|
"ไม่ใช่มาทำบุญวันเกิดหลวงปู่หรอก เราทำเราก็ได้บุญ หลวงปู่ไม่ได้บุญนะ คนมาทำถึงได้บุญ ทำบุญวันเกิดให้ตัวเอง ใครทำคนนั้นก็เกิดบุญ"
โอวาทธรรม #หลวงปู่จันทร์เรียน คุณวโร น้อมกราบมุทิตาสักการะอายุวัฒนมงคลกาล 3 เมษายน 2569
Thai/English "...พระนิพพานคือความดับทุกข์ คือความไม่มีทุกข์ พระนิพพานอยู่ที่เรามีความเห็นถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง ปฏิบัติให้ถูกต้อง
พระนิพพานนี้จะอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันเรารู้เข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ ต้องเข้าใจอย่างนี้
อย่าไปคิดว่าพระนิพพานอยู่ในอนาคตโน่นนะ พระนิพพานนี่ต้องอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันนี้ อย่างแม่ใหญ่มานั่งอยู่นี่ ก็ถือว่าครั้งเดียว
เรารู้เราเข้าใจ เราก็ประพฤติ เราก็ปฏิบัติ มีความสุขกับการประพฤติกับการปฏิบัติ หลวงพ่อเข้าใจอย่างนี้ ทุกคนต้องเข้าใจอย่างนี้ การปฏิบัตินั้นถึงเป็นความรู้ความเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจแล้วมีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ
ทำไมมันถึงง่ายแท้หลวงพ่อ ...มันก็ง่ายอย่างนี้แหละ
การมาบวชนี้ถึงเป็นสิ่งที่ดี พวกมาบวชนี้เป็นพวกที่มาอยู่ร่วมรวมกัน แล้วก็ปฏิบัติไปทางเดียวกัน
การทำอะไรติดต่อต่อเนื่อง ๓ อาทิตย์ขึ้นไป ชีวิตของเราจะเปลี่ยนแปลงดีขึ้น ในทางที่ดีขึ้น จากการประพฤติ จากการปฏิบัติ
การประพฤติการปฏิบัติ นั้นถึงเป็นการติดต่อต่อเนื่องเหมือนสายน้ำ
พระพุทธเจ้าบอกว่าให้มันจบลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ผัสสะ อย่างนี้นะ
เราอย่าเอาความปรุงแต่งในชีวิต ความปรุงแต่งนั้นเป็นตัวเป็นตน ความปรุงแต่งมันคือ ขั้วบวกขั้วลบ เห็นด้วยมั้ย ๆ
เราทุกคนเป็นพระได้ทุกคนน่ะ เราอย่าไปมองพระภายนอก ต้องพระภายใน พระภายในตัวเรา
พระน่ะ เป็นได้กับทุก ๆ คนน่ะ ทุกชาติ ทุกศาสนา พระน่ะ คือความรู้ความเข้าใจ คือมีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ เข้าใจอย่างนี้นะ ต้องเข้าใจอย่างนี้แหละ อย่างนี้เรามีความสุขน่ะ
เรามีความแก่อย่างนี้ ยิ่งมีความสุข เราต้องเข้าถึงความพอดี ความพอเพียงเพียงพอ เห็นด้วยมั้ย..."
หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม วันเสาร์ที่ ๔ เมษายน ๒๕๖๙
◇◇◇◇◇◇◇ “…Nibbāna is the cessation of suffering; it is the state where there is no suffering. Nibbāna arises when we have right view, right understanding, and practise correctly.
Nibbāna exists in the present moment. When, in the present, we truly know and understand, and are happy in our conduct and practice, this is how it is.
Do not think that Nibbāna lies somewhere far off in the future. Nibbāna must be right here in the present.
Right now, just as this elderly lady is sitting here—this very moment is already complete.
When we know and understand, we practise; when we practise, we find happiness in that practice.
This is how Luang Phor understand it, and everyone must understand it in this way.
Practice itself is what leads to true knowledge and understanding. And when there is true understanding, there is happiness in conduct and practice.
“Why does it seem so easy, Luang Phor?” …It is simply this easy.
Ordination, therefore, is something truly good. Those who ordain come together, live together, and practise in the same direction.
If we do something continuously for three weeks or more, our life will begin to change for the better—through conduct and practice. Practice must be continuous, like the flowing of a stream.
The Buddha taught that everything must end in the present moment, ending at sense contact (phassa).
We should not cling to mental formations in our life. Those formations create a sense of self; they are like positive and negative poles. Do you agree?
Every one of us can be a “Phra” (a noble one). Do not look for the monk externally— you must find the monk within yourself.
“Phra” is something everyone can be, in every nation, in every religion.
