นวรัตน์ดอทคอม

รวบรวมสาระความรู้เกี่ยวกับวัตถุมงคล-เครื่องรางของขลัง

  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
วันเวลาปัจจุบัน พุธ 06 พ.ค. 2026 10:59 am

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


Switch to mobile style


โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 
เจ้าของ ข้อความ
 หัวข้อกระทู้: จิตสงบนิ่ง
โพสต์โพสต์แล้ว: เสาร์ 04 เม.ย. 2026 1:12 pm 
ออฟไลน์

ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 07 มิ.ย. 2009 7:24 pm
โพสต์: 5294
“ อยู่ที่กำลังของสติ ”

ถาม : เวลานั่งสมาธิจะติดฟังเทศน์ค่ะ นั่งเองจะไม่สงบ จะฟุ้งซ่านค่ะ

พระอาจารย์ : นั่งสมาธิแล้วฟังเทศน์ไปก็ทำได้ เป็นเหมือนการทำการบ้าน สร้างพลังจิตขึ้นมาก่อน สร้างสมาธิขึ้นมาก่อน พอมีสมาธิแล้วค่อยนั่งต่อสู้กับกิเลสตัณหา ตอนนั่งฟังเทศน์เป็นการทำการบ้าน ยังไม่ได้เข้าห้องสอบ พอได้สมาธิแล้ว ก็เข้าห้องสอบสู้กับความอยากที่จะไปตรงนั้นมาตรงนี้ วันนี้ไม่ต้องไปไหน ให้อยู่เฉยๆ อยู่จุดเดียว ดูว่าจะอยู่ได้ไหม ถ้าอยู่ได้ก็แสดงว่ากิเลสตัณหาไม่ค่อยแรงไม่ค่อยมาก พอควบคุมกิเลสได้ ถ้านั่งไม่ได้ก็แสดงว่ายังสู้กิเลสไม่ได้ เพียงแต่คิดก็กลัวกิเลสแล้วใช่ไหม

ถาม : เวลานั่งเฉยๆนี่ ถ้าจิตจะคิดโน่นคิดนี่ก็ปล่อยให้คิด

พระอาจารย์ : ถ้าปล่อยให้คิดก็ยิ่งฟุ้งซ่านใหญ่เลย

ถาม : ต้องไม่คิด

พระอาจารย์ : ถ้าไม่คิดก็จะสบายเหมือนเปิดแอร์ ถ้าร้อนเราก็เปิดแอร์ เราก็พุทโธๆไป เหมือนกับเปิดแอร์ จะช่วยสกัดความคิดที่อยากจะลุกไปไหนมาไหน ถ้าทำไม่ได้ก็ต้องใช้ความอดทน จะยากมาก ถ้าพุทโธได้จะง่าย ความจริงไม่ได้พุทโธไปทั้ง ๖ ชั่วโมงหรอก พุทโธไปสักระยะหนึ่ง พอรู้สึกสบายก็หยุดได้ พอกลับมาคิดใหม่ อยากจะลุกขึ้น ก็พุทโธใหม่ ก่อนจะเข้าห้องสอบควรจะมีสติสมาธิและปัญญาบ้าง ถ้าไม่มีก็จะไม่อยากเข้าห้องสอบ

ถาม : ถ้าเกิดมันเริ่มง่วงละเจ้าคะ

พระอาจารย์ : ก็ยืน

ถาม : ถ้าหลับ

เพราะอาจารย์ : ให้หลับทั้งยืน อย่านั่ง ควรอดอาหารด้วย จะได้ไม่ง่วง

ถาม : เข้าห้องน้ำได้ไหมคะ

พระอาจารย์ : ได้ พอเข้าเสร็จก็กลับมานั่งต่อ ห้ามไปที่อื่น

ถาม : เวลาครูบาอาจารย์นั่งตลอดรุ่งนี่ ท่านนั่งตลอดเลยหรือคะ

พระอาจารย์ : ท่านนั่งขัดสมาธิ ไม่เปลี่ยนอิริยาบถเลย ท่านต้องการพบกับเวทนาขั้นสูงสุด ถ้าผ่านขั้นนั้นไปแล้ว เวลาจะตายจะไม่เดือดร้อน เพราะจะเจ็บขนาดไหนใจก็จะเป็นอุเบกขา ปล่อยวางได้ ไม่สะทกสะท้านกับความเจ็บ ต้องมีธรรมะแก่กล้าแล้ว มีสติสมาธิปัญญา ถึงจะพร้อมเข้าห้องสอบต่อสู้กับทุกขเวทนา

ถาม : ถ้านั่งตลอดรุ่งได้ แสดงว่าได้ฌาน ๔ ใช่ไหมเจ้าคะ

พระอาจารย์ : เวลานั่งต่อสู้กับทุกขเวทนาจะไม่เข้าสมาธิ ต้องการใช้ปัญญา เวลาเจ็บจะไม่เข้าไปในสมาธิ จะใช้ปัญญาวิเคราะห์ ให้เห็นว่าเป็นเหมือนฝนตกแดดออก ไปสั่งไปห้ามทุกขเวทนาไม่ได้ ต้องอยู่กับทุกขเวทนาให้ได้ ใจไม่ผลิตความอยากให้ทุกขเวทนาหายไป ไม่ผลิตความอยากลุกจากที่นั่งไป ก็จะอยู่กับทุกขเวทนาได้ ปล่อยวางทุกขเวทนาได้ ต่างฝ่ายต่างอยู่ ใจก็รับรู้ไป ร่างกายก็นั่งเฉยๆ เวทนาจะแสดงตนอย่างไร ก็ปล่อยให้เขาแสดงไป ใจเหมือนคนดูละคร ร่างกายเป็นเหมือนเวทีละคร เวทนาเป็นเหมือนตัวละคร ทุกขเวทนาก็คือตัวยักษ์ คนดูก็ต้องดูไป อย่าหลับตา อย่าหนี อย่าลุกไปเข้าห้องน้ำ เหมือนเวลาดูหนังผี พอผีออกมาก็กลัวหลับตาไม่อยากดู ต้องนั่งดูเฉยๆ ให้รู้ว่าเป็นเพียงหนัง ทำอะไรคนดูไม่ได้ เวทนาก็เป็นเหมือนหนัง ใจเป็นเหมือนคนดู ร่างกายเป็นเหมือนจอหนัง ให้รู้อย่างนี้ ปล่อยจอหนังให้อยู่เฉยๆ ส่วนตัวแสดงคือเวทนา จะแสดงบททุกข์บทสุข บทไม่ทุกข์ไม่สุข ก็ปล่อยให้แสดงไป ใจผู้ดูผู้รู้ก็ดูไป สักแต่ว่ารู้ไป ปัญหาอยู่ที่กิเลส ไม่ยอมให้สักแต่ว่ารู้ กิเลสจะบอกว่าไม่เอาแล้ว เปลี่ยนอิริยาบถดีกว่า

