Switch to full style
พระพุทธพจน์ - พุทธภาษิต พระธรรมเทศนา และ ธรรมะจากครูบาอาจารย์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
ตอบกระทู้

ธรรมารมณ์

ศุกร์ 27 มี.ค. 2026 6:45 am

“..วิธีเจริญจิตภาวนาตามแนวการสอนของ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล..”
“..๑. เริ่มต้นอริยาบถที่สบาย ยืน เดิน นั่ง นอน ได้ตามสะดวก
ทำความรู้ตัวเต็มที่ และ รู้อยู่กับที่ โดยไม่ต้องรู้อะไร คือ รู้ตัว อย่างเดียว

รักษาจิตเช่นนี้ไว้เรื่อยๆ ให้ "รู้อยู่เฉยๆ" ไม่ต้องไปจำแนกแยกแยะ อย่าบังคับ อย่าพยายาม อย่าปล่อยล่องลอยตามยถากรรม

เมื่อรักษาได้สักครู่ จิตจะคิดแส่ไปในอารมณ์ต่างๆ โดยไม่มีทางรู้ทันก่อน เป็นธรรมดาสำหรับผู้ฝึกใหม่ ต่อเมื่อจิตแล่นไป คิดไปในอารมณ์นั้นๆ จนอิ่มแล้ว ก็จะรู้สึกตัวขึ้นมาเอง เมื่อรู้สึกตัวแล้วให้พิจารณาเปรียบเทียบภาวะของตนเอง ระหว่างที่มีความรู้อยู่กับที่ และระหว่างที่จิตคิดไปในอารมณ์ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร เพื่อเป็นอุบายสอนจิตให้จดจำ

จากนั้น ค่อยๆ รักษาจิตให้อยู่ในสภาวะรู้อยู่กับที่ต่อไป ครั้นพลั้งเผลอรักษาไม่ดีพอ จิตก็จะแล่นไปเสวยอารมณ์ข้างนอกอีก จนอิ่มแล้ว ก็จะกลับรู้ตัว รู้ตัวแล้วก็พิจารณา และรักษาจิตต่อไป

ด้วยอุบายอย่างนี้ ไม่นานนัก ก็จะสามารถควบคุมจิตได้ และบรรลุสมาธิในที่สุด และจะเป็นผู้ฉลาดใน "พฤติแห่งจิต" โดยไม่ต้องไปปรึกษาหารือใคร

ข้อห้าม ในเวลาจิตฟุ้งเต็มที่ อย่าทำ เพราะไม่มีประโยชน์ และยังทำให้บั่นทอนพลังความเพียร ไม่มีกำลังใจในการเจริญจิตครั้งต่อๆ ไป

ในกรณีที่ไม่สามารถทำเช่นนี้ ให้ลองนึกคำว่า "พุทโธ" หรือคำอะไรก็ได้ที่ไม่เป็นเหตุเย้ายวน หรือเป็นเหตุขัดเคืองใจ นึกไปเรื่อยๆ แล้วสังเกตดูว่า คำที่นึกนั้น ชัดที่สุดที่ตรงไหน ที่ตรงนั้นแหละคือฐานแห่งจิต

พึงสังเกตว่า ฐานนี้ไม่อยู่คงที่ตลอดกาล บางวันอยู่ที่หนึ่ง บางวันอยู่อีกที่หนึ่ง

ฐานแห่งจิตที่คำนึงพุทโธปรากฏชัดที่สุดนี้ ย่อมไม่อยู่ภายนอกกายแน่นอน ต้องอยู่ภายในกายแน่ แต่เมื่อพิจารณาดูให้ดีแล้ว จะเห็นว่าฐานนี้จะว่าอยู่ที่ส่วนไหนของร่างกายก็ไม่ถูก ดังนั้น จะว่าอยู่ภายนอกก็ไม่ใช่ จะว่าอยู่ภายในก็ไม่เชิง เมื่อเป็นเช่นนี้ แสดงว่าได้กำหนดถูกฐานแห่งจิตแล้ว

