|
สนใจแต่เรื่องโน้นเรื่องนี้ แต่เรื่องในใจบ่สนใจ ทุกวันนี้ไม่รู้หรือว่ากิเลสมันขย้ำหัวตัวเองมากแค่ไหนแล้ว
#หลวงปู่จันทร์เรียน คุณวโร
การประกอบความเพียรก็คือการปราบปรามความอยาก ให้ตัดเรื่องความอยากภายในจิตที่จะออกตามทวารต่าง ๆ เพราะเป็นทางเดินของความอยากซึ่งมีอยู่ภายในจิตผลักดันออกมา ให้ออกทางตาทางหูทางจมูกทางลิ้นทางกาย แล้วก็ออกทางธรรมารมณ์ ที่ได้เคยสัมผัสสัมพันธ์กับสิ่งใดมาแล้ว ที่เรียกว่าอายตนะภายนอกได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัส ได้รับเรื่องราวอะไรแล้วจะนำมาครุ่นคิดเป็นอารมณ์ นี่ก็ไม่มีความอิ่มพอเหมือนกัน ได้เข้ามาตรงนี้แล้วก็ไม่มีความอิ่มพอครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลา ก่อแต่พื้นแต่ไฟเผาหัวใจให้รุ่มร้อน อยู่ที่ไหน ๆ ไปที่ใดหาความสบายไม่ได้
โลกกว้างแสนกว้างก็ไม่ได้ไปคับแคบที่ตรงไหน ไม่ไปกระเทือนที่ตรงไหนในโลกที่กว้าง ๆ นั้น แต่ก็มากระทบกระเทือนที่หัวใจดวงนี้ เพราะผู้นี้เป็นผู้ก่อเหตุโลกธาตุทั้งหลายดินฟ้าอากาศเขาไม่ใช่เป็นผู้ก่อเหตุก่อเข็ญเรื่องราวอะไรขึ้นมา ผู้นี้ต่างหากคือใจดวงนี้เป็นผู้รู้ ผู้รู้และมีแสนกลมายาที่จะให้รู้ในแง่ต่าง ๆ ซึ่งเป็นเรื่องของกิเลสผลิตขึ้นมาผลักดันขึ้นมาทั้งนั้น
เพราะฉะนั้นจึงลำบากสำหรับสัตวโลกและเรา ๆ ท่าน ๆ ที่จะให้อยู่ด้วยความสะดวกสบายไม่ได้ เพราะสิ่งรบกวนสิ่งบีบบังคับสิ่งผลักดันมีอยู่ตลอดเวลา เว้นแต่เวลาหลับสนิทเท่านั้น
หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด
#วัดป่าบ้านตาดวัดเกษรศีลคุณ
“..เวลายังครองขันธ์อยู่ พออยู่ที่ไหนเป็นที่สะดวกแก่ความเพียรก็อยู่ที่นั่นไป ประกอบความเพียรไปไม่ลดละหยุดยั้ง..” “..นั่งอยู่ก็เพียร ยืนอยู่ก็เพียร เดินอยู่ก็เพียร นอนอยู่ก็เพียร เว้นแต่หลับ ไม่เช่นนั้นไม่ทันร่องรอยของกิเลสตัณหาซึ่งมีวิชาพาสัตว์ตายรอบโลกสงสาร และรวดเร็วยิ่งกว่าพายุบุแคม เพียงขณะเดียวมันฉุดไปได้รอบโลกในสามภพตามไม่ทัน และขนทุกข์มาให้เจ้าของผู้โง่เขลาเบาปัญญากว่ามันได้รับเสวย ทั้งเผ็ดทั้งร้อน ทั้งทุกข์ทรมาน ไม่มีรสแห่งทุกข์ใดเสมอกับรสแห่งทุกข์ที่กิเลสชนิดต่างๆ ขนมาทับถมหัวใจ ฉะนั้นผู้เห็นโทษของมันอย่างถึงใจแล้ว จำต้องเพียรละทุกเวลานาทีไม่มีคำว่าเช้า สาย บ่าย เย็นเพื่อพักผ่อนนอนใจให้กิเลสตัณหาเหยียบย่ำทำลายอีกต่อไป อย่างไรจะถึงฝั่งแห่งความปลอดภัยไร้ทุกข์ แม้จะยากลำบากก็ฝืนทน โดยคิดประมวลภพชาติต่างๆ ของตนที่จำต้องหมุนไปเพราะแรงของอวิชชาตัณหา ว่าทุกข์ต้องแทรกสิงอยู่ได้ในภพนั้นๆ ถ้าไม่รีบแก้ไขปลดเปลื้องให้ผ่านพ้นไปเสียในชาติที่ควรแก่การอยู่เวลานี้ เพราะชาตินี้เป็นที่แน่ใจว่าตัวเป็นมนุษย์เต็มภูมิ และเป็นเพศแห่งนักบวชที่ควรจะทำกิเลสให้เหือดแห้งจากใจได้อย่างมั่นเหมาะ ไม่มีชาติใดที่จะคาดได้ถึงในอนาคตว่า จะเป็นชาติที่เหมาะสมเหมือนปัจจุบันที่กำลังเป็นอยู่เวลานี้ กิจใดที่จะควรรีบบำเพ็ญให้เต็มภูมิที่มนุษย์ควรได้ควรถึง กิจนั้นคือกิจที่เรากำลังบำเพ็ญอยู่เวลานี้ ควรให้เสร็จสิ้นไปภายในขันธ์ยังครองตัวอยู่ อย่าให้เนิ่นช้ามัวเสียเวลาไปนาน เวลาอันธพาลตัวมีอำนาจมากคือความตายเข้าถึงตัวแล้วจะลำบาก และเสียการไปทุกอย่างที่ควรได้ควรมีในเวลานี้..” “..