ถาม : อุเบกขานี้ไม่ใช่ฌาน ๔ ใช่ไหมเจ้าคะ

พระอาจารย์ : เวลาสงบจะไม่มีใครมาบอกว่าเป็นฌาน ๔ ฌาน ๓ ฌาน ๒ ให้รู้ว่าสงบเป็นอุเบกขาก็พอแล้ว ไม่ต้องไปรู้ว่าอยู่ฌาน ๔ ฌาน ๓ ฌาน ๒ หรอก ให้รู้ว่าใจสงบนิ่งเป็นอุเบกขาก็ใช้ได้แล้ว จะลึกมากลึกน้อยก็อยู่ที่กำลังของสติ ถ้าสติกำลังมากก็จะลงไปลึก พระพุทธเจ้าทรงแสดงคุณสมบัติของฌาน ๔ ว่าเป็นสักแต่ว่ารู้ เป็นอุเบกขา เป็นเอกัคคตารมณ์ ไม่ต้องไปถึงขั้นอรูปฌาน ขั้นฌาน ๔ ก็พอกับการพิจารณาทางปัญญา แต่เวลานั่งสมาธิจะไม่รู้หรอกว่าเป็นฌาน ๑ ฌาน ๒ หรือ ฌาน ๓ จะรู้ก็ต้องมาวิเคราะห์ดูทีหลัง มาดูคุณสมบัติของฌานแต่ละขั้น ขั้นแรกก็มีวิตกมีวิจาร มีตรึกมีตรอง เช่นนั่งดูลมก็มีการตรึกตรอง รู้ว่าลมเข้า รู้ว่าลมออกนี่เป็นการตรึกเป็นการตรอง ไม่ไปคิดเรื่องอื่น อยู่กับลมอย่างเดียว ก็เป็นฌาน ๑ พอสงบลงไปอีกก็จะมีปีติ ก็จะเป็นฌาน ๒ พอสงบลงไปอีกก็จะมีความสุข ก็จะเป็นฌาน ๓ จะสงบลึกเข้าไปตามลำดับ บางทีก็จะสงบแบบพรวดพราด ถึงฌาน ๔ เลย บางทีจะค่อยๆเปลี่ยนจากฌาน ๑ ไปฌาน ๒ ไปฌาน ๓ ไปฌาน ๔ จะค่อยสงบไปทีละฌาน เหมือนเครื่องบินที่บินลดเพดานลงมา ค่อยๆลดลงไปเรื่อยๆ ผลนี้เราไปบังคับไม่ได้ อยู่ที่สติ อยู่ที่ภาวะจิต เวลารวมลงจะไม่เหมือนกัน อยู่ที่กำลังของสติ อย่าไปกังวลกับผล ให้เจริญเหตุคือสติเป็นหลัก ให้อยู่กับพุทโธอย่างเดียว หรืออยู่กับลมหายใจอย่างเดียว แล้วเหตุจะพาไปหาผลเอง

เวลาสงบก็ไม่ต้องทำอะไร ปล่อยให้สงบจนกว่าจะถอนออกมาเอง เวลาสงบไม่ใช่เวลาพิจารณาปัญญา กำลังแช่น้ำให้เย็น ทำจิตให้เป็นอุเบกขาให้นานที่สุด ยิ่งนานเท่าไรได้ยิ่งดี เวลาออกมาอุเบกขาก็จะอยู่ได้นาน จะพิจารณาทางปัญญาได้นาน ถ้าเข้าห้องสอบก็จะสอบได้ ถ้าออกจากสมาธิมาแล้วยังไม่ลุกขึ้น จะนั่งต่อจนร่างกายเจ็บ ก็ใช้ปัญญาพิจารณาปล่อยวางเลย ใช้ปัญญาเพื่อปล่อยวางเวทนา ถ้าหลบเข้าไปในสมาธินี่จะไม่ได้ปล่อยวาง แยกออกจากเวทนาชั่วคราว ไม่รับรู้เวทนาชั่วคราว ไม่ใช่เป็นวิธีฆ่ากิเลส คือความอยากให้เวทนาหายไป จะฆ่ากิเลสคือความอยากให้เวทนาหายไปได้ ต้องมีเวทนาเกิดขึ้นมา พอเกิดความอยากให้เวทนาหายไป ก็ต้องใช้ปัญญามาหยุดความอยาก ให้ปล่อยวางเวทนา อย่าไปอยากให้เวทนาหายไป เวทนาจะอยู่ก็ปล่อยให้อยู่ไป เราเพียงแต่รับรู้เวทนา เหมือนดูละคร ผีออกมาก็ไม่ต้องวิ่งหนี อย่าไปอยากให้ผีหายไป.

จุลธรรมนำใจ ๓๐ กัณฑ์ที่ ๔๔๒
วันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๕๕

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี






"#อาหารที่เป็นพิษ ของดวงจิต คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง อย่าให้มันมีขึ้นในจิตในใจ พอรู้ว่ามันจะเกิดขึ้นก็ให้รีบดับเสีย ให้เก็บไว้ในตัว อย่าให้มันออกมาเกะกะลุกลามไปถึงคนอื่น และ #ความชั่วความไม่ดีของคนอื่น เราก็ไม่เก็บเข้ามาไว้ในตัวของเรา

#กิเลสข้างใน เราก็อย่าให้ไหลออก ข้างนอกก็กัน อย่าให้มันไหลเข้า"

กราบโอวาทธรรม...ท่านพ่อลี วัดอโศการาม






โยมไม่ต้องไปน้อยอกหรือน้อยใจ
ว่าเราทำความดี แต่ทำไมถึงจน
คนที่ทำความชั่ว กลับร่ำรวย

แล้วก็ไม่ต้องไปอิจฉาคนชั่วนะ
กฎแห่งกรรมทำหน้าที่เมื่อไร เมื่อนั้นเขาก็จะรู้ว่าทำชั่วต้องได้ชั่ว

(หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม)





ความโลภ ความโกรธ ความหลง
ไม่ได้อยู่กับตัวคน..มันอยู่ที่ “จิตใจ”
จิตใจดวงนี้ไม่เคยตาย ไม่ตาย
มันเก็บข้อมูลไปหลายภพหลายชาติ
เหมือนพวกเราทั้งหลาย
ที่มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่างนี้
ก็ต้องเคยศึกษาอบรมมาก่อนแต่ชาติอดีต
บัดนี้จิตใจที่ได้ถูกอบรมไว้แล้วนั้น
มาเกิดชาติใดภพใด เขาจะสนใจของเขาเอง

เขาจะปฏิบัติไปเรื่อยๆ
ถ้ามีครูมีอาจารย์พานำทางที่ถูกต้อง
เขาก็จะเจริญรุ่งเรืองขึ้นไปทุกภพทุกชาติ
ที่ทำให้ตนเองนี้เจริญก้าวหน้าในทางการปฏิบัติ
ฝึกหัดอบรมจิตใจดีขึ้นเป็นระดับๆ
ไม่ใช่จะมาเอาชาตินี้ได้ชาติเดียวเลยง่ายๆ
มันต้องอบรมมาหลายชาติแล้ว
ที่พวกเรามีความเลื่อมใสอย่างนี้
เหตุฉะนั้น การฝึกฝนอบรมจิตใจ
จึงเป็นสิ่งสำคัญ….

#หลวงปู่เปลี่ยน ปัญญาปทีโป






"ไม่วุ่นวาย ไม่ก่อการร้าย
ไม่ประพฤติล่วงพระธรรมวินัย
วาจาของพระ คือไม่ผิดศีล
ไม่ผิดจากความสัตย์ความจริง
ไม่ก่อทุกข์โทษภัยแก่ผู้ใด
ใจของพระ คือใจที่สงบเย็น
ด้วยความรู้ถูก รู้ตรง มีปัญญา
เป็นเครื่องประคับประครองคู่กับสติ"
.
--- สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร




..ธรรมะสวัสดีเช้านี้..
..ใครๆก็ไม่อยากทุกข์ ที่มันเกิดทุกข์ก็เพราะคนเรายังไม่สมบูรณ์ ยังไม่ดี ทำไมคนนั้นจึงมีความสุข ทำไมพระองค์นั้นจึงมีความสุข ก็เพราะเขาพัฒนาตนเองจึงได้มีความสุขขึ้น เมื่อมีความสุขนี่เอง ก็มีความอบอุ่นปลื้มปิติอยู่ในใจตนเอง เราก็จะสามารถแผ่เมตตาให้ทั่วโลกเลยก็ได้ หรือว่าแผ่เมตตาให้พ่อแม่ปู่ย่าตายาย ญาติมิตรสหายทั้งหลาย ที่ไม่ได้มาวัดนี้ก็ได้ การแผ่เมตตานี้ก็คือการส่งความสุขให้เขานั่นเอง ถ้าจิตใจของเรานี้แผ่เมตตาไปถึงเขา เขาก็จะได้รับรู้เองว่า..ลูกเรานี้ไปอยู่ที่ไหนหนอ สามีภรรยานี้ไปที่ไหนหนอ เขาไปวัดไปวาไปทำบุญทำทานการกุศล ท่านก็จะปลื้มปิติยินดีขออนุโมทนาบุญกับพวกเราด้วย เรียกว่าอนุโมทนาสาธุ ที่เราได้แผ่เมตตาให้ ใจเขาก็จะคิดถึงเรา ใจเขาก็จะมีความสุขไปด้วย เรียกว่าบุญกุศลที่เราแผ่เมตตาไปให้นั้นถึงตัวบุคคลนั้นแล้ว เมื่อมีความสุขเขาจะระลึกถึงตนเอง...เหตุฉะนั้นเวลารับพรก็อย่าลืมแผ่เมตตาทุกครั้งๆ จะไปวัดวาอาวาสใดครูบาอาจารย์องค์ไหนก็แล้วแต่ ให้แผ่เมตตาเหมือนกัน เพราะเป็นพรอย่างเดียวกันแต่ละองค์แต่ละองค์ก็ดี..

