|
#ตายแล้วไปไหนได้อะไร...?
เมื่อมนุษย์ตายไปแล้ว มีทางไป ๗ ทาง คือ
ทางที่ ๑ ไปพระนิพพาน ด้วยกำลังของ “ วิปัสสนาฌาน “
ทางที่ ๒ ไปชั้นพรหม ด้วยกำลังของ “ สมถภาวนา “
ทางที่ ๓ ไปสวรรค์ ด้วยกำลังของ “ หิริโอตตัปปะ “ คือ เกรงกลัว ละอายต่อบาป
ทางที่ ๔ กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ ด้วยกำลังของ ศีล ๕
ทางที่ ๕ ไปเกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉาน ด้วยกำลังของ ความหลง
ทางที่ ๖ ไปเป็นเปรต อสูรกาย ด้วยกำลังของ โลภะ คือความโลภ
ทางที่ ๗ ไปเกิดเป็นสัตว์นรก ด้วยกำลังของ โทสะคือความโกรธ
เงินทอง ส่งถึง โรงพยาบาล ลูกหลาน ส่งถึง หลุมศพ บุญกุศล ส่งถึง ภพหน้า ภาวนา ส่งถึง นิพพาน
อยากทำบุญแต่ไม่มีเวลาไปวัด ไม่มีเวลาไปทำบุญ แต่ยังมี เวลาหายใจอยู่ ก็ใช้ลมหายใจนั้น ให้เป็นประโยชน์
แค่ทำใจ ให้สงบ
หายใจเข้า ก็ภาวนา ว่า " พุท " หายใจออก ก็ภาวนา ว่า " โธ "
แค่นี้ ก็ได้บุญมหาศาลแล้ว
พระพุทธเจ้า ไม่ได้สอนให้เรามีความสุข แต่พระองค์สอนให้เรารู้จักทุกข์ เรียนรู้ทุกข์ และเข้าใจในทุกข์นั้น...หาเหตุแห่งทุกข์ แล้วกลับไปแก้ที่ต้นเหตุ ที่ทำให้เกิด ทุกข์
กาย กับ ใจ อยู่ที่ไหน ที่นั่นแหละเป็นที่ ปฎิบัติบูชา.. ภาวนา อยู่ที่บ้าน อยู่ที่วัด อยู่ที่ ทำงาน อยู่โรงพยาบาล อยู่ที่ไหนๆ ก็ภาวนาได้หมดทุกที่ .. บวช หรือ ไม่บวช ก็ “ ภาวนา “ ได้
#หลวงปู่บัวเกตุ ปทุมสิโร
“..ทาน คือเครื่องแสดงน้ำใจมนุษย์ผู้มีจิตใจสูง ผู้มีเมตตาจิตต่อเพื่อนมนุษย์และสัตว์ผู้อาภัพ ด้วยการให้การเสียสละแบ่งปันมากน้อย ตามกำลังของวัตถุเครื่องสงเคราะห์ที่มีอยู่ จะเป็นวัตถุทาน ธรรมทาน หรือวิทยาทานแขนงต่าง ๆ ก็ตาม ที่ให้เพื่อสงเคราะห์ผู้อื่นโดยมิได้หวังค่าตอบแทนใด ๆ นอกจากกุศลคือความดีที่เกิดจากทานนั้น ซึ่งจะเป็นสิ่งตอบแทนให้เจ้าของทานได้รับอยู่โดยดีเท่านั้น ตลอดอภัยทานที่ควรให้แก่กันในเวลาอีกฝ่ายหนึ่งผิดพลาดหรือล่วงเกิน คนมีทานหรือคนที่เด่นในการให้ทาน ย่อมเป็นผู้สง่าผ่าเผยและเด่นในปวงชนโดยไม่นิยมรูปร่างลักษณะ ผู้เช่นนี้มนุษย์และสัตว์ตลอดเทวดาที่มองไม่เห็นก็เคารพรัก จะตกทิศใดแดนใดย่อมไม่อดอยากขาดแคลน หากมีสิ่งหรือผู้อุปถัมภ์จนได้ ไม่อับจนทนทุกข์..”