เวลายังครองขันธ์อยู่ พออยู่ที่ไหนเป็นที่สะดวกแก่ความเพียรก็อยู่ที่นั่นไป ประกอบความเพียรไปไม่ลดละหยุดยั้ง..” “..นั่งอยู่ก็เพียร ยืนอยู่ก็เพียร เดินอยู่ก็เพียร นอนอยู่ก็เพียร เว้นแต่หลับ ไม่เช่นนั้นไม่ทันร่องรอยของกิเลสตัณหาซึ่งมีวิชาพาสัตว์ตายรอบโลกสงสาร และรวดเร็วยิ่งกว่าพายุบุแคม เพียงขณะเดียวมันฉุดไปได้รอบโลกในสามภพตามไม่ทัน และขนทุกข์มาให้เจ้าของผู้โง่เขลาเบาปัญญากว่ามันได้รับเสวย ทั้งเผ็ดทั้งร้อน ทั้งทุกข์ทรมาน ไม่มีรสแห่งทุกข์ใดเสมอกับรสแห่งทุกข์ที่กิเลสชนิดต่างๆ ขนมาทับถมหัวใจ ฉะนั้นผู้เห็นโทษของมันอย่างถึงใจแล้ว จำต้องเพียรละทุกเวลานาทีไม่มีคำว่าเช้า สาย บ่าย เย็นเพื่อพักผ่อนนอนใจให้กิเลสตัณหาเหยียบย่ำทำลายอีกต่อไป อย่างไรจะถึงฝั่งแห่งความปลอดภัยไร้ทุกข์ แม้จะยากลำบากก็ฝืนทน โดยคิดประมวลภพชาติต่างๆ ของตนที่จำต้องหมุนไปเพราะแรงของอวิชชาตัณหา ว่าทุกข์ต้องแทรกสิงอยู่ได้ในภพนั้นๆ ถ้าไม่รีบแก้ไขปลดเปลื้องให้ผ่านพ้นไปเสียในชาติที่ควรแก่การอยู่เวลานี้ เพราะชาตินี้เป็นที่แน่ใจว่าตัวเป็นมนุษย์เต็มภูมิ และเป็นเพศแห่งนักบวชที่ควรจะทำกิเลสให้เหือดแห้งจากใจได้อย่างมั่นเหมาะ ไม่มีชาติใดที่จะคาดได้ถึงในอนาคตว่า จะเป็นชาติที่เหมาะสมเหมือนปัจจุบันที่กำลังเป็นอยู่เวลานี้ กิจใดที่จะควรรีบบำเพ็ญให้เต็มภูมิที่มนุษย์ควรได้ควรถึง กิจนั้นคือกิจที่เรากำลังบำเพ็ญอยู่เวลานี้ ควรให้เสร็จสิ้นไปภายในขันธ์ยังครองตัวอยู่ อย่าให้เนิ่นช้ามัวเสียเวลาไปนาน เวลาอันธพาลตัวมีอำนาจมากคือความตายเข้าถึงตัวแล้วจะลำบาก และเสียการไปทุกอย่างที่ควรได้ควรมีในเวลานี้..”
ภูริทตฺตธมฺโมวาท พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)
“คนที่อ่อนแอ ย่อมแพ้อุปสรรคง่าย ๆ ส่วนคนที่เข้มแข็งย่อมไม่ยอมแพ้ เมื่อพบอุปสรรคก็แก้ไขไปรักษาการงาน หรือสิ่งมุ่งจะทำไว้ด้วยจิตใจที่มุ่งมั่น ถืออุปสรรคเหมือนอย่างสัญญาณไฟแดง ที่จะต้องพบเป็นระยะ ถ้ากลัวจะต้องพบ สัญญาณไฟแดงตามถนน ซึ่งจะต้องหยุดรถ ก็จะไปข้างไหนไม่ได้ แม้การดำเนินชีวิต ก็ฉันนั้น ถ้ากลัวจะต้องพบอุปสรรค ก็ทำอะไรไม่ได้” ... พระคติธรรม สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร
การทำบุญ กับผู้มีศีลไม่บริสุทธิ์ก็เหมือนกันกับการตักน้ำใส่กะต่าขาด (ตะกร้าก้นรั่ว) ตักน้ำใส่เท่าใดมันก็ไม่เต็ม อานิสงส์มันได้ไม่เต็ม ไม่เหมือนตักน้ำใส่กะต่าก้นดี (ตะกร้าที่ก้นไม่รั่ว) ตักน้ำใส่มันก็เต็มเร็ว เหมือนกันกับเราทำบุญกับผู้มีศีลบริสุทธิ์ อานิสงส์มันได้เต็มที่
โอวาทธรรม หลวงปู่ปั่น สมาหิโต
“ ต้องเจริญสติให้มาก ”
ถาม : จะให้ติดนิสัยภาวนา ก็ต้องภาวนามากๆใช่ไหมคะ ถ้าจะให้ภาวนาดีๆ ให้เห็นผล ต้องทำอย่างไรคะ พระอาจารย์ : ต้องเจริญสติให้มาก สำรวมอินทรีย์ ตาหูจมูกลิ้นกาย รับประทานอาหารพอประมาณ เจริญสติตั้งแต่ตื่นจนหลับ อยู่คนเดียว ปลีกวิเวก ถ้าอยู่หลายคนจะคุยกัน คุยเรื่องนั้นเรื่องนี้ ใจก็จะลอยไป จะไม่อยู่กับเนื้อกับตัว จะไม่ได้เจริญสติ จะไปคิดถึงขนมนมเนย แสงสีเสียง เกิดกามฉันทะ เกิดนิวรณ์ขึ้นมา ถ้าคิดถึงเรื่องที่ทำให้วิตกกังวล ก็เกิดความฟุ้งซ่านขึ้นมา ถ้ารับประทานอาหารมากเกินไป ก็เกิดความง่วงเหงาหาวนอน สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสอนนี้ เป็นการแก้นิวรณ์ เช่นให้เจริญสติ ให้ปลีกวิเวก อยู่คนเดียว ให้สำรวมตาหูจมูกลิ้นกาย ไม่ดูไม่ฟังอะไรต่างๆ นอกจากธรรมะ
