นวรัตน์ดอทคอม

รวบรวมสาระความรู้เกี่ยวกับวัตถุมงคล-เครื่องรางของขลัง

  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
วันเวลาปัจจุบัน พุธ 06 พ.ค. 2026 9:49 am

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


Switch to mobile style


โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 
เจ้าของ ข้อความ
 หัวข้อกระทู้: ขันธ์ 5
โพสต์โพสต์แล้ว: พุธ 29 เม.ย. 2026 9:20 am 
ออฟไลน์

ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 07 มิ.ย. 2009 7:24 pm
โพสต์: 5294
“..สมบัติในโลกเราแสวงหามาเป็นความสุขก็พอหาได้ จะแสวงหามาเป็นไฟก็ทำให้ฉิบหายได้ จริงๆข้อนี้ขึ้นอยุ่กับความฉลาดและความโง่เขลา ของผู้แสวงหาแต่ละราย ท่านผู้พ้นทุกข์ไปด้วยความอุตส่าห์สร้างความดีใส่ตน จนกลายเป็นสรณะของพวกเรา จะเข้าใจว่าท่านไม่เคยมีสมบัติเงินทอง เครื่องหวงแหนอย่างนั้นหรือ เข้าใจว่าเป็นคนร่ำรวยสวยงามเฉพาะสมัยพวกเราเท่านั้นหรือ จึงพากันรักพากันหวงพากันห่วงจนไม่รู้จักเป็นรู้จักตาย บ้านเมืองเราสมัยนี้ไม่มีป่าช้าสำหรับเผาหรือฝังคนตายอย่างนั้นหรือจึงสำคัญว่าตนจะไม่ตาย และพากันประมาทจนลืมเนื้อลืมตัว กลัวแต่จะไม่ได้กิน ไม่ได้นอนกลัวแต่จะไม่ได้เพลิดไม่ได้เพลิน ประหนึ่งโลกจะดับสูญไปเดี๋ยวนี้ จึงรีบพากันตักตวงเอาความไม่เป็นท่าใส่ตนแทบหาบไม่ไหว อันสิ่งเหล่านี้ แม้แต่สัตว์เขามีได้เหมือนมนุษย์เรา อย่าสำคัญว่าตนเก่งกาจสามารถฉลาดรู้ยิ่งกว่าเขาเลย ถึงกับสร้างความมืดมิดปิดตามาทับถมตัวเองจนไม่มีวันสร่างซา เมื่อถึงเวลาจนตรอกอาจจนยิ่งกว่าสัตว์ ใครจะไปทราบได้ถ้าไม่เตรียมทราบไว้ตั้งแต่บัดนี้..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)





“..สมบัติในโลกเราแสวงหามาเป็นความสุขก็พอหาได้ จะแสวงหามาเป็นไฟก็ทำให้ฉิบหายได้ จริงๆข้อนี้ขึ้นอยุ่กับความฉลาดและความโง่เขลา ของผู้แสวงหาแต่ละราย ท่านผู้พ้นทุกข์ไปด้วยความอุตส่าห์สร้างความดีใส่ตน จนกลายเป็นสรณะของพวกเรา จะเข้าใจว่าท่านไม่เคยมีสมบัติเงินทอง เครื่องหวงแหนอย่างนั้นหรือ เข้าใจว่าเป็นคนร่ำรวยสวยงามเฉพาะสมัยพวกเราเท่านั้นหรือ จึงพากันรักพากันหวงพากันห่วงจนไม่รู้จักเป็นรู้จักตาย บ้านเมืองเราสมัยนี้ไม่มีป่าช้าสำหรับเผาหรือฝังคนตายอย่างนั้นหรือจึงสำคัญว่าตนจะไม่ตาย และพากันประมาทจนลืมเนื้อลืมตัว กลัวแต่จะไม่ได้กิน ไม่ได้นอนกลัวแต่จะไม่ได้เพลิดไม่ได้เพลิน ประหนึ่งโลกจะดับสูญไปเดี๋ยวนี้ จึงรีบพากันตักตวงเอาความไม่เป็นท่าใส่ตนแทบหาบไม่ไหว อันสิ่งเหล่านี้ แม้แต่สัตว์เขามีได้เหมือนมนุษย์เรา อย่าสำคัญว่าตนเก่งกาจสามารถฉลาดรู้ยิ่งกว่าเขาเลย ถึงกับสร้างความมืดมิดปิดตามาทับถมตัวเองจนไม่มีวันสร่างซา เมื่อถึงเวลาจนตรอกอาจจนยิ่งกว่าสัตว์ ใครจะไปทราบได้ถ้าไม่เตรียมทราบไว้ตั้งแต่บัดนี้..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)






