พระพุทธพจน์ - พุทธภาษิต พระธรรมเทศนา และ ธรรมะจากครูบาอาจารย์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
ศุกร์ 22 พ.ค. 2026 9:34 am
“..คำว่า “สติ” ย่อมถือเป็นธรรมสำคัญของความเพียรทุก ๆ ประโยค
และคำว่า “ปัญญา” ก็ย่อม ถือเป็นสำคัญในเวลาที่ควรใช้ตามกาลของตน เพราะปัญญาเป็นธรรมจำเป็นไปตามภูมิของจิต ของธรรม ส่วนสติเป็นธรรมจำเป็นตลอดไปในอิริยาบถต่าง ๆ
กาลใดที่ขาดสติ กาลนั้นเรียกว่า ขาดความเพียร แม้กำลังเดินจงกรมหรือนั่งสมาธิอยู่ก็สักแต่ว่าเท่านั้น แต่มิได้เรียกว่า เป็นความเพียรชอบ ดังนั้นท่านจึงสอนเน้นลงในความมีสติมากกว่าธรรมอื่น ๆ เพราะ สติเป็นรากฐานสำคัญของความเพียรทุกประเภทและทุกประโยคที่ทำ จนกลายเป็น มหาสติขึ้นมาและผลิตปัญญาให้เป็นไปตาม ๆ กัน
ภูมิต้นเพื่อความสงบต้องใช้สติ ให้มาก ภูมิต่อไปสติกับปัญญาควรเป็นธรรมควบคู่กันไปตลอดสาย..”
ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)
‘‘..ขอให้ท่านทั้งหลาย จงสำรวจดูความสุข ว่าตรงไหนที่ตนเห็นว่ามันสุขที่สุดในชีวิต ครั้นสำรวจดูแล้วมันก็แค่นั้นแหละ แค่ที่เราเคยรู้ เคยพบมาแล้วนั่นเอง ทำไมไม่มากไปกว่านั้น มากกว่านั้นไม่มี โลกมีอยู่แค่นั้นเอง แล้วก็ซ้ำๆ ซากๆ อยู่แค่นั้น เกิด แก่ เจ็บ ตาย อยู่ร่ำไป มันจึงน่าจะมีความสุขชนิดพิเศษกว่า ประเสริฐกว่านั้น ปลอดภัยกว่านั้น
พระอริยเจ้าทั้งหลาย ท่านจึงสละสุขส่วนน้อยนั้นเสีย เพื่อแสวงหาสุขอันเกิดจากความสงบกาย สงบจิต สงบกิเลส เป็นความสุขที่ปลอดภัย หาสิ่งใดเปรียบมิได้เลย..”
โอวาทธรรมคำสอน
พระราชวุฒาจารย์
(หลวงปู่ดูลย์ อตุโล)
วัดบูรพาราม อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ (พ.ศ.๒๔๓๑-๒๕๒๖)
จากหนังสือ: ประวัติชีวิต การงาน หลักธรรม หลวงปู่ดูลย์ อตุโล
#คนที่จะข้ามโอฆะได้
"... ต้องมีศรัทธาเสียก่อน ถ้าไม่มีศรัทธา
เสียอย่างเดียวก็หมดทาง ที่จะข้ามโอฆะได้ ศรัทธาจึงเป็นของสำคัญที่สุด เช่น เชื่อมั่นในกรรม เชื่อผลของกรรม ดังที่ได้อธิบายมาแล้ว
แต่ว่าศรัทธาอันนั้น เป็นเบื้องต้นที่จะทำทาน ถ้ามีศรัทธาแล้วไม่อดเรื่องการทำทาน อยู่ที่ไหนก็ทำได้ ทำมากก็ได้ ทำน้อยก็ได้ ไม่ต้องเลือกวัตถุในการทำทาน จะเป็นข้าว น้ำ อาหาร หมากพลู บุหรี่ ฯลฯ สารพัดสิ่งเป็นทาน ได้ทั้งหมด
แม้แต่ใบไม้ ใบตอง ใบหญ้า ก็เป็นทานได้ เราทำด้วยความเชื่อมั่นว่า สิ่งนี้ทำไปแล้วจะเป็นประโยชน์แก่ผู้นั้น ๆ ก็อิ่มอกอิ่มใจขึ้นมาก็เป็นบุญนั่นแหละศรัทธา มันทำให้อิ่มอกอิ่มใจ ทำให้เกิดบุญ ซาบซึ้งถึงใจทุกอย่างไม่ลืมเลย อันนั้นจึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ข้ามโอฆะ ..."