เมื่อกำหนดถูก และพุทโธปรากฏในมโนนึกชัดเจนดี ก็ให้กำหนดนึกไปเรื่อย อย่าให้ขาดสายได้

ถ้าขาดสายเมื่อใด จิตก็จะแล่นสู่อารมณ์ทันที

เมื่อเสวยอารมณ์อิ่มแล้ว จึงจะรู้สึกตัวเองก็ค่อยๆ นึกพุทโธต่อไป ด้วยอุบายวิธีในทำนองเดียวกับที่กล่าวไว้เบื้องต้น ในที่สุดก็จะค่อยๆ ควบคุมจิตให้อยู่ในอำนาจได้เอง

ข้อควรจำ ในการกำหนดจิตนั้น ต้องมีเจตจำนงแน่วแน่ ในอันที่จะเจริญจิตให้อยู่ในสภาวะที่ต้องการ

เจตจำนงนี้ คือ ตัว "ศีล"

การบริกรรม "พุทโธ" เปล่าๆ โดยไร้เจตจำนงไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย กลับเป็นเครื่องบั่นทอนความเพียร ทำลายกำลังใจในการเจริญจิตในคราวต่อๆ ไป

แต่ถ้าเจตจำนงมั่นคง การเจริญจิตจะปรากฏผลทุกครั้งไม่มากก็น้อยอย่างแน่นอน

ดังนั้น ในการนึก พุทโธ การเพ่งเล็งสอดส่อง ถึงความชัดเจน และความไม่ขาดสายของพุทโธ จะต้องเป็นไปด้วยความไม่ลดละ

เจตจำนงที่มีอยู่อย่างไม่ลดละนี้ หลวงปู่เคย เปรียบไว้ว่า มีลักษณาการประหนึ่งบุรุษหนึ่งจดจ้องสายตาอยู่ที่คมดาบที่ข้าศึกเงื้อขึ้นสุดแขนพร้อมที่จะฟันลงมา บุรุษผู้นั้นจดจ้องคอยทีอยู่ว่า ถ้าคมดาบนั้นฟาดฟันลงมา ตนจะหลบหนีประการใดจึงจะพ้นอันตราย

เจตจำนงต้องแน่วแน่เห็นปานนี้ จึงจะยังสมาธิให้บังเกิดได้ ไม่เช่นนั้นอย่าทำให้เสียเวลา และบั่นทอนความศรัทธาตนเองเลย

เมื่อจิตค่อยๆ หยั่งลงสู่ความสงบทีละน้อย ๆ อาการที่จิตแล่นไปสู่อารมณ์ภายนอก ก็ค่อย ๆ ลดความรุนแรงลง ถึงไปก็ไปประเดี๋ยวประด๋าว ก็รู้สึกตัวได้เร็ว ถึงตอนนี้คำบริกรรมพุทโธ ก็จะขาดไปเอง เพราะคำบริกรรมนั้นเป็นอารมณ์หยาบ เมื่อจิตล่วงพ้นอารมณ์หยาบ และคำบริกรรมขาดไปแล้ว ไม่ต้องย้อนถอยมาบริกรรมอีก เพียงรักษาจิตไว้ในฐานที่กำหนดเดิมไปเรื่อยๆ และสังเกตดูความรู้สึกและ "พฤติแห่งจิต" ที่ฐานนั้น ๆ

บริกรรมเพื่อรวมจิตให้เป็นหนึ่ง สังเกตดูว่า ใครเป็นผู้บริกรรมพุทโธ

๒. ดูจิตเมื่ออารมณ์สงบแล้ว ให้สติจดจ่ออยู่ที่ฐานเดิมเช่นนั้น เมื่อมีอารมณ์อะไรเกิดขึ้น ก็ให้ละอารมณ์นั้นทิ้งไป มาดูที่จิตต่อไปอีก ไม่ต้องกังวลใจ พยายามประคับประคองรักษาให้จิตอยู่ในฐานที่ตั้งเสมอๆ สติคอยกำหนดควบคุมอยู่อย่างเงียบๆ (รู้อยู่) ไม่ต้องวิจารณ์กิริยาจิตใดๆ ที่เกิดขึ้น เพียงกำหนดรู้แล้วละไปเท่านั้น เป็นไปเช่นนี้เรื่อยๆ ก็จะค่อยๆ เข้าใจกิริยาหรือพฤติแห่งจิตได้เอง (จิตปรุงกิเลส หรือ กิเลสปรุงจิต)

