พระพุทธพจน์ - พุทธภาษิต พระธรรมเทศนา และ ธรรมะจากครูบาอาจารย์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
ศุกร์ 17 เม.ย. 2026 9:41 am
มีคนจำนวนไม่น้อยที่มักคิดว่า รถของคนอื่น
ดีกว่ารถของตัวเอง แฟนของคนอื่นสวย
(หรือหล่อ) กว่าแฟนของตัวเอง ลูกของคนอื่น
เก่งกว่าลูกของตัวเอง และอาหารที่คนอื่นสั่ง
มักน่ากินกว่าจานของตัวเอง ถ้าคุณเป็น
หนึ่งในนั้น ชีวิตจะหาความสุขได้ยาก ...
...
พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
“ไปอยู่วัด เหมือนอยู่ในอีกโลกหนึ่งเลย”
แต่เราไม่ค่อยคิดกัน มักจะไหลไปตามกระแส ไปตามสังคม เพราะถูกเสี้ยมสอนอยู่ตลอดเวลา เปิดโทรทัศน์มันก็สอนเราแล้วว่าให้เรามีอะไร โฆษณาขายของต่างๆ ขายรถขายบ้านขายแอร์ขายอะไรต่างๆ มันเสี้ยมสอนเราอยู่ตลอดเวลา เราถูกมันสอนอยู่ตลอดเวลา เราก็เลยหลง ถูกกระแสของทางโลกพาไปลากไป แล้วก็ถอนตัวออกยาก เพราะเหมือนติดยาเสพติด พอติดความสุขแล้วก็ถอนยาก จึงควรเข้าวัดบ้าง ไปอยู่วัดบ้าง ไปอยู่สังคมที่อยู่แบบเรียบง่าย ไปอยู่วัดนานๆ อยู่สักพรรษาหนึ่ง อยู่ ๓ เดือน ให้มันซึมซับเข้าไปในจิตใจ วันก่อนมีคนมาเล่าว่าไปอยู่วัดแล้ว เหมือนอยู่ในอีกโลกหนึ่งเลย ความรู้สึกนึกคิดต่างๆเปลี่ยนไปหมดเลย เพราะไม่ได้สัมผัสกับสิ่งเดิมๆ ในวัดไม่มีโทรทัศน์ให้ดู ให้คอยกระตุ้นให้น้ำลายไหล อยากได้สิ่งนั้นสิ่งนี้ อยากไปที่นั่นไปที่นี่ อยู่ในวัดบางทีไม่รู้วันรู้เดือนด้วยซ้ำไป ว่าวันนี้วันที่เท่าไหร่เดือนอะไร เพราะทุกวันมีหน้าที่เหมือนกัน ตื่นนอนขึ้นมาก็เตรียมหาอาหารรับประทาน และใส่บาตรพระพร้อมกับภาวนาพุทโธๆไป กำหนดดูจิตดูใจไป พิจารณาขันธ์ ๕ อยู่แต่ในวงนี้ เรื่องต่างๆที่เคยมาเกี่ยวข้องตอนอยู่ที่บ้าน ก็จะไม่มาปรากฏในใจ จะเห็นว่าอยู่แบบนี้ก็อยู่ได้ ไม่ต้องมีอะไรก็อยู่ได้ แล้วก็มีความสุขมากกว่าเสียด้วยซ้ำไป มีความทุกข์น้อยกว่า ไม่มีความกังวล ไม่มีความวุ่นวายใจ ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องวิตกกับเรื่องอะไรเลย
เรื่องที่จะต้องเผชิญก็เตรียมรับอยู่แล้ว เรื่องความแก่ความเจ็บความตาย ก็เตรียมรับอยู่แล้ว ถ้าอยู่บนเครื่องบินก็เตรียมร่มชูชีพไว้แล้ว จะไปกลัวอะไร ถึงเวลาก็กระโดดออกมาได้ คนที่มีปัญญานี้เหมือนมีร่มชูชีพ เวลาแก่เวลาเจ็บเวลาตายจะไม่วิตกกังวล เพราะแยกจิตออกจากกายได้ รู้ว่าจิตที่วุ่นวายนี้ ไม่ได้แก่ไม่ได้เจ็บไม่ได้ตาย ตัวที่แก่ที่เจ็บที่ตายนี้ไม่รู้เรื่อง ร่างกายไม่รู้ว่ามันแก่มันเจ็บมันตาย แต่จิตที่มาครอบครองร่างกายไปหลงว่าเป็นตัวเราของเรา พอร่างกายเป็นอะไร ก็คิดว่าจิตเป็น แต่จิตเป็นธรรมชาติที่ไม่ตายไม่เปลี่ยนแปลง แต่กิเลสทำให้รู้สึกว่าเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ตัวจิตเองตั้งแต่ดึกดำบรรพ์จนถึงปัจจุบันเป็นเพียงธาตุรู้เท่านั้นเอง สักแต่ว่ารู้ แต่มีความหลงมาหลอกมาสร้างอารมณ์ต่างๆให้เกิดขึ้น จิตเปรียบเหมือนท้องฟ้าที่ว่างไม่มีอะไร ส่วนอารมณ์ต่างๆเป็นเหมือนเมฆหมอก ที่ลอยอยู่ในท้องฟ้า ถ้ากำจัดมันออกไปหมดแล้ว มันก็จะว่าง เหมือนท้องฟ้าว่าง ไม่มีเมฆ ไม่มีหมอก ไม่มีอารมณ์กับอะไรทั้งสิ้น ไม่หิว ไม่อยาก ไม่ต้องการอะไรเลย ความว่างนี่แหละที่เรียกว่าปรมัง สุญญัง เป็นบรมสุข ปรมัง สุขังพอมีกิเลสก็เกิดความอยาก ความหิว ความต้องการขึ้นมา พอกำจัดกิเลสหมดสิ้นไป จิตก็ว่าง จิตก็บริสุทธิ์ ไม่มีความอยาก ไม่มีความโลภ ไม่มีความโกรธ