"...จิต ที่ได้รับการอบรมถูกต้องแล้ว
ปัญญา ย่อมเกิดขึ้น จะมองดูอะไร
ก็เป็นนิยานิกธรรมทั้งสิ้น ส่วนผู้ที่ไม่
ได้รับการอบรมจิตอันถูกต้อง ปัญญา
ที่แท้จริงก็จะไม่เกิด แม้ว่าผู้นั้นจะจับ
พระไตรปิฎกอยู่ก็ไม่เป็นผล ยิ่งทำให้
เกิดความลังเลสงสัยอยู่ตลอดไป
ส่วนผู้มีปัญญาที่ได้อบรมมาด้วยจิตที่
ถูกต้อง แม้จะไม่ต้องจับพระไตรปิฎก
แต่ก็น้อมเอาสิ่งต่างๆมาเป็นธรรม เป็น
ยอดพระไตรปิฎกได้..."

โอวาทธรรม
หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต






“นิพพิทา” คำว่า เบื่อ ...
ไม่ใช่ เบื่ออย่างที่คนเขาเบื่อกัน คือเบื่อ
อย่างที่ไม่อยากรู้ ไม่อยากเห็น
ไม่อยากพูดด้วย เพราะไม่ชอบมัน
ถ้ามันเป็นอะไรไป ก็ยิ่งนึกสมน้ำหน้า
ไม่ใช่ เบื่ออย่างนี้ เบื่ออย่างนี้เป็นอุปทาน
เพราะความรู้ไม่ทั่วถึง แล้วเกิดความอิจฉา
พยาบาท เกิดความยึดมั่นถือมั่น ในสิ่งที่
เรียกว่าเบื่อนั่นเอง ...
เบื่อในที่นี้ ต้องเบื่อตามคำสอนของ
พระพุทธเจ้า คือเบื่อโดยไม่มีความเกลียด
ไม่มีความรัก หากมีอารมณ์ชอบใจ หรือ
ไม่ชอบใจอันใดเกิดขึ้นมา ก็เห็นทันที
เห็นว่า มันไม่เที่ยง เบื่ออย่างนี้ จึงเรียกว่า
“นิพพิทา” คือ ความเบื่อหน่ายคลายจาก
กำหนัดรักใคร่ในอารมณ์ อันนั้น
ไม่ไปสำคัญมั่นหมาย ในอารมณ์เหล่านั้น
ทั้งที่ชอบใจ และไม่ชอบใจ ไม่ไปยึดมั่นถือมั่น
และไม่ไปสำคัญมั่นหมาย ในสิ่งทั้งหลาย
เหล่านั้น จนเป็นเหตุ ให้ทุกข์เกิด ...
...
พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท)





“ ควรปฏิบัติตามขั้น ”

การอบรมจิตใจ จึงเป็นภารกิจที่สำคัญอย่างมาก สำคัญกว่าการดูแลรักษาร่างกาย รักษาสิ่งต่างๆในโลกนี้ เพราะเรารักษาไม่ได้ตลอดเวลา บางเวลาก็รักษาได้ บางเวลาก็รักษาไม่ได้ เวลาที่รักษาไม่ได้จะทุกข์ทรมานใจ แต่ถ้าได้ฝึกฝนอบรมควบคุมรักษาใจ ให้ตั้งอยู่ในความสงบตลอดเวลา เวลารักษาอะไรไม่ได้จะไม่เดือดร้อน เหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น นี่คือภาระหน้าที่ของเรา เพราะใจเป็นของเรา ผู้อื่นรักษาดูแลแทนเราไม่ได้ เราต้องรักษาดูแลเอง ด้วยการน้อมเอาพระธรรมคำสอน ของพระพุทธเจ้า เข้ามาปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ขั้นต่ำขึ้นไป จนถึงขั้นสูงสุด การปฏิบัติธรรมตามพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านี้ เป็นเหมือนการเดินขึ้นบันได ถ้าจะข้ามขั้นก็ต้องกระโดด ก็จะยาก จะไม่สำเร็จ จึงควรปฏิบัติตามขั้น ตั้งแต่ขั้นที่ ๑ จนถึงขั้นสุดท้าย

