกอบ ๒ ประการ คือ มักจะมีความต้องการอยากได้เฉยๆ แต่ไม่อยากทำ

อยากรวย อยากสวย อยากดี อยากมีไม่อยากจน แต่ไม่อยากทำ ต้องการอยากได้ แต่ขาดการทุ่มเททุกอย่าง ไม่อยากทำเพื่อให้ได้สิ่งนั้นมา อยู่เฉยๆ ให้มันลอยมาเองได้ คือ อย่านอนตื่นสาย อย่าไปหน่ายหากิน อย่าไปหมิ่นเงินน้อย อย่าไปนั่งคอยวาสนาให้มาหาเอง มันคงจะเป็นไปไม่ได้ อย่างนี้เป็นจุดสำคัญ..."

#ธรรมบรรยายเรื่องจุดมุ่งหมายของชีวิต
พระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม)
วัดอัมพวัน อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี
.............................................................................


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
แสดงโพสจาก:  เรียงตาม  
โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 47 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ไปที่:  
ขับเคลื่อนโดย phpBB® Forum Software © phpBB Group
Thai language by phpBBThailand.com
phpBB SEO