นี่คืองานที่แท้จริงของเรา คือการทำจิตของเราให้ว่าง ให้สะอาดบริสุทธิ์ ด้วยการปฏิบัติตามแนวทางที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน ไม่มีทางอื่น มีทางนี้ทางเดียวเท่านั้น แล้วก็อย่าไปต่อรอง ให้มันง่ายให้มันเร็ว มันแล้วแต่บุญบารมีของแต่ละคน ถ้าบำเพ็ญมามากมันก็ง่ายมันก็เร็ว ถ้าบำเพ็ญมาน้อยมันก็ช้า ต้องค่อยเป็นค่อยไป เหมือนผลไม้ มีการเจริญ มีการพัฒนาการต่างกัน ลูกที่ใกล้จะสุกงอมแล้ว ก็จะหลุดออกจากขั้วก่อน ลูกที่เพิ่งโผล่ออกมาก็ต้องใช้เวลาเติบโต ไม่มีทางลัด ไม่ใช่กดปุ่มปั๊บก็บรรลุได้เลย บางคนก็คิดว่ารอให้เจอพระศรีอาริย์จะดีกว่า ถ้าได้ฟังธรรมะจากพระโอษฐ์แล้วจะได้บรรลุทันทีทันใด ถ้าไม่มีปัญญาที่จะรับธรรมะ ก็ไม่มีทางที่จะบรรลุได้ ถ้าไม่มีปัจจัยรองรับสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสอน ก็จะไม่เกิดประโยชน์แต่อย่างใด จึงต้องพยายามบำเพ็ญบุญบารมีต่อไปเรื่อยๆ เผื่อภพหน้าชาติหน้าได้เจอพระพุทธเจ้าองค์ใหม่ ก็จะได้บรรลุธรรมในขณะที่ฟังเลย
ถ้าบรรลุในชาตินี้ได้ก็จะดีกว่า จะได้ไม่ต้องไปทุกข์ทรมานกับการเวียนว่ายตายเกิดอีก ต้องพยายามปลุกกระตุ้นความกระตือรือร้นให้เกิดขึ้น พยายามกระตุ้นฉันทะวิริยะให้เกิดขึ้น ด้วยการมองว่าเวลาของเราเหลือน้อยลงไปทุกวันๆ มีเวลาว่างอย่าปล่อยให้มันผ่านไป โดยไม่ได้ทำบุญรักษาศีลบำเพ็ญภาวนาหรือฟังเทศน์ฟังธรรมเลย อย่าประมาท อย่าคิดว่าฟังมาพอแล้ว มันลืมได้ พอไปคิดเรื่องอื่น มันก็จะกลบเรื่องที่เราได้ยินได้ฟังมา ถ้าจะไม่ให้ลืม ต้องคิดอยู่เรื่อยๆ ธรรมะที่ได้ยินได้ฟังมา ต้องคิดอยู่เรื่อยๆมันถึงจะไม่ลืม ถ้าไม่คิดเราก็ควรจะเปิดฟังอยู่เรื่อยๆ เพราะเมื่อฟังแล้ว จะกระตุ้นให้เกิดฉันทะเกิดวิริยะขึ้นมา อย่าปล่อยให้วันเวลาผ่านไปๆ โดยไม่ได้บำเพ็ญธรรมเลย จะเสียเวลาไปเปล่าๆ เวลาว่างจากภารกิจการงานอย่างอื่น ก็อย่าปล่อยให้มันผ่านไป มีโอกาสก็ควรไปอยู่วัด จะได้ไปเร็วขึ้น ถ้าอยากจะไปเร็วก็ต้องไปอยู่วัดนานๆ ถ้าอยู่บ้านมันจะยาก เพราะปัจจัยเสริมไม่ค่อยมี มีแต่ปัจจัยถ่วง.
กำลังใจ ๔๐ กัณฑ์ที่ ๓๘๒
วันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๑
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี
ถาม :: จำเป็นไหมครับที่จะต้องนั่ง
ภาวนาให้นานๆ
หลวงพ่อชา ตอบ :: ไม่จำเป็นต้องนั่ง
ภาวนาเป็นชั่วโมงๆ เรื่อยไป.. บางคน
คิดว่ายิ่งนั่งภาวนานานเท่าใด ก็จะยิ่ง
ฉลาดเท่านั้น
ผมเคยเห็นไก่กกอยู่ในรังของมัน
ทั้งวันนับเป็นวันๆ ปัญญาที่แท้.. เกิด
จากที่เรามีสติในทุกๆ อิริยาบถ
"การฝึกปฏิบัติของท่านต้องเริ่มขึ้น
ทันทีที่ท่านตื่นนอนตอนเช้า และต้อง
ปฏิบัติติดต่อกันไปจนกระทั่ง..