ขั้นที่ ๑ คือการทำทาน ที่เป็นการอบรมจิตใจ ไม่ให้ยึดติดกับทรัพย์สมบัติข้าวของเงินทองต่างๆ เพราะถ้ายึดติด เวลาพลัดพรากจากทรัพย์สมบัติข้าวของเงินทอง ใจจะพยศ จะทุกข์ทรมานใจ ถ้าบริจาคทรัพย์สมบัติข้าวของเงินทองให้แก่ผู้อื่นไป ในส่วนที่ไม่ต้องอาศัย ไม่ต้องเก็บเอาไว้ จะให้ใครก็ได้ ผู้รับไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่ผู้ให้ ว่ายินดีให้หรือไม่ ถ้ายินดีพร้อมที่จะให้ เวลาให้แล้วแทนที่จะทุกข์กลับมีความสุข เป็นการซ้อมปล่อยวางด้วยความยินดี ถ้าปล่อยไปเรื่อยๆด้วยความยินดี เวลาจะต้องพลัดพรากจากทรัพย์สมบัติข้าวของเงินทอง ก็จะพลัดพรากได้อย่างสุขอย่างสบาย เราจึงต้องสละทรัพย์สมบัติข้าวของเงินทองต่างๆ บุคคลต่างๆ สถานภาพต่างๆ โดยสรุปก็คือสละลาภยศสรรเสริญ สละความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย ถ้าฝึกทำอยู่เรื่อยๆ ก็จะสละได้หมด จะออกบวชได้ จะได้ปฏิบัติธรรมขั้นต่อไปได้

ธรรมขั้นที่ ๒ ก็คือศีล การไม่เบียดเบียนผู้อื่น และการละเว้นจากการหาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย ก็คือการถือศีล ๘ ที่เป็นศีลของนักบวช ศีล ๕ เป็นศีลที่เรารักษาพร้อมๆกับการทำทาน พอทำทานได้มากแล้ว ก็จะขยับขึ้นสู่ศีล ๘ ศีล ๒๒๗ ศีลของนักบวช จะยุติการหาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย ศีลข้อ ๓ ก็จะเป็น อพรหมจริยา เวรมณีไม่ร่วมหลับนอนกับผู้อื่น ศีลข้อ ๖ ไม่รับประทานอาหารหลังเที่ยงวันไปแล้ว ไม่หาความสุขจากการรับประทานอาหาร รับประทานอาหารเหมือนรับประทานยา เพื่อรักษาให้ร่างกายอยู่ต่อไปได้ ไม่ต้องรับประทานหลายครั้ง นักบวชจะนิยมรับประทานวันละ ๑ ครั้ง รับประทานแบบเรียบง่าย ไม่จู้จี้จุกจิก เอาอาหารทั้งหมดใส่รวมกันไว้ในภาชนะอันเดียว แล้วก็คลุกกันให้เป็นอาหารชนิดเดียว เพื่อตัดกามฉันทะ ความยินดีในรูปกลิ่นรสของอาหาร เพราะอาหารจะต้องไปรวมกันในท้องอยู่ดี สภาพของอาหารที่รวมกันในท้อง เราก็รู้แล้วว่าเป็นอย่างไร เช่นเวลาที่อาเจียนออกมา จึงไม่ควรวุ่นวายกับสภาพอาหารที่ยังไม่ได้เข้าไปในท้อง จะประณีตสวยงามหรือไม่ เราไม่ควรหลงกับรูปกับสีสัน ควรทำลายความหลง ด้วยการเอาอาหารที่จะรับประทานใส่รวมในภาชนะอันเดียวกัน แล้วก็คลุกให้เหมือนกับเวลาอยู่ในท้อง นี่คือการรับประทานอาหารแบบนักปฏิบัติ รับประทานอาหารเพื่อกำจัดกิเลส คือกามฉันทะ ความชอบความอยากได้ ในรูปเสียงกลิ่นรสของอาหาร

