นวรัตน์ดอทคอม

รวบรวมสาระความรู้เกี่ยวกับวัตถุมงคล-เครื่องรางของขลัง

  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
วันเวลาปัจจุบัน พุธ 06 พ.ค. 2026 10:55 am

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


Switch to mobile style


โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 
เจ้าของ ข้อความ
 หัวข้อกระทู้: ความสงบ
โพสต์โพสต์แล้ว: จันทร์ 27 เม.ย. 2026 9:44 am 
ออฟไลน์

ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 07 มิ.ย. 2009 7:24 pm
โพสต์: 5294
“..ผู้ถือไม่มีบาป ไม่มีบุญ ก็มากมายเข้าแล้ว แผ่นดินนับวันแคบ มนุษย์แม้จะถึงตาย ก็นับวันมากขึ้น นโยบายในทางโลกีย์ใดๆก็นับวันประชันขันแข่งกันขึ้น พวกเราจะปฏิบัติลำบากในอนาคต เพราะเนื่องด้วยที่อยู่ไม่เหมาะสม เป็นไร่เป็นนาจะไม่วิเวกวังเวง ศาสนาทางมิจฉาทิฐิ ก็นับวันจะแสดงปาฏิหาริย์ คนที่โง่เขลาก็จะถูกจูงไปอย่างโคและกระบือ ผู้ที่ฉลาดก็เหลือน้อย ฉะนั้นพวกเราทั้งหลายจงรีบเร่งปฏิบัติธรรม ให้สมควรแก่แก่ธรรมดังไฟที่กำลังไหม้เรือน จงรีบดับเร็วพลันเถิด ให้จิตใจเบื่อหน่ายคลายเมาวัฏสงสาร ทั้งโลกภายในหนังหุ้มอยู่โดยรอบ ทั้งโลกภายนอกที่รวมเป็นสังขารโลก ให้ยกดาบเล่มคมเข้าสู้ คืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา พิจารณาติดต่ออยู่ไม่มีกลางวันกลางคืนเถิด ความเบื่อหน่ายคลายเมาไม่ต้องประสงค์ ก็จะต้องได้รับแบบเย็นๆและแยบคายด้วยจะเป็นสัมมาวิมุตติ และสัมมาญาณะอันถ่องแท้ ไม่ต้องสงสัยดอก พระธรรมเหล่านี้ไม่ล่วงไปไหน มีอยู่ ทรงอยู่ในปัจจุบัน จิตในปัจจุบัน ที่เธอทั้งหลายตั้งอยู่หน้าสติ หน้าปัญญา อยู่ด้วยกัน กลมกลืนในขณะเดียวนั้นแหละ..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)





การบวชอย่าว่าบวชแล้วได้บุญนะ บวชแล้วไม่มีความระมัดระวังนี้เอาแต่ความขี้เกียจขี้คร้าน เอาแต่เรื่องของโลกๆ เอามาทำ ทำแล้วมันเป็นบาปนะ ไม่ใช่บวชแล้วเป็นบุญอย่างเดียว

การบวชเป็นการออกจากบ้าน เป็นการออกจากเรื่องของโลก กิริยามารยาททุกสิ่งทุกอย่างของชาวบ้านทิ้งให้หมด อย่าเอามาในร่างของพระ ต้องเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ล่ะ เป็นบุญ

ถ้าหากว่าบวชแล้วกิริยามารยาททุกสิ่งทุกอย่าง เรื่องของชาวบ้านเป็นยังไง ก็เอาเข้ามาไว้ในตัวพระที่บวชแล้วหมด นี่บวชแล้วบาป ไม่ได้แช่งให้บาปนะ มันบาปจริงๆล่ะ มันหาความร่มเย็นเป็นสุขในจิตในใจไม่ได้ ๓ เดือนกว่าจะออกพรรษาละแทบสลบ ก็เพราะบาปมันเผา มันเป็นอย่างนั้นหนา.. เรียกว่าไม่มีโอกาสจะร่มเย็นเป็นสุข

จึงไม่รู้ว่าชีวิตการบวชการเรียนจะเห็นบุญเห็นกุศลเป็นอย่างไร

หลวงปู่แบน ธนากโร วัดดอยธรรมเจดีย์ อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร






..อโรคยา ปรมา ลาภา ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ แต่หลวงปู่มองว่า โรคยา ปรมา ลาภา ความมีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ ทำไมจึงว่าอย่างงั้น ถ้าเราแข็งแรงสมบูรณ์ดี มันมีความประมาท จะไม่นึกถึงบาป บุญ คุณ โทษ ใช้ชีวิตตั้งอยู่ในความประมาท ประมาทในการสร้างบุญกุศล มันมองข้ามเพราะมองว่าตัวเองยังแข็งแรง
ที่นี่คนที่มีโรคภัยเบียดเบียน จะระลึกนึกถึงแต่การจะสร้างเอาคุณงามความดี อยากสร้างบุญกุศล เป็นผู้ระลึกถึงความตาย มีมรณานุสติ มีใจที่ไม่ตกอยู่ในความประมาท..
____________________
พระราชมงคลวชิรธรรม วิ.
หลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม
วัดป่าสีห์พนม อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร





เครื่องจำแนกสรรพชีวิตแต่ละจำพวก
ให้สูงต่ำแตกต่างกันคือ “ปัญญา” ซึ่งแปลว่า
“ความรู้ทั่ว” ความรู้ย่อมเป็นเหตุแห่งการ
ดำเนินการทุกอย่างให้บรรลุผล จัดเป็น
หนึ่งในอริยทรัพย์ตามพระพุทธานุศาสนี

ความรู้ทั่วที่ว่านั้น หากเป็นความรู้ทางโลก
ก็ย่อมยังประโยชน์ทางโลกให้สำเร็จ แต่หาก
เป็นความรู้ทั่วในทางธรรม ก็ย่อมยังประโยชน์
ทางธรรม คือความหลุดพ้นจากห้วงทุกข์
ให้สำเร็จ

ดังนั้น ปัญญาในความหมายของพระพุทธ
ศาสนา จึงไม่ได้หมายถึงความรู้เพื่อยังความ
เจริญทางวัตถุให้บังเกิดแต่สถานเดียว แต่ยัง
หมายถึงความรู้ที่จะแยกได้ในเหตุผล ดีชั่ว
คุณโทษ เพื่อการพิจารณาเห็นสรรพสิ่งตาม
ความเป็นจริง อันจะยังผลคือความสงบสันติ
ได้ภายในจิตใจตนด้วย ...
...
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อัมพร อมฺพโร)
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
พระคติธรรม ประทานเนื่องในวาระ ๒๑ ปี
มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย







“..ผู้ถือไม่มีบาป ไม่มีบุญ ก็มากมายเข้าแล้ว แผ่นดินนับวันแคบ มนุษย์แม้จะถึงตาย ก็นับวันมากขึ้น นโยบายในทางโลกีย์ใดๆก็นับวันประชันขันแข่งกันขึ้น พวกเราจะปฏิบัติลำบากในอนาคต เพราะเนื่องด้วยที่อยู่ไม่เหมาะสม เป็นไร่เป็นนาจะไม่วิเวกวังเวง ศาสนาทางมิจฉาทิฐิ ก็นับวันจะแสดงปาฏิหาริย์ คนที่โง่เขลาก็จะถูกจูงไปอย่างโคและกระบือ ผู้ที่ฉลาดก็เหลือน้อย ฉะนั้นพวกเราทั้งหลายจงรีบเร่งปฏิบัติธรรม ให้สมควรแก่แก่ธรรมดังไฟที่กำลังไหม้เรือน จงรีบดับเร็วพลันเถิด ให้จิตใจเบื่อหน่ายคลายเมาวัฏสงสาร ทั้งโลกภายในหนังหุ้มอยู่โดยรอบ ทั้งโลกภายนอกที่รวมเป็นสังขารโลก ให้ยกดาบเล่มคมเข้าสู้ คืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา พิจารณาติดต่ออยู่ไม่มีกลางวันกลางคืนเถิด ความเบื่อหน่ายคลายเมาไม่ต้องประสงค์ ก็จะต้องได้รับแบบเย็นๆและแยบคายด้วยจะเป็นสัมมาวิมุตติ และสัมมาญาณะอันถ่องแท้ ไม่ต้องสงสัยดอก พระธรรมเหล่านี้ไม่ล่วงไปไหน มีอยู่ ทรงอยู่ในปัจจุบัน จิตในปัจจุบัน ที่เธอทั้งหลายตั้งอยู่หน้าสติ หน้าปัญญา อยู่ด้วยกัน กลมกลืนในขณะเดียวนั้นแหละ..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)







#จิตนึกถึงความตาย ถ้าเป็นสมถะ เรียกว่า "มรณานุสสติ" ถ้าวิปัสสนาญาณเขาเรียกว่า "สักกายทิฏฐิ" เป็นสังโยชน์
พระพุทธเจ้าจึงทรงแนะนำว่า ทุกคนให้นึกถึงความตายเป็นอารมณ์ ตัวนี้ต้องยืนตัว ถ้าตัวนี้ไม่ยืนตัว อะไรก็ไม่ได้
.
ถ้าตาย ทุกคนต้องตาย คนที่จะไม่ตายไม่มี แล้วถ้าเรายังเกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิด มันจะมีประโยชน์อะไร
เราตายคราวนี้ให้มันตายครั้งสุดท้าย เราไม่เกิดต่อไปอีกดีกว่า
.
#ทำอย่างไรจะไม่เกิดต่อไป เราก็ไม่ต้องการร่างกายนี้ซิ คำว่าไม่ต้องการ ไม่ใช่ตัดผลุนผลันไปเลยนะ
คำว่า "ไม่ต้องการ" ค่อยๆ คิด ค่อยๆ ปลด แต่หน้าที่มีเท่าไรทำให้ครบถ้วน
แต่ทว่าทำแล้วก็คิดไปเลย ว่าไอ้งานประเภทนี้จะมีชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย ชาติต่อไปไม่มี
วิธีตัดเขาตัดแบบนี้นะ ไม่ใช่ตัดแบบวางมันส่งเดช
.
#ที่มา : หนังสือ พ่อสอนลูก เล่มที่ ๑๑ (หน้า ๖)
โดย...หลวงพ่อพระราชพรหมยาน







#เห็นมาแล้วต่อไปต่างคนต่างทำ
"... หัดเดินจงกรม หัดนั่งสมาธิ เดี๋ยวนี้
พวกเราไม่ใคร่เอาใจใส่ตรงนี้ ถ้าไม่ทำ
ตอนนี้แล้ว
ก็เลยไม่รู้จักศาสนา เลยไม่รู้จักธรรม
ไม่รู้จักวินัย ไม่รู้จักข้อปฏิบัติเป็นอย่างไร มรรคผลเป็นอย่างไร ก็เลยไม่รู้จัก
นรกเป็นอย่างไร สวรรค์เป็นอย่างไร
เลยไม่เชื่อ เลยไม่เชื่อบุญเชื่อบาป ไม่เชื่อศาสนา ...”
---------------------
#อาจาโรวาท___
#พระอาจารย์ฝั้น_อาจาโร
วัดป่าอุดมสมพร ต.พรรณา อ.พรรณานิคม
จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๔๒ - ๒๕๒๐)











" ถ้าโยมสวดมนต์ติดต่อทุกวัน 6 เดือน โดยเฉพาะบทสวดพาหุงมหากา ลูกหลานจะเป็นคนดีและชีวิตของโยมจะมีแต่ความสุข ความเจริญ ขอให้เชื่ออาตมาเถิด "

หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม





“..ทำไมจึงต้องภาวนากัน ภาวนาทำไมจึงต้องหลับตา ทำไมจึงต้องนั่งขัดสมาธิ นี่แหละมันมี หลายเรื่อง คำว่า ภาวนา นั้นไม่ใช่แต่ว่าจะนั่งสมาธิหลับตาเท่านั้น จะอยู่ในท่าใดอิริยาบถใดได้ทั้งนั้น

ภาวนา ไม่ใช่การได้ เป็นการทิ้ง ทิ้งของไม่ดี ชำระของไม่ดีที่มันติดอยู่ที่ใจของเราแต่เราไม่ทราบ ถ้าไม่ ค้นหาก็ไม่ทราบและไม่ทราบจะเอาไปทิ้งที่ไหนด้วย เพราะเหตุนั้นจึงมาหัดภาวนาให้มันเห็นของไม่ดี ที่อยู่ในใจของเรา แล้วทิ้งของอันไม่ดีนั้นเสีย นี่คือการ ภาวนา

ทีนี้เรายังไม่เคยเห็นใจ เราจึงมาฝึกหัด ทำใจให้สงบให้มันนิ่งจึงจะเห็น คนเราวุ่นวายเดือดร้อนเพราะใจไม่สงบ ถ้าสงบแล้วไม่วุ่นวายไม่เป็น ทุกข์

คนเป็นทุกข์กลุ้มใจเพราะคิดมาก ยึดโน่น ยึดนี่ ถือโน่น ถือนี่ นั่นเป็นของไม่ดี เรามาสำรวมใจ จับเอาตัวใจให้มันได้ ใจเป็นของไม่มีตัว เป็นนามธรรม

เราจะเอาสติ คือผู้ระลึกได้เป็นตัวระลึก เมื่อ ระลึกอยู่ตรงไหนใจก็อยู่ตรงนั้น เช่น ระลึกพุทโธไว้ที่กลางทรวงอกของเราก็ตาม หรือจะระลึกพุทโธ เอาไว้ตามลมหายใจเข้า-ออกก็ตาม