..#โอวาทธรรมหลวงปู่เปลี่ยน ปญฺญาปทีโป..






การศึกษาทางจิต

พระกรรมฐาน พระธุดงค์อยู่ในป่า ส่วนมาก
ไม่ได้ศึกษาตามตัวหนังสือ ไม่ได้บทเรียน
ตามตัวหนังสือ โดยมากเรียนอาการที่เกิดขึ้น
ในจิตนี้ หาความจริง อย่างเขาเขียนว่าอันนั้น
เป็นม้าก็ไม่ใช่รู้แต่ชื่อเฉย ๆ จะต้องเดินไปดู
ม้าจริง ๆ อันนั้นว่าเสือตามตัวหนังสือ
พระปฏิบัตินี่ต้องศึกษาต้องเดินไปดูตัว
เสือจริง ๆ

อันนั้นว่ามันเป็นทุกข์ ก็พิจารณาตามไป
หาทุกข์จริง ๆ ให้เห็นตัวทุกข์จริง ๆ เมื่อเห็น
ตัวทุกข์แล้ว ก็ไม่สร้างความทุกข์ขึ้นมาเท่านั้น
ถ้าไปอ่านตามตัวหนังสือก็เห็นว่าทุกข์
แต่ใจไม่ทุกข์ คือไม่เห็นตัวทุกข์ ถ้าปฏิบัตินี่
ต้องศึกษาเข้าไปให้เห็นตัวทุกข์ เมื่อเห็นทุกข์
แล้วก็เลิก เห็นสิ่งที่ไม่ดีแล้วก็เลิก

ศึกษาตามตัวหนังสือนี้โดยมากไม่ถึงใจ
เห็นว่าทุกข์ก็ไม่เลิกจากทุกข์ เห็นว่าผิด
ก็ไม่เลิกจากความผิด พระกรรมฐานนี่
ไม่ศึกษาอย่างนั้น ศึกษาว่ามันผิดจริง ๆ
แล้วเลิกเลย ไม่ทำความผิดทางกาย
ทางวาจา ทางใจ จากวันนั้นต่อไปอีก
นี่เรียกว่า ศึกษาทางจิต ...

พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภทฺโท)
อุปลมณี






“..เมื่อบุคคลยังไม่รู้จักตัวเอง ธรรมะไม่เข้าถึงใจ ใจไม่เข้าถึงธรรมะ จะทำความชั่วอะไรก็กลัว กลัวคนอื่นจะเห็น กลัวพ่อแม่จะเห็น กลัวครูบาอาจารย์จะเห็น กลัวคนอื่นจะรู้ คือคนยังไม่เห็นธรรมก็ต้องเป็นอย่างนั้น เมื่อไปในสถานที่ใดๆ ที่ว่างจากผู้คน ว่างจากพ่อแม่ว่างจากครูบาอาจารย์ เห็นว่าไม่มีเพื่อนมนุษย์ทั้งหลาย ไม่มีใครอยู่ในที่นั้น ก็พยายามทำความชั่วอยู่ที่ตรงนั้น ด้วยความประมาท เพราะความโง่เขลาเบาปัญญานั่นเอง การกระทำเช่นนั้นเขาก็คิดว่าเขาทำถูกแล้ว พ้นภัยแล้ว เพราะว่าไม่มีใครเห็นเขา ไม่มีใครรู้ว่าเขาเป็นเขาอย่างนี้ ก็กระทำอย่างสนิทใจเลย แต่คนคนนั้นในทางธรรมถือว่าเป็นคนโง่ที่สุด คือเป็นคนดูถูกตัวเองที่สุด ความเป็นจริงนั้นเมื่อจิตมันเป็นธรรมะ เมื่อธรรมะเป็นจิต มันจะกลมกลืนเป็นอันเดียวกันเลย จะไปทำผิดอะไรที่ตรงไหนเป็นต้น ก็ต้องมีคนเห็น คนอื่นไม่เห็นเราก็เห็นคนอื่นไม่รู้เราก็รู้ ดังนั้นถึงจะไปอยู่ตรงไหนก็เป็นอยู่อย่างนั้น จึงเป็นธรรมะ ไม่กล้าทำ เพราะใจมันเป็นธรรมะแล้ว พระอริยสาวกทุกๆ องค์เมื่อใจเป็นธรรมะแล้วก็ต้องเป็นอย่างนั้นทุกๆ องค์ ที่ลับไม่มี ที่แจ้งไม่มี อะไรๆ มันก็ไม่มี รู้แต่ว่าท่านประพฤติปฏิบัติถึงที่แล้ว..”

สุภทฺโทวาท
พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท)
วัดหนองป่าพง ต.โนนผึ้ง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี
(พ.ศ.๒๔๖๑–๒๕๓๕)







รู้แบบธรรม
สนิทใจแบบธรรม
ไปที่ไหนก็งาม

โอวาทธรรม หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน






#ธรรมะสวัสดี
#สวัสดียามเช้าครับเพื่อนๆกัลยาณมิตรทุกท่าน

"#พหุปการะธรรม"
๑. สติ ความระลึกได้
๒. สัมปชัญญะ ความรู้ตัว

#ธรรมสองประการนี้ เป็นพหุปการะธรรม คือเป็นธรรมมีอุปการะมาก ควรนำไปใช้ในทุกที่ทุกสถาน ผู้ตั้งอยู่ในองค์ธรรมสองประการนี้ ได้ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ประมาท ผู้ปฏิบัติธรรมพึงปลูกสติให้เกิดมีขึ้นในสันดาน ก่อนที่จะทำอะไร จะพูดจาปราศรัยอะไร และนึกคิดอะไร ก็ให้มีสติ ตลอดถึงการหายใจเข้าออก ก็ให้มีสติติดตามทุกลมหายใจ ขณะที่กำลังทำ กำลังพูด กำลังคิด ก็ให้มีสัมปชัญญะ รู้ตัวทั่วพร้อมอยู่เสมอจึงจะเป็นการดี...

#โอวาทธรรมพระเดชพระคุณพระสุพรหมยานเถร (ครูบาพรหมา พฺรหฺมจกฺโก วัดพระพุทธบาทตากผ้า)







"หากจิตใจดีมีธรรม กราบที่ไหนก็ถึงกัน
แต่หากจิตใจบ่ดี บ่มีธรรม มากราบถึงเท้ากะบ่ถึงกัน"

พระราชภาวนาวชิรคุณ วิ.(หลวงปู่จื่อ พันธมุตโต)
วัดเขาตาเงาะอุดมพร จ.ชัยภูมิ







"ไม่ใช่มาทำบุญวันเกิดหลวงปู่หรอก
เราทำเราก็ได้บุญ
หลวงปู่ไม่ได้บุญนะ
คนมาทำถึงได้บุญ
ทำบุญวันเกิดให้ตัวเอง
ใครทำคนนั้นก็เกิดบุญ"

โอวาทธรรม
#หลวงปู่จันทร์เรียน คุณวโร






หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด
เมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๕๒

จิตใจเวลาจะตายสำคัญ

(กราบเรียน หลวงปู่เพียร มรณภาพแล้วที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ จังหวัดขอนแก่น เมื่อคืนนี้เวลาประมาณตี ๑ ๒๘ นาที เนื่องจากท่านมีอาการของโรคหัวใจ เส้นเลือดไปเลี้ยงหัวใจตีบ ๓ เส้น แพทย์ได้ทำบอลลูนขยายเส้นเลือดจนอาการอยู่ในขั้นปลอดภัยระยะหนึ่ง หลังจากนั้น ๔ ชั่วโมง มีโรคปอดแทรกซ้อน ช็อคหัวใจหยุดเต้น แพทย์ได้ปั๊มหัวใจขึ้น และอาการทรุดหนักตามลำดับ คณะสงฆ์ที่ไปเฝ้าท่าน มีความเห็นว่าจะนำท่านกลับวัดป่าหนองกอง แต่ท่านอาการหนักมากและสิ้นที่โรงพยาบาลเวลาตี ๑ ๒๘ นาที ตอนนี้ศพท่านอยู่ที่วัดป่าหนองกอง จะรดน้ำศพและบรรจุศพ แต่ให้กราบเรียนหลวงตาเพื่อรอรับฟังคำสั่งจากหลวงตาครับผม)