“Phra” means one who knows and understands, one who finds happiness in conduct and practice. Understand it in this way— this is how we find true happiness.
Even as we grow old, we can become even more happy. We must reach balance—moderation and sufficiency. Do you agree?”
Luang Phor Gunhah Sukhakamo Wat Pah Subthawee Dhammaram Saturday, 4 April 2026
#หลวงพ่อกัณหา_สุขกาโม #LuangPhorGunhah_Sukhakamo #วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม #JaideeJaisabaai #WatSubthawee #DekWatJournal
#กายานุปัสสนาสนาสติปัฏฐาน
"... ผู้ที่จะเข้าสู่สงครามคือกิเลส ต้องพิจารณากายานุปัสสนาสติปัฏฐานเป็นต้นก่อน เพราะคนเราที่เกิดกามราคะเป็นต้นขึ้น ก็เกิดขึ้นที่กาย เพราะตาแลไปเห็นกายทำให้ใจกำเริบ
เหตุนั้นจึงได้ความว่า กายเป็นเครื่องก่อเหตุ จึงต้องพิจารณาที่กายนี้ก่อน จะได้เป็นเครื่องดับนิวรณ์ทำใจให้สงบได้ ณ ที่นี้พึงทำให้มาก เจริญให้มาก คือพิจารณาไม่ต้องถอยเลยที่เดียว
ในเมื่ออุคคหนิมิตปรากฏ จะปรากฏกาย ส่วนไหนก็ตาม ให้พึงถือเอากายส่วนที่ได้ เห็นนั้น พิจารณาให้เป็นหลักไว้ ไม่ต้องย้าย ไปพิจารณาที่อื่น จะคิดว่าที่เราเห็นแล้ว ที่อื่นยังไม่เห็น ก็ต้องพิจารณาที่อื่นซิ เช่นนี้หาควรไม่ ถึงแม้จะพิจารณาจนแยกกายออกมาเป็นส่วนๆ ทุกๆ อาการอันเป็นธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม ได้อย่างละเอียดที่เรียกว่าปฏิภาคก็ตาม ก็ต้องพิจารณากายที่เราเห็นที่แรกด้วยอุคคหนิมิตนั้นจนชำนาญ ที่จะชำนาญได้ก็ต้องพิจารณาซ้ำแล้วซ้ำอีก ณ ที่เดียวนั้นเอง เหมือนสวดมนต์ฉะนั้น ..." ------------------------ #มุตโตทัย_____ #พระครูวินัยธร (มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓ - ๒๔๙๒)
“คนเราถ้ามีการสังเกตสอดส่อง ความประพฤติชั่วดี ของตัวบ้าง ย่อมมีที่ดัดแปลงแก้ไขให้เป็นคนดี เป็นที่เคารพนับถือของผู้อื่นได้ อย่างน่าชม และสนิทใจ” ... หลวงปู่ขาว อนาลโย
การอบรมจิตให้ถึง “ สมาธิ “ ก็เหมือนกัน จิตเมื่อเข้าถึงสู่สมาธิแล้ว ความเบา ความเย็น ความประณีต ความสงบสุข ที่เกิดจาก “ สมาธิ “ เรียกว่า “ นิรามิสสุข “ สุขที่ไม่อิง “ อามิส “ คือไม่อิงกามคุณ, ไม่อิงสิ่งต่างๆ แต่เป็น " ความสุขที่เกิดจากความสงบแท้ๆ จึงเป็นสุขที่ลึกซึ้ง มีความประณีต ต้องเกิดขึ้นจากการ “ ปฏิบัติธรรม "
