พระพุทธพจน์ - พุทธภาษิต พระธรรมเทศนา และ ธรรมะจากครูบาอาจารย์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
ศุกร์ 08 พ.ค. 2026 1:18 pm
"หลวงปู่ชอบ ฐานสโม"
ได้เล่าถึงเรื่องการสวดมนต์ไหว้พระ
ให้พระเณรฟังว่า..!!
"... การสวดมนต์ไหว้พระนั้น ถึงแม้ว่า
เราจะออกเสียงหรือไม่ออกเสียงก็ตาม พวกเทพเจ้าเหล่าเทวดาเขามีหูทิพย์ตาทิพย์ เขาก็จะได้ยินเสียงที่เรา สวดมนต์ไหว้พระด้วยพระสูตรต่างๆ
เมื่อเขาได้ยิน เขาก็จะเกิดความปีติยินดีในการสวดมนต์ไหว้พระกับเรา เขาก็จะพากันมาร่วมอนุโมทนาบุญกับเราด้วย ถ้าจิตเราสงบลงไปบ้างสักเล็กน้อย เราก็จะได้ยินเสียงที่เขามาอนุโมทนากับเรา เสียงที่เขาเปล่งสาธุการนั้นมันดังปานฟ้าสิถล่มทลายลงมาทับดิน.
หลวงปู่ ได้เล่าเรื่องที่ท่านเที่ยววิเวกในเมืองพม่า ดังนี้..
ครั้งหนึ่ง.เราพักจำพรรษาที่บ้านยางแดงประเทศพม่า วัดที่เราอยู่นั้นมันมีศาลาอยู่เพียงหลังเดียว และศาลานี้ก็มีเสาอยู่ตรงกลางต้นเดียว เราให้เขากั้นห้องเป็นสองห้อง ห้องหนึ่งเราเอาไว้พัก อีกห้องหนึ่งเราก็เอาไว้นอน ตรงกลางศาลา จะมีแท่นบูชาพระพุทธรูป มีพระพุทธรูปอยู่หนึ่งองค์ สูงประมาณศอกหนึ่ง พระพุทธรูปองค์นี้แกะสลักจากไม้สัก
ในแต่ละวันเราก็อาศัยสวดมนต์ไหว้พระอยู่หน้าพระประธานองค์นี้แหละ
คืนนั้นเรากำลังไหว้พระสวดมนต์อยู่ดีๆ
พอสวดบทธัมมะจักกัปปะวัตตนะสูตร ถึงท่อนที่ว่า จาตุมมหาราชิกา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ จาตุมมหาราชิกานัง เทวานัง สัททัง สุตวา.
ช่วง ท่อนที่กำลังไล่ชื่อสวรรค์ชั้นต่างๆอยู่นั้น ปรากฏมีเสียงดังสะท้านไปทั่ว เป็นเสียงที่ดังกระหึ่มลงมาจากท้องฟ้า เสียงดังกระหึ่มนั้นทำให้ศาลาที่เรานั่งสวดมนต์ไหว้พระอยู่นั้นเกิดการสั่นไหวขึ้นมา เสียงศาลามันลั่นเอี๊ยดอ๊าดๆ โยกไหวไปมาเหมือนกับว่าแผ่นดินมันไหว..เราก็เลยหยุดสวดมนต์เอาไว้ก่อน มานั่งฟังเสียงดูว่ามันเป็นเสียงอะไรกันแน่ เรามานั่งรำลึกในใจของเราว่า " โฮ้ๆ ! เกิดอีหยังขึ้นหนอที่นี่ เสียงดังสนั่นหวั่นไหวปานนี้ มันสิเฮ็ดให้ศาลามันพังลงมาซะบ่น้อ ! "
เราจึงดับไฟเทียนที่หน้าพระประธาน นั่งฟังเสียงดังกระหึ่มนี้อย่างเดียว พอเรามานั่งฟัง เสียงดังๆนั้นมันก็เงียบหายไป " บ่มีอีหยังอีก.. "เมื่อเสียงดังนั้นหายไปแล้ว หลวงปู่ท่านก็สวดมนต์ต่ออีก ท่านเล่าดังนี้
"เราก็เลยสวดมนต์ต่อ พอสวดถึงท่อนไล่ชื่อสวรรค์ชั้นต่างๆนั้น เสียงดังกระหึ่มมันก็กลับมาอีกรอบ เราบ่นออกเสียงว่า ฮ่วย ! มันเป็นอีหยังอีกน้อบาดนี่ ! พอว่าจังซั่นล่ะ ขนคี่ง (ขนตามตัว ตามแขนขา) ขนหัว กะพากันลุกยาบๆ เอามือลูบไว้กะบ่อยู่ ฮ่วย ! ฮ่วย ! อีหยังกันน้อบาดนี่ แผ่นดินมันไหวบ้อน๊อ ?" เรานั่งฟัง เสียงนั้นอยู่อีกนานพอสมควร เสียงนั้นจึงเงียบลงไป เราก็เลยสวดมนต์ต่อไปจนจบครบสูตร ระหว่างที่สวดนั้น ก็ไม่ปรากฏมีเหตุการณ์อะไรขึ้นมาอีก สวดมนต์เสร็จเรียบร้อยแล้ว เราก็กลับเข้าไปที่ในห้องพักเพื่อที่จะนั่งภาวนาต่อ ตอนที่มานั่งภาวนานี้แหละ ถึงได้มารู้ว่า เสียงที่มันดังกระหึ่มปานฟ้าจะถล่มลงมาทับดินนั้น มันคือเสียงอนุโมทนาสาธุการของเทพเจ้าเหล่าเทวดา พวกเขาได้ยินเสียงเราสวดมนต์ไหว้พระ พอพวกเขาได้ยินแล้ว ก็เกิดความปีติยินดีขึ้นมา จึงพากันเปล่งเสียงอนุโมทนาสาธุการกัน ..."