ทำความเข้าใจในอารมณ์ความนึกคิด สังเกตอารมณ์ทั้งสาม คือ ราคะ โทสะ โมหะ

๓. อย่าส่งจิตออกนอก กำหนดรู้อยู่ในอารมณ์เดียวเท่านั้น อย่าให้ซัดส่ายไปในอารมณ์ภายนอก เมื่อจิตเผลอคิดไปก็ให้ตั้งสติระลึกถึงฐานกำหนดเดิม รักษาสัมปชัญญะให้สมบูรณ์อยู่เสมอ (รูปนิมิตให้ยกไว้ ส่วนนามนิมิตทั้งหลายอย่าได้ใส่ใจกับมัน)

ระวัง จิตไม่ให้คิดเรื่องภายนอก สังเกตการหวั่นไหวของจิตตามอารมณ์ที่รับมาทางอายตนะ ๖

๔. จงทำญาณให้เห็นจิต เหมือนดั่งตาเห็นรูป เมื่อเราสังเกตกิริยาจิตไปเรื่อย ๆ จนเข้าใจถึงเหตุปัจจัยของอารมณ์ความนึกคิดต่างๆ ได้แล้ว จิตก็จะค่อย ๆ รู้เท่าทันการเกิดของอารมณ์ต่างๆ อารมณ์ความนึกคิดต่างๆ ก็จะค่อยๆ ดับไปเรื่อยๆ จนจิตว่างจากอารมณ์ แล้วจิตก็จะเป็นอิสระ อยู่ต่างหากจากเวทนาของรูปกาย อยู่ที่ฐานกำหนดเดิมนั่นเอง การเห็นนี้เป็นการเห็นด้วยปัญญาจักษุ

คิดเท่าไหร่ก็ไม่รู้ ต่อเมื่อหยุดคิดจึงรู้ แต่ต้องอาศัยการคิด

๕. แยกรูปถอด ด้วยวิชชา มรรคจิต เมื่อสามารถเข้าใจได้ว่า จิต กับ กาย อยู่คนละส่วนได้แล้ว ให้ดูที่จิตต่อไปว่า ยังมีอะไรหลงเหลืออยู่ที่ฐานที่กำหนด (จิต) อีกหรือไม่ พยายามให้สติสังเกตดูที่ จิต ทำความสงบอยู่ใน จิต ไปเรื่อยๆ จนสามารถเข้าใจ พฤติของจิต ได้อย่างละเอียดลออตามขั้นตอน เข้าใจในความเป็นเหตุเป็นผลกันว่า เกิดจากความคิดมันออกไปจากจิตนี่เอง ไปหาปรุงหาแต่ง หาก่อ หาเกิด ไม่มีที่สิ้นสุด มันเป็นมายาหลอกลวงให้คนหลง แล้วจิตก็จะเพิกถอนสิ่งที่มีอยู่ในจิตไปเรื่อยๆ จนหมด หมายถึงเจริญจิตจนสามารถเพิกรูปปรมาณูวิญญาณที่เล็กที่สุดภายในจิตได้

คำว่า แยกรูปถอด นั้น หมายความถึง แยกรูปวิญญาณ นั่นเอง

๖. เหตุต้องละ ผลต้องละ เมื่อเจริญจิตจน..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระราชวุฒาจารย์
(หลวงปู่ดูลย์ อตุโล)
วัดบูรพาราม อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ (พ.ศ.๒๔๓๑-๒๕๒๖)