ทำความรู้สึกเอาไว้เฉพาะตรงจุดที่เราตั้งเอาไว้ตรงนั้น คอยระวัง รักษาให้อยู่ในที่เดียว นี่เรียกว่าการฝึกอบรมใจให้มาอยู่ในที่เดียวเสียก่อนเป็นเบื้องต้น

การจะให้ใจ อยู่มันยากเหมือนกัน ใจมันวิ่งว่อน วุ่นวายสารพัด เลยขี้เกียจรำคาญว่ามันยุ่งมากเหลือเกิน แท้ที่จริง มันไม่มาก เราไม่เคยรวมเข้ามาเลยไม่เห็น ปล่อยให้ของกระจายทั่วบ้านทั่วเมืองจะไปเห็นอะไร คราวนี้ ดึงมารวมเข้าอยู่ที่เดียวเลยเห็นเป็นของมาก

ความจริงมันมากยิ่งกว่าที่เห็นขณะนั่งภาวนานั้นอีก แต่เราไม่ได้อบรมใจเลยไม่ทราบ นี่แหละประโยชน์ของการอบรมใจ หรือการนั่งภาวนา หัดรวมใจ ให้เห็นของไม่ดี คือ

ใจมันวุ่นวายจิตส่งส่ายไปแล้วไม่ได้รับความสุข เราวุ่นวายมานานแสนนาน แล้วมันก็ไม่เป็นความสุขอะไร พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ทำใจให้สงบจะเกิดความสุข

คราวนี้เราจะมา ลองหัดสำรวมดูมันจะได้รับความสุขอย่างที่ท่านว่าไหม มันจะเป็นความสุขอย่างไร จะสุขขนาดไหน เอามาเทียบกันดูทีหลัง ตอนนี้ขอให้ทำให้มันจริงลงไปเสียก่อน ทำใจให้อยู่ในจุดเดียว อย่างที่อธิบายนี้ อย่าไปคิดนึกอะไรให้มันมากมาย

การคิดจะให้มันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ หรือคิดว่ามันเป็นอย่างนั้น แล้วจะเป็นอย่างนี้ ปรุงแต่งต่าง ๆ ใจก็ไม่อยู่นิ่งอีกแล้ว มันมีอาการไปอีกแล้ว เพ่งมองในอารมณ์ อันเดียวนั่นแหละ อะไรเป็นใจ อะไรเป็นสติ

สติ คือผู้ระลึกได้อยู่เสมอว่าตรงนี้ ๆ ทำความรู้สึกว่าตรงนี้ ให้จดจ่ออยู่ตรงนั้นให้ได้ ผู้ที่รู้สึกว่าอยู่ตรงนี้ ๆ ความรู้สึกนั้นแหละเป็นใจ รู้สึกอยู่ตรงไหนใจก็อยู่ ตรงนั้น จับสติกับตัวใจให้มันได้เสียก่อน ให้รู้จักใจเสียก่อน

เมื่อแรกหัดมันก็ดิ้นรนแส่ส่าย ถ้าเรา ไม่เอากันจริง ๆ จัง ๆ ให้ชนะมัน มันก็ไม่นิ่งเหมือนกัน ปราบมันให้อยู่สักทีหนึ่งจึงจะเป็นวีรบุรุษได้ การภาวนาเป็นการผจญต่อสู้ ชนะตนได้สักที นั่นแหละ เป็นของดี ยิ่งกว่าการชนะผู้อื่น พระพุทธเจ้าท่าน ตรัสเทศนาไว้อย่างนี้

นั่งขัดสมาธิหรือจะนั่งแบบใดที่สบายก็ตามใจ เบื้องต้นมันจะต้องเมื่อยปวดนั่นปวดนี่ ต่อไปก็ จิตใจไม่สงบไม่อยู่มันส่งส่าย นี่แหละคือสิ่งที่เราจะต้องต่อสู้กัน ใจเป็นใหญ่กว่าอะไรทั้งปวงหมด

ถ้าเราคุมใจให้สงบไม่วุ่นวายส่งส่ายได้แล้ว ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าปวดนั่นปวดนี่จะหายไปโดยไม่ รู้ตัว ถ้าใจไม่ไปยึดไม่ไปคำนึงถึงสิ่งใด เราจะเห็นประโยชน์ว่าความสุขเกิดขึ้นจากความสงบ เห็นชัดขึ้นมาทันทีทีเดียว..”

เทสฺรํสีธมฺโมวาท
พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (เทสก์ เทสรังสี) วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย
(พ.ศ.๒๔๔๕-๒๕๓๗)







“คนดี” … ไปอยู่กับชั่วไม่ได้หรอก
“คนชั่ว” … ไปอยู่กับคนดีเขาไม่ได้
ไม่ต้องไปไล่ ... เดี๋ยวมันก็เคลื่อนย้าย
ของมันเอง ...
...
หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม






มิ จ ฉ า ส ม า ธิ เ ป็ น อ ย่ า ง ไ ร
พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย)
วัดป่าสาลวัน อ.เมือง จ.นครราชสีมา

เคยดูหนังกำลังภายในไหม

หนังกำลังภายใน หนังจีน
เขาสร้างกำลังขึ้นมาเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการต่อสู้

สมาธิอันใดที่เป็นไปเพื่อการทำลายคนอื่น
สมาธิอันนั้นเป็นมิจฉาสมาธิ

ทีนี้อย่างเราที่ปฏิบัติกัน
พอปฏิบัติได้สมาธิพอสมควรแล้ว ผลพลอยได้มันบังเกิดขึ้น

เช่น บางท่านอาจะสามารถใช้พลังจิตรักษาโรคภัยไข้เจ็บ
บางท่านอาจจะใช้พลังจิตไปในการดูหมอ
อันนี้ถือว่าเป็นผลพลอยได้ ไม่ถือว่าเป็นมิจฉาสมาธิ

แต่ถ้าหากว่าสมาธิอันใดที่ทำไปแล้ว
มุ่งที่จะใช้พลังสมาธิหาผลประโยชน์ โดยไม่เป็นธรรม

เช่น ใช้พลังสมาธิไปบีบบังคับ
หรือบังคับจิตใจใครให้ตกอยู่ใต้อำนาจของเรา
หรือนำผลประโยชน์มาเพื่อเราอะไรทำนองนี้

อันนี้เรียกว่า มิจฉาสมาธิ
รวมความแล้วว่าสมาธิเป็นไปเพื่อทำลาย เรียกว่า มิจฉาสมาธิ

ทีนี้สัมมาสมาธิอย่างแท้จริง
มุ่งตรงต่อการที่จะสร้างพลังจิตให้เกิดสมาธิ
มีสติปัญญารู้แจ้งเห็นจริงในธรรมตามความเป็นจริง
เพื่อขจัดกิเลสอาสวะไปสิ้นให้หมดไปจากขันธสันดาน
บรรลุพระนิพพาน อันนี้มันเป็นความหมายที่กว้างขวางมาก