#เสียงอนุโมทนาของพวกเทพเจ้าเหล่าเทวดามีอานุภาพมาก จนทำให้แผ่นดินเฉพาะตรงที่เราอยู่นั้น เกิดการสั่นไหวขึ้นมาชั่วขณะ เทวดาเขามาแสดงปาฏิหาริย์ให้เรารับรู้ "
"""""""""""""""""""""""""
#หลวงปู่ชอบ_ฐานสโม
วัดป่าสัมมานุสรณ์ บ้านโคกมน ต.ผาน้อย
อ.วังสะพุง จ.เลย (พ.ศ.๒๔๔๔ - ๒๕๓๘)
ไม่มีใครที่จะ..วิ่งหนี
สิ่งที่ตนเอง..ทำไว้แล้วได้
วิ่งหนี “บุญ” ก็หนีไม่พ้น
วิ่งหนี “บาป" ก็หนีไม่พ้น
(โอวาทธรรม : #หลวงพ่อจรัญ #ฐิตธัมโม)
" ยิ่งเกลียด ยิ่งใกล้ ยิ่งรักยิ่งห่างไกล อาตมาเกลียดพระ ต้องมาเป็นพระ ท่านอย่าไปเกลียดคนโน้นรังเกียจคนนี้นะ ท่านจะเป็นอย่างนั้น "
หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม
#จิตนึกถึงความตาย ถ้าเป็นสมถะ เรียกว่า "มรณานุสสติ" ถ้าวิปัสสนาญาณเขาเรียกว่า "สักกายทิฏฐิ" เป็นสังโยชน์
พระพุทธเจ้าจึงทรงแนะนำว่า ทุกคนให้นึกถึงความตายเป็นอารมณ์ ตัวนี้ต้องยืนตัว ถ้าตัวนี้ไม่ยืนตัว อะไรก็ไม่ได้
.
ถ้าตาย ทุกคนต้องตาย คนที่จะไม่ตายไม่มี แล้วถ้าเรายังเกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิด มันจะมีประโยชน์อะไร
เราตายคราวนี้ให้มันตายครั้งสุดท้าย เราไม่เกิดต่อไปอีกดีกว่า
.
#ทำอย่างไรจะไม่เกิดต่อไป เราก็ไม่ต้องการร่างกายนี้ซิ คำว่าไม่ต้องการ ไม่ใช่ตัดผลุนผลันไปเลยนะ
คำว่า "ไม่ต้องการ" ค่อยๆ คิด ค่อยๆ ปลด แต่หน้าที่มีเท่าไรทำให้ครบถ้วน
แต่ทว่าทำแล้วก็คิดไปเลย ว่าไอ้งานประเภทนี้จะมีชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย ชาติต่อไปไม่มี
วิธีตัดเขาตัดแบบนี้นะ ไม่ใช่ตัดแบบวางมันส่งเดช
.
#ที่มา : หนังสือ พ่อสอนลูก เล่มที่ ๑๑ (หน้า ๖)
โดย...หลวงพ่อพระราชพรหมยาน
ชีวิตก้าวหน้าได้ เมื่อใจพอเพียง
...