นอนหลับไป อย่ากังวลว่าท่านต้องนั่ง
ภาวนานานเท่าใด
สิ่งสำคัญก็คือ ท่านเพียงแต่เฝ้าดู ไม่
ว่าท่านจะเดินทางอยู่หรือนั่งอยู่ หรือ
กำลังเข้าห้องน้ำอยู่ แต่ละคนต่างก็มี
ทางชีวิตของตนเอง
บางคนต้องตายเมื่ออายุ ๕๐ ปี บางคน เมื่ออายุ ๖๐ และบางคนเมื่ออายุ ๙๐ ฉันใดก็ฉันนั้นปฏิปทาของท่าน ทั้งหลาย ก็ไม่เหมือนกันอย่าคิดมากหรือกังวลใจในเรื่องนี้เลย
จงพยายามมีสติและปล่อยทุกสิ่งให้
เป็นไปตามปกติของมัน แล้วจิตใจของ
ท่านก็จะสงบมากขึ้น.. ในสิ่งแวดล้อม
ทั้งปวง"
------------------------------
#พระโพธิญาณเถร (ชา สุภทฺโท)
วัดหนองป่าพง ต.โนนผึ้ง อ.วารินชำราบ
จ.อุบลราชธานี (พ.ศ.๒๔๖๑-๒๕๓๕)
หนังสือ..ถาม-ตอบเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม
“..ผู้สนใจในความรับผิดชอบต่อจิตอันเป็นสมบัติที่มีค่ายิ่งของตน จึงควรปฏิบัติรักษาจิตด้วยวิธีที่ถูกต้องเหมาะสม คือฝึกหัดภาวนาในโอกาสอันควร เพื่อเป็นการตรวจตราดูเครื่องเคราของรถคือจิต ว่ามีอะไรบกพร่องและเสียไปบ้าง จะได้นำเข้าโรงซ่อมสุขภาพทางจิต คือนั่งพินิจพิจารณาดูสังขารภายใน คือความคิดปรุงของใจ ว่าคิดอะไรบ้างในวันและเวลาหนึ่ง ๆ พอมีสารประโยชน์บ้างไหม หรือพยายามคิดแส่หาแต่เรื่อง หาแต่โทษ และขนทุกข์มาเผาลนเจ้าของอยู่ทำนองนั้น พอให้รู้ความผิดถูกของตัวบ้าง และพิจารณาสังขารภายนอก คือร่างกายของเรา ว่ามีความเจริญขึ้นหรือเจริญลงในวันและเวลาหนึ่ง ๆ ที่ผ่านไปจนกลายเป็นปีเก่าและปีใหม่ผลัดเปลี่ยนกันไปไม่มีที่สิ้นสุด สังขารร่างกายเรามีอะไรใหม่ขึ้นบ้างไหม หรือมีแต่ความเก่าแก่และคร่ำคร่าชราหลุดลงไปทุกวัน ซึ่งพอจะนอนใจกับเขาละหรือ จึงไม่พยายามเตรียมตัวเตรียมใจเสียแต่เวลาที่พอทำได้ เวลาตายแล้วจะเสียการ นี่คือการภาวนา การภาวนาคือวิธีเตือนตนสั่งสอนตน ตรวจตราดูความบกพร่องของตนว่าควรจะแก้ไขจุดใดตรงไหนบ้าง..”
ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร
(หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต)
วัดป่าสุทธาวาส
ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง
จ.สกลนคร
(พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)
"...พระพุทธศานาทั้งหมด ไม่ได้สอนที่อื่น
นอกจากกายกับใจ พระพุทธเจ้าสอนนั้น
ตรงไปตรงมา แต่คนไม่ชอบ บังไว้ ปกปิด
ไว้ มันจึงไม่เห็นของจริง พระองค์สอนตรง
ไปตรงมาเลย ท่านบอกว่า ร่างกายเหมือน
กับซากอสุภะ เป็นของปฏิกูลโสโครก ท่าน
บอกอย่างนั้น หากมีคนมาบอกว่าเราสกปรก
นี่ โกรธใหญ่ ไม่ชอบใจเลย
แท้ที่จริงนั้น แก่นสารของพระพุทธศาสนาคือ
การปฏิบัติ กาย วาจา ใจ ของตนให้บริสุทธิ์
ตามคำสอนของพระพุทธองค์ คำสอนของ
พระพุทธองค์นั้น สอนให้เห็นตามความเป็น
จริงทุกสิ่งทุกอย่าง พระพุทธเจ้าสอนให้เข้าใจ
ตามความเป็นจริงว่า สิ่งใดเกิดขึ้น จะด้วยวิธี
กรรมใดๆก็ตาม เกิดขึ้นแล้ว มันไม่เที่ยง แปร
ปรวนไป เป็นทุกข์
เมื่อมาพิจารณา เห็นจริง ตามคำสอนของพระ
พุทธเจ้าดังนี้แล้วย่อมไม่ยึดมั่นถือมั่น เบื่อหน่าย
ปล่อยวางในสิ่งเหล่านั้นได้แล้ว ย่อมมองเข้ามา
เห็นจิตใจของตนผ่องใส คราวนี้เห็นจิตของตน
แล้ว เมื่อเห็นจิตของตนมองดูเฉพาะจิตนั้น ไม่มอง
ดูทุกข์ จิตนั้นก็เป็นอันหนึ่ง ทุกข์นั้นก็เป็นอันหนึ่ง
ของมันอีกต่างหาก เมื่อมองลึกเข้าไปก็เห็นแต่ใจ
คือมีอารมณ์อันหนึ่งของมันต่างหาก จะไม่เกี่ยว
ข้องกับอารมณ์ใดๆทั้งสิ้น..."
หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
วัดหินหมากเป้ง จ.หนองคาย
“การเอาความสุขของเราไปผูกติดกับสิ่งใดๆ
ก็ตาม มักตามมาด้วยความทุกข์ เพราะทุกสิ่ง
ก็ล้วนพึ่งพาสิ่งอื่น ไม่เป็นอิสระหรือเที่ยงแท้
ยั่งยืน พูดอีกอย่างหนึ่งมันเป็นอนัตตา
ดังนั้น จึงแปรเปลี่ยนอยู่เสมอ มิอาจเป็นไป
ดังใจได้ การพึ่งตัวเอง ไม่หวังพึ่งพาความสุข
จากสิ่งใดๆ จะช่วยให้เราเป็นอิสระอย่าง
แท้จริง และเป็นสุขในทุกหนแห่ง ไม่ว่า
สิ่งต่าง ๆ จะผันผวนปรวนแปรอย่างใด” ...