วันนี้เราไปหนองกอง เสร็จนี้แล้วไป ท่านเสียเมื่อคืนนี้ ท่านเพียรเรา ที่นั่นที่นี่ตายหดเข้ามาละ หดเข้ามาหาเราทุกคน ไม่เว้น ตายหมด ผู้พูดว้อๆ อยู่นี่ก็ตาย ไม่เว้น ตายด้วยกัน สำคัญที่จิตใจนะตาย จิตใจเวลาจะตายสำคัญตรงนั้นละ เราจะได้ไปวัดหนองกองนะวันนี้ ให้พระจัดการของไปบังสกุลถวายพระ พระวงกรรมญฐานจะมาที่นั่น ท่านเพียรสงบเรียบร้อยมาดั้งเดิม เป็นโรคอะไร (โรคหัวใจ มีโรคปอดแทรกครับ) ตกลงเราก็ได้ไปหนองกอง

ท่านเพียรเป็นลูกศิษย์มานานนะ ท่านเพียร ท่านบุญมี อยู่กับเรามาร่วม ๓๐ ปี เราละไล่ออกไป นี่จะเป็นพ่อตาแม่ยายได้แล้วนะนี่ จะมาเป็นลูกเขยใหม่อยู่ทำไม ไป ไล่ไป ให้ท่านเพียรไปนั้น ท่านใหญ่ก็ไปด้วยกัน เลยไปอยู่ที่นั่นละ ท่านใหญ่คือท่านบุญมี วันนี้จะไปหนองกอง ให้ท่านจัดของอะไร ให้พรแล้วไปนะ ท่านเพียร ท่านบุญมีอยู่กับเรามาร่วม ๓๐ ปี ไล่ออกจากนี้ก็ให้ไปอยู่ที่นั่น ไปเสียที่นั่น เป็นลูกศิษย์มาอยู่กับเรานานนะ ท่านเพียรเสียแล้วนะ แล้วเอาศพมาแล้วนะ (เอาศพมาไว้ที่วัดหนองกองแล้วครับ) ตั้งแต่เมื่อคืนนี้ ตกลงเราไปวัดหนองกอง

เป็นโรคอะไร (โรคหัวใจ โรคปอด) เรื่องความตายนี เราได้ติดตามดูถนัดชัดเจน ปี พ.ศ. เท่าไร เราจำพรรษาหนองผือ ถ่ายท้อง ๒๕ ครั้ง อาเจียน ๒ ครั้ง ได้ติดตามดูจิตกับร่างมันจะจากกัน เราไม่มีอะไรกับมัน ไม่วิตกวิจารณ์อะไร ถ่าย ๒๕ ครั้ง แล้วอาเจียน ๒ ครั้ง เศษอาหารพุ่งไปติดฝาส้วม แรงขนาดนั้นละ อาเจียน ๒ หนพุ่งติด พออาเจียน ๒ หนหยุดลง ทีนี้อ่อนเข้าไป อ่อนเข้าไป อ่อนเข้าไปจนถึงที่สุด ยังอีกเปอร์เซ็นต์เดียวจะไป ติดตามดูจะเป็นอย่างไร

เวลามันจะไปจริงๆ ทุกขเวทนาแสนสาหัสดับหมดนะ ยังเหลือแต่ความรู้ล้วนๆ ร่างกายเป็นท่อนไม้ท่อนฟืน ไม่เกิดเวทนาอะไรเลย ถึงเวลาจะไปจริงๆ ดับนะ ความทุกข์ทั้งหลายในร่างกาย อ่อนเพลียทั้งหมดดับเลย ยังเหลือแต่ความรู้ล้วนๆ ร่างกายเป็นท่อนไม้ท่อนฟืน ทุกขเวทนาหมดเลย เพราะจิตมันไม่เผลอ ดูมันตลอด พอไปถึงที่สุดแล้วทุกขเวทนาก็ดับ ในร่างกายทุกส่วนดับหมดเลย ยังเหลือแต่ความรู้ ดูความรู้

วิตกว่านี่จะไปเดี๋ยวนี้เชียวเหรอ เอาถ้าจะไปจริงๆ ก็ไป ว่าอย่างนั้นนะ พูดกับเจ้าของนั่นละ พอไปถึงนั้นคือมันปล่อยหมดนะ ทุกขเวทนาทั้งหมดปล่อยหมดเลย ร่างกายเป็นท่อนไม้ ท่อนฟืน ยังเหลือแต่ความรู้อยู่ ดู พอไปถึงจุดนั้นมนปล่อยหมดจริงๆ เอารอตั้งแต่มันจะดีดออก พอไปถึงนั้นหยุดกึ๊ก ไม่เคลื่อนไม่ไหว เราก็ดูอยู่ สักเดี๋ยวก็มียิบแย็บเคลื่อนไหวออกมา แล้วค่อยฟื้นขี้นมา ฟื้นขั้นมา ว่าจะไปแล้วก็หยุดตรงนั้นแล้วฟื้นกลับคื นี่เป็นอยู่ที่ไหนนะ ถ่ายท้อง ๒๕ หน อาเจียน ๒ หน อยู่หนองผือ

ถ้าหากว่าจิตใจหวั่นไปละ ไปเลยในคราวนั่น แต่นี้จิตใจไม่หวั่นคือดูความจริงทุกอย่าง พอถึงจุดของมันแล้วก็มาหยุดที่นั่นแล้วค่อยๆ ถอยออกมา ถอยออกมาก็เริ่มมีเวทนาขึ้นมาอีก เหอ ไม่ไปเหรอ ก็เลยหยุดละ ถ่าย ๒๕ หน อาเจียน ๒ หน อาเจียนนี่รุนแรงมากนะ เศษอาหารพุ่งถึงฝา รุนแรงขนาดนั้น นั่นละคือ มันอ่อนมากนะ จะไปจริงๆ แต่จิตมันไม่ได้หวั่นไหว ถ้าหากว่าเป็นธรรมดาแล้วตาย คือจิตจะเสริมเข้าไป ความเสียใจ ความดีดความดิ้นไม่อยากตายจะสุมเข้าไปจะเกิดเรื่อง หนักเข้าก็ตายเลย อันนี้ไม่เป็นอะไร มันเป็นอย่างไรก็ดูตลอดเลย สุดท้ายก็หยุด ไม่ไป

เราได้ดูเรื่องของเราบ่ะมันชัดเจนมาก คือไม่มีอะไรกับสิ่งเหล่านี้ ไม่มีหวั่นมีไหว ไม่มีเรื่องมีราวอะไรความเป็นความตาย วิตกวิจารณ์กลัวจะเป็นจะตายไม่มี มีแต่ดูความจริงมัน สุดท้ายไปถึงจุดของมันแล้วก็หยุด ต่อจากนั้นก็ค่อยคลี่คลายออกมา ก็เลยหาย ถ่าย ๒๕ หน อาเจียน ๒ หน เกือบไปละ ไปหนองกองวันนี้ เลิกได้แล้ว

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
เทศน์เนื่องในโอกาสไปเยี่ยมศพหลวงปู่เพียร วิริโย
ณ วัดป่าหนองกอง อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี
เมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๕๒

ท่านเพียรปฏิบัติเรียบมาก

ท่านเพียร อายุ ๘๒ เหรอ ท่านเพียร ท่านบุญมีที่ติดสอยห้อยตามเรามาแต่ต้นเลย เราละเป็นคนไล่ออกมานี่ มันควรจะเป็นพ่อตาแม่ยายได้แล้วเราว่าอย่างนั้น แล้วเป็นลูกเขยใหม่อยู่อย่างไร ไปเลย ไล่มา ท่านเพียรมาทางนี้ ท่านบุญมีก็มาด้วยกัน อยู่กับเราร่วม ๓๐ ปี ท่านเพียร ท่านบุญมีเรียบร้อยเหมือนกันหมด ไม่มีด่างพร้อย เรียบร้อยการปฏิบัติของท่าน ท่านเพียรกับท่านบุญมีท่านปฏิบัติเอาจริงเอาจังเหมือนกัน