รวมความแล้วสมาธินี่เราสามารถจะใช้ไปในทางที่ให้โทษให้คุณได้

เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้า
ท่านจึงสอนให้ปฏิบัติสมาธิ
ตามคำสอนของพระองค์ยึดหลักศีล ๕ เป็นหลัก

ทีนี้การใช้ประโยชน์เกี่ยวกับเรื่องสมาธิ
สมาธิอันใดซึ่งไม่ผิดศีล ๕ ข้อใดข้อหนึ่งเป็นสัมมาสมาธิ
แต่ถ้าผิดศีลข้อใดข้อหนึ่งก็เป็นมิจฉาสมาธิ

เช่น อย่างพระสงฆ์ที่เก่งในทางสมาธิ นั่งสมาธิอยู่ในวัด
แล้วก็ใช้พลังจิตส่งกระแสไปบังคับเศรษฐีทั้งหลาย
ให้เอาเงินมาช่วยสร้างวัดสร้างวา
อันนี้ก็เป็นมิจฉาสมาธิเหมือนกัน
และที่หนักยิ่งไปกว่านั้นก็มีค่ายิ่งกว่าโจรไปเที่ยวจี้ปล้นชาวบ้าน

(มีต่อ)

: สัมมาสมาธิและมิจฉาสมาธิ
สามารถเกิดขึ้นในคนๆ เดียวกันได้หรือไม่
จะมีวิธีใดที่จะทำให้ปฏิบัติไปสู่แนวสัมมาสมาธิ

สมาธิในขั้นต้นๆที่เราปฏิบัติแล้ว ผลงานคือสมาธิเกิด
มันเกิดทั้งสัมมาสมาธิและมิจฉาสมาธิ
แต่แท้ที่จริงมิจฉาสมาธิและสัมมาสมาธิ
มันก็คือสมาธิอันเดียวกัน

ที่มันเป็นมิจฉา หรือสัมมา นั้น
มันขึ้นอยู่กับเจตนาของผู้ปฏิบัติสมาธิ

ถ้าสมาธิมีแนวโน้มที่จะทำให้จิตบริสุทธิ์สะอาด ก็เป็นสัมมาสมาธิ
ถ้าหากจิตมีแนวโน้มที่ผิดไปจากศีลผิดธรรม ก็เป็นมิจฉาสมาธิ

ทีนี้ในระดับขั้นสูง ถ้าหากว่าผู้ที่ปฏิบัติสมาธิ ไปติดในสมาธิ
ติดในญาณ ติดในฌาน
ก็ถือว่าเป็น มิจฉาสมาธิ ของผู้ที่เป็นสัมมาปฏิบติเพื่อปฏิบัติให้พ้นทุกข์

เพราะฉะนั้นแนวทางปฏิบัติในเมื่อสมาธิเกิดขึ้นแล้ว
ท่านก็ไม่ให้ติดสมาธิ

ผลอันใดอันเกิดจากสมาธิ
เช่น อภิญญา หรือ ญาณ หรือ ฌาน อะไรเป็นต้น
ท่านก็ไม่ให้ยึดไม่ให้ติด
ถือเป็นแต่พียงว่าให้สร้างพลังจิต
เพื่อให้มีสมรรถภาพยกตัว ให้อยู่เหนือกิเลสเหนืออารมณ์ได้

เพราะฉะนั้นสัมมาสมาธิก็ดี มิจฉาสมาธิก็ดี
มันเกิดขึ้นได้โดยคนๆ เดียว
คือพื้นฐานก็คือสมาธิอย่างเดียวกัน

แต่ถ้าหากว่าผู้ที่บำเพ็ญฌานสมาบัติ ได้สมาธิถึงขั้นฌานสมาธิ
ถ้าไปสำคัญว่านี่คือพระนิพพาน ก็เป็น มิจฉาสมาธิ

แต่สมาบัติก็ไม่เป็นพิษเป็นภัยอะไร
แต่ไปเข้าใจว่าความละเอียดของจิต
ซึ่งจิตอยู่ในสมาธิขั้นละเอียด
แล้วจะรู้สึกว่ากิเลสและอารมณ์มันไม่มี ถึงมีก็อย่างละเอียด
ความคิดหรือเจตนาที่ไปสร้างบาปสร้างกรรมมันก็ไม่มี

ทีนี้ผู้ที่เข้าใจผิด
ก็สำคัญว่าตัวเองก็สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว
อันนั้นก็เป็น มิจฉาสมาธิ

ทีนี้พวกพราหมณ์ทั้หลายที่ไปบวชเป็นฤาษีไปบำเพ็ญสมาธิ
ได้อิทธิฤทธิ์ได้ฌานสมาบัติ
ความเข้าใจของเขา เขาก็ถือว่า
เขาก็สำเร็จพระนิพพานเหมือนกัน
เพราะสติปัญญาของเขามีเพียงเท่านั้น
เขาทั้งหลายเหล่านั้นก็ไม่ใช่ผู้ที่จะเป็นวิสัยตรัสรู้ชอบได้ด้วยตนเอง

(มีต่อ)

แต่สมาธิพวกฌานสมาบัตินี่
เป็นปฏิปทาของผู้สร้างบารมีเพื่อสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า

พระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ต้องบำเพ็ญสมาธิ
ผ่านฌานสมาบัติมาหลายภพหลายชาติ
แม้แต่เมื่อจะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้านี่
ก็ต้องทำสมาธิตามแนวทางแห่งฌานสมาบัติ

เมื่อจิตของท่านไปอยู่ในฌานสมาบัติขั้นสูงสุด
ในขณะนั้นกิเลสอารมณ์ใดไม่มีทั้งสิ้น

แต่วิสัยของพระพทธเจ้าผู้สร้างบารมีมา
ย่อมมีพระสติปัญญาอันละเอียดสุขุม

ท่านก็มาสังเกตตรงที่ว่า
เมื่อจิตอยู่ในสมาธิแล้วดูเหมือนไม่มีกิเลส
ความยินดียินร้ายไม่มี ความสุขความทุกข์ไม่มี
มีแต่ความเป็นกลาง

แต่เมื่อออกมาสู่โลกภายนอก ตา หู จมุก ลิ้น กาย และใจ
รู้เห็นอันใดมันก็ยังยินดียินร้ายอยู่ ก็แสดงกิเลสยังไม่หมด
นี่พระพุทธเจ้าท่านเข้าใจอย่างนี้

แต่พวกฤาษีทั้งหลายไม่ได้เข้าใจอย่างนี้
เข้าใจว่าพอเราทำสมาธิถึงพระนิพพาน
พอมันดับสนิทแล้ว
เวลาใกล้จะตายรีบทำจิตให้เข้าสมาธิ
แล้วเข้าสมาบัติถึงพระนิพพาน
เขามาชะล่าใจกันอยู่ตรงนี้

ถ้าจะทำความเข้าใจเกี่ยวกับการทำสมาธินี่
มันมีอยู่อันหนึ่ง หลวงพ่อได้พิจารณาตามโอวาทของ หลวงปู่เสาร์

หลวงปู่เสาร์ท่านชอบพูดเปรยๆ ว่า

“เวลานี้จิตข้ามันไม่สงบมีแต่ความคิด”

ที่ได้ถามท่านจริงๆ

“จิตฟุ้งซ่านหรืออย่างไร ท่านอาจารย์”

ท่านก็บอกว่า

“ถ้ามันเอาแต่นิ่งมันก็ไม่ก้าวหน้า”

ปัญหานี้จะเกิดขึ้นมาในวงการของนักปฏิบัติ...