ฟังธรรมะได้ อ่านหนังสือธรรมะได้ แล้วก็รับประทานอาหารพอประมาน วันละมื้อนี้กำลังดี เวลาไหนก็ได้ ตอนเช้าดีที่สุด จะได้หมดๆปัญหาไป รับประทานแบบพระ พอรับประทานอาหารแล้ว ก็อาจจะง่วงในช่วง ๒ - ๓ ชั่วโมงแรก พอหลังจากเที่ยงวันไปแล้วจะไม่ง่วง ถ้ารับประทานไม่มากก็จะไม่ง่วง ต้องขยันเดินจงกรม นั่งสมาธิ เพราะเป็นการเจริญสติ เดินก็พุทโธ นั่งก็พุทโธ ทำอะไรก็พุทโธ อย่างนี้จิตก็จะสงบง่าย พอสงบแล้วจะติดใจ ความสุขทางโลก สู้ความสุขทางธรรมไม่ได้ รสแห่งธรรมชนะรสทั้งปวง พอได้ความสงบเพียงครั้งเดียวจะติดใจ ไม่ต้องบังคับให้ภาวนา อิทธิบาท ๔ เกิดแล้ว ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา เกิดแล้ว.
จุลธรรมนำใจ ๓๐ กัณฑ์ที่ ๔๔๕ วันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๕๕
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี
“..การตัดกรรมก็คือหยุดทำความชั่ว ความบาป” “การตัดเวร” ก็คือหยุดการพยาบาทอาฆาตจองเวรซึ่งกันและกัน คือไม่แก้แค้นซึ่งกันและกัน รู้จักคำว่าให้อภัยซึ่งกันและกัน ผู้ทำผิดก็ให้รู้จักคำว่าขอโทษ ผู้ถูกขอโทษก็ควรรู้จักคำว่าให้อภัย ไม่เป็นไรหรอก อันนี้เป็นอุบายตัดกรรมตัดเวร
พระพุทธเจ้าสอนไว้ว่า ใครทำกรรมใดไว้ ได้รับผลของกรรมนั้นแน่นอนหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไปทำพิธีตัดกรรมก็เป็นการลบล้างคำสอนของพระพุทธเจ้า กรรมใดใครก่อลงไปแล้ว ใจเป็นผู้จงใจคือเจตนาทำลงไป พอทำลงไปแล้วกรรมอันเป็นบาป ภายหลังเรามานึกว่าเราไม่ต้องการผลของบาป มันก็หลีกเลี่ยงปฏิเสธไม่ได้ เพราะ “ใจ” เป็นผู้สั่งให้กาย วาจา ทำลงไป พูดลงไป “ใจ” ตัวนี้ต้องรับผิดชอบโดยความเป็นธรรม โดยหลักของธรรมชาติ เพราะฉะนั้นการที่เราไปทำพิธีตัดกรรมนี่ หมายถึง ตัดผลของบาป มันตัดไม่ได้ อย่าไปเข้าใจผิด
ขอให้พุทธบริษัททั้งหลายจงปลูกฝังนิสัยให้เด็กของเราในข้อนี้ เป็นเรื่องจำเป็นและสำคัญที่สุด ถ้าเด็กๆ ของเราไปนี่เข้าใจว่า ทำบาปทำกรรมแล้วไปทำพิธีล้างบาป ทำพิธีตัดกรรมแล้วมันหมดบาป ประเดี๋ยวเด็กๆ มันไปทำบาปแล้วไปหาหลวงพ่อ หลวงพี่ ตัดบาปตัดกรรมให้ มันก็ไม่เกิดความกลัวต่อบาป เพราะฉะนั้นอย่าไปเข้าใจผิดว่า ทำกรรมอันเป็นบาป แล้วตัดกรรมให้มันหมดไป มันเป็นไปไม่ได้
“..แต่ตัดเวรนี่มีทาง..” เวร หมายถึง การผูกพยาบาท คอยแก้แค้นกันอยู่ตลอดเวลา เช่น เราฆ่าเขาตาย บางทีนึกถึงบาปกรรมกลัวว่าเขาจะอาฆาตจองเวร เราทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้เขา ถ้าหากว่าเขาได้รับส่วนกุศลจากเรา เขาได้รับความสุข เขาเลื่อนฐานะจากภาวะทึ่ทุกข์ทรมานไปสู่ฐานะที่มีความสุข เขานึกถึงคุณงามความดี นึกถึงบุญคุณของเรา เขาก็อโหสิกรรมให้เรา ไม่ตามล้างตามผลาญกันอีกต่อไป อันนี้ตัดเวรนี่ตัดได้..”