""""""""""""""""""""""""""""
#ธรรมโอวาทโดย___
#พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์
#หลวงปู่เทสก์_เทสรังสี
วัดหินหมากเป้ง อำเภอศรีเชียงใหม่
จังหวัดหนองคาย (พ.ศ.๒๔๔๕-๒๕๓๗)
ภาวนาคือพิจารณาให้รู้ตามเป็นจริง
...
”การปฏิบัติถ้าปัญญาไม่รอบคอบ ทาน
ก็ไม่ถูก ถ้าปัญญาไม่ละเอียด สมาธิ ก็ไม่เกิด
ศีล ก็รักษาไม่ได้ ถ้าพูดถึงการปฏิบัติแล้ว
ปัญญามาก่อน ถ้าพูดตามปริยัติ ต้องทาน
ศีล สมาธิ แล้ว จึงปัญญา แต่ถ้าพูดถึงปฏิบัติ
คนต้องมีปัญญา (สัมมาทิฐิ) ก่อน จึงจะรู้จัก
การให้ทาน พอมีปัญญาแล้วการให้ทาน
จะสมบูรณ์ ศีล มีปัญญา ศีลก็สมบูรณ์
สมาธิ มีปัญญา ก็สมบูรณ์ ศีล สมาธิ ปัญญา
มันกลมกลืนกันอย่างนี้ ถ้ามีศรัทธาเฉย ๆ
ปัญญา ก็เป็นอธิโมกข์เสีย (ความน้อมใจเชื่อ)
เชื่อตามเขาไปเสีย ทำตามเขาเสีย ทิ้งปัญญา
ไม่ได้ ... ปัญญา ต้องควบคุมทุกครั้ง
ทำอะไรทุกอย่างต้องใช้ปัญญานำ“
...
หลวงพ่อชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง
จาก มรดกธรรมเล่มที่ ๑๐ หน้า ๙๕
“..#ถ้าประมาทในชาติมนุษย์
ไม่พยายามสร้างความดีไว้เสริมต่อ ในภพชาติต่อไป ทางที่จะได้เกิดเป็นสัตว์
มีมากกว่าทางที่จะได้เกิดเป็นมนุษย์..”
หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
โลภแต่ไม่บาป
พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย)
พระไปเทศน์ว่า โยม...โยม อย่าโลภมากนัก
อย่าไปเชื่อพระ พระสอนศาสนาผิด
ถ้าใครบอกว่า โยม มีความโลภอยู่ในใจนั่นน่ะ
จะหาผลประโยชน์อะไรอย่าลืมนึกถึงศีลถึงธรรมเน้อ อันนี้เชื่อได้
เราจะโลภแค่ไหน เราจะแสวงหาผลประโยชน์อันใด
ถ้าไม่ผิดศีล ๕ ข้อใดข้อหนึ่ง เชิญตามสบาย ไม่ต้องเกรงใจ
พระพุทธเจ้ามีแต่ยกย่อง ท่านไม่ด่าดอก...