ที่อยู่กับเรานานคือท่านสิงห์ทอง พอดีท่านตายเสีย ท่านสิงห์ทองก็อยู่นานแต่ตายก่อน ท่านเพียรกับท่านบุญมีนี้นานนะ เราจึงให้ออกมา ท่านสิงห์ทองเป็นพระชอบตลก นิสัยชอบเล่น ชอบตลกนะท่านสิงห์ทอง แต่อันนี้เรียบๆ ท่านเพียร ท่านบุญมี เรียบๆ แต่ท่านสิงห์ทองเป็นนิสัยชอบตลก ชอบตลก นิสัยเป็นมาดั้งเดิม ที่เป็นลูกศิษย์มานาน คือท่านสิงห์ทอง ท่านเพียร ท่านบุญมี สามองค์ ท่านเพ็งก็แยกไปอยู่กับหลวงปู่ขาว

ท่านสิงห์ทองเป็นคนขี้เล่นนะ ชอบเล่น ชอบตลก ไปหาปลาอยู่ด้วยกันกับน้า น้าคือน้องแม่ ท่านสิงห์ทองก็ไป ไปหาปลามาด้วยกัน พอมาจะถึงบ้านมาพบกัน ไหนละหมานไหม รวยไหม หมานไหมละ เป็นอย่างไรหมานไหม จับงูแต่งูไม่ใช่งูพิษ งูสิงห์งูธรรมดา พอทางนั้นหันหลังให้ ทางนี้เปิดฝาเอางูสิงห์ใส่ เป็นอย่างไรละท่านสิงห์ทอง บ้านเขาอยู่หลังนั้น ทางนี้ก็อยู่หลังนี้ มองเห็นกัน พอไปถึงบ้านฟังเสียงแอ้ๆ บักห่านี่ เอางูใส่ข้องเขา เปิดในข้อง...หมานไหม ท่านสิงห์ทองเอางูใส่ต่อหน้าหลานสาว พอไปถึงบ้านเปิดออกแตกฮือเลย นิสียตลก พูดเล่นพูดตลก

ท่านสิงห์ทองอัฐิกลายเป็นพระธาตุ ถ้าลงอัฐิกลายเป็นพระธาตุแล้วก็ตีตราเลยว่านี้คือพระอรหันต์ ถ้าอัฐิไม่บริสุทธิ์ไม่เป็นอรหันต์ อัฐินี้เผาลงไปแล้วจะไม่เป็นพระธาตุ อันนี้ของท่านสิงห์ทองเป็นพระธาตุ ของท่านจวนก็เป็นพระธาตุ มันประกาศอยู่ในตัว ความบริสุทธิ์ของใจมันฟอกธาตุฟอกขันธ์ คือความบริสุทธิ์ของใจมันครองร่าง ยิ่งครองร่างอยู่เท่าไหร่ก็ซักฟอกขันธ์ให้เป็นธาตุที่ละเอียดไปตามส่วนของธาตุ พอมรณภาพแล้วอัฐิก็กลายเป็นพระธาตุ ท่านสิงห์ทองก็เป็น ท่านจวนก็เป็น

วันนี้คนมากนะ อย่างพระที่เป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่นมีเด่นๆ อยู่หลายองค์นะ ท่านสิงห์ทอง ท่านจวน ท่านอะไรบ้าง มีแต่พวกอัฐิกลายเป็นพระธาตุแล้ว ถ้าอัฐิกลายเป็นพระธาตุแล้ว แสดงชัดเจนเลยว่านี้บริสุทธิ์แล้ว เป็นพระอรหันต์ ถ้าเป็นพระอรหันต์แล้วปิดไม่อยู่ อัฐิกลายเป็นพระธาตุ แต่องค์ใดก็ตามที่อัฐิจะกลายเป็นพระธาตุ บรรดาลูกศิษย์ที่อยู่ใกล้ชิดท่านรู้นานแล้วนะ รู้แต่ท่านยังมีชีวิตอยู่แล้ว อันนี้ประกาศทีหลังเวลาท่านล่วงไปเท่านั้นเอง นอกนั้นธรรมดาลูกศิษย์ทั้งหลายรู้แล้ว ตั้งแต่ท่านยังไม่ตาย เพราะอรรถธรรมแนะนำสั่งสอนอยู่ตลอดเวลา ถอดออกมาจากหัวใจมาสอน สอนแล้วผลก็เป็นอย่างนั้น

ที่เราได้เปิดเผยปิดกันไม่อยู่ก็คืออัฐิกลายเป็นพระธาตุ นี่คือพระอรหันต์ร้อยเปอร์เซ็นต์เลย สำหรับเชื่อ เชื่อกันภายใน เชื่อแน่นอน ท่านเชื่อมั่นแน่นอนอย่างไร พอท่านองค์นั้นตายแล้ว ก็มาเป็นพระธาตุคนอื่นเชื่อทีหลังนะ ลูกศิษย์ลูกหาเชื่อก่อนแล้ว เชื่อก่อน นั่นละการปฏิบัติธรรม ใครปฏิบัติอยู่ที่ไหนเมื่อไรเป็นอกาลิโก ไม่มีกาลสถานที่เวล่ำเวลา ปฏิบัติที่ไหน ปฏิบัติดีเป็นดี ปฏิบัติชั่วเป็นชั่ว

ท่านเพียรก็ได้เสียไปเสียแล้ว อายุ ๘๒ นะ ท่านเพียรปฏิบัติเรียบมาก ท่านบุญมีเป็นลูกศิษย์ของเราตั้งแต่ต้นมา ปฏิบัติเรียบร้อยตลอดมาคือท่านบุญมี ท่านเพียร ท่านสิงห์ทอง ที่อยู่ใกล้ชิดติดพันกับเราตลอดมา นอกนั้นองค์ไหนบ้างลืมๆ แต่สามองค์นี่จำได้ชัด เดินจงกรมจนเป็นเหวนะท่านสิงห์ทอง มาเล่าให้เราฟัง คือไม่รู้เวลาที่กิเสลสิ้นไปกลายเป็นใจดที่บริสุทธิ์ขึ้นมา คือมันละเอียดลงไปๆ ละเอียดจนกระทั่งหมดกิเลส มาเล่าให้เราฟัง เราก็ฟังท่าน ท่านเล่าให้เราฟัง

เราบอกว่าเรายอมรับ การปฏิบัติของท่านก็ยอมรับ แล้วความบริสุทธิ์ของท่าน ตามธรรมดาท่านว่ามีขณะ คือองค์นั้นสำเร็จอยู่ที่นั้นๆ อิริยาบถยืนเดินนั่งนอนในป่าในเขาจะบอกขณะๆ แต่พระอรหันต์มีอยู่ ๔ ประเภท ประเภท ๑ สุกขวิปัสสโก รู้อย่างสงบเงียบ บริสุทธิ์ไปอย่างสงบเงียบ เรียกว่า สุกขวิปัสสโก เจ้าของเองก็ไม่รูว่าหมดไปเมื่อไร หากหมดไป จนกระทั่งไม่มีกิเสลส ที่จะแก้กิเลสตัวใดไม่มีนี่ประเภท สุกขวิปัสสโก แล้วก็ เตวิชโช อฬภิญโญ จตุปฏิสัมภิทัปปัตโต

อรหันต์มี ๔ ประเภท ประเภทสุกขวิปัสสโก แม้เจ้าของก็ไม่ค่อยทราบ คือไม่บอกขณะ สำเร็จขณะไหนเจ้าของไม่รู้ นอกจากนั้นรู้ เตวิชโช ฉฬภิญโญ จตุปฏิสัมภิทัปปัตโต นี้บอกขณะ ขณะสิ้นกิเลสแต่สุกขวิปัสสโกนี้รู้อย่างสงบเงียบไปเลย มี ๔ ประเภท มาเล่าให้เราฟัง หาที่จะแก้มันก็ไม่มี แต่ไม่สนใจจะหา ท่านพูดมีหลักนะ ละเอียดมากๆ ละเอียดจนสุดเลย เวลานี้ไม่สนใจว่าจะแก้กิเลสตัวใด ท่านว่ามันหมดไปเลยจริงๆ ท่านว่าอย่างนั้นละ แต่ไม่บอกขณะ เอาล่ะไม่บอกก็ช่างเถอะ ความบริสุทธิ์ในประเภทอรหันต์ก็มีอยู่ ๔ ประเภท สุกขวิปัสสโก รู้อย่างเงียบไปเลย เตวิชโช อฬภิญโญ จตุปฏิสัมภิทัปปัตโต