แล้วเราก็มาแต่งกายแบบเรียบง่าย ไม่หาความสุขจากการใส่เสื้อผ้าอาภรณ์ที่สวยงามวิจิตรพิสดาร ไม่ใช้เครื่องสำอางใช้น้ำหอมน้ำมันต่างๆ เพื่อจะได้ความสุขจากการได้ดมกลิ่นหอม ที่ปกปิดกลิ่นที่ไม่น่าปรารถนาของร่างกาย เราต้องการทำลายความหลงนี้ ต้องการให้สัมผัสกับความจริง สัมผัสความไม่สวยงาม ความเป็นปฏิกูลของร่างกาย เพราะกามารมณ์เกิดจากการไม่เห็นส่วนที่ไม่สวยงาม ไม่เห็นส่วนที่สกปรกของร่างกาย เราต้องการดับกามารมณ์ เพราะเป็นอุปสรรคต่อการทำใจให้สงบ ต่อการหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด เราจึงไม่หาความสุขจากการแต่งเนื้อแต่งตัว ด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์สวยๆงามๆ ใช้เครื่องสำอางและน้ำหอมต่างๆ เพื่อปกปิดความสกปรก ความไม่สวยงามของร่างกาย แล้วเราก็จะไม่หาความสุข จากเครื่องบันเทิงต่างๆ เช่นการร้องรำทำเพลง ดูภาพยนตร์ดูละคร

เราจะหาความสุขจากธรรมขั้นที่ ๓ คือการภาวนาด้วยการทำจิตใจให้สงบ ด้วยการเจริญสติอย่างต่อเนื่อง เพราะสติจะเป็นผู้พาจิตให้เข้าสู่ความสงบ ถ้าไม่มีสติดึงจิตให้เข้าข้างใน จิตจะถูกกามฉันทะกิเลสตัณหาผลักดัน ให้ออกทางตาหูจมูกลิ้นกาย ไปหาความสุขทางรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ ถ้าสติไม่มีกำลังดึงจิตเข้าข้างใน สู้กำลังของกิเลสตัณหาไม่ได้ ใจก็จะหาความสงบไม่ได้ การจะเข้าข้างในได้ต้องอาศัยศีล ๘ อาศัยสถานที่ที่สงบสงัดวิเวก ห่างไกลจากรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ ที่ยั่วยวนกวนใจ ที่คอยหลอกล่อให้ใจเข้าไปหา ต้องไปอยู่ตามสถานที่ห่างไกลจากแสงสีเสียงต่างๆ ไปอยู่ตามป่าตามเขา ที่มีรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะที่เป็นธรรมชาติ ที่เป็นกลาง ไม่ดึงดูดจิตใจออกไปข้างนอก ถ้าอยู่ด้วยกันหลายคน ก็จะไม่คลุกคลีกัน จะมารวมกันก็เฉพาะเวลาที่ต้องทำภารกิจร่วมกัน เช่นเวลารับประทานอาหาร ทำความสะอาดสถานที่ แต่จะไม่มาคุยกัน จะทำภารกิจด้วยสติจดจ่ออยู่กับงานที่ทำอยู่ อยู่กับอารมณ์ที่เป็นเครื่องผูกใจดึงใจให้อยู่ข้างใน เช่นการบริกรรมพุทโธๆ ไม่ว่ากำลังทำกิจอะไรก็ตาม กำลังปัดกวาด กำลังทำความสะอาดสถานที่ รับประทานอาหาร ล้างหน้าล้างตาอาบน้ำ ก็จะบริกรรมพุทโธๆไป ไม่ให้ใจคิดถึงรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ ไม่คุยกัน ต่างคนต่างทำภารกิจของตน ต่างคนต่างเจริญสติของตนควบคู่กันไป