ท่านว่า อุปฺปชฺฌิตฺวา นิรุชฺฌนฺติ ก็คือเกิดแล้วตายนั้นเอง ถ้าเราไม่ได้สร้างความดีไว้ เราก็จะสร้างแต่ความเกิดกับความตาย ซึ่งมีทุกข์ติดตามไปอยู่ทุกภพทุกชาตินี้เท่านั้น ก็ไม่เห็นมีประโยชน์อะไรสำหรับมนุษย์เรา ผู้ที่โลกสมมุตินิยมว่าฉลาดกว่าสัตว์ เพราะฉะนั้นเราทั้งหลายซึ่งเป็นชาวพุทธ ขอให้ระลึกธรรมบทนี้เข้าสู่จิตใจแล้วสร้างสาระอันสำคัญขึ้นภายในตน ยังดีกว่าที่ว่าเกิดตายๆ เปล่าๆ นี้มากมาย จะได้เป็นผู้ที่สารคุณ คือมีบุญมีกุศลประจำใจแล้วย่อมเป็นสุข คนเราแม้จะเกิดจะตายเหมือนกันกับสัตว์โลกทั่วไปก็ตาม แต่คนดีตายคนบุญตาย กับคนชั่วตายคนบาปตาย นั้นผิดกันอยู่มาก คนชั่วยังมีชีวิตอยู่ก็ชั่ว มีชีวิตอยู่ก็บาปก็ทุกข์ ตายไปแล้วก็ทุกข์ คนดีมีชีวิตอยู่ก็ดี ตายไปแล้วก็ดี

คำว่าดีของคนดีนั้น ดีด้วยความดีและชุ่มเย็น ไม่ใช่ดีด้วยการเสกสรรปั้นยอ ชื่อว่า นายดี นายมี นายบุญ นางบุญ ไปเฉยๆ แต่เป็นความดีประจำจิตใจ นี่เป็นสิ่งที่ดีมากสำหรับเราทั้งหลายผู้ที่ยังไม่พ้นจากการเกิดแก่เจ็บตาย ดังที่แสดงผ่านมาเมื่อสักครู่นี้ ขอให้ได้สร้าง คุณงามความดีในเวลาที่เรายังมีชีวิตอยู่นี้ อย่าให้มีแต่เวล่ำเวลาที่ถูกกิเลส ถูกความไม่ดีทั้งหลายกวาดต้อนเอาไปเสียหมด เราอยู่ด้วยความไม่มีเวลา เกิดมาก็ไม่มีเวลา ชีวิตสืบทอดมาจนกระทั่งวันนี้ก็ไม่มีเวลาๆ เรื่อยไป จนกระทั่งตายถึงมีเวลาตายทีเดียว แล้วก็ตายอย่างนั้นมันเกินไปสำหรับมนุษย์เรา

พระพุทธเจ้าท่านสอนไม่ให้ประมาท ให้ระลึกในสังขารร่างกายดังที่ยกขึ้นไว้ว่า อนิจฺจา วต สงฺขารา ก็คือร่างกายจิตใจของเรานี้แลเป็นของไม่เที่ยง เป็นของแปรสภาพ เป็นกองทุกข์อยู่กับสิ่งที่แปรสภาพอยู่ในตัวของเรานี้แล จะเป็นที่อื่นที่ไหนไป ภูเขาทั้งลูก เขาไม่ได้มีความทุกข์ ดินฟ้าอากาศเขาไม่ได้มีความทุกข์ ฟ้าแดดดินลมแร่ธาตุต่างๆ เขาไม่ได้มีความทุกข์ติดตัวเขาเลย แต่ผู้ที่แบกที่หามกองทุกข์อยู่ตลอดเวลาจนกระทั่งมหันตทุกข์นั้น ไม่มีใครแบกใครหามนอกจากสัตว์ที่มีใจครอง คือมนุษย์และสัตว์เรานี้เท่านั้น