พระอรหันต์มี ๔ ประเภทด้วยกัน สำหรับท่านสิงห์ทองเป็นประเภทสุกขวิปัสสโก คือรู้เงียบๆ ไปจนหมดเลย นอกจากนั้นมีขณะ ขณะกิเลสกับธรรมกับจิตขาดจากกัน ขาดจากกันเป็นขณะ รู้ขณะ เช่น องค์นั้นบรรลุธรรมอยู่ในที่นั้น บรรลุธรรมอยู่ในอิริยาบทยืน อิริยาบทเดิน อิริยาบทนอน ให้มีขณะบอก แต่สุกขวิปัสสโกนี่ไม่บอก คือบริสุทธิ์ไป หมดๆ ไปเลย ท่านสิงห์ทองมาเล่าให้เราฟัง เล่าถึงเรื่องการปฏิบัติมา การปฏิบัติคือละเอียดเข้ามา ละเอียดเข้ามา จนกระทั่งทุกวันนี้ก็ไม่ทราบจะแก้กิเลสตัวใด แล้วไม่สนใจจะแก้ ท่านว่าอย่างนั้นนะ น่ะเป็นอย่างนี้ ไม่บอกขณะหรืออะไร เอาล่ะเอา สนทิฎฐิโก รู้ด้วยตัวเองก็พอว่าเวลานิ้สิ้นแล้วกิเลส ไม่มีในใจแล้วก็สิ้นเท่านั้นแหละ เราก็ว่า เวลาท่านล่วงไปแล้ว อัฐิของท่านกลายเป็นพระธาตุ นั่นออกละ ทีนี้ออกกระจายทั่วประชาชน รู้กันทั่วไปหมด

มาสมัยนี้ทุกวันคนมักกิเลสหนาปัญญามันหยาบที่สุด ไม่ว่าพระว่าฆราวาส จะไม่เชื่อคำสอนของท่านผู้วิเศษ ผู้สิ้นกิเลสแล้วนำมาสอนโลก ผู้ฟังเป็นคลังกิเลส เป็นส้วมเป็นฐาน ไม่ยอมรับธรรมของท่านผู้แนะนำสั่งสอน มรรคผลนิพพานไม่มี ทำบุญไม่ได้ทำบุญ ทำบาปไม่ได้ทำบาป หูหนวกตาบอด เวลานี้เป็นข้าศึกต่อตัวเองและข้าศึกต่อศาสนา จนศาสนาจะไม่มีเพราะข้าศึกอันนี้ละ แต่ผู้ปฏิบัติท่านปฏิบัติอยู่ ท่านก็รู้อยู่เห็นอยู่อย่างนั้น อย่างพระท่านอยู่ในป่าท่านจะไปตีระฆังปึ้งๆ ข้าเป็นพระอรหันต์แล้วนะ มันได้อย่างไร รู้ทั้งรู้ ถ้าในวงเดียวกับท่านรู้หมด ไปมาอย่างไร ภาวนาอย่างไร ท่านจะเข้าจุดนั้น เป็นอย่างไร ท่านก็เล่าสูกันฟัง สู่กันฟัง ถ้ายังมีขัดข้องตรงไหนท่านก็แนะกันๆ แล้วผ่านได้ๆ จึงว่าสวากขาตธรรมตรัสไว้ชอบแล้ว แล้วอกาลิโกไม่มีกาลสถานที่เวล่ำเวลาในการประกอบความพากเพียร ได้ผลไปตลอด นั่นเป็นอย่างนั้นนะ ผู้ปฏิบัติมีอยู่มรรถผลนิพพานรอรับสำหรับผู้ปฏิบัติ ถ้าผู้ไม่ปฏิบัติก็มีแต่เสื่อกับหมอนรองรับละ เอาหมอนติดคอไว้ เอาเสื่อมัดติดหลังไป พวกนี้แต่เสื่อกับหมอนติดคอ ไปไหนมีแต่เสื่อกับหมอน มรรคผลนิพพานไม่มีพวกนี้ พวกเรานี่ พวกเสื่อกับหมอนมัดติดคอเลย มรรคผลนิพพานไม่มี ปัดออกหมดไม่มี ให้มีแต่เสื่อกับหมอนติดตัวอยู่ทั้งนั้นละ พากันฟังหรือยังพวกนี้

คือใจมันหนาเข้า มันไม่ยอมรับธรรม ใจที่หนาเข้าๆ มันปิดประตูที่จะปฏิบัติธรรม รู้เห็นธรรม มันเปิดโล่งเรื่อยกิเลสตัณหา เปิดโล่งเรื่อย เพราะฉะนั้นจึงสั่งสมแต่กิเลสตัณหา ตายแล้วก็จมลงนรก ผู้ว่านรกไม่มีละผู้ไปจม พระพุทธเจ้าเองก็เป็นผู้ตรัสรู้เรียบร้อยแล้ว รู้ทั้งโลกทั้งธรรม ทางโลกทางผีมนุษย์มนารู้หมด นรกอเวจีทำไมท่านไม่รู้ ท่านก็บอกไว้หมด แต่มันไม่ยอมเชื่อ มันก็ไปลงที่ตัวไม่เชื่อนั่นแหละ ใครที่ว่านรกมี บาปมี บุญมี คนนั้นมีขยะแขยงต่อการทำบาป การทำบุญมีความพอใจ การทำบาปไม่มีขยะแขยง ไม่กลัวทำบาป คนไม่มีนิสัย คนหนา การทำบาปไม่กลัว แต่การทำบุญกลัว ขี้เกียจขี้คร้านหาเวล่ำเวลามาลบล้างจนได้นั่นแหละ เป็นอย่างนั้น มันหนาเข้าๆ มันหนาที่หัวใจของสัตว์โลกนะ คือหนาเป็นพื้นมาเลยพวกนี้ หนาไปตลอดก็มี

อย่างที่ท่านสอนไว้ว่า ตโม ตมปรายโน มันมืดบอดตั้งแต่วันเกิดมาจนกระทั่งวันตาย หาศีลหาธรรมเข้าติดตัวไม่มีเลย ตโม โชติปรายโน ทีแรกก็มืดไม่รู้จักศีลจักธรรม ไม่รู้จักเข้าวัดเข้าวา ฟังธรรมจำศีล ครั้นเวลาธรรมเฉียดเข้าไปหูหลายครั้งหลายหน หูก็เลยเป็นหูศีลหูธรรมขึ้นมา ใจก็เป็นใจศีลใจธรรมขึ้นมา ทีนี้ก็เสาะแหละ เสาะหาธรรม ธรรมก็เปิดอ้าอยู่แล้วรอที่จะเข้าสู่จิตใจ ทีนี้ก็รู้ไป เห็นไป รู้ไปเห็นไป ต่อจากนั้นก็พ้นได้ เป็นอย่างนั้นแหละ ถ้าเสาะแสวงหา ถ้าไม่แสวงหาตั้งแต่วันเกิดถึงวันตายไม่มีอะไรดีกว่ากัน เลวเท่ากันหมด ตั้งแต่เกิดมาสร้างแต่ความเลวทราม จนกระทั่งถึงวันตาย มีแต่ความเลวทรามติดตัวไป แล้วจมลงในนรกไม่มีวันขั้นเลย

ถ้าคนสร้างความดีรู้ตัวแล้วก็สร้างความดี แสวงหาศีลหาธรรม จิตก็ค่อยเปิดรับธรรม ๆ จิตใจมีความรักใคร่ใกล้ชิดต่ออรรถต่อธรรม ผู้นั้นตายแล้ว ตโม โชติปรายโน ถึงในเบื้องต้นจะมืดบอดก็ตาม แต่ต่อไปแล้วสว่างไสวในกาลต่อไป โชติ โชติ ปรายโน เป็นผู้มีอุปนิสัยปัจจับตั้งแต่เริ่มแรกเกิดมา รักศีลรักธรรม เรื่อยๆ มาจนกระทั่งทะลุถึงวันตาย รักศีลรักธรรมตลอดไป คนนี้เรียกว่าเป็นอันดับหนึ่ง นี่ ตโม ตมปรายโน มันมืดบอดตั้งแต่วันเกิดมา ไม่สนใจกับศีลธรรม สร้างแต่ความชั่วช้าลามก ตายไปแล้วก็มืดบอดไปเลย