คัดลอกเนื้อหาบางตอนมาจาก :: หนังสือมรดกธรรม สุขสงบด้วยศีล โอวาทธรรมคำสอน พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย) วัดป่าสาลวัน อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา (พ.ศ.๒๔๖๔–๒๕๔๒)
" โลกมันกะเป็นไปทั่วนั้นแล้ว ขาดศีลธรรม มันกะเป็นไปทั่วนั้นแล้ว เอา"พุทโธ"เป็นที่พึ่ง เอาธรรมพระพุทธเจ้าไปปฏิบัติ มันดีเบิ่ดนั้นระ เฮ็ดดีผลกะดีตามมาคือเก่า "
โอวาทธรรม หลวงพ่อสมศรี อัตตสิริ
Thai/English "...เดี๋ยวนี้น่ะ เรามีตัวตนมากน่ะ ตัวตนเขาเรียกว่าเป็น 'โรคภูมิแพ้' นะ
มันแพ้โลกธรรมน่ะ ไม่ได้เอาวิทยาศาสตร์กับจิตใจพร้อม ๆ กัน เขาเรียกว่าโรคภูมิแพ้
พระน่ะ เข้าใจนะ อย่าไปกลัวไม่มีที่อยู่ พระ...อย่าไปกลัวว่าไม่มีที่อยู่ เราเอาตัวตนเป็นที่ตั้ง อย่างมากเราก็เป็นสัมภเวสี อาศัยเขากินไปเป็นวัน ๆ พวกนี้น่าเกลียดมาก
พวกนี้ดูแล้ว ก็นักหลวกลวงนะ ยิ่งกว่า ๑๘ มงกุฎอีก เพราะว่ามันเป็นโจรในเครื่องแบบ
ยกเลิกตัวตนเมื่อไหร่ ธรรมะมันจะออกมา ธรรมะออกมาน่ะ ผู้มีปัญญาก็ต้องสงบ ถ้าไม่สงบน่ะ มันไม่ได้ เพราะสมาธิกับปัญญามันจะไม่เสมอกัน
ผู้มีปัญญามาก ๆ ก็ต้องสงบมาก ๆ ผู้มีความสงบมาก ๆ มีความสุขมาก ๆ ต้องเสียสละน่ะ ถ้าไม่เสียสละ หลายปีมาน่ะ หลวงพ่อน่ะ มองดูพระที่มาบวชน่ะ เป็นหัวหน้าขี้เกียจ โยมไม่มาถวายของก็บ่นนะ ...ช่วงนี้บรรยากาศไม่ดีนะ ไม่มีใครตาย... [โยมหัวเราะ] แฟ้บก็หมดแล้ว สบู่ก็หมดแล้ว ค่าโทรศัพท์ก็หมดแล้ว
นี่น่ะโยมน่ะ เป็นผู้โชคดีที่สุดในโลกนะ ให้ภูมิใจนะ ให้เอาปัจจุบันนี่แหละ คนดีมันต้องเป็นเหมือนพลเอกเปรมหรือว่านายกชวน อย่างนี้น่ะ
คนรุ่นใหม่สมัยใหม่นี้ ปัจจุบันต้องเข้มแข็ง ต้องมีความสุข เห็นด้วยมั้ย ๆ
ต้องเข้าใจอย่างนี้นะ เราทำอย่างนี้น่ะ มาทำความเข้าใจอย่างนี้ พวกพระเรา แม่ชีเรา ทำอะไรให้มีความสุขให้เต็มที่นะ
ถ้าเรามีความสุข มันก็...ความทุกข์มันไม่มี เข้าใจนะหม่าม้า เรามีความสุขทำอาหารอร่อยอีกด้วย
เรามีความสุขแล้ว บ้านเรา มันติดทั้งแอร์ภายนอกภายใน ..."
หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม วันจันทร์ที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๖๙
◇◇◇◇◇◇ ...These days, we have too much self—too much sense of ‘self.’ This ‘self’ is like an allergy—like a kind of disease.
It becomes allergic to the worldly conditions (lokadhamma). When one does not develop both science (right understanding of reality) and the mind together, it is called an illness—like an allergy.
Monks must understand this. Do not be afraid of having no place to stay. Monks… do not be afraid of being without shelter.
If we take the ‘self’ as our foundation, at most we become wandering spirits—sampavesī—living off others day by day. This is very unattractive, very unworthy.
Looking at such people, they are deceivers—even worse than common swindlers. Because they are like thieves in robes.
The moment we let go of the self, Dhamma will arise. And when Dhamma arises, a person with wisdom must be peaceful. If there is no peace, it cannot work— because concentration (samādhi) and wisdom (paññā) will not be in balance.
Those with great wisdom must have great calm. Those with great calm, with great happiness— must be selfless. If there is no selflessness… For many years now, Luang Phor has observed monks who ordain— becoming leaders in laziness. When laypeople don’t come to offer things, they complain:
‘The atmosphere is not good these days… no one is dying…’ [Laypeople laugh]
The detergent is gone, the soap is gone, the phone credit is gone…
You see, laypeople— you are the most fortunate people in the world. Be proud of that. Take the present moment as your foundation.
A good person should be like General Prem or Prime Minister Chuan— steadfast and upright. People in the modern generation— the present moment must be strong, must be happy. Do you agree?
You must understand like this. We practice in this way—to understand like this. Monks, nuns— whatever you do, do it with full happiness. If we have happiness, then… suffering is not there. Understand this, mama. When we are happy, even cooking becomes delicious.