เฉพาะอย่างยิ่งคือมนุษย์เราที่เป็นชาวพุทธนี้แลเป็นสำคัญ ขอให้สงวนเวล่ำเวลา ให้ประพฤติปฏิบัติศีลธรรมสม่ำเสมอกันไป กับการวิ่งเต้นขวนขวายในการทำมาหาเลี้ยงชีพ นั้นจะเป็นความพอเหมาะพอดีกับเราเป็นชาวพุทธ พระพุทธเจ้าสอนไม่ให้ประมาททั้งทางร่างกายและจิตใจ ร่างกายก็มีความจำเป็นสำหรับสิ่งเยียวยาอาศัย ต้องอยู่ต้องกิน ต้องหลับต้องนอนต้องขับต้องถ่าย ต้องมีเครื่องเยียวยารักษาอยู่เป็นประจำ ตั้งแต่อยู่ในท้องออกมาจนกระทั่งบัดนี้ และตลอดวันสิ้นชีพวายชนม์ ก็จะต้องอาศัยการบำรุงรักษากันอย่างนี้ตลอดไป เพราะฉะนั้นการวิ่งเต้นขวนขวาย เพื่อธาตุเพื่อขันธ์นี้จึงเป็นความจำเป็นเสมอหน้ากัน นี่ก็เป็นความจำเป็นประเภทหนึ่ง
ความจำเป็นประเภทที่สอง ซึ่งเป็นความสำคัญมาก นั้นคือการสร้างความดีไว้สำหรับจิตใจของเรา ใจของเรานั้นมีอาหารมีเครื่องอยู่ประเภทหนึ่งต่างหากจากร่างกายที่ได้อาศัยอยู่เป็นประจำนี้ คือคุณงามความดี ได้แก่การสร้างบุญสร้างกุศลเจริญภาวนาหรือทำบุญให้ทาน อำนาจแห่งกุศลทั้งหลายเหล่านี้จะเข้าไปหล่อเลี้ยงจิตใจของเรา ให้มีความชุ่มเย็นรื่นเริงบันเทิง จิตใจที่มีบุญมีกุศลย่อมเป็นจิตใจที่ครองความสุขได้ ไม่ต้องหวังพึ่งพิงอะไรมากมายนัก

พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน)
จากธรรมเทศนา “ละชั่วทำดี”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๑
งานพระราชทานเพลิงศพ ดร. จิณวิภา มุ่งการดี
ณ วัดหนองแวง(เมืองเก่า) อ.เมือง จ.ขอนแก่น






ในเวลาที่พวกเราทั้งหลายได้พักประพฤติปฏิบัติ ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมารามแห่งนี้

ครูบาอาจารย์ได้มองเห็นความประพฤติ การประพฤติการปฏิบัติที่เห็นเป็นภาพรวม ที่ผ่านมาส่วนใหญ่ยังไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานของการประพฤติการปฏิบัติธรรม

หลายท่านหลายคนยังมีทิฏฐิมีมานะ มีอัตตามีตัวตนอยู่มาก ยังไม่ได้เข้าสู่หลักเกณฑ์ของการประพฤติการปฏิบัติ

ให้พวกเราทั้งหลายพากันพิจารณาตนเอง
ถ้ามีความประสงค์ที่จะพักประพฤติปฏิบัติธรรม ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมารามนี้ต่อไป เราต้องปรับปรุงปฏิปทาใหม่ เพื่อเข้าสู่มาตรฐานในการอยู่ประพฤติอยู่ปฏิบัติธรรม

ถ้าคิดว่าประพฤติปฏิบัติไม่ได้ เคร่งครัดเกินไป สุขภาพร่างกายไม่เอื้ออำนวยก็ให้จากไปเสีย ไม่สมควรที่จะอยู่วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมารามแห่งนี้อีกต่อไป