เราจะเอาอะไรให้พากันคัดเลือกเอานะ เทศน์นี่เลือกเฟ้นตามธรรมพระพุทธเจ้าที่สอนไว้แล้วมาสอน แล้วก็สุกเอาเผากิน สุกเอาเผากิน สุกเอาเผากิน ตายแล้วจมนะ อย่าเข้าใจว่าใครจะไปช่วย ติดคุก ติดตะรางก็ยังไม่มีคนช่วยได้ ยิ่งลงนรกแล้วนะไม่มีใครช่วยได้เลย ให้ช่วยตัวเอง ละชั่วทำดีเสียแต่บัดนี้ ต่อไปแล้วจะดีไปเรื่อยๆ พี่น้องทั้งหลายให้จำเอาเสียนะ

นี่เราก็เริ่มบวชมาตั้งแต่อายุ ๒๐ ปี กับ ๙ เดือน เป็นชีวิตฆราวาส ความคลุกเคล้าของฆราวาสเป็นทุกเป็นแบบที่ชั่วช้าลามก พลิกเข้ามาบวช ตั้งแต่วันบวชแล้วไม่ฝ่าฝืนธรรมวินัยตลอดมา จนกระทั่งทุกวันนี้ไม่ฝ่าฝืน แล้วก็เย็นใจมาๆ เรื่อย จนกระทั่งเห็นผลแห่งความเย็นใจสุดยอดกระจ่างขึ้นภายในใจ ไม่ถามกัน มรรคผลนิพพานไม่ถาม ถามหาอะไร พระพุทธเจ้าไม่รู้มรรคผลนิพพานมาสอนเราได้หรือ สอนเราให้รู้เมื่อเรารู้ตามแล้วจะถามใครละ นั่น มันประกาศในตัวเองนะ ความดีความชั่วอยู่ในหัวใจนะ นรกไม่เคยเห็นก็เห็น ถ้าสร้างความชั่วมาก สวรรค์ไม่เคยได้ไปบุญพาไปจนกระทั่งถึงนิพพาน บุญพาไปเอง ให้พากันช่วยตัวเองในทางที่ถูกที่ดี

เป็นอย่างไรละ พากันเข้าใจไหม พูดนี้ดังทั่วไปเลยนะ อย่าถือเราเป็นใหญ่กว่าบุญกว่ากรรมนะ บุญกรรมเป็นใหญ่มากทีเดียว นตถิ กมมสม พล ไม่มีอำนาจใดที่จะเหนือการกระทำบุญและบาป เหนือกรรมคือกรรมดีกรรมชั่ว อันนี้มีอำนาจมากท่านว่า ท่านจึงบอกว่า นตถิ กมมสม พล ไม่มีกรรมใดที่จะหนักมากยิ่งกว่าการสร้างกรรมดีกรรมชั่ว กรรมดีมีอำนาจไปทางดี กรรมชั่วมีอำนาจไปทางชั่ว ถ้าละชั่วทำดีกรรมดีก็ยิ่งเพิ่มอำนาจเข้าไป ให้พากันจำเอานะ เอาละเท่านั้นละวันนี้

“ท่านเพียรเพชรน้ำหนึ่ง
ถ้าในครั้งพุทธกาลท่านเรียกว่าเป็นพระอรหันต์”
“พูดชัดเจนเลยว่าเป็นผู้สิ้นกิเลสโดยสิ้นเชิง...ท่านเพียร”
“ท่านเพียร...ศิษย์ก้นกุฏิของรา”

ท่านเพียรเป็นพระที่สมควรแก่อนุสรณ์ทุกอย่าง จะก่อเจดีย์ก็ได้ อะไรก็ได้ พูดชัดเจนเลยว่าเป็นผู้สิ้นกิเลสโดยสิ้นเชิง...ท่านเพียร ทุกอย่างรอบตัวบอกหมดเลย มันก็แปลกอยู่นะ เครื่องบริขงบริขารอยู่ในนั้นเลยกลายเป็นพระธาตุไปหมด แปลกอยู่นะ เจ้าของเป็นคนเดียว ของนอกตัวเองออกไปกลายเป็นพระธาตุอะไร...ท่านเพียร อนุญาตแล้วนะ พระผู้ควรแก่การเคารพสักการบูชาก็คือพระพุทธเจ้าหนึ่ง พระปัจเจกพระพุทธเจ้าหนึ่ง พระเจ้าจักรพรรดิหนึ่ง พระอรหันต์หนึ่ง ท่านบอกไว้ชัดเจน ท่านเพียรสมควรก่อเจดีย์ได้แล้ว ไม่ใช่จะก่อนสุ่มสี่สุ่มห้า หมาตายในวัดก็ไปก่อเจดีย์ พิลึกนะ อย่างนั้นไม่เอา ทำไม่มีหลักเกณฑ์ อันนี้สมควรจะก่อนเจดีย์ไว้กราบไหว้บูชาได้แล้ว ตามที่ท่านอธิบายไว้ในตำรับตำราเป็นประเพณีดีงาม องค์นี้ก็ควร

: จาก...หนังสือ ชีวประวัติหลวงปู่เพียร วิริโย
วัดป่าหนองกอง อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี





นี่ความสุขที่ไหน
#ไม่มี
ในสามแดนโลกธาตุ
มีที่จิตอย่างเดียว

โอวาทธรรม หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน






"ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ละชั่ว ประพฤติดี ทำจิตใจให้บริสุทธิ์สะอาด นี่เป็นมงคลอันอมตะ"

- หลวงพ่อพุธ ฐานิโย





*จะรวยก็ให้รวยสุจริต คบมิตรก็ให้
คบแต่คนดี จะหนีก็ให้หนีแต่บาป
จะกราบก็ให้กราบแต่ผู้มีศีล…

หลวงปู่บุญเพ็ง เขมาภิรโต






“..สิ้นภพสิ้นชาติ..ถ้าเราไปดูแต่ข้างนอก ไปฟังแต่ข้างนอก เราก็มองไม่เห็น หรือเห็น แต่มันละไม่ได้วางไม่ได้ เช่นว่าความเกิดอย่างนี้แหละ เราก็มองเห็นคนเกิดมา คนแก่เราก็มองเห็น แต่เราละไม่ได้

ความเจ็บไข้ได้พยาธิเราก็มองเห็น แต่เราละไม่ได้ คนตายเราก็มองเห็น แต่เราละไม่ได้ อันนี้ในพระธรรมคุณท่านจึงบอกไว้ว่า “เอหิปัสสิโก” จงร้องเรียกสัตว์ทั้งหลายมาดูธรรม ท่านให้มาดูธรรม “โอปะนะยิโก” ท่านให้น้อมเข้ามา มาดู ดูความเกิด

อะไรมันเกิดเล่า ตัวเรานี้เป็นผู้เกิด
ถ้าเราเห็น ความเกิดของเราว่าเป็นตัวทุกข์ มันก็ละเอง ถ้าเราไม่เห็นในตัวของเราว่าเป็นทุกข์แล้ว มันก็ละไม่ได้ เปรียบอุปมาอุปไมย เหมือนกับเรายกของหนักๆ ถ้าเรารู้จักว่ามันหนักแล้ว เราก็วาง ถ้าเราไม่รู้จักหนัก มันก็ไม่วาง นี่แหละฉันใดก็ฉันนั้น

ถ้าเราเห็นความเกิดเป็นทุกข์แล้ว เราก็หยุดจากการเกิดทั้งหลาย ถ้าเราเห็นความแก่แล้ว มันก็ถอนราคะ โลภะ โทสะ โมหะ ความโลภ ความโกรธ ความหลงได้ทั้งความทะเยอทะยานดิ้นรน หรือความอยากทั้งหลายนี่ ยิ่งเห็นความเจ็บไข้ได้พยาธิ ยิ่งทุกข์แสนทุกข์ ร้องโอยครางโอยอยู่อย่างนี้แหละ