When we are happy, our home becomes well-conditioned—cool both outside and inside…
Luang Phor Gunhah Sukhakamo At Wat Pah Subthawee Dhammaram Monday, March 30, 2026
#ใจดีใจสบาย #ธรรมะใจดีใจสบาย #หลวงพ่อกัณหา_สุขกาโม #วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม #LuangPhorGunhah_Sukhakamo #JaideeJaisabaai #WatSubthawee
“..พระพุทธเจ้าจึงยังมีอยู่ ยังเมตตากรุณาสัตว์ทั้งหลาย ยังช่วยมนุษย์สัตว์ทั้งหลายอยู่ ถ้ามนุษย์ผู้ใดมีความประพฤติปฏิบัติดี จงรักภักดี พระพุทธเจ้า ต่อพระธรรม ผู้นั้นก็จะมีคุณงามความดีอยู่ตลอดทุกวันฉะนั้น ถ้าเรามีปัญญา ก็จะเห็นได้ว่า เราไม่ได้อยู่ห่างพระพุทธเจ้าเลย เดี๋ยวนี้เราก็ยังนั่งอยู่ต่อหน้าพระพุทธเจ้าเราเข้าใจธรรมะเมื่อใด เราก็เห็นพระพุทธเจ้าเมื่อนั้น ผู้ใดที่ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมอยู่อย่างสม่ำเสมอแล้ว ไม่ว่าจะนั่ง ยืน เดิน อยู่ ณ ที่ใด ผู้นั้นย่อมได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้าอยู่ตลอดเวลา..” สุภทฺโทวาท พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง ต.โนนผึ้ง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี (พ.ศ.๒๔๖๑–๒๕๓๕)
"เมื่อจิตเราเกิดความสงบ เพียงครั้งแรกเท่านั้นแหละ มันก็มีความตื่นเต้นแล้ว แล้วยิ่งสงบเข้าไปหลายครั้งหลายหน ได้ความสว่างกระจ่างแจ้ง มันก็จะเกิดขึ้น เราถึงว่าจิตมันเริ่มสัมผัสกับธรรมแล้ว . ต่อจากนั้นความขี้เกียจขี้คร้าน ในการที่จะทำความพากความเพียร มันก็ค่อย ๆ จะหมดไป ๆ แล้วเราก็จะมองเห็นว่า เฮ้ย..ตัวขี้เกียจขี้คร้านเนี่ย มันเป็นกิเลสโดยแท้เลย ซึ่งแต่ก่อนเราไม่เคยคิดเคยนึกนะ . พอจิตเจริญขึ้นมันมีความสงบของมันเป็นปกตินี่ เวลาเดินจงกรม มันก็จะขยันเดิน เดินไปบางที นึกว่ามันแค่ครึ่งชั่วโมง หนึ่งชั่วโมง บางทีเดินไป สามชั่วโมง สี่ชั่วโมงก็มี . เมื่อมีความสงบจากนั้นมีโอกาสก็ก้าวทางปัญญา พิจารณาสิ่งทั้งหลายลงไปสู่ไตรลักษณ์ จนกระทั่งถึงสุดท้าย ที่มันถอดถอนได้สุด “หมดกิเลส” และไอ้ความทุกข์ของใจ ที่มันหมดกิเลสแล้ว มันหาอะไรเทียบไม่ได้นะ . แล้วก็จะสามารถรู้ได้ด้วยตนเองได้ว่า จะไม่กลับมาเกิดอีกแล้ว... วันนี้ก็ให้ธรรมะย่อ ๆ แค่นี้นะ เสียงมันไม่มีแล้ว...” . ส่วนหนึ่งของพระธรรมเทศนาเมื่อ วันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๗ เย็น ท่านพระอาจารย์สุดใจ ทันตมโน วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี
ชาวพุทธชั้นนำ ชาวพุทธที่เรียกว่า #อุบาสกและอุบาสิกา นับว่าเป็นชาวพุทธชั้นนำ จะต้องมีความเข้มแข็งที่จะตั้งมั่นอยู่ในหลัก ให้เป็นตัวอย่างแก่ชาวพุทธทั่วไป นอกจากรักษาวินัยชาวพุทธแล้ว ต้องมี #อุบาสกธรรม๕ ดังนี้
๑. #มีศรัทธา เชื่อประกอบด้วยปัญญา ไม่งมงาย มั่นในพระรัตนตรัย ไม่หวั่นไหว ไม่แกว่งไกว ถือธรรมเป็นใหญ่และสูงสุด
๒. #มีศีล นอกจากตั้งอยู่ในศีล ๕ และสัมมาชีพแล้ว ควรถือศีลอุโบสถตามกาล เพื่อพัฒนาตนให้ชีวิตและความสุขพึ่งพาวัตถุน้อยลง ลดการเบียดเบียน และเกื้อกูลผู้อื่นได้มากขึ้น
๓. #ไม่ถือมงคลตื่นข่าว เชื่อกรรม มุ่งหวังผลจากการกระทำด้วยเรี่ยวแรงความเพียรพยายามตามเหตุผล ไม่ตื่นข่าวเล่าลือโชคลางเรื่องขลังมงคล ไม่หวังผลจากการขออำนาจดลบันดาล
๔. #ไม่แสวงหาพาหิรทักขิไณย์ ไม่ไขว่คว้าเขตบุญขุนขลังผู้วิเศษศักดิ์สิทธิ์ นอกหลักพระพุทธศาสนา
๕. #ขวนขวายในการทะนุบำรุงพระพุทธศาสนา ใส่ใจริเริ่มและสนับสนุนกิจกรรมการกุศล ตามหลักคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า/อุบาสกธรรม ๕” มาในพระไตรปิฎก เล่ม ๒๒ (องฺ.ปญฺจก.๒๒/๑๗๕/๒๓๐)
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต) จากธรรมนูญชีวิต: พุทธจริยธรรมเพื่อชีวิตที่ดีงาม