ถ้าเราไม่ปฏิบัติเพื่อมุ่งมรรคผลนิพพาน ทางวัดก็ไม่อนุญาตให้อยู่อีกต่อไป

ถ้าใครไม่ปฏิบัติเพื่อมุ่งมรรคผลนิพพาน ทางวัดอนุญาตให้มาประพฤติปฏิบัติที่นี่ได้ไม่เกินเวลา ๑ สัปดาห์ ให้มาได้เพียงบางครั้งบางคราวเพื่อการฟังธรรม เพื่อความรู้ความเข้าใจเพื่อไปอบรมบ่มอินทรีย์





กรรมคือการกระทำ ไม่ใช่เทพเจ้าเหล่าเทวา ภูมิรุกขเทวดา ไม่ใช่พระเจ้าองค์ไหนที่ประสิทธิ์ประสาท กรรมคือการกระทำของเรานั่นแหละเป็นผู้บ่งบอก หลักของพุทธศาสนาท่านจึงสอนว่า อย่าทำกรรมชั่ว สิ่งที่มันชั่วอย่าคิด อย่าทำ อย่าพูดในสิ่งที่มันชั่วนั้น ให้คิดทำแต่สิ่งที่ดี เมื่อทำสิ่งที่ดีกรรมดีจะตามสนองนะ กัมมุนา วัตตะตี โลโก สรรพสัตว์โลกทั้งหลายย่อมเป็นไปตามกรรมที่ตนได้กระทำไว้ ถ้าทำดีก็ได้ผลดี ถ้าทำกรรมชั่วก็ได้ผลชั่ว

นั่นแหละหลักของพุทธศาสนา ตายแล้วไม่สูญ พ่อแม่ครูบาอาจารย์สายหลวงปู่มั่นของเรายืนยัน ยืนหยัด ตายแล้วไม่สูญ ตายแล้วเกิดอีก ถ้าภาวนาแล้วจะรู้นะ ถ้าไม่ภาวนาอย่าไปนึก อย่าไปเดา อย่าไปคาดคะเน อย่าไปประมาณการนะ ไม่ใช่ประมาณการ ไม่ใช่เดา ไม่ใช่คาดคะเน ต้องผู้ปฏิบัติเท่านั้นจึงจะรู้ได้ พ่อแม่ครูบาอาจารย์ท่านเดินป่าผ่าดงเข้าไปอยู่ในป่าดงพงไพร ท่านปฏิบัตินะ ท่านจึงรู้ได้

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
จากพระธรรมเทศนา “ใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๒ มกราคม ๒๕๖๙







"...จิต เป็นผู้รู้โดยธรรมชาติ เป็นเพียงสักว่ารู้
คือ รู้สึก รู้นึก รู้คิด รู้ร้อน รู้เย็น รู้ได้เห็นได้ยิน
ได้ฟัง และรู้ดมกลิ่น ลิ้มรส สัมผัสถูกต้อง สิ่ง
สารพัดทั้งปวง ไม่รู้จักพินิจ พิจารณา วินิจฉัย
ตัดสินอะไรไม่ได้ทั้งนั้น จึงเป็นอันว่า ไม่รู้จักดี
ไม่รู้จักชั่ว ไม่รู้จักผิด ไม่รู้จักถูก

สติ เป็นตัวผู้รู้ มีอำนาจอยู่เหนือจิต สามารถรู้
เท่าทันจิต และรู้เรื่องของจิตได้ดี ว่าเวลานี้จิต
ดี เวลานี้จิตไม่ดี ตลอดมีความสามารถทำการปกครองจิตของเราให้ดีได้จริงๆ

นักปฏิบัติในพระพุทธศาสนานี้ พึงกำหนดเอาตัว
ผู้รู้มีอำนาจอยู่เหนือจิตนั้น มาตั้งลงตรงหน้าเป็น
สติ ทำหน้าที่กำหนดรู้ซึ่งจิต และรวมเอาดวงจิต
เข้าตั้งไว้ในจิต พยายามจนกว่าจิตจะรวมเป็นหนึ่ง
ท่านจึงจะเป็นผู้มีสติมีสัมปชัญญะพร้อมบริบูรณ์
ในขณะเดียวกัน..."

หลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม






“..ต่อสู้อารมณ์อันชั่วด้วยอารมณ์อันดี..”
“..อารมณ์นั้นมีทั้งดีมีทั้งชั่วที่เรียกว่า กรรมฐาน ๔๐ นั่นท่านเรียก “อารมณ์ของกรรมฐาน” ทีนี้อารมณ์ที่ทั่วๆ ไป เช่น ความคิดความนึก ความปรุงความแต่ง ในที่สุดแต่ความโทมนัสน้อยใจเสียอกเสียใจหรือดีอกดีใจ ซึ่งมันติดอยู่กับจิต มันห้อยแขวนอยู่กับจิตนั้น สละไม่ได้ ละไม่วาง อันนั้นก็เรียกว่า อารมณ์เหมือนกัน อารมณ์ในทางที่ชั่วที่ไม่ดี

อารมณ์นี้ล่ะเป็นอุปสรรคของการภาวนาทำสมาธิ เป็นตัวภัยร้ายกาจ ห้ามมรรคห้ามผลห้ามพระนิพพาน เหตุนั้นในการทำความเพียรภาวนาจะต้องต่อสู้อารมณ์ทั้งหลายเหล่านี้ เรียกว่า ต่อสู้ข้าศึก เป็นข้าศึกเป็นภัยร้ายกาจ การสู้ต่อสู้อารมณ์ก็จะต้องเอาอารมณ์นั้นแหละมาต่อสู้กัน อารมณ์ทางชั่วเป็นภัยอันตรายแก่ความสงบ คือ สมาธิภาวนา

อารมณ์ของความชั่วเป็นภัยอันตรายของมรรคผลนิพพาน เรียกว่า สัคคาวรณ์ (ห้าม-ปิดกั้นสวรรค์) มัคคาวรณ์ (ห้าม-ปิดกั้นมรรค) สัคคาวรณ์ มันเข้าทำนองที่ว่า หนามปักเอาหนามบ่ง ครานี้เมื่ออารมณ์อันชั่วเข้ามาพัวพันอยู่กับจิตกับใจ ทำจิตใจให้สงบได้แล้วก็จำเป็นจะต้องแซะอารมณ์ทางดีต่อสู้ ให้เข้าทางตำรับที่ว่า ชนะความชั่วด้วยความดีของเรา

อารมณ์ในทางที่ดี พระพุทธเจ้าตรัสเทศน์ไว้หลายอย่างนัย ที่เราพากันอบรมมาทั้งปวงหมดเรียกว่า อารมณ์ในทางดี เอาพระพุทธคุณมาเป็นอารมณ์ จะนึกถึงพระพุทธเจ้า พุทโธๆ ธัมโม สังโฆ อะไรทั้งหมดทั้งหลายนั้นแหละเรียกว่า “อนุสสติ ๑๐” กายานุสสติ ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ สีลา-จาคานุสสติ มรณานุสสติ อนุสสติทั้งหมดเป็นอารมณ์ทางดีสำหรับแก้-ต่อสู้เอาชนะอารมณ์อันชั่ว นอกจากนั้นอีกท่านอธิบายกว้างขวางเรียกว่า กรรมฐาน ๔๐ มีมากมาย..”

เทสฺรํสีธมฺโมวาท
พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (เทสก์ เทสรังสี) วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย
(พ.ศ.๒๔๔๕-๒๕๓๗)








ผู้มีปัญญา ... ไม่ควรให้สิ่งที่ล่วงแล้วตามมา
ไม่ควรหวังในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง
ผู้มีปัญญาได้เห็นธรรมซึ่งเป็น “ปัจจุบัน”
ควรเจริญความเห็นนั้นไว้เนืองๆ ควรรีบทำเสีย

ผู้มีปัญญาซึ่งมีธรรมเป็นเครื่องอยู่
มีความเพียรแยกกิเลสให้หมดไป
จะไม่เกียจคร้าน ขยันหมั่นเพียร
ทั้งกลางวันและกลางคืน
...
หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต





"...ถ้าเราเห็น อันนี้ชัด เราก็จะทิ้งความคิด ความรู้สึกอย่างนั้นได้ ทีนี้ก็ไม่ต้องคิดนั่น คิดนี่อีก คอยแต่บอกตัวเองไว้อย่างเดียวว่า มันเป็นของมัน อย่างนั้นเอง พอเข้าใจได้ชัด เห็นแจ้งอย่างนี้แล้ว ทีนี้ ก็จะปล่อยอะไร ๆ ได้ทั้งหมด ก็ไม่ใช่ว่า ความคิด ความรู้สึกมันจะหายไป มันก็ยังอยู่นั่นแหละ แต่มันหมดอำนาจเสียแล้ว เปรียบก็เหมือนกับเด็กที่ชอบซน เล่นสนุกทำให้รำคาญ จนเราต้องดุเอา ตีเอา แต่เราก็ต้องเข้าใจว่า ธรรมชาติของเด็ก ก็เป็นอย่างนั้นเอง
พอรู้อย่างนี้ เราก็ปล่อยให้เด็กเล่นไปตามเรื่องของเขา ความเดือดร้อนรำคาญ ของเราก็หมดไป มันหมดไปได้อย่างไร ก็เพราะเรายอมรับธรรมชาติ ของเด็ก ความรู้สึกของเราเปลี่ยน และเรายอมรับธรรมชาติของสิ่งทั้งหลาย เราปล่อยวางจิต ของเรา ก็มีความสงบ เยือกเย็น นี่เรา มีความเข้าใจอันถูกต้อง เป็นสัมมาทิฏฐิ ถ้ายังไม่มี ความเข้าใจที่ถูกต้อง
ยังเป็นมิจฉาทิฏฐิอยู่ แม้จะไปอยู่ในถ้ำลุกมืดเท่าใด
ใจ มันก็ยังยุ่งเหยิงอยู่ ใจ จะสงบได้ ก็ด้วยความเห็นที่ถูกต้อง เป็นสัมมาทิฏฐิเท่านั้น ทีนี้ก็หมดปัญหาจะต้องแก้ เพราะไม่มี ปัญหาอะไรเกิดขึ้น นี่ ! มันเป็นอย่างนี้

เราไม่ชอบมัน เราปล่อยวางมัน เมื่อใด ที่มีความรู้สึกเกาะเกี่ยว ยึดมั่นถือมั่นเกิดขึ้น เราปล่อยวางทันที
เพราะรู้แล้วว่า ความรู้สึกอย่างนั้นมันไม่ได้เกิดขึ้นมา
เพื่อจะกวนเรา เเม้บางทีเราอาจจะคิดอย่างนั้น แต่ความเป็นจริงความรู้สึกนั้น เป็นของมันอยู่อย่างนั้น
ถ้าเราปล่อยวาง มันเสีย
รูป ก็เป็นสักแต่ว่า รูป
เสียง ก็สักแต่ว่า เสียง
กลิ่น ก็สักแต่ว่า กลิ่น
รส ก็สักแต่ว่า รส
โผฏฐัพพะ ก็สักแต่ว่า โผฏฐัพพะ
ธรรมมารมณ์ ก็สักแต่ว่า ธรรมมารมณ์

เปรียบเหมือนน้ำมัน กับน้ำท่า ถ้าเรา เอาทั้งสองอย่างนี้เทใส่ขวด เดียวกัน มันก็ไม่ปนกัน เพราะธรรมชาติมันต่างกัน เหมือนกับคนที่ฉลาด ก็ต่างกับคนโง่
พระพุทธเจ้าก็ทรงอยู่กับรูป เสียง กลิ่น รสโผฏฐัพพะ ธรรมมารมณ์ แต่พระองค์ ทรงเป็นพระอรหันต์ พระองค์จึงทรงเห็นสิ่งเหล่านี้ เป็นเพียง สิ่งสักว่า เท่านั้น..."

หลวงพ่อชา สุภัทโท
วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี
ตอบกระทู้