คนที่รู้จักพอในการแสวงหาเงินหรือกำไร
ย่อมมีสติ จึงยากที่จะถูกหลอก ไม่กลายเป็น
แมงเม่าที่บินเข้ากองไฟ จึงเจริญก้าวหน้า
อย่างยั่งยืน “พอใจในสิ่งที่มี ยินดีในสิ่งที่ได้”
คือกุญแจสู่ความสุขและความก้าวหน้าของ
ชีวิต พอใจในสิ่งที่มี แปลว่าได้เท่าไรก็พอใจ
แม้คนอื่นจะได้มากกว่าก็ไม่เป็นทุกข์
อย่างไรก็ตามเมื่อพอใจสิ่งที่ได้มาแล้ว
ก็ไม่ได้หมายความว่านั่งเฉย ๆ งอมืองอเท้า
ตรงกันข้าม เราควรขยันหมั่นเพียรต่อไป
เพราะความสุขที่แท้จริงมิได้อยู่ที่การมีมาก ๆ
หรือบริโภคเยอะ ๆ แต่อยู่ที่การทำงานและการ
สร้างสรรค์สิ่งดีงามให้แก่โลก มนุษย์เรา
ไม่สามารถสร้างความก้าวหน้าให้แก่ตนเอง
และแก่โลกได้ หากไม่รู้จักพอกับการเที่ยวเล่น
หรือปรนเปรอตนเอง ขณะเดียวกันหากมัวแต่
หาเงินหาทองไม่รู้จักพอก็จะไม่มีเวลาและ
พลังงานเหลือสำหรับการทำสิ่งดีงามให้แก่
ตนเองและแก่โลก ท่านอาจารย์พุทธทาส
สอนว่า จงทำงานให้มาก แต่บริโภคให้น้อย
เพื่อเอาส่วนเกินมาเจือจานผู้อื่น เศรษฐีที่เป็น
พุทธสาวกในสมัยพุทธกาล ล้วนใช้สอย
พอประมาณ ทั้งนี้เพื่อนำเงินที่เหลือไปเอื้อเฟื้อ
คนยากจน ขณะเดียวกันก็ขยันขันแข็งในการ
ทำงาน ไม่ใช่เพื่อหาเงินมามาก ๆ แต่เพื่อทำ
ประโยชน์แก่ส่วนรวม นอกจากการช่วยเหลือ
ผู้อื่นแล้ว เรายังควรมีเวลาสำหรับการฝึกฝน
พัฒนาตน เพิ่มพูนความรู้ และทำจิตให้สงบด้วย
หากเรามัวแต่เที่ยวเล่นหรือหาเงินหาทอง
ไม่หยุดหย่อน เราจะมีเวลาเหลือสักเท่าไร
ในการทำสิ่งที่มีความสำคัญต่อชีวิต
พอเพียงในการบริโภค ไม่โลภในการ
แสวงหาทรัพย์ แต่ขยันทำงานและสร้างสรรค์
ความดีแก่ส่วนรวม คือเคล็ดลับสู่ความ
ก้าวหน้าของตนเองและของโลก ...
...
พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
ไม่มีใครที่จะ..วิ่งหนี
สิ่งที่ตนเอง..ทำไว้แล้วได้
วิ่งหนี “บุญ” ก็หนีไม่พ้น
วิ่งหนี “บาป" ก็หนีไม่พ้น
(โอวาทธรรม : #หลวงพ่อจรัญ #ฐิตธัมโม)
“..การเป็นพระถ้าใจยังไม่มีความสงบเย็นทางสมาธิธรรมแล้ว อย่าเข้าใจว่าตนจะได้รับความสุขเย็นใจที่ไหนๆเลย แต่จะเจอเอาแต่ความรุ่มร้อนที่แอบแฝงไปกับหัวใจที่ไม่มีความสงบนั้นนั่นแล
จงพากันรีบชำระแก้ไขให้พอเห็นทางเดินของจิตเสียแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ใครเพียรใครอาจหาญใครอดทนในการต่อสู้กับกิเลส ตัวฝืนธรรมอยู่ตลอดเวลา
ผู้นั้นจะเจอร่มเงาแห่งความสงบเย็นใจในโลกนี้ ในบัดนี้และในดวงใจนี้ ไม่เนิ่นนานเหมือนการท่องเที่ยวที่เจือไปด้วยสุขด้วยทุกข์อยู่ทุกภพทุกชาติไม่มีวันจบสิ้น
ธรรมทุกบททุกบาทที่ศาสนาสอนไว้ ล้วนเป็นธรรมรรื้อขนสัตว์ผู้เชื่อฟังพระองค์ให้พ้นไปโดยลำดับ จนถึงขั้นธรรมที่ไม่กลับมาหลงโลกที่เคยเกิดตายนี้อีกต่อไป
ท่านผู้ไม่หวังมาเกิดอีก ต้องประมวลโลกทั้งสามภพลงในไตรลักษณ์ที่หมุนไปด้วย อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ตามขั้นหยาบละเอียดของภพชาตินั้นๆด้วยปัญญา
จนปราศจากความสงสัยอุปปาทานที่ว่ายึดๆชนิดแกะไม่ออกนั้นจะถอนตัวออกมาอย่างรวดเร็วจนมองไม่ทันนั่นแล ขอแต่ปัญญาเครื่องตัดสิ่งกดถ่วงให้คมกล้าเถอะ
ไม่มีอะไรจะเป็นเครื่องมือแก้กิเลสทุกประเภทอย่างทันสมัยเหมือนสติปัญญาในสามภพนี้..”
ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)
#เข้าใจคำว่านิโรธให้ถูกต้อง
"...คำว่า "นิโรธ" อย่าไปเข้าใจว่า จิตก็ดับ อารมณ์ก็ดับ อะไรๆ ก็ดับ ดับหมดไม่มีเหลือ ไม่ใช่แบบนั้น จิตมันมีความคิด มีปัญญาค้นคิดพิจารณาอยู่ แต่ความยินดียินร้ายไม่มี เมื่อความยินดียินร้ายมันดับไปแล้ว ทุกข์มันจะมาแต่ไหน ในเมื่อไม่มีความยินดียินร้าย ไม่มีสุข ไม่มีทุกข์ มารบกวน จิตเป็นกลางโดยเที่ยงธรรม มันก็มองเห็นทางที่จะปฏิบัติต่อไป อะไรเกิดขึ้น กำหนดรู้ อะไรดับไป กำหนดรู้ เพียงสักแต่ว่ารู้ๆ แล้วก็ปล่อยวางไป ไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดมันก็เป็นมัชฌิมาปฏิปทาเท่านั้น
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งที่มันเกิด-ดับ เกิด-ดับ กับจิต เป็นสิ่งที่ควรกำหนดรู้เท่านั้นหนา อย่าไปพยายามดับมัน อย่าไปพยายามละมัน กำหนดรู้ธรรมชาติของจิต ถ้ามีสิ่งรู้ สติมีสิ่งระลึก เมื่อสติมีพลังแก่กล้าขึ้น มันจะทำหน้าที่ละวางของมันเอง
เพราะฉะนั้น ใครคิดว่าพลังจิต ศีล สมาธิ ปัญญา ยังไม่ประชุมพร้อมเป็นเอกายนมรรค อย่าไปริละกิเลสเป็นอันขาด เดี๋ยวจะเป็นบ้าตาย เพราะฉะนั้น ทางที่ถูกที่ชอบ ต้องทำศีลให้บริสุทธิ์ ทำจิตให้บริสุทธิ์ ทำปัญญาคือความเห็นให้บริสุทธิ์..."
หลวงพ่อพุธ ฐานิโย
วัดป่าสาลวัน จ.นครราชสีมา
“เราไม่ได้มีหน้าที่ไปแก้ไขใคร
หน้าที่เดียวที่เรามี คือสำรวจ
และแก้ไขตัวเอง การพยายาม
เปลี่ยนคนอื่น คือความยุ่งยาก
แต่การปรับที่ใจเราเอง
คือจุดสิ้นสุดของปัญหา”
...
พระพรหมวชิรญาณโสภณ (เลี่ยม ฐิตธมฺโม)
วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี
“..การเป็นพระถ้าใจยังไม่มีความสงบเย็นทางสมาธิธรรมแล้ว อย่าเข้าใจว่าตนจะได้รับความสุขเย็นใจที่ไหนๆเลย แต่จะเจอเอาแต่ความรุ่มร้อนที่แอบแฝงไปกับหัวใจที่ไม่มีความสงบนั้นนั่นแล
จงพากันรีบชำระแก้ไขให้พอเห็นทางเดินของจิตเสียแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ใครเพียรใครอาจหาญใครอดทนในการต่อสู้กับกิเลส ตัวฝืนธรรมอยู่ตลอดเวลา
ผู้นั้นจะเจอร่มเงาแห่งความสงบเย็นใจในโลกนี้ ในบัดนี้และในดวงใจนี้ ไม่เนิ่นนานเหมือนการท่องเที่ยวที่เจือไปด้วยสุขด้วยทุกข์อยู่ทุกภพทุกชาติไม่มีวันจบสิ้น
ธรรมทุกบททุกบาทที่ศาสนาสอนไว้ ล้วนเป็นธรรมรรื้อขนสัตว์ผู้เชื่อฟังพระองค์ให้พ้นไปโดยลำดับ จนถึงขั้นธรรมที่ไม่กลับมาหลงโลกที่เคยเกิดตายนี้อีกต่อไป
ท่านผู้ไม่หวังมาเกิดอีก ต้องประมวลโลกทั้งสามภพลงในไตรลักษณ์ที่หมุนไปด้วย อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ตามขั้นหยาบละเอียดของภพชาตินั้นๆด้วยปัญญา
จนปราศจากความสงสัยอุปปาทานที่ว่ายึดๆชนิดแกะไม่ออกนั้นจะถอนตัวออกมาอย่างรวดเร็วจนมองไม่ทันนั่นแล ขอแต่ปัญญาเครื่องตัดสิ่งกดถ่วงให้คมกล้าเถอะ
ไม่มีอะไรจะเป็นเครื่องมือแก้กิเลสทุกประเภทอย่างทันสมัยเหมือนสติปัญญาในสามภพนี้..”
ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)
" รีบพายเรือ ตะวันจะสาย ตลาดจะวาย
สายบัวจะเน่า "
รีบพายเรือ คือ รีบเดินจงกรม เดินภาวนา ยืน
ภาวนา นั่งภาวนา อดนอนผ่อนอาหาร
พิจารณาธาตุขันธ์ น้อมลงสู่ไตรลักษณ์เห็น
แจ้งประจักษ์ทุกเมื่อ จิตจะรวมลงสู่ภวังคภพ
อันแน่นแฟ้นแล้วเห็นของจริง อะไรบ้าง อยู่
ในตลาดนี้
ร่างกายนี้เปรียบเหมือนตลาดนั่นแหละ มีทุก
อย่างทุกประการ รีบขายของ รีบรื้อถอน
ของออกจากใจ คือกิเลส เมื่อเก็บเอาได้แล้ว
นั่นแหละ เป็นผู้ขายของขาด ถึงไม่หมดก็
แปลว่าขาดนั่นแหละ รีบพายเรือ
ตะวันจะสาย คือมันจะแก่ นั่นแหละ รีบ
ทำคุณงามความดี ร่างกายนี้มันจะแก่
ตลาดจะวาย สายบัวจะเน่า ก็คือ ตาย
ร่างกายเปรียบเสมือนสายบัว วายคือตาย
สายบัวมันก็เน่า เปื่อยเน่าเท่านั้น เมื่อถึง
สภาพเปื่อยเน่า แล้วก็ไม่มีอะไรเป็นของๆ
เราแท้
...หลวงปู่ขาว อนาลโย
“..บุญนี้พากันตกแต่งไปเถอะ ถ้าไม่มีบุญแล้วหมดหวังนะคนเรา ความสมหวังอยู่กับที่บุญของเรานั้นแหละ ไม่ได้อยู่ที่บาปนะ บาปมีแต่ทำให้ผิดหวังทั้งนั้นแหละ ไม่ว่าจะสัตว์จะบุคคลไปเกิดในภพใดแดนใดไปเกิดด้วยความผิดหวัง ความสมหวังไม่ค่อยมี ถ้าเราได้สร้างบุญสร้างกุศลไว้แล้วก็เกิดในที่สมหวัง อายุยืนนาน สิ่งเสวยทิพสมบัติก็มีมากมูนไพศาล ถ้าไม่มีบุญมีกรรมเสียอย่างเดียวอดยากขาดแคลนจนจะเป็นจะตายก็ไม่ได้กิน ทุกข์ยากลำบากอยู่เช่นนั้น เรียกว่าคนไม่มีบุญ คนมีบุญอยู่ที่ไหนสิ่งที่จะมาสนองความต้องการนี้ดีทั้งนั้นละ เพราะฉะนั้นเราต้องการของดีก็ขอให้พากันแสวงหาบุญกุศล หาความดีงามใส่ตน อย่าหาแต่ความชั่วช้าลามกใส่ตน ตายแล้วจะจม อันนี้ก็พากันจำไว้ทุกคนนะ..”
โอวาทธรรมคำสอน
พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน) วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี
(พ.ศ.๒๔๕๖-๒๕๕๔)
ดูใจเราก่อน สอนใจเราก่อน
หัดปล่อยวางก่อน
เมื่อจิตสงบแล้ว เมื่อจิตปกติแล้ว
จึงคอยพูด จึงค่อยออกความคิดเห็น
พูดด้วยเหตุด้วยผล ประกอบด้วย
จิตเมตตากรุณา
ขณะมีอารมณ์อย่าเพิ่งพูด
ทำให้เสียความรู้สึกของผู้อื่น
ทำให้เสียความรู้สึกของตนเอง
ไม่เกิดประโยชน์เท่าที่ควร
...
หลวงพ่อชา สุภัทโท
สติ ตัวเดียว
คำสอนของพุทธศาสนาทั้งหมด
มาลงที่สติตัวเดียว ตั้งแต่เบื้องต้น
ก็สอนสติ ที่สุดก็สอนสติ
เป็นศาสนาที่สอนถึงที่สุด
ไม่ให้จิตอยู่ภายใต้อำนาจของกิเลส
ให้จิตอยู่ในอำนาจของสติ
เป็นตัวระมัดระวังควบคุม
เป็นแม่ทัพธรรม
มีสติสมบูรณ์บริบูรณ์
ก็เรียกว่าเข้าถึงศาสนา
...