“..การตัดกรรมก็คือหยุดทำความชั่ว ความบาป” “การตัดเวร” ก็คือหยุดการพยาบาทอาฆาตจองเวรซึ่งกันและกัน คือไม่แก้แค้นซึ่งกันและกัน รู้จักคำว่าให้อภัยซึ่งกันและกัน ผู้ทำผิดก็ให้รู้จักคำว่าขอโทษ ผู้ถูกขอโทษก็ควรรู้จักคำว่าให้อภัย ไม่เป็นไรหรอก อันนี้เป็นอุบายตัดกรรมตัดเวร
พระพุทธเจ้าสอนไว้ว่า ใครทำกรรมใดไว้ ได้รับผลของกรรมนั้นแน่นอนหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไปทำพิธีตัดกรรมก็เป็นการลบล้างคำสอนของพระพุทธเจ้า กรรมใดใครก่อลงไปแล้ว ใจเป็นผู้จงใจคือเจตนาทำลงไป พอทำลงไปแล้วกรรมอันเป็นบาป ภายหลังเรามานึกว่าเราไม่ต้องการผลของบาป มันก็หลีกเลี่ยงปฏิเสธไม่ได้ เพราะ “ใจ” เป็นผู้สั่งให้กาย วาจา ทำลงไป พูดลงไป “ใจ” ตัวนี้ต้องรับผิดชอบโดยความเป็นธรรม โดยหลักของธรรมชาติ เพราะฉะนั้นการที่เราไปทำพิธีตัดกรรมนี่ หมายถึง ตัดผลของบาป มันตัดไม่ได้ อย่าไปเข้าใจผิด
ขอให้พุทธบริษัททั้งหลายจงปลูกฝังนิสัยให้เด็กของเราในข้อนี้ เป็นเรื่องจำเป็นและสำคัญที่สุด ถ้าเด็กๆ ของเราไปนี่เข้าใจว่า ทำบาปทำกรรมแล้วไปทำพิธีล้างบาป ทำพิธีตัดกรรมแล้วมันหมดบาป ประเดี๋ยวเด็กๆ มันไปทำบาปแล้วไปหาหลวงพ่อ หลวงพี่ ตัดบาปตัดกรรมให้ มันก็ไม่เกิดความกลัวต่อบาป เพราะฉะนั้นอย่าไปเข้าใจผิดว่า ทำกรรมอันเป็นบาป แล้วตัดกรรมให้มันหมดไป มันเป็นไปไม่ได้
“..แต่ตัดเวรนี่มีทาง..” เวร หมายถึง การผูกพยาบาท คอยแก้แค้นกันอยู่ตลอดเวลา เช่น เราฆ่าเขาตาย บางทีนึกถึงบาปกรรมกลัวว่าเขาจะอาฆาตจองเวร เราทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้เขา ถ้าหากว่าเขาได้รับส่วนกุศลจากเรา เขาได้รับความสุข เขาเลื่อนฐานะจากภาวะทึ่ทุกข์ทรมานไปสู่ฐานะที่มีความสุข เขานึกถึงคุณงามความดี นึกถึงบุญคุณของเรา เขาก็อโหสิกรรมให้เรา ไม่ตามล้างตามผลาญกันอีกต่อไป อันนี้ตัดเวรนี่ตัดได้..”
คัดลอกเนื้อหาบางตอนมาจาก :: หนังสือมรดกธรรม สุขสงบด้วยศีล โอวาทธรรมคำสอน พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย) วัดป่าสาลวัน อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา (พ.ศ.๒๔๖๔–๒๕๔๒)
บรรดาพระโพธิสัตว์ จะเป็นนักเสียสละตลอดไป ต้องยอมเสียเปรียบตลอด อยู่กับบริษัทบริวาร บริษัทบริวารทุกข์จน ข้นแค้นประการใด หัวหน้าคือ โพธิสัตว์นั้น จะเสียสละความสมบูรณ์ พูนผล หรือความสุขของตน เฉลี่ยลงไปหาผู้ทุกข์ผู้ร้อน ให้มีความสุขขึ้นมา
โอวาทธรรม หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
“..ผู้ทำสมาธิภาวนามิใช่ผู้มีบุญวาสนาน้อย คนมีบุญวาสนามากต่างหากจึงรักบุญกุศลส่วนละเอียดที่เกิดจากสมาธิภาวนา ความน้อยเนื้อต่ำใจในเวลาจะทำสมาธิภาวนา เป็นกลมายาของกิเลสหลอกคนให้หลงไปตามมันแล้วหยุดภาวนาเสียต่างหาก กรุณาทราบกลของกิเลสไว้จะได้ทำภาวนาสะดวกใจ ทนได้เท่าไรก็ทนไป เมื่อทนไม่ไหวก็พักไปเหมือนคนทำงานอื่น ๆ นั่นแลจะเป็นไรไป ยังได้บุญทุก ๆ ครั้งที่ทำภาวนา ส่วนกิเลสมันไม่เห็นเอาบุญมาให้เรา เราจะเชื่อกลมันอะไรนักหนา ถ้าเชื่อมันมากก็ล่มจมได้ กรุณาทำไปตามกำลังความสามารถของเรานั่นแล กิเลสคือความขี้เกียจ คือความว่าบุญน้อยวาสนาน้อย หรือความหยุดเสียไม่ทำ นั้นมันไม่ได้มาให้ความดิบความดีอะไรแก่เราแม้นิดเดียว นอกจากมันมาคอยกระซิบกระซาบด้วยอุบายหลอกลวงให้เราหลงไปตามมันเท่านั้น เวลาเราหลงไปตามกลมายาของมัน มันยังไม่เห็นว่าให้เราบ้างว่า แกโง่ แกบุญวาสนาน้อย แกอาภัพ แกจึงมาหลงกลหลอกของเรา เหล่านี้กิเลสไม่เห็นว่าไม่เห็นเตือนเราพอให้รู้ตัว แล้วปลีกตัวออกห่างจากมันบ้าง กลมายาของกิเลสมันแหลมคมอย่างนี้เอง กรุณาทราบไว้เผื่อเวลามันมาหลอกจะรู้ตัวไว้บ้างไม่จมไปกับมันหมดทั้งตัว..”