...
พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
#สูงสุดคืนสู่สามัญ
ยามขึ้น อย่าเหลิง ยามตกอย่าท้อ ชีวิตเป็นอนิจจังไม่มีอะไรตั้งอยู่ตลอดไป มีแต่เกิดและดับ เจริญและเสื่อมเป็นธรรมดาของสรรพสิ่ง เป็นไปตามกฏธรรมชาติ หน้าที่ของเราคือตั้งสติเรียนรู้ สร้างบุญสร้างกุศลให้ยิ่ง ยอมรับในกฏธรรมชาติและพร้อมปรับเปลี่ยนตัวเอง เพื่อเอาตัวรอดในทุกสภาวะการณ์ได้
สมบัติในโลก เงินสักบาทตายแล้วก็เอาไปไม่ได้ เว้นแต่บุญกุศล เพียงข้าวทัพพีหนึ่งสมาธิชั่วครู่หนึ่งกลับมีอนิสงส์ไปยังชาติหน้า
โอวาทธรรมคำสอน หลวงพ่ออินทร์ถวาย สนฺตุสฺสโก
วัดป่านาคำน้อย อ.นายูง จ.อุดรธานี
..เวลาพระให้ศีลจะลงท้ายด้วยคำว่า " สีเลนะ สุคะติง ยันติ สีเลนะ โภคะสัมปะทา สีเลนะ นิพพุติง ยันติ ตัสมา สีลัง วิโสทะเย " แล้วเราก็รับว่า สาธุ...สาธุ...สาธุ ส่วนใหญ่ไม่รู้หรอกว่าหมายถึงอะไร เข้าใจเอาว่าสาธุไปตามรูปแบบพิธีกรรม ความจริงไม่ใช่ ถ้ารู้ความหมายจะลึกซึ้ง คือ พระท่านบอกให้คนที่รับศีลไปนั้น เมื่อรับแล้วรักษาได้ดีแล้วอานิสงส์จะเกิด ดังนี้
..สีเลนะ สุคะติง ยันติ = ศีลเป็นเหตุให้ถึงสุคติ
..สีเลนะ โภคะสัมปะทา = ศีลเป็นเหตุให้ถึงพร้อมด้วยโภคทรัพย์
..สีเลนะ นิพพุติง ยันติ = ศีลเป็นเหตุให้ถึงพระนิพพาน
..ตัสมา สีลัง วิโสทะเย = เพราะเหตุนั้นพึงชำระศีลให้หมดจด
..รักษาศีลจะไม่ตกนรก รักษาศีลจะมีเครื่องกิน,เครื่องใช้ ทรัพย์สินเงินทองและศีลที่รักษาดีแล้วจะทำให้ถึงพระนิพพานได้ แล้วพระท่านก็ย้ำ "ตัสมา สีลัง วิโสทะเย" คือพระบอกว่าเพราะเหตุนี้พวกท่านทั้งหลายพึงรักษาศีลให้หมดจด
..พระที่บอกนี้..ไม่ใช่หลวงพ่อ,หลวงพี่,หลวงตาที่ให้ศีลนะ หากแต่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสบอกไว้ ณ ครั้งพุทธกาล..
..โอวาทธรรมหลวงปู่บัวเกตุ ปทุมสิโร..
"คำสอนหลวงปู่"
ให้แล้วให้ "จบ"
อย่าไปยึดติด ผูกพันทางความรู้สึก
แล้วอานิสงส์ถึงขอบฟ้า จะบริสุทธิ์ทวีคูณ
พระพรหมวชิรคุณ ดร.(ไพบูลย์ สุมงฺคโล)
วัดเทพนิมิตสุดเขตสยาม เชียงของ
“เทวดาสวดมนต์”และโมทนาบุญค้ำชูคนและบ้านที่สวดมนต์
เมตตาธรรมหลวงปู่ชอบ ฐานสโม
“หลวงปู่ชอบ ฐานสโม” ท่านได้บอกเตือนลูกศิษย์เรื่องการสวดมนต์ว่า “เทวดาในแต่ละสถานที่เขาชอบบทสวดมนต์ที่แตกต่างกัน”
บางสถานที่ก็ชอบ… บทธัมมะจักกัปปะวัตตสูตร
บางสถานที่ก็ชอบ… บทกะระณียะเมตตะสูตร
บางสถานที่ก็ชอบ… บทมาติกา
บางสถานที่ก็ชอบ… บทเมตตาสังนะสูตร
พอสวดฮอด(ถึง)บทที่พวกเขาชื่นชอบละก็เขาจะพากันเปล่งเสียงสาธุการดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่ว!! เทวดาเขาพากันออนซอนสะออนหลาย(พากันชื่นชอบเป็นอย่างยิ่ง)
หลวงปู่ท่านเน้นย้ำเรื่องการสวดมนต์ว่า…
“เวลาสวดมนต์ไหว้พระ อย่าทำเป็นเล่น เห็นเป็นของสนุกคะนองปาก ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นของสูง ควรค่าต่อการเคารพเป็นอย่างยิ่ง หากพากันเห็นเป็นของเล่นแล้ว ก็จะเป็นบาปเป็นกรรมกับตัวเอง นักปราชญ์ได้ยินท่านก็ตำหนิ เทวดาเขาก็พากันตำหนิ”
“เวลาไหว้พระสวดมนต์ ให้พากันตั้งใจสวดจริงๆ เวลาสวดก็ให้มีสมาธิจดจ่อลงไปในบทนั้นๆ มันถึงจะมีอานิสงส์เกิดขึ้นกับตัวเจ้าของ(ตัวเอง)”
“การสวดมนต์ไหว้พระเป็นการทำสมาธิไปในตัว บางทีข้ออรรถ ข้อธรรมต่างๆ มันก็จะผุดขึ้นมาในขณะที่สวดมนต์ก็มี”