คำสอน หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย
... ศีลนี่แหล่ะคือเครื่องกั้น คือกรอบกำบัง ที่จะให้เราพ้นจากทุกข์ เมื่อมีศีลมันก็มีธรรม เพราะมันเป็นของคู่กัน ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธเจ้า พระอริยเจ้า ท่านก็มาเน้นที่ศีลก่อน รักษากายไม่ให้มีโทษ รักษาวาจาไม่ให้มีโทษ รักษาใจไม่ให้มีโทษ เมื่อรักษาได้มันก็เป็นศีล เมื่อมันเป็นศีลมันก็เป็นธรรม เมื่อมีธรรมมันก็มีเมตตาต่อตนและบุคคลอื่นสัตว์อื่น ไม่ทำลายชีวิตบุคคลอื่นให้เดือดร้อน มันก็ไม่เป็นบาปเป็นกรรมต่อกัน
หลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม
วัดป่าสีห์พนม อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร
“..บุญนี้พากันตกแต่งไปเถอะ ถ้าไม่มีบุญแล้วหมดหวังนะคนเรา ความสมหวังอยู่กับที่บุญของเรานั้นแหละ ไม่ได้อยู่ที่บาปนะ บาปมีแต่ทำให้ผิดหวังทั้งนั้นแหละ ไม่ว่าจะสัตว์จะบุคคลไปเกิดในภพใดแดนใดไปเกิดด้วยความผิดหวัง ความสมหวังไม่ค่อยมี ถ้าเราได้สร้างบุญสร้างกุศลไว้แล้วก็เกิดในที่สมหวัง อายุยืนนาน สิ่งเสวยทิพสมบัติก็มีมากมูนไพศาล ถ้าไม่มีบุญมีกรรมเสียอย่างเดียวอดยากขาดแคลนจนจะเป็นจะตายก็ไม่ได้กิน ทุกข์ยากลำบากอยู่เช่นนั้น เรียกว่าคนไม่มีบุญ คนมีบุญอยู่ที่ไหนสิ่งที่จะมาสนองความต้องการนี้ดีทั้งนั้นละ เพราะฉะนั้นเราต้องการของดีก็ขอให้พากันแสวงหาบุญกุศล หาความดีงามใส่ตน อย่าหาแต่ความชั่วช้าลามกใส่ตน ตายแล้วจะจม อันนี้ก็พากันจำไว้ทุกคนนะ..”
โอวาทธรรมคำสอน
พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน) วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี
(พ.ศ.๒๔๕๖-๒๕๕๔)
ถาม: ผมยังคงมีความนึกคิดต่างๆ
มากมาย จิต ของผมฟุ้งซ่านมากทั้งๆ
ที่ผมพยายามจะมีสติอยู่?
หลวงพ่อชา : อย่างวิตกในเรื่องนี้เลย
พยายามรักษาจิตของท่านให้อยู่กับปัจจุบัน
เมื่อเกิดรู้สึกอะไรขึ้นมาภายในจิต ก็ตาม
จงเฝ้าดูมัน และปล่อยวาง...แล้วจิตก็จะเข้า
ถึงสภาวะปกติตามธรรมชาติของมัน
ไม่มี...การแบ่งแยก
ระหว่างความดี และความชั่ว ร้อน และหนาว ไม่มีเรา ไม่มีเขา ไม่มี...ตัวตนเลย
อะไรอะไร ก็เป็นของมันอยู่อย่างนั้น
จงรู้จักตัวเองด้วยการปฏิบัติตนเป็นปกติ
ตามธรรมชาติ และเฝ้าดู เมื่อเกิดสงสัย
จงเฝ้าดูมันเกิดขึ้น และดับไป มันก็ง่ายๆ
อย่ายึดมั่น ถือมั่นกับสิ่งใดทั้งสิ้น
เหมือนกับว่า ท่านกำลังเดินไปตามถนน
บางขณะท่านจะพบสิ่งกีดขวางอยู่
เมื่อท่านเกิดกิเลสเครื่องเศร้าหมอง จงรู้ทันมัน
และเอาชนะมัน โดยปล่อยให้มันผ่านไปเสีย
อย่าไปคำนึงถึงสิ่ง กีดขวางที่ท่านได้ผ้านมากแล้ว
อย่าวิตกกังวลกับสิ่งที่ยังไม่ได้พบ
จงอยู่กับปัจจุบัน ไม่ว่าท่านผ่านอะไรไป
อย่าไปยึดมั่นไว้
ในที่สุด...จิต ก็จะบรรลุถึงความสมดุล
ตามธรรมชาติของจิต
และเมื่อนั้น...