ทำไมล่ะ...ในคำสอนของพระองค์ท่านมี...เรามีหลักฐาน
ใครต้องการผลประโยชน์ในปัจจุบัน อุฏฐานสัมปทา
จงหมั่นขยันในการแสวงหาผลประโยชน์
ถ้าความโลภ มันไม่ดี ทำไมพระพุทธเจ้าจะสอนให้เราหมั่นขยันล่ะ
พระองค์ให้ระวังเพียงแค่ว่า ต้องการผลประโยชน์อันใด
อย่าทำผิดศีลธรรมและกฎหมาย ปกครองบ้านเมือง
ถ้ามันไม่ผิด ใครจะทะเยอทะยานไปแค่ไหนจรดฟ้าจรดแขนก็เชิญตามสบาย
พระองค์กลับจะยกย่องว่าเป็นคนรู้จักหา เอาผลประโยชน์โดยชอบธรรม
ทีนี้พอได้มาแล้ว พระองค์ว่า อารักขสัมปทา จงรู้จักรักษานะ
แน่ะ...สอนให้เราตระหนี่
เพราะพระองค์รู้ว่า คนไม่ตระหนี่ไม่มีทางเป็นเศรษฐีได้
นี่เรียนธรรมะต้องส่องให้มันจบ
ในเมื่อพร้อมด้วยทรัพย์สมบัติ เกียรติยศ และอำนาจ
กัลยาณมิตตตา จงสร้างความดีกับเพื่อนบ้าน
ให้เพื่อนบ้านเขารัก เคารพบูชา
เราจะได้มีกำลังช่วยรักษาชีวิตและทรัพย์สมบัติของเรา
สมชีวิตา เลี้ยงครอบครัว ตลอดจนบริวารที่เกี่ยวข้อง
ให้สุขสบายตามสมควร อันนี้คือหลักของพระองค์ท่าน
พอท่านว่า อย่าโลภๆๆ วันนี้ไปทำงานจะได้เงินสักล้านสองล้าน
ได้สักหมื่นสองหมื่นก็พอแล้ว ขืนไปทำมากกว่านี้มันผิดความโลภ
พระพุทธเจ้าจะด่า นั่นเข้าใจผิด
อันใดที่ไม่ผิดศีลธรรมกฎหมายปกครองบ้านเมือง ทำมันลงไป
พวกหวังรวยด้วยการค้ายาเสพติด ค้ายาบ้าหรืออะไร
“..คำว่า “สติ” ย่อมถือเป็นธรรมสำคัญของความเพียรทุก ๆ ประโยค
และคำว่า “ปัญญา” ก็ย่อม ถือเป็นสำคัญในเวลาที่ควรใช้ตามกาลของตน เพราะปัญญาเป็นธรรมจำเป็นไปตามภูมิของจิต ของธรรม ส่วนสติเป็นธรรมจำเป็นตลอดไปในอิริยาบถต่าง ๆ
กาลใดที่ขาดสติ กาลนั้นเรียกว่า ขาดความเพียร แม้กำลังเดินจงกรมหรือนั่งสมาธิอยู่ก็สักแต่ว่าเท่านั้น แต่มิได้เรียกว่า เป็นความเพียรชอบ ดังนั้นท่านจึงสอนเน้นลงในความมีสติมากกว่าธรรมอื่น ๆ เพราะ สติเป็นรากฐานสำคัญของความเพียรทุกประเภทและทุกประโยคที่ทำ จนกลายเป็น มหาสติขึ้นมาและผลิตปัญญาให้เป็นไปตาม ๆ กัน
ภูมิต้นเพื่อความสงบต้องใช้สติ ให้มาก ภูมิต่อไปสติกับปัญญาควรเป็นธรรมควบคู่กันไปตลอดสาย..”
ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)
" ทุกอย่างจะสำเร็จได้ด้วยความเพียร ก็คือการฝืน คือไม่ยอมแพ้ มันจะปวด จะร้อน จะหนาว ทำไปฝืนใจไปมันก็สำเร็จ "
หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม
#ธรรมะในคัมภีร์อยู่ไกล
#ธรรมะในใจอยู่ใกล้แค่เอื้อม
"...ถ้าเราไปอ่านเรื่องธรรมะในคัมภีร์ ก็ดูเหมือนกับว่าธรรมะนี้อยู่ไกลสุดเอื้อม แต่เมื่อเราจะมาศึกษาและเรียนให้รู้ธรรมะในตัวของเรานี่ เราจะรู้สึกว่าธรรมะที่จะต้องเรียนรู้และจำเป็นต้องรู้ก็ไม่ใช่อื่นไกล ก็คือเรื่องของกายกับใจของเรานั่นเอง
กายกับใจเป็นที่เกิดของความสุขและความทุกข์ ความดีและความชั่วเกิดที่กายกับใจ บุญและบาปเกิดที่กายกับใจ มรรค ผล นิพพาน ความดีเกิดที่กายกับใจ เพราะฉะนั้น การเรียนรู้ธรรมะ เราควรจะได้เรียนรู้เรื่องกายกับใจของเรา มากกว่าที่จะไปเรียนในคัมภีร์ให้มันมีความรู้มากๆ เป็นการส่งเสริมทิฎฐิมานะให้มันเกิดมากขึ้นๆ แล้วก็เที่ยวแบกเอาคัมภีร์ไปขัดคอกัน
ผู้ปฏิบัติธรรมที่จะสำเร็จมรรคผล นิพพานกันจริงๆ ต้องเรียนรู้เรื่องของโลก ในหลักธรรมะท่านสอนให้เรียนรู้ เรื่องกาย เรื่องจิต รู้อะไรก็ไม่สู้รู้ใจตนเอง
ถ้าเราพิจารณาธรรมะ เราพิจารณาที่ใจเรา น้อมเข้ามาที่ใจ มารู้อยู่ที่ใจ นึกแต่เพียงว่าสิ่งภายนอกเป็นแต่เพียงอารมณ์ สิ่งรู้ของจิต สิ่งระลึกของสติเท่านั้น
รู้นอกเป็นสมุทัย รู้ในเป็นมรรค ถ้าไปรู้นอก เป็นเหตุให้สร้างบาปสร้างกรรม ถ้ารู้เข้ามาในเป็นเหตุให้ละวาง. ความรู้ที่จำเป็นที่สำคัญที่สุด ก็คือรู้จิตรู้ใจ
ของเราเอง ว่าปัจจุบันนี้สภาพจิตใจของเรา เป็นอย่างไร เศร้าหมองหรือผ่องใส มีกิเลสตัวไหนอยู่ในใจเราบ้าง เมื่อเรารู้ความจริงของตัวเราแล้ว เราจะแก้ไขดัดแปลงอย่างไรนั้น ก็ขึ้นอยู่กับความตั้งใจของเรา
อ่านจริตของเราให้รู้ว่าเราเป็นราคจริต โทสจริต โมหจริต วิตกจริต พุทธิจริต ศรัทธาจริต อย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อจะดูให้รู้แจ้ง เพื่อจะเป็นพื้นฐานที่เราจะแก้ไขดัดแปลงจิตของเรา เมื่อเรารู้ชัดลงไปแล้ว เรามีกิเลสตัวไหน เป็นจริตประเภทไหน เราจะได้แก้ไขดัดแปลง ตัดทอนสิ่งที่เกิน แล้วเพิ่มสิ่งที่หย่อนให้อยู่ในระดับพอดีพองาม เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา..."
หลวงพ่อพุธ ฐานิโย
จะหลุดพ้นได้ต้องเริ่มจากการเห็นโทษ
...
ให้เอาจิตพิจารณากายนี้ให้รู้จัก เมื่อรู้จักแล้ว
มันก็เป็นสิ่งไม่แน่นอน เป็นของไม่เที่ยงทั้งนั้น
เมื่อเห็นเช่นนี้ จิตใจของเราก็จะเกิดความ
เบื่อหน่าย เบื่อหน่ายในใจในกายนี้ว่า
ไม่แน่นอน ไม่คงเส้นคงวา ก็อยากจะหา
ทางออก หาทางพ้นทุกข์ เปรียบประหนึ่ง
นกที่อยู่ในกรง เห็นโทษว่าจะบินไปมาที่ไหน
ไม่ได้ ใจพะวักพะวนดิ้นรนจะออกจากกรง
อันนั้น เบื่อกรง เบื่อที่อยู่ ถึงแม้ว่าจะให้อาหาร
ให้มันกินอยู่ ใจมันก็ยังไม่สบาย เพราะมัน
เบื่อกรงที่ขังมันไว้ จิตใจเราก็เหมือนกัน
เมื่อเห็นโทษ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในรูป
ในนามนี้แล้ว มันก็จะพยายามพิจารณา
ให้ออกจากวัฏสงสารอันนั้น ...
...
พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภทฺโท)
พวกเราทุก ๆ ท่านนะ เกิดมาทั้งที ไม่ใช่ว่าเกิดมาแล้วจะได้มาถึงขนาดนี้ไม่ใช่นะ เป็นบุญที่เราบำเพ็ญคุณงามความดี สั่งสมคุณงามความดี ถ้าหากว่าภพนี้ชาตินี้เราได้บำเพ็ญคุณงามความดี ความดีก็ต่อเติมขึ้นไป ส่งเสริมเติมขึ้นไป ถ้าหากว่าเกิดมาภพนี้ชาตินี้เป็นมิจฉาทิฐิ สำมะเลเทเมา แปลว่าความดีหด อยู่ตัว ไม่ขยาย เผลอ ๆ ความชั่วเติมเข้าไปอีก ตกนรกหมกไหม้ ตกต่ำไปอีก ถ้าหากว่าเกิดมาภพใดชาติใดได้พบบัณฑิตนักปราชญ์ ได้พบหมู่เพื่อนที่ดี ได้บำเพ็ญคุณงามความดีสั่งสมบุญกุศล บุญกุศลก็ต่อเติมขึ้นไปอีก ยาวขึ้นไป มันเป็นอย่างนั้นนะลูกหลาน
บาปกับบุญ เหมือนกับมะพร้าว ๒ หน่อ หน่อหนึ่งก็คือบาป หน่อหนึ่งก็คือบุญ เราจะต่อยอดไหน เราจะใส่ปุ๋ยต้นไหน เราจะรดน้ำต้นไหน ถ้าเรารดน้ำต้นบุญ บุญก็งอกเงยสวยงามเหลืองอร่ามขึ้นมา มีดอกมีผลสมบูรณ์ ถ้าหากว่าเราไม่เชื่อว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว นรกสวรรค์ไม่มี เราก็ทำความชั่ว เมื่อทำความชั่ว ความชั่วก็งอกเงยขึ้นไป งอกเงยสวยงาม ต้นที่เป็นคุณงามความดีก็อับเฉาเหี่ยวแห้ง ไม่เจริญงอกงาม มันเป็นอย่างนั้น ความดีกับความชั่วในจิตใจของพวกเรา
หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
จากพระธรรมเทศนา “ผลจากการสั่งสมบารมีหลายอสงไขย”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๖๙
‘‘..ขอให้ท่านทั้งหลาย จงสำรวจดูความสุข ว่าตรงไหนที่ตนเห็นว่ามันสุขที่สุดในชีวิต ครั้นสำรวจดูแล้วมันก็แค่นั้นแหละ แค่ที่เราเคยรู้ เคยพบมาแล้วนั่นเอง ทำไมไม่มากไปกว่านั้น มากกว่านั้นไม่มี โลกมีอยู่แค่นั้นเอง แล้วก็ซ้ำๆ ซากๆ อยู่แค่นั้น เกิด แก่ เจ็บ ตาย อยู่ร่ำไป มันจึงน่าจะมีความสุขชนิดพิเศษกว่า ประเสริฐกว่านั้น ปลอดภัยกว่านั้น
พระอริยเจ้าทั้งหลาย ท่านจึงสละสุขส่วนน้อยนั้นเสีย เพื่อแสวงหาสุขอันเกิดจากความสงบกาย สงบจิต สงบกิเลส เป็นความสุขที่ปลอดภัย หาสิ่งใดเปรียบมิได้เลย..”
โอวาทธรรมคำสอน
พระราชวุฒาจารย์
(หลวงปู่ดูลย์ อตุโล)
วัดบูรพาราม อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ (พ.ศ.๒๔๓๑-๒๕๒๖)
จากหนังสือ: ประวัติชีวิต การงาน หลักธรรม หลวงปู่ดูลย์ อตุโล
#เห็นจิตในจิต
"...จิตเป็นธาตุรู้ ที่รู้อะไรๆได้นี้
จึงกำหนดจิตได้ที่ตัวรู้ หรือที่ความรู้
รู้อยู่ที่ไหน จิตอยู่ที่นั่น...