“เทวดาทั้งหลายนั้น เขาก็เป็นมนุษย์เหมือนกับพวกเรามาก่อน มีจิตใจฝักใฝ่ในบุญกุศล พอตายทำลายขันธ์จากโลกนี้ไปแล้ว ก็ได้ไปจุติในสวรรค์ชั้นต่างๆ สูงบ้างต่ำบ้าง ก็ขึ้นอยู่กับบุญกุศลที่ตนเองได้สั่งสมมาในตอนเป็นมนุษย์”
“ถึงแม้ว่าจะเป็นเทวดาอยู่ก็ตาม จิตของพวกเขายังฝังไว้ในบุญกุศล พอได้ยินหรือได้เห็นผู้ใดทำคุณงามความดี พวกเขาก็จะพากันมาร่วมอนุโมทนาด้วย หากว่าเรามีจิตที่ละเอียดเป็นสมาธิบ้าง เราก็จะเห็นเขามาร่วมอนุโมทนากับเราด้วย”
“อย่างหยาบๆ ที่พวกเราจะรับทราบได้ ก็คือขนพองสยองเกล้า เป็นต้น ”
ด้วยหลวงปู่ท่านให้ความสำคัญเรื่องการสวดมนต์ไม่น้อยกว่าการทำสมาธิภาวนา ยามกลางค่ำกลางคืน ท่านก็ยังออกมานั่งรถเข็นจงกลมไปในบริเวณวัด ฟังพระเณรลูกหลานสวดมนต์ไหว้พระ เหมือนเป็นการให้กำลังใจลูกหลานพระเณรไปในตัว
พอหลังจากไหว้พระสวดมนต์กันเสร็จแล้ว ในบางคืน ลูกหลานพระเณรก็จะได้กราบเรียนสอบถามองค์ท่าน
“หลวงปู่ครับ! วันนี้เทวดาเขามาร่วมสวดมนต์ไหว้พระด้วยไหมครับ?”
หลวงปู่ท่านก็มักจะตอบว่า “มีมาทุกวัน” วันไหนมีมากเท่าไร ท่านก็จะบอกจำนวนให้ทราบด้วย หรือบางครั้ง ท่านก็จะระบุชื่อพระเณรเป็นรายคนด้วย เช่น
“เทวดาเขาชมว่าพระ…เณร…องค์นี้ สวดมนต์ม่วนหลาย เสียงดังกังวานไปไกล เทวดาเขาได้ยิน เขาขออนุโมทนาด้วย”
พอได้ยินหลวงปู่ท่านว่าให้ฟังเช่นนี้ พระเณรลูกหลานก็พากันปลื้มอกปลื้มใจเป็นอย่างยิ่ง พอถึงเวลาไหว้พระสวดมนต์ จึงพากันตั้งอกตั้งใจสวดกันอย่างเต็มที่...”
โอวาทธรรม หลวงปู่ชอบ ฐานสโม
วัดป่าสัมมานุสรณ์ บ้านโคกมน อ.วังสะพุง จ.เลย
(พ.ศ. ๒๔๔๔ - ๒๕๓๘)
"บุญ"
ไม่มีตัวไม่มีตน แต่มีฤทธิ์
หากช่วงใด “ดวงดี" บุญก็จะหนุนนำให้ดียิ่งขึ้นไป
หากช่วงใด “ดวงไม่ดี" บุญก็จะคอยอุ้มชูให้เราไม่ตกอับ
โอวาทธรรม : หลวงปู่หล้า เขมปัตโต)
พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราฉลาดในการมอง ท่านว่าบางคนการกระทำไม่ดี การพูดก็ไม่ดี แต่เมื่อได้สังเกตดู ก็พบว่าเขายังมีความคิดที่ดี ๆ อยู่เป็นครั้งคราว บางครั้งเหมือนกับเขามีความเมตตานิด ๆ หน่อย ๆ เขายังพอมีความดีอยู่บ้าง ไม่ใช่ว่าไม่ดีร้อยเปอร์เซนต์ ฉะนั้น ท่านให้เราพยายามสังเกตแล้วให้ไปคิด ยอมรับและชื่นชมในส่วนที่ดีของเขา พระพุทธองค์ทรงเปรียบว่า เหมือนกับคนเดินทาง ทั้งร้อนทั้งหิวกระหายอยากดื่มน้ำ สระน้ำก็ไม่มี เห็นแต่รอยเท้าวัว ที่มีน้ำขังอยู่ในรอยเท้าเพียงนิดเดียว ถ้าจะเอามือไปวักน้ำหรือใช้ภาชนะอะไรไปตัก ก็คงไม่ได้เพราะมีน้ำน้อยมาก ถึงจะพยายามตักออกมา น้ำก็จะขุ่นจนดื่มไม่ได้ เราควรทำอย่างไรดี ก็ต้องคุกเข่าลง เอามือยันไว้ข้างหน้า แล้วก้มหน้าเอาปากลงไปกินน้ำเหมือนวัวกินน้ำ ท่านเปรียบเทียบเหมือนคนที่เราไม่เห็นว่ามีส่วนดีเลย การกระทำการพูดแย่ไปเสียหมด แต่ถ้าเราสังเกตดู ก็ได้เห็นความดีเพียงน้อยนิด ก็ให้เอาความดีนั้นแหละ เหมือนน้ำน้อยนิดที่ขังอยู่ในรอยเท้าวัว คุกเข่าลง เอามือยัน แล้วเอาปากลงกินเหมือนวัวกินน้ำนั่นเอง
ถ้าเราเจอคนที่ดีทุกอย่าง การกระทำก็ดี วาจาก็ดี จิตใจก็ดี ท่านเปรียบว่าเหมือนเราเดินทาง ทั้งร้อนทั้งหิวกระหายอยากดื่มน้ำ ได้เจอสระน้ำที่มีน้ำใสแจ๋ว รอบ ๆ สระเต็มไปด้วยต้นไม้น่ารื่นรมย์ ทุกสิ่งทุกอย่างดีหมด เราก็ลงไปทั้งอาบทั้งดื่ม แล้วก็นอนพักผ่อนสบาย เมื่อเราได้เจอคนที่ดีทุกอย่าง เราก็ต้องระวังอย่าไปอิจฉาเขา อย่าไปเปรียบเทียบกับเขาแล้วรู้สึกว่าเราสู้เขาไม่ได้ ท่านให้เรารู้จักชื่นชมในสิ่งที่ดี ๆ นั้น
พระอาจารย์ชยสาโร
"เราปฏิบัติหัวใจเรา ดูหัวใจเราอยู่...