การปฏิบัติ ก็จะเป็นเองโดยอัตโนมัติ
ทุกสิ่งทุกอย่าง จะเกิดขึ้น และดับไป
ในตัวของมันเอง..."
หลวงพ่อชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง
“..ต่อไปนี้ให้นั่งขัดสมาธิ เอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ตั้งกายให้ตรง ดำรงสติให้มั่นอย่าให้ฟั่นเฟือนประนมมือไหว้แล้วระลึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แต่ในใจว่า พุทโธ เม นาโถ พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า ธัมโม เม นาโถ พระธรรมเป็นที่พึ่งของข้าพจ้า สังโฆ เม นาโถ พระสงฆ์เป็นที่พึ่งของข้าพเจ้าแล้วว่าซ้ำอีกว่า พุทโธๆ ธัมโมๆ สังโฆๆ แล้วปล่อยมือลงข้างหน้า บริกรรมภาวนาแค่คำเดียวว่า พุทโธ ๓ ครั้ง ต่อจากนี้ให้นึกถึงลมหายใจเข้าออก คือให้นับลมเป็นคู่ๆ ดังนี้ พุท ลมเข้า โธ ลมออก อย่างนี้ไปจนถึง ๑๐ ครั้ง แล้วให้ตั้งต้นใหม่อีกดังนี้ คือ ลมเข้า พุทโธ หนหนึ่ง ลมออก พุทโธ หนหนึ่ง ภาวนาอย่างนี้ไปจนถึง ๗ หน แล้วให้ตั้งต้นใหม่อีกดังนี้คือ ลมเข้าลมออกให้ภาวนา พุทโธ หนหนึ่ง ทำอย่างนี้ไปจนถึง ๕ หนแล้วให้ตั้งตนใหม่อีกดังนี้คือ ลมเข้าลมออกหนหนึ่งให้ภาวนา พุทโธ ๓ คำ ทำอย่างนี้ไปจนครบ ๓ วาระของลมเข้าและลมออก ต่อนั้นให้บริกรรมแต่ พุทโธ คำเดียว ไม่ต้องนับลมอีกต่อไป ปล่อยลมตามสบาย ทำใจให้นิ่งๆ ไว้ที่ลมหายใจเข้าออกที่มีในช่องจมูก เมื่อลมออกอย่าส่งจิตออกตามลม เมื่อลมเข้าอย่าส่งจิตเข้าตามลม ทำความรู้สึกอย่างกว้างขวางเบิกบานแต่อย่าสะกดจิตให้มากเกินไป ให้ทำใจสบายๆ เมื่อเราหายใจออกไปในอากาศโปร่ง ฉะนั้นทำจิตให้นิ่งอยู่เหมือนเสาที่ปักไว้ริมฝั่งทะเล น้ำทะเลขึ้นเสาก็ไม่ขึ้นตามน้ำทะเล น้ำทะเลลงเสาก็ไม่ลงตาม เมื่อทำจิตนิ่งสงบไปในขั้นนี้แล้ว ให้หยุดคำภาวนา พุทโธ นั้นเสีย กำหนดความรู้สึกไว้เฉพาะลมหายใจแล้วค่อยขยับจิตเลื่อนเข้าไปตามกองลม..”
ธมฺมธโรวาท
พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์ (ท่านพ่อลี ธมฺมธโร) วัดอโศการาม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ
(พ.ศ.๒๔๔๙-๒๕๐๔ )
"แยกรูปถอดด้วยวิชชา มรรคจิต
เมื่อสามารถเข้าใจได้ ว่า...