การปฏิบัติ แยกจิตออกเป็นสองส่วน
คือ ส่วนที่ดู กับส่วนที่ถูกดู
และเมื่อแยกกันออกมาได้ดังนี้แล้ว
ก็เป็นผลของการปฏิบัติขั้นหนึ่ง
และเมื่อได้ผลการปฏิบัติขั้นหนึ่งแล้ว
คือแยกออกมาเป็นผู้ดูและผู้ถูกดูดังนี้
ก็จะได้ผลของการปฏิบัติขั้นสองต่อไป
คือ ฝ่ายที่ถูกดูนั้นจะอ่อนกำลังลง
จนสงบไป หายไป
ผู้ดูนั้นก็จะเป็นผู้รู้ เป็นผู้เห็นในสิ่งที่ดู
ตั้งต้น แต่จะมองเห็นจิตของตัวเอง
ที่เป็นฝ่ายถูกดู..."
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า
กรมหลวงวชิรญาณสังวร
“..คำว่า “สติ” ย่อมถือเป็นธรรมสำคัญของความเพียรทุก ๆ ประโยค
และคำว่า “ปัญญา” ก็ย่อม ถือเป็นสำคัญในเวลาที่ควรใช้ตามกาลของตน เพราะปัญญาเป็นธรรมจำเป็นไปตามภูมิของจิต ของธรรม ส่วนสติเป็นธรรมจำเป็นตลอดไปในอิริยาบถต่าง ๆ
กาลใดที่ขาดสติ กาลนั้นเรียกว่า ขาดความเพียร แม้กำลังเดินจงกรมหรือนั่งสมาธิอยู่ก็สักแต่ว่าเท่านั้น แต่มิได้เรียกว่า เป็นความเพียรชอบ ดังนั้นท่านจึงสอนเน้นลงในความมีสติมากกว่าธรรมอื่น ๆ เพราะ สติเป็นรากฐานสำคัญของความเพียรทุกประเภทและทุกประโยคที่ทำ จนกลายเป็น มหาสติขึ้นมาและผลิตปัญญาให้เป็นไปตาม ๆ กัน
ภูมิต้นเพื่อความสงบต้องใช้สติ ให้มาก ภูมิต่อไปสติกับปัญญาควรเป็นธรรมควบคู่กันไปตลอดสาย..”
ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)
“ . . ความหยาบ ความมักง่าย
ตาหยาบ หูหยาบ
เพราะใจมันหยาบ
ในเมื่อเรามีธรรมเป็นเครื่องอบรม
คือการกระทำสิ่งที่เป็นธรรมให้มาก
ความอยาก ความมักง่าย
ล้วนแต่เป็นกิเลส
มันก็ค่อยเหือดแห้งลงไป
ด้วยการกระทำของเรา
ที่เป็น ‘ข้อปฏิบัติที่เป็นธรรม’ . . ”
โอวาทธรรม
-- หลวงปู่แบน ธนากโร
วัดดอยธรรมเจดีย์ สกลนคร
“..คำว่า “สติ” ย่อมถือเป็นธรรมสำคัญของความเพียรทุก ๆ ประโยค
และคำว่า “ปัญญา” ก็ย่อม ถือเป็นสำคัญในเวลาที่ควรใช้ตามกาลของตน เพราะปัญญาเป็นธรรมจำเป็นไปตามภูมิของจิต ของธรรม ส่วนสติเป็นธรรมจำเป็นตลอดไปในอิริยาบถต่าง ๆ
กาลใดที่ขาดสติ กาลนั้นเรียกว่า ขาดความเพียร แม้กำลังเดินจงกรมหรือนั่งสมาธิอยู่ก็สักแต่ว่าเท่านั้น แต่มิได้เรียกว่า เป็นความเพียรชอบ ดังนั้นท่านจึงสอนเน้นลงในความมีสติมากกว่าธรรมอื่น ๆ เพราะ สติเป็นรากฐานสำคัญของความเพียรทุกประเภทและทุกประโยคที่ทำ จนกลายเป็น มหาสติขึ้นมาและผลิตปัญญาให้เป็นไปตาม ๆ กัน
ภูมิต้นเพื่อความสงบต้องใช้สติ ให้มาก ภูมิต่อไปสติกับปัญญาควรเป็นธรรมควบคู่กันไปตลอดสาย..”
ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)
Powered by phpBB © phpBB Group.
phpBB Mobile / SEO by Artodia.