ทำไม? จะไม่ทราบว่าจิตเคลื่อนไหวไปในทางถูกหรือทางผิดเป็นไปได้เหรอ
ถ้ามีสติปัญญารักษาตัวอยู่แล้ว ต้องทราบความเคลื่อนไหวของใจ ที่เป็นไปในทางถูกและผิดได้เป็นอย่างดี
สติปัญญาสำคัญมาก เราไม่เคยปล่อยวาง
พูดคำไหนอยากจะพูดเรื่องสติเรื่องปัญญานี้อยู่ตลอด เพราะนี้เป็นสำคัญ เป็นเครื่องมือที่เหมาะสมอย่างยิ่งทีเดียว
กิเลสหลุดลอยออกไป ไม่หลุดลอยจากอะไร ศรัทธาความเพียรเหล่านั้น เป็นเครื่องสนับ
สนุน เป็นเสบียงสนับสนุน
ให้มีกำลังสติปัญญา เป็นผู้ฟาดฟันหั่นแหลกกิเลสทุกประเภทไม่นอกเหนือไปได้เลย
.
สมาธิ ตะล่อมกิเลสเข้ามาสู่จุดรวม
เหมือนกับว่า ไล่กิเลสเข้ามาสู่จุดรวม
ปัญญา เป็นผู้คลี่คลายออก ฟันออก ทำลาย
ทีละตัวสองตัวไปเรื่อย ๆ ๆ ตั้งแต่กิเลสส่วนหยาบ ๆ ตัวใหญ่ ๆ เรียกว่าตัวหยาบ ๆ ลงไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งละเอียดสุด
ถึงราชาของกิเลส กษัตริย์วัฏจักรของกิเลสได้แก่อวิชชา นั่น! เป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อนมากที่สุด ก็ไม่พ้นที่มัชฌิมาปฏิปทาอันเป็นธรรมละเอียดยิ่งที่สุด ปราบให้เรียบราบไป เช่นเดียวกัน
ฉะนั้น จึงไม่มีกิเลสตัวใด
ที่จะอาจหาญต่ออรรถต่อธรรมของพระ
พุทธเจ้าได้ ถ้าเรานำมาประพฤติปฏิบัติ
เหตุใดจะไม่รู้
.
อ่านมาทำไม? อ่านหนังสืออ่านแต่ชื่อ
อ่านสมาธิ ใครอ่านก็ได้ชื่อของสมาธิ ชื่อของปัญญาใครอ่านก็ได้ ชื่อของวิมุตติ ความหลุดพ้นใครอ่านก็ได้ ชื่อของกิเลสตัณหาอาสวะประเภทต่าง ๆ ใครอ่านก็ได้ ใครจำก็ได้ ชื่อของอรรถของธรรมตั้งแต่ต้น จนถึงมรรคผลนิพพาน ใครอ่านก็ได้ ใครจำก็ได้ ไม่สำคัญอะไรนัก
ถ้าไม่ปฏิบัติ เพราะท่านสอนให้เรียน
เพื่อปฏิบัติ เรียนรู้ชื่อของมันแล้วให้ปฏิบัติ ภาคปฏิบัติท่านก็สอนไว้แล้ว จะเอาอะไรปฏิบัติ ทำอะไรลงไปไม่พ้นสติที่จะต้องตาม เป็นผู้ควบคุมงาน"
หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
เทศน์อบรมพระ ณ วัดป่าบ้านตาด
เมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๒๓
"เงาของจิต"
“ ผู้จะมาทำลายพุทธศาสนา มิใช่เจ๊กจีน
ฝรั่ง แขกที่ไหน แต่เป็นพุทธบริษัทผู้ไม่เข้าใจ
ในหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า และ
ปฏิบัติผิดจากคำสอนของพระองค์ หรือมี
การศึกษาดี มีความรู้สูง แต่เป็นคนหัวดื้อถือรั้น
ไม่ยอมทำตามความรู้นั้น กลับไปทำตามกิเลส
ของตนเสีย ” ...
...
หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย
“..ผู้สนใจในความรับผิดชอบต่อจิตอันเป็นสมบัติที่มีค่ายิ่งของตน จึงควรปฏิบัติรักษาจิตด้วยวิธีที่ถูกต้องเหมาะสม คือฝึกหัดภาวนาในโอกาสอันควร เพื่อเป็นการตรวจตราดูเครื่องเคราของรถคือจิต ว่ามีอะไรบกพร่องและเสียไปบ้าง จะได้นำเข้าโรงซ่อมสุขภาพทางจิต คือนั่งพินิจพิจารณาดูสังขารภายใน คือความคิดปรุงของใจ ว่าคิดอะไรบ้างในวันและเวลาหนึ่ง ๆ พอมีสารประโยชน์บ้างไหม หรือพยายามคิดแส่หาแต่เรื่อง หาแต่โทษ และขนทุกข์มาเผาลนเจ้าของอยู่ทำนองนั้น พอให้รู้ความผิดถูกของตัวบ้าง และพิจารณาสังขารภายนอก คือร่างกายของเรา ว่ามีความเจริญขึ้นหรือเจริญลงในวันและเวลาหนึ่ง ๆ ที่ผ่านไปจนกลายเป็นปีเก่าและปีใหม่ผลัดเปลี่ยนกันไปไม่มีที่สิ้นสุด สังขารร่างกายเรามีอะไรใหม่ขึ้นบ้างไหม หรือมีแต่ความเก่าแก่และคร่ำคร่าชราหลุดลงไปทุกวัน ซึ่งพอจะนอนใจกับเขาละหรือ จึงไม่พยายามเตรียมตัวเตรียมใจเสียแต่เวลาที่พอทำได้ เวลาตายแล้วจะเสียการ นี่คือการภาวนา การภาวนาคือวิธีเตือนตนสั่งสอนตน ตรวจตราดูความบกพร่องของตนว่าควรจะแก้ไขจุดใดตรงไหนบ้าง..”
ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร
(หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต)
วัดป่าสุทธาวาส
ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง
จ.สกลนคร
(พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)
#ดูใจของตนเอง
อย่าส่งใจไปดูไปรู้สิ่งอื่น
การภาวนา ท่านให้ดูใจของตนเองหรอก
ท่านไม่ให้ดูสิ่งอื่นการบำเพ็ญกรรมฐานนี้
ไม่ว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดจะเกิดขึ้น ไปรู้ไปเห็นอะไร
เราอย่าไปดู ให้ดูแต่ใจ ให้ใจอยู่ที่พุทโธ
เมื่อกำลังภาวนาอยู่
แท้จริงการดูจิต ไม่มีอะไรมาก เพียงแต่รู้
อารมณ์ที่กำลังปรากฏ ด้วยจิตที่เป็นกลาง
จริงก็พอแล้ว รู้ อยู่ตรงรู้นั่นแหล่ะ
#ถ้าจิตเป็นกลางจริงๆ จะสังเกตุเห็นจิตผู้รู้
แทรกอยู่ตรงกลางนั้นเอง เมื่อเห็นบ่อยๆแล้ว
ต่อไปก็ชำนาญ สามารถเห็นจิตผู้รู้ได้เสมอ
#น้อมกราบโอวาทธรรม
#หลวงปู่ดูลย์ #อตฺโล
“..พระพุทธเจ้าจึงยังมีอยู่ ยังเมตตากรุณาสัตว์ทั้งหลาย ยังช่วยมนุษย์สัตว์ทั้งหลายอยู่ ถ้ามนุษย์ผู้ใดมีความประพฤติปฏิบัติดี จงรักภักดี พระพุทธเจ้า ต่อพระธรรม ผู้นั้นก็จะมีคุณงามความดีอยู่ตลอดทุกวันฉะนั้น ถ้าเรามีปัญญา ก็จะเห็นได้ว่า เราไม่ได้อยู่ห่างพระพุทธเจ้าเลย เดี๋ยวนี้เราก็ยังนั่งอยู่ต่อหน้าพระพุทธเจ้าเราเข้าใจธรรมะเมื่อใด เราก็เห็นพระพุทธเจ้าเมื่อนั้น ผู้ใดที่ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมอยู่อย่างสม่ำเสมอแล้ว ไม่ว่าจะนั่ง ยืน เดิน อยู่ ณ ที่ใด ผู้นั้นย่อมได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้าอยู่ตลอดเวลา..”
สุภทฺโทวาท
พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท)
วัดหนองป่าพง ต.โนนผึ้ง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี
(พ.ศ.๒๔๖๑–๒๕๓๕)
ให้พากันเลิกละ ความเชื่อถือผิด
ตามความที่เคยเชื่อถือและนับถือผิด
มาแล้วนั้นเสียตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
อย่าได้เกี่ยวข้องกับมันอีกอย่างเด็ดขาด
คุณพระรัตนตรัยเท่านั้น
เป็นที่พึ่งอันประเสริฐของพวกเรา
หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
#พุทโธมีอานุภาพมาก
" พุทโธ มีอานุภาพมาก
ให้หมั่นภาวนา พุทโธ เข้าไว้
อย่างทิ้ง พุทโธ..."
" พุท-เข้า โธ-ออก บอกทางบุญ.."