โอวาทธรรมคำสอน พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน) วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี (พ.ศ.๒๔๕๖-๒๕๕๔)
ท่านสอนไว้ว่า ศีล ๕ เพื่ออะไร ก็เพื่อจะผูกมัดสิ่งที่จอมปลอมทั้งหลาย สิ่งที่คึกที่คะนองไว้ไม่ให้มันคึกมันคะนองออกนอกลู่นอกทางนั่นเอง เช่น กาเมสุ มิจฉาจาร เป็นยังไง กาเมสุ มิจฉาจารเวลานี้เป็นยังไง มีเต็มบ้านเต็มเมือง เพราะต่างคนต่างส่งเสริมว่าดิบว่าดี สุดท้ายจนจะไม่นุ่งเสื้อนุ่งผ้านุ่งอะไรเลย ก็บอกว่าเป็นแฟชั่นเห็นไหมทุกวันนี้ นั่นแหละกิเลสหลอกคนเห็นไหม เรายิ่งดิ้นรนเท่าไรยิ่งถูกมัดถูกตีเข้าไปเรื่อยๆ โลกจึงคับจึงแคบตีบตันภายในหัวใจ นอนอยู่ก็ละเมอเพ้อฝัน เพราะอันนี้แหละเป็นสิ่งสำคัญ
ถ้าหากว่าเราตั้งใจประพฤติปฏิบัติกำจัดมันจริงๆ ความสงบในครอบครัวของเราต้องมี สามีก็รู้แล้วว่าตนมีภรรยา ภรรยาก็รู้แล้วว่าตนมีสามี และต่างคนต่างมีความยินดีในของมีอยู่ของตน ไม่ต้องยุ่งเหยิงวุ่นวายกับสิ่งภายนอก อันเป็นสิ่งที่จะก่อกวนหรือเป็นสิ่งที่จะเป็นฟืนเป็นไฟมาเผาบ้านเผาเมืองเผาครอบครัว ตลอดลูกเล็กเด็กแดง เราพยายามรักษาเอาไว้ ให้มีความยินดีในสิ่งที่มีอยู่ของตนเท่านั้น นี่เท่านี้ก็เย็นแล้วครอบครัวเหย้าเรือน
ภรรยาจะไปนอกบ้านในบ้าน นอกเมืองในเมือง ไปใกล้ไปไกลไปเถอะ สามีก็เหมือนกัน ไปทำงานที่ไหนก็เป็นการเป็นงานเป็นผลประโยชน์มาสู่บ้านเรือนของตน ครอบครัวของตน ไม่คบหรือไม่แบกหามเอาความเดือดร้อนวุ่นวายมาเผาซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าทุเรศเอามากที่สุดในบรรดาพวกเราที่เป็นชาวพุทธ ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วก็เท่ากับดูถูกเหยียดหยามทำลายพระพุทธเจ้า และศาสนาซึ่งมีอยู่ในหัวใจของเรา พร้อมกับทำลายครอบครัวของเราโดยไม่ต้องสงสัย ใครที่อยู่ด้วยกันอยากจะทำลายกันมีเหรอ
เมียก็รักผัว ผัวก็รักเมีย ลูกเต้าหลานเหลนอยู่ในครอบครองของเรารักทั้งนั้น แล้วเราจะเอาอะไรไปปกครองเขา หรือจะเอาความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม ความดิ้นรนกระวนกระวายกวัดแกว่งไปตามราคะตัณหานั้นเหรอมาปกครอง ถ้าเอาอันนี้มาปกครองแล้วก็ไม่ผิดอะไรกับสุนัข เป็นแต่เพียงว่าไม่มีหางเท่านั้นแหละ ให้เราพิจารณาให้ดี ถ้าเราต้องการจะเป็นคนดี เป็นคนให้ความร่มเย็นแก่ตนเอง และไว้ใจตนเองได้ตลอดถึงครอบครัว
พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน) จากธรรมเทศนา “ธรรมไม่ลำเอียง” แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๑ ณ กรมประชาสัมพันธ์ กทม.
#ร่างกายนี้เป็นของปฏิกูล "...พระพุทธเจ้าทรงบอกอย่างนั้น มันไม่อยู่ที่อื่น นรกก็อยู่ที่นี่ พระนิพพานก็อยู่ที่นี่ อย่าไปค้นที่อื่น อย่าไปพิจารณาที่อื่น ให้ค้นที่สกนธ์กายของตน ให้มันเห็นเป็นอสุภะอสุภัง ให้เห็นเป็นของปฎิกูล ให้เกิดนิพพิทา ความเบื่อหน่ายมันนั่นแหล่ะ แต่ก่อนมันเห็นเป็นของสวยของงาม ของดี ดวงจิตนั่นเมื่อมีสติควบคุม มีสัมปชัญญะ ค้นหาเหตุผล ใคร่ครวญอยู่ มันเลยรู้เห็นว่า อัตภาพร่างกายนี้เป็นของปฏิกูล ของเน่าเปื่อยผุพัง แล้วมันจะเกิดนิพพิทาความเบื่อหน่าย จิตนั่นแหละเบื่อหน่าย เมื่อจิตเบื่อหน่ายไม่ยึดมั่นแล้ว เรียกว่าจิตหลุดพ้นถึงวืมุตติ วิมุตติคือความหลุดพ้นจากความยึดถือ หลุดพ้นจากอุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่น พ้นจากภพจากชาติ ตั้งใจทำเอา..."