โดยทั่วๆไปธรรมดาใจของคนเรา วันหนึ่งตั้งแต่สว่างมาก็ใช้ใจเป็นหน้าที่นึกคิด ในเรื่องราวต่างๆ ที่เป็นอดีตมาแล้วบ้าง, ปัจจุบันบ้าง,คาดการณ์ไปข้างหน้าบ้าง ตลอดจนตา หู จมูก ลิ้น กาย สัมผัสอะไร ก็มารวมรู้ลงอยู่ที่ใจ ใจจึงต้องทำงานในการนึกคิด เพราะฉะนั้นเมื่อใจทำงานในการนึกคิดบางอย่างใจก็ไปติด
" ใจที่ไปติดนั้นมี ๒ ลักษณะ ติดในความชอบ และติดในความไม่ชอบ ทั้งสองอย่างนี้จึงทำให้เกิดความผูกพันทางด้านจิตใจ เป็นประดุจม่านกางกั้นจิต ไม่ให้ถึงซึ่งความสว่างถึงซึ่งความสงบ "
อารมณ์ที่ไปติดคือ “ ชอบ “ และ “ ไม่ชอบ “ นั้นเป็น “ อกุศล “ ที่จะผ่าน คือความติดชอบ ไม่ชอบนั้นไปได้ จึงต้องปลงใจให้เป็นกลาง ด้วยการปล่อย,การละ,การวาง,การตัดอารมณ์ต่างๆ โดยอุบายวิธีตามที่เรานึกว่าจะตัดอารมณ์เหล่านั้นได้ เช่น
" พิจารณาอารมณ์เหล่านั้นที่ยังตัดไม่ขาด ให้เห็นว่าเป็น “ อนิจจัง “
ทุกสิ่ง ทุกอย่าง ไม่เที่ยงแท้แน่นอน ไม่มั่นคง,ไม่ถาวร ไม่ใช่ ของจริง ของจัง หรือพิจารณาเห็นว่า “ อารมณ์ “ แห่งความชอบ,ไม่ชอบ ที่มาติดอยู่นั้น ล้วนแล้วแต่เป็นทาง “ ไม่ดี เป็นทางอกุศล “
ทำให้ใจของเราเกิด “ ความคับแคบ “ ไม่สามารถจะเดินทะลุปรุโปร่ง ให้ถึงซึ่งความสงบได้ " เป็นตัวอุปสรรคของ “ จิตใจ “ จึงควรปล่อยวางเสีย
หลวงปู่บัวเกตุ ปทุมสิโร
“..เมื่อบุคคลยังไม่รู้จักตัวเอง ธรรมะไม่เข้าถึงใจ ใจไม่เข้าถึงธรรมะ จะทำความชั่วอะไรก็กลัว กลัวคนอื่นจะเห็น กลัวพ่อแม่จะเห็น กลัวครูบาอาจารย์จะเห็น กลัวคนอื่นจะรู้ คือคนยังไม่เห็นธรรมก็ต้องเป็นอย่างนั้น เมื่อไปในสถานที่ใดๆ ที่ว่างจากผู้คน ว่างจากพ่อแม่ว่างจากครูบาอาจารย์ เห็นว่าไม่มีเพื่อนมนุษย์ทั้งหลาย ไม่มีใครอยู่ในที่นั้น ก็พยายามทำความชั่วอยู่ที่ตรงนั้น ด้วยความประมาท เพราะความโง่เขลาเบาปัญญานั่นเอง การกระทำเช่นนั้นเขาก็คิดว่าเขาทำถูกแล้ว พ้นภัยแล้ว เพราะว่าไม่มีใครเห็นเขา ไม่มีใครรู้ว่าเขาเป็นเขาอย่างนี้ ก็กระทำอย่างสนิทใจเลย แต่คนคนนั้นในทางธรรมถือว่าเป็นคนโง่ที่สุด คือเป็นคนดูถูกตัวเองที่สุด ความเป็นจริงนั้นเมื่อจิตมันเป็นธรรมะ เมื่อธรรมะเป็นจิต มันจะกลมกลืนเป็นอันเดียวกันเลย จะไปทำผิดอะไรที่ตรงไหนเป็นต้น ก็ต้องมีคนเห็น คนอื่นไม่เห็นเราก็เห็นคนอื่นไม่รู้เราก็รู้ ดังนั้นถึงจะไปอยู่ตรงไหนก็เป็นอยู่อย่างนั้น จึงเป็นธรรมะ ไม่กล้าทำ เพราะใจมันเป็นธรรมะแล้ว พระอริยสาวกทุกๆ องค์เมื่อใจเป็นธรรมะแล้วก็ต้องเป็นอย่างนั้นทุกๆ องค์ ที่ลับไม่มี ที่แจ้งไม่มี อะไรๆ มันก็ไม่มี รู้แต่ว่าท่านประพฤติปฏิบัติถึงที่แล้ว..”