" วันๆ เราไม่เคยว่างเลย ภาวนาตลอดเวลา "
หลวงปู่พิศดู ธัมมจารี
วัดเทพธารทอง
อ.เขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี
ชีวิตร่างกายคน
ถ้าปล่อยให้มันวุ่นวายมาก
มันจะไปไม่ไหว จะไปไม่รอด
สมองเครียดมากๆ
ก็จะเป็นโรคประสาท ดีไม่ดีก็เสียสติ
หรือ
อย่างน้อยก็นอนไม่หลับ
อยู่อย่างทุกข์ทรมาน
อยู่อย่างวุ่นวายใจ อยู่อย่างเครียด
แล้วการงานก็ไม่มีประสิทธิภาพ
คนเราเครียด จิตวุ่นวาย
ทำงานอะไรก็ไม่ได้ดี
ขาดความละเอียด ความประณีต
ขาดความสุขุมรอบคอบ
คนที่จิตใจดีนั้น จะมีความสงบระงับ
ทำงานอย่างประณีต แยบคาย ฉลาด
ทำได้อย่างสมบูรณ์แบบ
และก็ทำได้มากกว่าปกติ
คนมีจิตใจสงบระงับ
จะทำงานแบบไม่เห็นแก่ตัว
คนที่ไม่เห็นแก่ตัว ทำอะไรก็ทำได้มาก
โดยปกติแล้ว คนทั่วไป
ทำอะไรก็จะเห็นแก่ตัว
นึกดีดลูกคิดหวังประโยชน์เข้าหาตัว
ว่าจะได้ทรัพย์อะไร ชื่อเสียงอะไร
อย่างใดอย่างหนึ่ง
ที่จะสนองกิเลสตัวเอง
ทำงานได้น้อย
หรือไม่ได้ประโยชน์เต็มที่
อะไรที่ไม่ได้ผลประโยชน์
ก็จะไม่เอา ไม่ทำ
หากบุคคลจิตใจดี
จากการที่ได้ฝึกจิตใจมา
จิตจะมีความเสียสละ
มีความปรารถนาดีมาให้
ก็จะทำอะไรที่ดี ที่ได้ประโยชน์
และทำได้มากเพราะไม่ถ่วงเวลา
สามารถจะทำงานล่วงเวลาได้
เพราะมุ่งสาระมุ่งประโยชน์
และทำงานอย่างมีความสุข
ทำด้วยความพึงพอใจ
การทำให้ตัวเองมีความสุข
เราจะให้ความสุขกับคนอื่น
เราเองต้องมีความสุขก่อน
เหมือนเราจะให้ความรู้กับนักเรียน
ถ้าเราเป็นครู่ก็ต้องมีความรู้
ถ้าเราไม่มีความรู้แล้ว
เราจะเอาความรู้ไปให้นักเรียนได้อย่างไร
เช่นกัน
ถ้าเราไม่มีความสุข
แล้วเราจะเอาความสุข
ไปให้เขาได้อย่างไร
มันก็จะให้แบบหวังประโยชน์
ไม่ใช่ของแท้ ไม่ได้ให้อย่างจริงใจ
ถ้าเรามีความสุขในตัวเอง
มันจะล้นออกมาสู่คนอื่น
ธัมโมวาท โดยหลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี
เจ้าอาวาสวัดมเหยงคณ์ พระนครศรีอยุธยา
ในเทศกาลสงกรานต์หรือปีใหม่ไทย น้ำมีบทบาทสำคัญในการเฉลิมฉลอง ผู้คนสาดน้ำใส่กันตามท้องถนน และก็มีการรดน้ำดำหัวผู้หลักผู้ใหญ่และครูบาอาจารย์ ในบ้านเรือนตลอดจนวัดวาอาราม
วันนี้จึงขอยกธรรมะเกี่ยวกับน้ำ ข้อความทั้งสองตอนนี้นำมาจากมาจากพรพสูตรชื่อ มหาราหุโลวาท พระพุทธองค์ทรงแสดงแก่พระราหุล พระพุทธโอรส (มหาราหุโลวาทสูตร มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์)
“ดูก่อน ราหุล ก็ธาตุน้ำเป็นไฉน ธาตุน้ำเป็นภายในก็มี เป็นภายนอกก็มี สิ่งใดเป็นภายใน อาศัยตนเป็นธาตุน้ำ มีลักษณะเอิบอาบ อันกรรมและกิเลสเข้าไปยึดมั่น คือ ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร (ปัสสาวะ)…นี้เรียกว่า ธาตุน้ำภายใน
ธาตุน้ำภายในก็ดี ภายนอกก็ดี ล้วนเป็นธาตุน้ำเหมือนกัน ธาตุน้ำนั้น เธอพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า 'นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่ตนของเรา’ เมื่อเห็นอย่างนี้แล้ว ย่อมเบื่อหน่ายในธาตุน้ำ จิตย่อมคลายกำหนัดในธาตุน้ำ”
“ดูก่อน ราหุล เธอจงเจริญภาวนาเสมอด้วยน้ำเถิด เพราะเมื่อเธอเจริญภาวนาเสมอด้วยน้ำอยู่ ผัสสะอันเป็นที่ชอบใจและไม่ชอบใจที่เกิดขึ้นแล้ว จักไม่ครอบงำจิตได้
ดูก่อน ราหุล เปรียบเหมือนคนทั้งหลายล้างของสะอาดบ้าง ของไม่สะอาดบ้าง คูถบ้าง (อุจจาระ) มูตรบ้าง (ปัสสาวะ) น้ำลายบ้าง น้ำหนองบ้าง เลือดบ้าง ลงในน้ำ น้ำจะอึดอัดหรือระอา หรือเกลียดของนั้นก็หาไม่ ฉันใด เธอจงเจริญภาวนาเสมอด้วยน้ำ ฉันนั้นแล”
ธรรมะคำสอน โดย พระอาจารย์ชยสาโร
แปลถอดความ โดย ศิษย์ทีมสื่อดิจิทัลฯ
"บุญ"
ไม่มีตัวไม่มีตน แต่มีฤทธิ์
หากช่วงใด “ดวงดี" บุญก็จะหนุนนำให้ดียิ่งขึ้นไป
หากช่วงใด “ดวงไม่ดี" บุญก็จะคอยอุ้มชูให้เราไม่ตกอับ
โอวาทธรรม : หลวงปู่หล้า เขมปัตโต