(คัดลอกบางตอนมาจาก ไขข้อข้องใจในการปฏิบัติ : มิจฉาสมาธิเป็นอย่างไร
ใน “ฐานิยปูชา ๒๕๓๙” พิมพ์ครั้งที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙, หน้า ๗๑-๗๔)






“..อริยมรรค ละทุกขสมุทัย ทำนิโรธให้แจ้ง..”

#อาการ
คำว่า “…ตั้งสติตามรู้ตามเห็น…” กับคำว่า “…รู้เท่ารู้ทัน…” และคำว่า “…รู้แจ้งแทงตลอด…” มันมีลักษณะและความหมายผิดกัน นี่พูดถึงเรื่องของจิต. จิตเป็นสภาวธรรม ไม่มีตัวตน แต่แสดงออกมาเป็นอาการ ให้ผู้มีปัญญาญาณรู้ได้ว่า นี่จิต นี่อาการของจิต.

#ตามรู้
สติเป็นอาการของจิตที่ตามรู้ตามเห็น คือ ตามรู้ตามเห็นอาการกิริยาของจิต แต่มิใช่เห็นตัวจิต. จิตแท้คือผู้รู้. ผู้ตามรู้ตามเห็นอาการของจิต ไม่มีวันจะทันจิตได้เลย เหมือนบุคคลผู้ตามรอยโคที่หายไป ไม่เห็นตัวมันจึงตามรอยของมันไป. แต่โคเป็นวัตถุ ไม่เหมือนจิต ซึ่งเป็นนามธรรม เอาจิตไปตามอาการของจิต มันก็ผิดวิสัย เมื่อไรจะเห็นตัวจิตสักที.

#เท่าทัน
คำว่า “รู้เท่าทัน” ก็บ่งชัดอยู่แล้วว่า ผู้รู้คือจิต. รู้เท่าก็คือรู้เท่าที่จิตรู้นั้น ไม่เหลือไม่เกิน. เมื่อรู้เท่าอย่างนี้แล้ว อาการของจิตไม่มี. เมื่ออาการของจิตไม่มี รอยของจิตก็ไม่มี แล้วใครจะเป็นผู้ไปตามรอยของจิตอีกเล่า. รวมความแล้ว สติระลึกอยู่ตรงไหน ใจผู้รู้ก็อยู่ตรงนั้น สติกับผู้รู้เท่ากันอยู่ ณ ที่เดียวกัน ทำงานร่วมกันขณะเดียวกัน.

#แทงตลอด
คำว่า “รู้แจ้งแทงตลอด” ก็หมายเอาความรู้ที่รู้ชัดรู้แจ้งของผู้รู้ ที่รู้ไม่เหลือไม่เกิน. แทงตลอดคือตลอดเบื้องต้นตั้งแต่เริ่มคิดเริ่มรู้ จนตรวจตรอง รู้ชัดถ่องแท้ลงเป็นสภาวธรรม จิตไม่ส่งส่ายแส่หาอะไรอีกต่อไป เพราะความแจ้งแทงตลอดในเหตุผลนั้นๆ หมดสิ้นแล้ว.

#พบของจริง
ถ้านักปฏิบัติเข้าใจตามข้อความที่แสดงมานี้แล้ว หวังว่าคงไม่หลงเอาผู้รู้ (คือจิต) ไปตามรอยของจิต. เมื่อเราทำจิตคือผู้รู้ ให้นิ่งแนวอยู่กับสติแล้ว รอย (คืออาการของจิต) ก็ไม่มี. เมื่อจิตผู้รู้กับสติผู้ระลึกได้เข้ามาทำงานรวมอยู่ ณ ที่แห่งเดียวกันแล้ว การไปการมา การหลงแส่ส่ายแสวงหา ก็จะหมดสิ้นไป จะพบของจริงที่จิตสงบนิ่งอยู่ ณ ที่แห่งเดียว. เหมือนกับชาวนาผู้หาผ้าโพกศีรษะบนหัวของตนเอง เที่ยววนเวียนหารอบป่ารอบทุ่งจนเหน็ดเหนื่อยกลับมาบ้านนั่งพักผ่อนเพื่อเอาแรง ยกมือขึ้นตบศีรษะ ผ้าโพกตกลงมาทันที เขาเลยหมดกังวลในการหาต่อไป..”

คัดลอกจากหนังสือ
สามทัพธรรม :
เทสฺรํสีธมฺโมวาท
พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (เทสก์ เทสรังสี) วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย
(พ.ศ.๒๔๔๕-๒๕๓๗)








“ทุกสรรพสิ่งที่ดิ้นรนแสวงหา สะสมกันเข้าไว้
ในที่สุดก็ต้องทิ้งต้องจาก ซึ่งป่วยการที่จะ
กล่าวไปถึงสมบัติที่จะนำเอาติดตัวไปด้วย
แม้แต่เนื้อตัวร่างกาย ที่ว่าเป็นของเราก็ยังเอา
ติดตัวไปด้วยไม่ได้ และก็เป็นความจริง
ที่ได้เห็นและรู้จักกันมานานนับล้านๆ ปี
คนแล้วคนเล่า ในเมื่อความเป็นจริงก็เห็นๆ
กันอยู่เช่นนี้แล้ว เหตุใดเราท่านทั้งหลาย
จึงต้องพากันดิ้นรนขวนขวาย สะสม
สิ่งที่ในที่สุดก็จะต้องทิ้ง จะต้องจากไป
ซึ่งเท่ากับเป็นการทำลายวันเวลาอันมีค่า
ของพวกเรา ซึ่งก็คงมีไม่เกินคนละ ๑๐๐ ปี
ให้ต้องโมฆะเสียเปล่าไปโดยหาสาระ
ประโยชน์อันใดมิได้“ ...
...
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า
กรมหลวงวชิรญาณสังวร








“..อริยมรรค ละทุกขสมุทัย ทำนิโรธให้แจ้ง..”

#อาการ
คำว่า “…ตั้งสติตามรู้ตามเห็น…” กับคำว่า “…รู้เท่ารู้ทัน…” และคำว่า “…รู้แจ้งแทงตลอด…” มันมีลักษณะและความหมายผิดกัน นี่พูดถึงเรื่องของจิต. จิตเป็นสภาวธรรม ไม่มีตัวตน แต่แสดงออกมาเป็นอาการ ให้ผู้มีปัญญาญาณรู้ได้ว่า นี่จิต นี่อาการของจิต.