โอวาทธรรม หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลองเพล อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู
“ปฏิบัติไปเถิดธรรมสมาธินี้ เมื่อใครได้ปฏิบัติแล้ว แม้เมื่อถึงคราววิบัติ ธรรมะก็ช่วยได้”
หลวงปู่ซามา อจุตโต วัดป่าอัมพวัน อ.เมือง จ.เลย
"...ทุกสิ่งทุกอย่างมีการปรากฏการเกิดขึ้นในเบื้องต้น ทรงตัวอยู่ชั่วขณะหนึ่ง ในที่สุดสลายตัว ลักษณะอย่างนี้เรียกว่า พระไตรลักษณ์ ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ ทั้งที่เป็นวัตถุธรรม ทั้งที่เป็นนามธรรม ทั้งที่เป็นรูปธรรม ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราสามารถกำหนดรู้ได้ด้วยจิต สิ่งทั้งหลายเหล่านั้นเป็นสภาวะธรรม เป็นธรรมะโดยธรรมชาติ ธรรมะที่เป็นมาโดยธรรมชาตินั้น เขาย่อมมีกฎตายตัวอยู่เพียง 3 อย่างคือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
ในโลกนี้ทั้งหมดทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ในโลกนี้ ทั้งสิ่งที่มีชีวิตก็ตาม ไม่มีชีวิตก็ตาม สิ่งที่มีจิตใจ ไม่มีจิตใจก็ตาม โดยที่สุดแล้วจะเป็นวัตถุซึ่งไร้วิญญาณ ก็ตกอยู่ในกฎธรรมชาติของพระไตรลักษณ์คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทั้งนั้น ไม่มีสิ่งใดจะหลีกเลี่ยงจากกฎอันนี้ไปได้..."
หลวงพ่อพุธ ฐานิโย วัดป่าสาลวัน จ.นครราชสีมา
สนใจแต่เรื่องโน้นเรื่องนี้ แต่เรื่องในใจบ่สนใจ ทุกวันนี้ไม่รู้หรือว่ากิเลสมันขย้ำหัวตัวเองมากแค่ไหนแล้ว
#หลวงปู่จันทร์เรียน คุณวโร
อย่าเข้าใจผิดว่า ดีกับใคร คนนั้นต้องดีตอบ ที่ถูกคือ เรามีหน้าที่ดี ใครจะดีกับเรา ไม่ดีกับเรา ไม่ใช่เรื่องของเรา
#ท่านพุทธทาสภิกขุ
ใจของเรา ต้องมองด้วยธรรม มองด้วยการภาวนา ถ้าไม่ภาวนา เราก็จะไม่เห็นใจ ถ้าเราไม่เห็นใจ เราก็ไม่รู้จักวิธีที่จะรักษาใจ ว่าทำอย่างไรให้ใจเราเป็นสุข ทำอย่างไรให้ใจเราไม่ทุกข์ เราต้องศึกษาธรรมะคำสอน ของพระพุทธเจ้า เพราะคำสอนของพระพุทธเจ้านี้ จะสอนวิธีรักษาใจไม่ให้ทุกข์ สอนวิธีทำใจให้สุข
โอวาทธรรม พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
#ให้พุทโธแหน่เด้อ
" มาวัดมาหยัง คันบ่มาภาวนา "
" ก่อนนอนให้พุทโธแหน่เด้อ ตายไปแล้ว เขาบให้พุทโธแล้วเด่ะ พุทโธบ่ได้แล้วเด่ะ "
โอวาทโดย.... หลวงปู่จันทร์เรียน คุณวโร วัดถ้ำสหาย อ.หนองแสง จ.อุดรธานี
#อธิบายมากผู้ปฏิบัติจะติดในสัญญา "...ไม่อยากอธิบายมาก ถ้าอธิบายไปมาก ผู้ปฏิบัติมักไปติดคำพูดกลายเป็น สัญญา ต้องปฏิบัติให้รู้ ให้เกิดแก่จิตแก่ใจของตน เอง จึงจะรู้ได้ว่า
คำว่า ทุกข์นั้น เป็นอย่างไร คำว่า สุขนั้น เป็นอย่างไร คำว่า พุทธะ ธัมมะ สังฆะนั้น มีความหมายเป็นอย่างไร
สมาธิ อย่างหยาบ เป็นอย่างไร อย่างละเอียด เป็นอย่างไร ปัญญา เกิดจากภาวนา เป็นอย่างไร เหล่านี้ผู้ปฏิบัติ ต้องทำให้เกิดให้มีขึ้น ในตนของตน จึงจะรู้
ถ้ามัวถือเอาแต่ คำอธิบายของครูอาจารย์ แล้ว จิตก็จะติดอยู่ในสัญญา ไม่ก้าวหน้า ในการภาวนา เพราะเหตุนั้น จึงไม่อธิบาย ให้พิสดารมากมาย แนะนำให้รู้ทางแล้ว ต้องทำเอง เมื่อเกิดความขัดข้อง จึงมารับคำ แนะนำอีกครั้ง การปฏิบัติเช่นนี้ เป็นผลดีแก่ศิษย์ผู้มุ่งปฏิบัติเพื่ออรรถเพื่อธรรมอย่างแท้จริง..."
โอวาทธรรม หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
|