ถ้าเราเห็นอย่างนี้แล้ว ก็ยิ่งวาง ยิ่งละ ละอุปาทานการยึดทั้งหลาย ทั้งหมดว่าสิ่งนั้นเป็นของเรา สิ่งนี้เป็นของเรา รวมเข้าแล้ว ตัวของเราก็ไม่เป็นตัวของเราแล้ว มีแต่บ่นที่เจ็บ มีแต่บ่นที่ปวด ตรงไหนๆ ก็เหมือนกัน เราเห็นจริงแจ้งประจักษ์แล้ว จิตของเราก็ถอนอุปาทาน การยึดถือ หรือละสักกายทิฏฐิได้ รู้ว่าที่ถือว่าเป็นตัวเป็นตนเป็นสัตว์เป็นบุคคล เป็นเราเป็นเขา มันเป็นไปไม่ได้

เมื่อเราเห็นเป็นอย่างนี้แล้ว จิตมันก็สงบภายในได้ มันไม่มีความพัวพันในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ไม่มีความทะยานอยากในสิ่งเหล่านั้น เมื่อรู้ว่าไม่มีแก่นไม่มีสาร ไม่มีสาระ มันก็เลิกก็ละได้ นี่เป็นข้อสำคัญ

ทีนี้เราน้อมเข้ามาพิจารณาถึงความตาย เมื่อเห็นความตายเข้าแล้ว ยิ่งเบื่อหน่าย หมดความกำหนัดยินดี ความโลภ ความโกรธ ความหลงถ้ามันเห็นอย่างนี้แล้ว มันไม่ได้อะไรสักอย่าง ไม่เป็นแก่น ไม่เป็นสาร ไม่มีสาระ มันก็เลยละหมด สิ้นอุปา ทานการยึดถือ และไม่มีความสงสัยคือวิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส การลูบคลำศีลก็ไม่มี

นี่แหละ เมื่อเป็นเช่นนี้จึงว่าให้ฟังธรรม น้อมเข้ามาพิจารณาในตัวของเราให้พึงรู้พึงเห็น ที่พระพุทธเจ้าท่านละราชสมบัติได้ก็เพราะอันนี้ ท่านตรัสรู้ก็รู้อันนี้คือตัดกิเลส ตัดตัณหา ตัดราคะ โลภะ โทสะ โมหะ เมื่อเห็นแล้วมันก็ตัดเอง

เมื่อเรารู้เราเห็นก็ดังอุปมาในเบื้องต้น คือเมื่อเรายกของหนักไว้ พอเรารู้จักว่าหนักเราก็วางเอง แม้บุคคลอื่นจะห้ามไว้ไม่ให้วาง ก็ห้ามไม่ได้ เหมือนกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ท่านละราชสมบัติได้ ก็เพราะท่านมาเห็นสิ่งเหล่านี้

เพราะฉะนั้นต่อไปให้พากันเข้าที่นั่งฟังภายในให้มันเห็นจริงแจ้งประจักษ์ลงไปพิจารณาเท่านี้ล่ะ อริยสัจธรรมทั้งสี่ เข้าวิปัสสนาเพ่งพิจารณาเอ้า นั่งเข้าที่ นั่งให้สบาย เพ่งเล็งดูให้มันรู้มันเห็น นั่งเพ่งพิจารณาให้มันแน่นอนลงไป

เมื่อเห็นสิ่งใดเกิด ก็เห็นเกิดเป็นทุกข์
อะไรมันเกิดเล่า อะไรมันแก่เล่า อะไรมันเจ็บไข้ได้พยาธิเล่า อะไรมันตายเล่า ทีนี้เมื่อเห็นสิ่งเหล่านั้นเกิด สิ่งเหล่านั้นแก่ สิ่งเหล่านั้นเจ็บไข้ได้พยาธิ สิ่งเหล่านั้นตาย

พิจารณาต่อไปว่าสิ่งที่ไม่เกิดล่ะ สิ่งที่ไม่แก่ล่ะ มันก็มี สิ่งไม่เจ็บไม่ไข้ไม่ตายมันก็มี สิ่งไม่ทุกข์มันก็มี มันเป็นคู่กัน เหมือนมืดกับสว่างอย่างนี้ล่ะ ความร้อนและความเย็นมันก็เป็นคู่กัน

เมื่อจิตตวิญญาณปฏิสนธิ ขันธ์คือกองรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณก็เกิดขึ้นเมื่อเรารู้แล้ว เรากำหนดเห็นผู้รู้อยู่ภายใน ผู้รู้ว่านั่นดี นั่นชั่ว นั่นสุข นั่นทุกข์ เรารู้แล้ว มันมีผู้รู้ รู้ว่าเกิด รู้ว่าแก่ ใครเป็นผู้รู้ล่ะ เราก็โอปะนะยิโก น้อมเข้าหาผู้รู้นั่นล่ะ รู้ว่าเจ็บ ใครเป็นผู้รู้ล่ะ รู้ว่าตาย ใครเป็นผู้รู้ล่ะ รู้ว่าทุกข์ ใครเป็นผู้รู้ล่ะ

ถ้าเราน้อมเข้าตรงผู้รู้แล้ว สิ่งเหล่านั้นมันก็ดับไปเอง เมื่อเรารู้สิ่งเหล่านั้นแล้วมันก็ไม่เกิด เมื่อเกิดไม่มีแล้ว แก่มันก็ไม่มี แก่ไม่มีแล้ว ความเจ็บไข้ได้พยาธิมันก็ไม่มี ความเจ็บไข้ได้พยาธิไม่มีแล้ว ความตายมันก็ไม่มี เมื่อความตายไม่มีแล้ว ความทุกข์มันก็ไม่มี จะเอาอะไรมาทุกข์ล่ะน่ะ มันก็มีแต่พุทโธ ผู้รู้อยู่นี่ล่ะ ที่เราตายแล้วก็เกิดมาเวียนว่ายตายเกิด ก็เพราะไม่มีพุทโธ คือไม่มีผู้รู้นี่ล่ะ

บัดนี้ละเราจะทำให้รู้ เราอยากรู้ว่าสิ่งใดเป็นอะไร จึงให้น้อมเข้ามาภายใน อะไรๆ มันออกไปจากภายใน ดีก็ดีจากภายใน เมื่อภายในเราไม่ว่าแล้ว สิ่งเหล่านั้นภายนอกเขาว่าไหม

ในคำสอนท่านว่า อัชฌัตตาวา พหิทธา อัชฌัตตา คือภายใน พหิทธา คือภายนอก ภายนอกคือนอกจากจิตของเรา ภายในคือในจิตของเรา ผู้นี้เป็นผู้ปรุง ผู้นี้เป็นผู้แต่ง

เหตุนั้นพระพุทธเจ้าจึงให้น้อมเข้ามาพิจารณาภายในของเรา ปัจจัตตัง รู้จำเพาะตนเท่านั้น ถ้าตนไม่ก่อภพก่อชาติแล้วมันจะมาจากไหนล่ะไม่ก่อกรรมก่อเวรแล้วกรรมเวรมันจะมาจากไหนล่ะ

ถ้าจิตของเราสงบนิ่ง มันไม่ส่งไปข้างหน้ามาข้างหลัง ข้างซ้ายข้างขวา ข้างบนข้างล่าง ตั้งเฉพาะท่ามกลางความรู้อยู่นั้น มันไม่สำคัญมั่นหมาย อดีตอนาคต กำหนดดูอยู่แต่ในปัจจุบันนี้ นั่งดูอยู่เดี๋ยวนี้ มันเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ ทุกข์ก็เราไปว่าเอา สุขก็เราไปว่าเอา เมื่อเราไม่ว่าสุขแล้วมันจะมีไหม

นั่น เราไปยึดเอาสุขมันก็เลยเป็นสุข เราไปยึดเอาทุกข์มันก็เป็นทุกข์ เพราะฉะนั้นเราต้องสงบนิ่งอยู่ อย่าให้โอนเอียงไปนั่นไปนี่ ให้ตั้งอยู่ที่ พุทโธ คือ ผู้รู้อยู่ภายใน.."

‘‘สิ้นภพสิ้นชาติ”
พหุลกถาโอวาท
หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
วัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร
(พ.ศ.๒๔๔๒-๒๕๒๐)


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
แสดงโพสจาก:  เรียงตาม  
โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: Bing [Bot] และ บุคคลทั่วไป 22 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ไปที่:  
ขับเคลื่อนโดย phpBB® Forum Software © phpBB Group
Thai language by phpBBThailand.com
phpBB SEO