#ตามรู้
สติเป็นอาการของจิตที่ตามรู้ตามเห็น คือ ตามรู้ตามเห็นอาการกิริยาของจิต แต่มิใช่เห็นตัวจิต. จิตแท้คือผู้รู้. ผู้ตามรู้ตามเห็นอาการของจิต ไม่มีวันจะทันจิตได้เลย เหมือนบุคคลผู้ตามรอยโคที่หายไป ไม่เห็นตัวมันจึงตามรอยของมันไป. แต่โคเป็นวัตถุ ไม่เหมือนจิต ซึ่งเป็นนามธรรม เอาจิตไปตามอาการของจิต มันก็ผิดวิสัย เมื่อไรจะเห็นตัวจิตสักที.

#เท่าทัน
คำว่า “รู้เท่าทัน” ก็บ่งชัดอยู่แล้วว่า ผู้รู้คือจิต. รู้เท่าก็คือรู้เท่าที่จิตรู้นั้น ไม่เหลือไม่เกิน. เมื่อรู้เท่าอย่างนี้แล้ว อาการของจิตไม่มี. เมื่ออาการของจิตไม่มี รอยของจิตก็ไม่มี แล้วใครจะเป็นผู้ไปตามรอยของจิตอีกเล่า. รวมความแล้ว สติระลึกอยู่ตรงไหน ใจผู้รู้ก็อยู่ตรงนั้น สติกับผู้รู้เท่ากันอยู่ ณ ที่เดียวกัน ทำงานร่วมกันขณะเดียวกัน.

#แทงตลอด
คำว่า “รู้แจ้งแทงตลอด” ก็หมายเอาความรู้ที่รู้ชัดรู้แจ้งของผู้รู้ ที่รู้ไม่เหลือไม่เกิน. แทงตลอดคือตลอดเบื้องต้นตั้งแต่เริ่มคิดเริ่มรู้ จนตรวจตรอง รู้ชัดถ่องแท้ลงเป็นสภาวธรรม จิตไม่ส่งส่ายแส่หาอะไรอีกต่อไป เพราะความแจ้งแทงตลอดในเหตุผลนั้นๆ หมดสิ้นแล้ว.

#พบของจริง
ถ้านักปฏิบัติเข้าใจตามข้อความที่แสดงมานี้แล้ว หวังว่าคงไม่หลงเอาผู้รู้ (คือจิต) ไปตามรอยของจิต. เมื่อเราทำจิตคือผู้รู้ ให้นิ่งแนวอยู่กับสติแล้ว รอย (คืออาการของจิต) ก็ไม่มี. เมื่อจิตผู้รู้กับสติผู้ระลึกได้เข้ามาทำงานรวมอยู่ ณ ที่แห่งเดียวกันแล้ว การไปการมา การหลงแส่ส่ายแสวงหา ก็จะหมดสิ้นไป จะพบของจริงที่จิตสงบนิ่งอยู่ ณ ที่แห่งเดียว. เหมือนกับชาวนาผู้หาผ้าโพกศีรษะบนหัวของตนเอง เที่ยววนเวียนหารอบป่ารอบทุ่งจนเหน็ดเหนื่อยกลับมาบ้านนั่งพักผ่อนเพื่อเอาแรง ยกมือขึ้นตบศีรษะ ผ้าโพกตกลงมาทันที เขาเลยหมดกังวลในการหาต่อไป..”

คัดลอกจากหนังสือ
สามทัพธรรม :
เทสฺรํสีธมฺโมวาท
พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (เทสก์ เทสรังสี) วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย
(พ.ศ.๒๔๔๕-๒๕๓๗)






"...สุขและทุกข์นี้ก็เปรียบเสมือนงูตัวหนึ่ง
ทางหัวมันเป็นทุกข์ ทางหางมันเป็นสุข
เพราะถ้าลูบทางหัว มันมีพิษ ทางปากมัน
มีพิษไปใกล้ทางหัวมัน มันก็กัดเอา ไปจับ
หางมันก็ดูเหมือนเป็นสุข แต่ถ้าจับไม่วาง
มันก็หันกลับมากัดได้เหมือนกัน เพราะทั้ง
หัวงูและหางงู มันก็อยู่ในงูตัวเดียวกันคือ
ตัณหา ความลุ่มหลงนั่นเอง..."

ถ้าหากเป็นคนที่ฉลาดแล้ว จะปล่อยหมด
สิ่งที่ดีก็ปล่อยมันไป สิ่งที่ชั่วก็ปล่อยมันไป
สิ่งที่ชอบใจก็ปล่อยมันไป เหมือนอย่างเรา
ปล่อยงูเห่าตัวที่มีพิษร้ายนั้น ปล่อยให้มัน
เลื้อยของมันไป มันก็เลื้อยไปทั้งที่มี “พิษ”
อยู่ในตัวมันนั่นเอง..."

หลวงพ่อชา สุภัทโท







“อยู่ที่ธรรมกับกิเลสเท่านั้น”

เพราะมีธรรมเท่านั้นที่จะทำให้ใจหลุดพ้นจากอำนาจของกิเลสตัณหาและความทุกข์ อยู่ที่ไหนจะมีแต่ความสุข จะยากดีมีจนไม่สำคัญ เพราะไม่ใช่เหตุของความสุขทุกข์ภายในใจ เหตุคือธรรมกับกิเลส ถ้ามีธรรมไม่มีกิเลสก็จะมีแต่ความสุข ถ้ามีกิเลสไม่มีธรรมก็จะมีแต่ความทุกข์ ไม่ได้อยู่ที่ร่ำรวยหรือยากจน ไม่ได้อยู่ที่มีตำแหน่งสูงหรือไม่สูง ไม่ได้อยู่ที่การยกย่องสรรเสริญหรือตำหนิติเตียนนินทา ไม่ได้อยู่ที่รูปเสียงกลิ่นรส แต่อยู่ที่ธรรมกับกิเลสเท่านั้น ถ้ามีธรรมใจก็จะสงบมีความสุข จะอิ่มจะพออยู่ตลอดเวลา ไม่อยากจะได้อะไร ไม่อยากจะมีอะไร ไม่อยากจะเป็นอะไร อยู่เฉยๆดีที่สุด สบายที่สุด

ขอให้เอาจริงเอาจัง เอาเป็นเอาตายกับการปฏิบัติ พิจารณาถึงความตายอยู่เรื่อยๆ ชีวิตก็จะสั้นลงไปเรื่อยๆ ความสุขจากสิ่งต่างๆในโลกนี้เป็นของชั่วคราว สุขตอนที่ได้สัมผัส พอผ่านไปแล้วเหมือนไม่ได้สัมผัสเลย จึงต้องคอยเติมอยู่เรื่อยๆ เติมเท่าไรก็เป็นเหมือนเดิม กลับมาที่ศูนย์เหมือนเดิม กลับมาที่ความอ้างว้างเปล่าเปลี่ยวเดียวดาย ความว้าเหว่ ความหิว ความอยาก ถ้ามีธรรมแล้วจะไม่เป็นอย่างนี้ จะมีแต่ความสุขสบาย มีแต่ความพอ นี่คือคุณค่าของธรรม ถ้าได้สัมผัสกับความสงบของใจแล้วจะปล่อยวางทุกอย่างได้ พวกเราพยายามเข้าไปถึงจุดนั้นให้ได้ เข้าไปสู่ความสงบของใจให้ได้.