พอเสร็จภารกิจก็จะแยกไปอยู่สถานที่ของตน เพื่อจะได้เจริญสติต่อ ด้วยการเดินจงกรมนั่งสมาธิ สลับกันไปตามความเหมาะสม การเดินหรือการนั่งไม่ได้เป็นตัวสำคัญ ตัวสำคัญคือสติ เดินก็เพื่อเจริญสติ นั่งก็เพื่อเจริญสติ ที่ต้องเดินสลับกับการนั่ง ก็เพราะร่างกายต้องมีการเปลี่ยนอิริยาบถ ถ้านั่งนานๆร่างกายก็จะเจ็บปวดได้ ถ้าเดินนานๆก็จะปวดเมื่อยได้ ก็ต้องมีการเปลี่ยนอิริยาบถ แต่การเจริญสติไม่มีการหยุด ทำอย่างต่อเนื่อง มีเวลาเดียวที่ไม่เจริญสติก็คือเวลาหลับนอน เวลานอนก็บริกรรมพุทโธๆไปจนหลับ พอตื่นขึ้นมารู้สึกตัวก็บริกรรมพุทโธต่อ นี่เป็นขั้นแรกของการภาวนา ของการปฏิบัติ ถ้าสติมีกำลังมากกว่ากิเลสตัณหา ก็จะดึงใจไม่ให้ออกไปข้างนอก ถ้าสติมีกำลังน้อยกว่ากิเลสตัณหา ใจก็จะถูกดึงให้ออกไปหาเรื่องราวต่างๆ ไปหารูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ การปฏิบัติเบื้องต้นนี้ จึงเป็นเหมือนการชักเย่อกัน ระหว่างสติกับกิเลสตัณหา ฝ่ายชนะก็จะได้ใจไป ถ้ากิเลสชนะก็จะได้เอาใจไปเที่ยว ไปเสพรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ ถ้าสติชนะก็จะได้เอาใจเข้าสู่ความสงบ เข้าสู่อัปปนาสมาธิ ถ้าอยากจะให้ใจเข้าสู่ความสงบ ก็ต้องเจริญสติอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ตื่นจนหลับ ต้องอยู่ตามลำพัง ไม่มีภารกิจอื่น.

กำลังใจ ๖๑ กัณฑ์ที่ ๔๕๖
วันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๖

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี






”เราคุมได้เราถึงกล้าไปบวช“

ถาม: สมัยที่อาจารย์ฝึกที่วัดป่าบ้านตาด เราสู้กับสังขารยังไงฮะอาจารย์ เพราะว่าสังขารมันทำงานตลอดเวลาเลย แต่ว่าบางครั้งสติมันเผลอ

พระอาจารย์: ก็ต้องใช้สติ เราฝึกสติก่อนบวชแล้ว เราฝึกอยู่ปีหนึ่งแล้ว งั้นเราคุมมันได้แล้ว เรารู้เราคุมได้เราถึงกล้าไปบวช ถ้าเราคุมไม่ได้เราไม่กล้าไปบวชหรอก กลัวเดี๋ยวจะสึก เดี๋ยวมันแหกผ้าเหลืองได้ แต่พอคุมมันได้ทำให้มันสงบให้มันมีความสุขจากการปฏิบัติได้ มันก็สามารถบวชได้

ถาม: คุมมันได้นี้ หมายถึงพอเวลาเราเกิดความอยากปุ๊บนี่เรากระตุกมันเลยใช่ไหมฮะ

พระอาจารย์: ได้ เราสามารถเข้าสมาธิได้เลย หรือใช้ปัญญาระงับมันก็ได้ บางทีก็ใช้ปัญญาบางทีก็ใช้สมาธิหยุดมัน พิจารณาไตรลักษณ์ปั๊บมันก็หยุดได้ ถ้าไม่หยุดก็เข้าสมาธิไปก่อน

ธรรมะหน้ากุฏิ
วันที่ ๒๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๙

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี






“..บุญภายใน ได้แก่ การดัดตัวของเราเองให้เป็นบุญกุศล ตัวเราเปรียบเหมือนต้นไม้ในป่า เช่น ต้นตะโก ถ้าเรานำมาใส่กระถาง ดัดแปลงกิ่งก้านให้สวยงาม ก็จะมีราคาสูงขึ้น คนที่ไม่ดัดกายวาจาใจของตัวเอง ก็เรียกว่าเป็นคนที่มีราคาต่ำ

เราควรดัดมือดัดแขนให้รู้จักไหว้กราบพระ ดัดเท้าให้รู้จักเดินไปวัดดัดหูให้รู้จักฟังธรรมและคำที่เป็นคุณประโยชน์ ดัดตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ของเราให้สิ่งที่ไหลเข้าไป ล้วนแต่เป็นบุญเป็นกุศล

จมูก ก็อย่าหายใจเปล่า ให้หายใจเอาพุทโธเข้าออก เหมือนกับน้ำที่ไหลเข้าไปในร่างกาย ใจของเราก็จะเย็นสบายเป็นสุข

ปาก ก็หมั่นสวดมนต์ภาวนา อย่าด่าแช่งเสียดสีหรือพูดเท็จต่อใคร กล่าวแต่สิ่งที่เป็นธรรมและไม่ดื่มเหล้าเมายา ให้เก็บบุญเอาตามตัวของเรามีมือ เท้า แขน ขา ตา หู จมูก ลิ้น เหล่านี้เป็นต้น

ส่วนแก่นของบุญ นั้น คือ ใจ ต้องทำใจของเราให้สงบระงับ จากโลภะ โทสะ โมหะ..”