สุภทฺโทวาท พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง ต.โนนผึ้ง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี (พ.ศ.๒๔๖๑–๒๕๓๕)
ถ้า "จิตเรา" เป็นบุญแล้ว ทำบุญอยู่ที่ไหนมันจะเต็มเปี่ยมอยู่เสมอ ไม่ต้องฉลอง ไม่ต้องให้ใครรู้ ไม่ต้องให้ดนเห็น ไม่ต้องมีอะไร มีแต่กำลังจิตที่เชื่อมั่นในความดี
โอวาทธรรม : หลวงพ่อชา สุภัทโท
คนที่มี “ทาน” ภายในใจ มีการสละเป็นนิสัยของใจ ไปที่ไหนไม่ตาย แม้จะมีไม่มาก แต่..ก็ไม่จน เพราะอำนาจแห่งทานที่ตนให้ไปแล้วนั้นแล เป็นอานิสงส์ตามรักษาผู้นั้น
#หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
ทาน..การให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ ศีล.. เป็นเครื่องปัดเป่ากิเลส ภาวนา.. อบรมจิตใจให้ฉลาดและเที่ยงตรง ต่อเหตุผล ความถูกต้อง ดังนั้น ควรหันมาฝึกใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะการภาวนา ช่วยแก้ความยุ่งยาก ลำบากใจทุกประเภท ที่เป็นภาระหนัก
#หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
“..การยกโทษผู้อื่นโดยขาดความไตร่ตรองนั้น ไม่มีอะไรดีขึ้นพอได้รับประโยชน์บ้างเลย นอกจากเป็นการสั่งสมโทษและบาปกรรมใส่ตนให้ได้รับความทุกข์ ไม่มีวันสิ้นสุดเท่านั้น จึงควรสลดสังเวชต่อความผิดของตน แล้วงดความรู้ความเห็นชนิดเป็นภัยแก่ตนเสีย ก็จะกลายเป็นผู้ดีมีหวังสุคติเป็นที่ไปในเบื้องหน้า ใจที่เคยเหี้ยมโหดโกรธกริ้วก็จะมีวันสงบเย็น เวลาถ่ายภพถ่ายชาติเกิดในภพใหม่ชาติใหม่ก็มีหวังผลเป็นกำไร คือความสุขเป็นสมบัติ ไม่ล่มจมระงมทุกข์ไปตลอดกาล..”
ภูริทตฺตธมฺโมวาท พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)
บุญนั้นผู้ถวายได้แล้วสำเร็จแล้ว ตั้งแต่ตั้งใจหรือเจตนาในครั้งแรก ตลอดจนนำมาถวายสำเร็จ ไม่จำเป็นต้องกล่าวอะไรอีก เพียงแต่ตั้งเจตนาดี เป็นกุศลหวังผล คือ ความสุข การพ้นจากทุกข์ทั้งปวงเท่านี้
โอวาทธรรม หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต
ความสุขง่ายๆ ที่เราเติมให้ใจของเราได้ทุกวัน
ถ้าตื่นเช้าเราจะเห็นท้องฟ้าที่สวยมาก เห็นแสงเงินแสงทอง ที่ให้แรงบันดาลใจ เห็นดอกไม้ต้นไม้ที่อยู่รอบตัว การที่เรา ยังหายใจได้สะดวกก็เป็นความสุขอย่างหนึ่ง ดังนั้นจึงขอให้เราหัดชื่นชมความสุข ง่ายๆ ดีๆ เหล่านี้บ้าง ... พระไพศาล วิสาโล
“..เราทั้งหลายต่างเกิดมาด้วยวาสนา มีบุญพอเป็นมนุษย์ได้อย่างเต็มภูมิ ดังที่ทราบอยู่แก่ใจ แต่อย่าลืมตัวลืมวาสนาของตัว โดยลืมสร้างคุณงามความดีเสริมต่อภพชาติของเราที่เคยเป็นมนุษย์ จะเปลี่ยนแปลงและกลับกลายหายไป ชาติต่ำทรามที่ไม่ปรารถนาจะกลายมาเป็นตัวเราเข้าแล้วแก้ไม่ตก ความสูงศักดิ์ ความต่ำทราม ความสุขทุกขั้นจนถึงบรมสุข และความทุกข์ทุกขั้นจนเข้าขั้นมหันตทุกข์เหล่านี้ มีได้กับทุกคนตลอดสัตว์ถ้าตนเองทำให้มี อย่าเข้าใจว่าจะมีได้เฉพาะผู้กำลังเสวยอยู่เท่านั้น โดยผู้อื่นมีไม่ได้ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นสมบัติกลาง แต่กลับกลายมาเป็นสมบัติจำเพาะของผู้ผลิตผู้ทำก็ได้ ฉะนั้นท่านจึงสอนไม่ให้ดูถูกเหยียดหยามกัน เมื่อเห็นเขาตกทุกข์หรือกำลังจน จนน่าทุเรศ เราอาจมีเวลาเป็นเช่นนั้นหรือยิ่งกว่านั้นก็ได้ เมื่อถึงวาระเข้าจริง ๆ ไม่มีใครมีอำนาจหลีกเลี่ยงได้ เพราะกรรมดีชั่วเรามีทางสร้างได้เช่นเดียวกับผู้อื่น จึงมีทางเป็นได้เช่นเดียวกับผู้อื่น และผู้อื่นก็มีทางเป็นได้เช่นที่เราเป็นและเคยเป็น..”
ภูริทตฺตธมฺโมวาท พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)
|