จิต กับกาย อยู่...คนละส่วนได้แล้ว
ให้ดู...ที่จิตต่อไปว่ายังมีอะไรหลงเหลือ
อยู่ ที่ฐานที่กำหนดในจิตอีกหรือไม่
พยายามให้สติสังเกต ดู...ที่จิต
ทำความสงบ อยู่....ในจิต ไปเรื่อย ๆ
จนสามารถเข้าใจพฤติของจิต
ได้อย่างละเอียด ลออตามขั้นตอน
เข้าใจในความเป็นเหตุ เป็นผลกันว่า
เกิดจาก..."ความคิด" มันออกไปจากจิต.นี่เอง! ไปหาปรุงหาแต่ง หาก่อ หาเกิด ไม่มี...ที่สิ้นสุด
มันเป็นมายาหลอกลวงให้คนหลง
แล้วจิต ก็จะเพิกถอนสิ่งที่มีอยู่ในจิตไปเรื่อย ๆ จนหมด
หมายถึงเจริญจิต จนสามารถเพิกรูป
ปรมาณูวิญญาณ ที่เล็กที่สุด...ภายในจิตได้"
หลวงปู่ดูลย์ อตุโล
วัดบูรพาราม จ.สุรินทร์
‘‘..บาปมี บุญมี นรกมี สวรรค์มี พรหมโลกมี เปรตผีประเภทต่างๆ มี พระพุทธเจ้าทรงรู้ทรงเห็นเป็นโลกวิทูรู้แจ้งโลกหมดแล้วจึงมาสอนโลกไม่ผิด
ไม่เหมือนคนตาบอดหูหนวกรู้ลูบๆ คลำๆ ผิดตลอด
ตกเหวตกบ่อไปคนตาบอด คนตาดีไปจะไม่ตก ให้ฟังเสียงพระพุทธเจ้านะ
เราพวกตาบอดหูหนวกให้ฟังเสียงคนตาดีหูดีคือพระพุทธเจ้า
บาปมีมีแท้ บุญมีมีแท้ สวรรค์-นิพพานมี มีโดยแท้ทุกอย่างที่สอนไว้แล้วด้วยความหูแจ้งตาสว่าง ไม่ใช่มีแบบลูบๆ คลำๆ กำดำกำขาวแล้วมาหลอกกัน แล้วไปเหยียบหัวธรรมทั้งหลาย เหยียบหัวพระพุทธเจ้าว่าบาป-บุญ-นรก-สวรรค์ไม่มีจะจมอีกนะ ให้พากันจำเอานะ..”
โอวาทธรรมคำสอน
พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน) วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี
(พ.ศ.๒๔๕๖-๒๕๕๔)
ของที่ดีที่สุดในโลก ไม่ใช่อื่นไกล...นั่นคือดวงจิตดวงใจ ที่ได้มาประพฤติปฏิบัติธรรม
หลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม
#ดวงจิตที่เจือปนอยู่ในรูป
ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ ในธรรมารมณ์
"... นั่นก็เหมือนกับเรือที่ถูกลมพายุอันพัดมาจากข้างหลัง ข้างหน้า ข้างซ้าย ข้างขวา ทั้ง ๘ ด้าน ๘ ทิศ มันก็จะไม่ทำให้เรือตั้งตรงอยู่ได้ มีแต่จะทำให้เรือจมลง ไฟที่จะใช้สอย ก็ดับหมดด้วยอำนาจความแรงของกระแสลม ที่พัดมานั้น
"สัญญา"นี้เหมือนกับระลอกคลื่นที่วิ่งไปมาในมหาสมุทร
"ใจ"นั้นก็เปรียบเหมือนปลาที่ดำผุดดำว่ายอยู่ในน้ำ ธรรมดาของปลาย่อมเห็นน้ำเป็นของสนุกเพลิดเพลินฉันใด บุคคลผู้หนาแน่นไปด้วยอวิชชาก็ย่อมเห็นเรื่องยุ่งๆ เป็นของเพลิดเพลิน เป็นของสนุก เหมือนกับปลาที่เห็นคลื่นในน้ำเค็มเป็นของสนุกสนานสำหรับตัวมันฉันนั้น
ตราบใดที่เราทำความสงบให้เรื่องต่างๆ บรรเทาเบาบางไปจากใจได้ ก็ย่อมทำอารมณ์ของเราให้เป็นไปใน “กัมมัฏฐาน”คือ ฝังแต่ "พุทธานุสติ" เป็นเบื้องต้น จนถึง "สังฆานุสติ" เป็นปริโยสานไว้ในจิตใจ.เมื่อเป็นไปดังนี้ ก็จะถ่ายอารมณ์ที่ชั่วให้หมดไปจากใจได้ เหมือนกับเราถ่ายของ.ที่ไม่มีประโยชน์ออกจากเรือ และนำของที่มี
ประโยชน์เข้ามาใส่แทน
ถึงเรือนั้นจะหนักก็ตาม แต่ใจของเราเบาอย่างนี้ ภาระทั้งหลายก็น้อยลงสัญญาต่างๆ ก็ไม่มี นิวรณ์ก็ไม่ปรากฏ ดวงจิตก็จะเข้าไปสู่ “กัมมัฏฐาน” ได้ทันที ..."
"""""""""""""""""""""""""""""""
#พระวิสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์
#พระอาจารย์ลี_ธมฺมธโร
วัดอโศการาม ต.ท้ายบ้าน อ.เมือง
จ.สมุทรปราการ (พ.ศ.๒๔๔๙ - ๒๕๐๔)
Powered by phpBB © phpBB Group.
phpBB Mobile / SEO by Artodia.