ธมฺมธโรวาท
พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์ (ท่านพ่อลี ธมฺมธโร) วัดอโศการาม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ
(พ.ศ.๒๔๔๙-๒๕๐๔ )





ทุกคนแน่นอนที่ต้องการมีบุญ และยิ่งมีบุญ
มากเพียงใด ยิ่งดีเพียงนั้น แต่บุญหรือบาป
ไม่ได้อยู่ในอำนาจความปรารถนาต้องการ
ของผู้ใดทั้งสิ้น เพียงอยากมีบุญมากๆ แล้วก็
พยายามอยาก พยายามอยากสักเพียงใด
ก็หาอาจมีบุญได้ดังปรารถนาไม่
บุญ หรือกุศล หรือความดี ต้องทำเอาเท่านั้น

ต้องทำบุญคือทำสิ่งที่เป็นบุญ ทำเหตุแห่งบุญ
บุญจึงจะเกิด และเมื่อเกิดแล้ว คือเมื่อทำแล้ว
บุญจะส่งแสงแห่งบุญแน่นอน เราท่านทั้งหลาย
ผู้ไม่มีตาสำหรับเห็นบุญก็ย่อมไม่เห็น

แต่สำหรับผู้ทำบุญด้วยตนเอง สามารถสัมผัส
แสงแห่งบุญที่เกิดแล้วได้ เหมือนผู้มีเทียนสว่าง
อยู่ในมือ เข้าไปสู่ที่มืดย่อมสามารถเห็นแสง
สว่างส่องจากมือตนได้ บุญที่ทำแล้วก็เช่นกัน
เมื่อทำพอสมควรแล้ว ก็แน่นอนที่ผู้ทำแล้ว
จะสามารถสัมผัสได้ด้วยใจตนเอง ...
...
พระคติธรรม สมเด็จพระสังฆราชเจ้า
กรมหลวงวชิรญาณสังวร





“…ถ้าเราไม่ชอบ ชีวิตของเราที่เป็นอยู่
เรามีสิทธิ์ที่จะเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นได้
ทุกขณะ ทุกเวลา ด้วยตัวของเราเอง
ด้วยธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า…”

โอวาทธรรม
พระอาจารย์บัณฑิต สุปัณฑิโต





“..สมบัติในโลกเราแสวงหามาเป็นความสุขก็พอหาได้ จะแสวงหามาเป็นไฟก็ทำให้ฉิบหายได้ จริงๆข้อนี้ขึ้นอยุ่กับความฉลาดและความโง่เขลา ของผู้แสวงหาแต่ละราย ท่านผู้พ้นทุกข์ไปด้วยความอุตส่าห์สร้างความดีใส่ตน จนกลายเป็นสรณะของพวกเรา จะเข้าใจว่าท่านไม่เคยมีสมบัติเงินทอง เครื่องหวงแหนอย่างนั้นหรือ เข้าใจว่าเป็นคนร่ำรวยสวยงามเฉพาะสมัยพวกเราเท่านั้นหรือ จึงพากันรักพากันหวงพากันห่วงจนไม่รู้จักเป็นรู้จักตาย บ้านเมืองเราสมัยนี้ไม่มีป่าช้าสำหรับเผาหรือฝังคนตายอย่างนั้นหรือจึงสำคัญว่าตนจะไม่ตาย และพากันประมาทจนลืมเนื้อลืมตัว กลัวแต่จะไม่ได้กิน ไม่ได้นอนกลัวแต่จะไม่ได้เพลิดไม่ได้เพลิน ประหนึ่งโลกจะดับสูญไปเดี๋ยวนี้ จึงรีบพากันตักตวงเอาความไม่เป็นท่าใส่ตนแทบหาบไม่ไหว อันสิ่งเหล่านี้ แม้แต่สัตว์เขามีได้เหมือนมนุษย์เรา อย่าสำคัญว่าตนเก่งกาจสามารถฉลาดรู้ยิ่งกว่าเขาเลย ถึงกับสร้างความมืดมิดปิดตามาทับถมตัวเองจนไม่มีวันสร่างซา เมื่อถึงเวลาจนตรอกอาจจนยิ่งกว่าสัตว์ ใครจะไปทราบได้ถ้าไม่เตรียมทราบไว้ตั้งแต่บัดนี้..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)