กำลังใจ ๕๔ กัณฑ์ที่ ๔๒๕
วันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๔

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี





“..ผู้ถือไม่มีบาป ไม่มีบุญ ก็มากมายเข้าแล้ว แผ่นดินนับวันแคบ มนุษย์แม้จะถึงตาย ก็นับวันมากขึ้น นโยบายในทางโลกีย์ใดๆก็นับวันประชันขันแข่งกันขึ้น พวกเราจะปฏิบัติลำบากในอนาคต เพราะเนื่องด้วยที่อยู่ไม่เหมาะสม เป็นไร่เป็นนาจะไม่วิเวกวังเวง ศาสนาทางมิจฉาทิฐิ ก็นับวันจะแสดงปาฏิหาริย์ คนที่โง่เขลาก็จะถูกจูงไปอย่างโคและกระบือ ผู้ที่ฉลาดก็เหลือน้อย ฉะนั้นพวกเราทั้งหลายจงรีบเร่งปฏิบัติธรรม ให้สมควรแก่แก่ธรรมดังไฟที่กำลังไหม้เรือน จงรีบดับเร็วพลันเถิด ให้จิตใจเบื่อหน่ายคลายเมาวัฏสงสาร ทั้งโลกภายในหนังหุ้มอยู่โดยรอบ ทั้งโลกภายนอกที่รวมเป็นสังขารโลก ให้ยกดาบเล่มคมเข้าสู้ คืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา พิจารณาติดต่ออยู่ไม่มีกลางวันกลางคืนเถิด ความเบื่อหน่ายคลายเมาไม่ต้องประสงค์ ก็จะต้องได้รับแบบเย็นๆและแยบคายด้วยจะเป็นสัมมาวิมุตติ และสัมมาญาณะอันถ่องแท้ ไม่ต้องสงสัยดอก พระธรรมเหล่านี้ไม่ล่วงไปไหน มีอยู่ ทรงอยู่ในปัจจุบัน จิตในปัจจุบัน ที่เธอทั้งหลายตั้งอยู่หน้าสติ หน้าปัญญา อยู่ด้วยกัน กลมกลืนในขณะเดียวนั้นแหละ..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)







"...คำว่าโลกต้องมีทั้งดีทั้งชั่วปะปนกันตลอดมา
แต่ผู้มีปัญญาสนุกเลือกเฟ้นเอาตามต้องการ
ผู้โง่เขลาก็จะได้แต่เที่ยวตำหนิโลกตำหนิธรรม
โดยไม่มีขอบเขตและความพอดี ความสงบเย็น
ใจเลยหาทางเกิดขึ้นไม่ได้แม้แต่นิด เพราะมอง
เตลิดเปิดเปิงไปเสียหมด ไม่ย้อนกลับมามองดู
ตัวเสียบ้าง ต่อไปก็จะอยู่กับโลกไม่ได้

ไปหาครูอาจารย์ที่ไหน ๆ ก็คอยไปจ้องมอง
คอยดูแต่โทษของท่าน ท่านองค์นี้เป็นอย่างไร
บ้าง .คอยจ้องมองดูอยู่ทำนองนั้น ตามนิสัยขอ
งคนผู้ลืมตน ถ้าไปถูกองค์ที่ท่านดี แต่เราก็ไม่
ได้มองดูตัวเองว่าเป็นอย่างไรอีก ถ้าไปถูกองค์
ที่ตนไม่ชอบจริตนิสัย ก็ไปตำหนิท่านเป็นอย่าง
นั้น ไม่ดีอย่างนั้น เที่ยวเหยียบย่ำ ทับถมครูอา
จารย์ไปเสียหมด

ภูเขาลูกนั้นคือทิฐิมานะ เข้าใจว่าตัวนี้ดียิ่งกว่า
ใคร ๆ และมีความฉลาดพอตัว ฉะนั้นตัวดียิ่งตัว
ฉลาดพอ มันเลยกลายเป็นตัวหยิ่งจนตามรู้ไม่
ทัน เพราะมองเห็นแต่ข้างนอกจนลืมตัวเลยหา
หลักเกณฑ์อะไรไม่ได้..."

หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน
เทศน์อบรมพระ ณ วัดป่าบ้านตาด
เมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๐๘








“..ที่แกทำ ๆ ไปน่ะ มันสูญเปล่า ชีวิตจะมีค่าก็ตอนไหว้พระ สวดมนต์ ภาวนาเท่านั้น..”
“..เงินทอง ทรัพย์สมบัติที่หากันมาก็แค่ “หาอยู่ หากิน” เลี้ยงอัตภาพร่างกายเท่านั้น พอหมดลมแล้วก็หมดกัน เอาติดตัวไปไม่ได้ ไม่เหมือนการภาวนาเพื่อพัฒนายกระดับจิตใจให้มันกินลึกไปข้างในและเอาติดตัวข้ามภพข้ามชาติไปได้

สมบัติทางโลก จะมากมายและวิจิตรประณีตขนาดไหน มันก็เป็นแค่ “สมบัติน้ำแข็ง” อยู่ดีเพราะมันจะค่อยๆ ละลายเรากำมันไว้ได้แค่ชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น.

หลวงปู่เคยเล่าว่า

“เด็กทารกทั่วไปเกิดมาก็กำมือมา บ่งบอกการเกิดมาพร้อมกับความยึดมั่นถือมั่น”

#พวกเราลองพิจารณาดูเถิด สุดท้ายตอนตายทุกคนก็ต้องแบมือหมด แม้น้ำที่คนเขามารดน้ำศพก็ยังกำเอาไว้ไม่อยู่เลย

#อาหารที่สุดแสนประณีตก็ได้แค่อิ่ม บ้านที่เป็นดุจคฤหาสน์ก็แค่ที่พักอาศัยหลับนอนไปคืนหนึ่งๆ มนุษย์สร้างสมมุติที่ซับซ้อนหรอกตัวเองเสียจนหลงลืมความจริงพื้นฐานของชีวิต

“..สมบัติน้ำแข็ง..”