“คนดี”… ไปอยู่กับชั่วไม่ได้หรอก
“คนชั่ว”… ไปอยู่กับคนดีเขาไม่ได้

ไม่ต้องไปไล่.. เดี๋ยวมันก็เคลื่อนย้ายของมันเอง

#หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม





"...วิญญาณ มีสองอย่างคือ วิญญาณในขันธ์ห้า
และ ปฏิสนธิวิญญาณ ปฏิสนธิวิญญาณคือ วิญญาณตัวมาเกิดเป็นคนทีแรก ส่วน วิญญาณในขันธ์ห้า หมายถึงความรู้ที่เกิดขึ้นเบื้องต้นของ ผัสสะ แล้วก็หายไป เช่น ตาเห็นรูป ตัวผู้รู้นั้นเรียกว่า วิญญาณ

ต่อจากนั้น ตัว สัญญา ก็เข้ามาแทน มาจำได้ว่าเป็น รูปนั่นรูปนี่แล้ว สัญญาก็ดับไป สังขาร ก็เข้ามาปรุงแต่งคิดนึกต่อไป อันความรู้ว่าเป็นรูปทีแรกนั่นเรียกว่า วิญญาณขันธ์ ในขันธ์ห้า

ธรรมทั้งสี่อย่างนี้ มันหากทำหน้าที่ ของสัตว์ผู้จะเกิดต่างหาก ผู้จะมาเกิดต้องมี"ธรรมสี่อย่างนี้สมบูรณ์จึง จะเกิดได้..."

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
วัดหินหมากเป้ง จ.หนองคาย







พระพุทธองค์ทรงหลีกเลี่ยงการถกเถียงเชิงปรัชญาด้วยเหตุผลในทางปฏิบัติ ทรงเปรียบว่า ชีวิตนั้นสั้นเหมือน ‘หยาดน้ำค้างกลางแดด’ เพราะฉะนั้น เราควรเลือกให้ดีว่าจะใช้เวลาและความพยายามของเราไปกับอะไร เกณฑ์ที่ควรใช้คือ สิ่งนั้นช่วยให้เราก้าวหน้าบนเส้นทางสู่การหลุดพ้นได้มากน้อยแค่ไหน หรืออย่างน้อย ก็ไม่ทำให้เราหลงทาง พระพุทธองค์ทรงเห็นว่า การถกเถียงเรื่องความเป็นจริงของสิ่งทั้งหลายที่นิยมกันในสมัยพุทธกาล ไม่ผ่านเกณฑ์นี้

การสังเกตของพระพุทธองค์ที่ลึกซึ้งที่สุด แฝงด้วยการท้าทายอยู่เสมอ นั่นคือ ดูให้ลึกลงไปอีก ทรงสรุปความเชื่อและทัศนะต่างๆ ในสมัยนั้น ทั้งความเห็นว่าสิ่งทั้งหลายเที่ยงแท้ถาวร และความเห็นว่าตายแล้วดับสูญ ซึ่งก็ยังมีอยู่ในปัจจุบัน และตรัสว่าทัศนะเหล่านี้ทั้งหมดล้วนตั้งอยู่บนการยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕ ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ว่าเป็นตัวเราของเรา

แทนที่จะถกเถียงกับคำสอนตามความเชื่อและหลักปรัชญา พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราดูด้วยตัวเราเอง ให้เห็นธรรมชาติของกายและใจ ค้นหาเพื่อทำความเข้าใจว่าฐานของความเชื่อเราคืออะไร มีความขึ้นยู่กับเหตุปัจจัยอย่างไร

ธรรมะคำสอน โดย พระอาจารย์ชยสาโร
แปลถอดความ โดย ศิษย์ทีมสื่อดิจิทัลฯ


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
แสดงโพสจาก:  เรียงตาม  
โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 25 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ไปที่:  
ขับเคลื่อนโดย phpBB® Forum Software © phpBB Group
Thai language by phpBBThailand.com
phpBB SEO