#คือข้อที่ควรคิดคำนึงเพื่อเตือนจิตเตือนใจตนเองไว้เสมอ ๆ เพื่อให้ตระหนักว่ากิจกรรมชีวิตอันใดที่เราควรทุ่มเท กิจกรรมชีวิตอันใดที่ทำเพียงแค่พอเป็นเครื่องอาศัย
“..เวลาเหลืออีกไม่มากแล้ว ให้พากันปฏิบัติ..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)







“..ทำไมจึงต้องภาวนากัน ภาวนาทำไมจึงต้องหลับตา ทำไมจึงต้องนั่งขัดสมาธิ นี่แหละมันมี หลายเรื่อง คำว่า ภาวนา นั้นไม่ใช่แต่ว่าจะนั่งสมาธิหลับตาเท่านั้น จะอยู่ในท่าใดอิริยาบถใดได้ทั้งนั้น

ภาวนา ไม่ใช่การได้ เป็นการทิ้ง ทิ้งของไม่ดี ชำระของไม่ดีที่มันติดอยู่ที่ใจของเราแต่เราไม่ทราบ ถ้าไม่ ค้นหาก็ไม่ทราบและไม่ทราบจะเอาไปทิ้งที่ไหนด้วย เพราะเหตุนั้นจึงมาหัดภาวนาให้มันเห็นของไม่ดี ที่อยู่ในใจของเรา แล้วทิ้งของอันไม่ดีนั้นเสีย นี่คือการ ภาวนา

ทีนี้เรายังไม่เคยเห็นใจ เราจึงมาฝึกหัด ทำใจให้สงบให้มันนิ่งจึงจะเห็น คนเราวุ่นวายเดือดร้อนเพราะใจไม่สงบ ถ้าสงบแล้วไม่วุ่นวายไม่เป็น ทุกข์

คนเป็นทุกข์กลุ้มใจเพราะคิดมาก ยึดโน่น ยึดนี่ ถือโน่น ถือนี่ นั่นเป็นของไม่ดี เรามาสำรวมใจ จับเอาตัวใจให้มันได้ ใจเป็นของไม่มีตัว เป็นนามธรรม

เราจะเอาสติ คือผู้ระลึกได้เป็นตัวระลึก เมื่อ ระลึกอยู่ตรงไหนใจก็อยู่ตรงนั้น เช่น ระลึกพุทโธไว้ที่กลางทรวงอกของเราก็ตาม หรือจะระลึกพุทโธ เอาไว้ตามลมหายใจเข้า-ออกก็ตาม

ทำความรู้สึกเอาไว้เฉพาะตรงจุดที่เราตั้งเอาไว้ตรงนั้น คอยระวัง รักษาให้อยู่ในที่เดียว นี่เรียกว่าการฝึกอบรมใจให้มาอยู่ในที่เดียวเสียก่อนเป็นเบื้องต้น

การจะให้ใจ อยู่มันยากเหมือนกัน ใจมันวิ่งว่อน วุ่นวายสารพัด เลยขี้เกียจรำคาญว่ามันยุ่งมากเหลือเกิน แท้ที่จริง มันไม่มาก เราไม่เคยรวมเข้ามาเลยไม่เห็น ปล่อยให้ของกระจายทั่วบ้านทั่วเมืองจะไปเห็นอะไร คราวนี้ ดึงมารวมเข้าอยู่ที่เดียวเลยเห็นเป็นของมาก

ความจริงมันมากยิ่งกว่าที่เห็นขณะนั่งภาวนานั้นอีก แต่เราไม่ได้อบรมใจเลยไม่ทราบ นี่แหละประโยชน์ของการอบรมใจ หรือการนั่งภาวนา หัดรวมใจ ให้เห็นของไม่ดี คือ

ใจมันวุ่นวายจิตส่งส่ายไปแล้วไม่ได้รับความสุข เราวุ่นวายมานานแสนนาน แล้วมันก็ไม่เป็นความสุขอะไร พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ทำใจให้สงบจะเกิดความสุข

คราวนี้เราจะมา ลองหัดสำรวมดูมันจะได้รับความสุขอย่างที่ท่านว่าไหม มันจะเป็นความสุขอย่างไร จะสุขขนาดไหน เอามาเทียบกันดูทีหลัง ตอนนี้ขอให้ทำให้มันจริงลงไปเสียก่อน ทำใจให้อยู่ในจุดเดียว อย่างที่อธิบายนี้ อย่าไปคิดนึกอะไรให้มันมากมาย

การคิดจะให้มันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ หรือคิดว่ามันเป็นอย่างนั้น แล้วจะเป็นอย่างนี้ ปรุงแต่งต่าง ๆ ใจก็ไม่อยู่นิ่งอีกแล้ว มันมีอาการไปอีกแล้ว เพ่งมองในอารมณ์ อันเดียวนั่นแหละ อะไรเป็นใจ อะไรเป็นสติ

สติ คือผู้ระลึกได้อยู่เสมอว่าตรงนี้ ๆ ทำความรู้สึกว่าตรงนี้ ให้จดจ่ออยู่ตรงนั้นให้ได้ ผู้ที่รู้สึกว่าอยู่ตรงนี้ ๆ ความรู้สึกนั้นแหละเป็นใจ รู้สึกอยู่ตรงไหนใจก็อยู่ ตรงนั้น จับสติกับตัวใจให้มันได้เสียก่อน ให้รู้จักใจเสียก่อน

เมื่อแรกหัดมันก็ดิ้นรนแส่ส่าย ถ้าเรา ไม่เอากันจริง ๆ จัง ๆ ให้ชนะมัน มันก็ไม่นิ่งเหมือนกัน ปราบมันให้อยู่สักทีหนึ่งจึงจะเป็นวีรบุรุษได้ การภาวนาเป็นการผจญต่อสู้ ชนะตนได้สักที นั่นแหละ เป็นของดี ยิ่งกว่าการชนะผู้อื่น พระพุทธเจ้าท่าน ตรัสเทศนาไว้อย่างนี้

นั่งขัดสมาธิหรือจะนั่งแบบใดที่สบายก็ตามใจ เบื้องต้นมันจะต้องเมื่อยปวดนั่นปวดนี่ ต่อไปก็ จิตใจไม่สงบไม่อยู่มันส่งส่าย นี่แหละคือสิ่งที่เราจะต้องต่อสู้กัน ใจเป็นใหญ่กว่าอะไรทั้งปวงหมด

ถ้าเราคุมใจให้สงบไม่วุ่นวายส่งส่ายได้แล้ว ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าปวดนั่นปวดนี่จะหายไปโดยไม่ รู้ตัว ถ้าใจไม่ไปยึดไม่ไปคำนึงถึงสิ่งใด เราจะเห็นประโยชน์ว่าความสุขเกิดขึ้นจากความสงบ เห็นชัดขึ้นมาทันทีทีเดียว..”

เทสฺรํสีธมฺโมวาท
พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (เทสก์ เทสรังสี) วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย
(พ.ศ.๒๔๔๕-๒๕๓๗)


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
แสดงโพสจาก:  เรียงตาม  
โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: Bing [Bot] และ บุคคลทั่วไป 22 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ไปที่:  
ขับเคลื่อนโดย phpBB® Forum Software © phpBB Group
Thai language by phpBBThailand.com
phpBB SEO