ภูริทตฺตธมฺโมวาท พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)
“..เราเกิดมามีศีลห้าพร้อม ตัวศีลห้าได้มาพร้อมตั้งแต่เราเกิดมา มีขาทั้งสอง แขน ทั้งสอง ศีรษะอันหนึ่ง นี่แหละตัวศีลห้า อย่าเอาห้าไปทำโทษห้า โทษห้านั้นคือปาณานั้นก็โทษ อทินนานั้นก็โทษ กาเมนั้นก็โทษ มุสานั้นก็โทษ สุรานั้นก็โทษ แน่ะเป็นโทษทั้งหมด ที่เรายุ่งทุกวันนี้ก็เพราะห้าอย่างนี้ กลัวคนมาฆ่า กลัวคนขโมย กลัวคนผิดในกาม กลัวคนมุสาฉ้อโกงหลอกลวง กลัวคนมึนเมาสุราสาโท กัญชายาฝิ่น นี่เป็นโทษ ถ้าเราละเว้นอันนี้แล้ว ท่านว่า สีเลน สุคตึ ยนฺติ มีความสุข ก็เพราะศีล สีเสน โภคสมฺปทา มีโภคสมบัติ ก็เพราะศีล นี่แหละ ให้พากันพึงเข้าใจ ให้ละเว้นโทษทั้งหลายห้าอย่างนี้..”
อาจาโรวาท หลวงปู่ฝั้น อาจาโร วัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๔๒-๒๕๒๐)
“..เราเกิดมามีศีลห้าพร้อม ตัวศีลห้าได้มาพร้อมตั้งแต่เราเกิดมา มีขาทั้งสอง แขน ทั้งสอง ศีรษะอันหนึ่ง นี่แหละตัวศีลห้า อย่าเอาห้าไปทำโทษห้า โทษห้านั้นคือปาณานั้นก็โทษ อทินนานั้นก็โทษ กาเมนั้นก็โทษ มุสานั้นก็โทษ สุรานั้นก็โทษ แน่ะเป็นโทษทั้งหมด ที่เรายุ่งทุกวันนี้ก็เพราะห้าอย่างนี้ กลัวคนมาฆ่า กลัวคนขโมย กลัวคนผิดในกาม กลัวคนมุสาฉ้อโกงหลอกลวง กลัวคนมึนเมาสุราสาโท กัญชายาฝิ่น นี่เป็นโทษ ถ้าเราละเว้นอันนี้แล้ว ท่านว่า สีเลน สุคตึ ยนฺติ มีความสุข ก็เพราะศีล สีเสน โภคสมฺปทา มีโภคสมบัติ ก็เพราะศีล นี่แหละ ให้พากันพึงเข้าใจ ให้ละเว้นโทษทั้งหลายห้าอย่างนี้..”
อาจาโรวาท หลวงปู่ฝั้น อาจาโร วัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๔๒-๒๕๒๐)
“ นิสัย สันดาน ” อะไรที่เราทำมา จะติดเป็นนิสัยมา ทั้งส่วนที่ดีและไม่ดี ถ้าเคยทำด้วยความโลภโมโทสันมา ก็จะมีนิสัยโลภโมโทสันติดมา ถ้าเคยทำด้วยเหตุด้วยผล ก็จะมีเหตุมีผลเป็นนิสัยติดมา จะพิจารณาว่าถ้าทำอย่างนี้แล้ว จะเกิดผลอะไรตามมา ก็จะเป็นปัญญาบารมี ถ้าปลูกฝังความโลภโมโทสัน ก็จะเป็นนิสัยไม่ดี หรือสันดานไม่ดี ถ้าทำด้วยเหตุด้วยผล ใคร่ครวญด้วยสติด้วยปัญญา ก็จะเป็นปัญญาบารมี ถ้าทำทานอยู่เรื่อยๆ มีอะไรก็ไม่หวงเก็บเอาไว้ มีอะไรที่เกินความจำเป็น มีมากกว่าที่จะใช้ได้ ก็แบ่งให้ผู้อื่นไป ก็จะเป็นทานบารมีติดเป็นนิสัยมา ถ้าให้ทานด้วยความปรารถนาดีต่อผู้อื่น ก็จะทำให้เกิดเมตตาบารมีตามมา ถ้าไม่คิดร้ายต่อผู้อื่น ก็จะได้ศีลบารมีตามมาอีก แล้วก็จะเกิดเนกขัมมบารมีตามมา เพราะเวลามีศีลแล้วใจจะสงบกว่าตอนที่ไม่มีศีล ถ้าไม่รักษาศีลจิตใจจะวุ่นวาย กับการกระทำที่ไม่ถูกไม่ควร เกิดความวิตกกังวล ถ้ามีศีลก็จะไม่เบียดเบียนไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ก็จะไม่วิตกกังวลหวาดกลัว จิตใจจะสงบกว่าตอนที่ไม่มีศีล เหตุที่ไม่มีศีลหรือรักษาศีลไม่ได้ เพราะไม่แบ่งปัน ไ่ม่ทำทาน คิดแต่ประโยชน์ของตนมากกว่าประโยชน์ของผู้อื่น ก็จะขาดความเมตตา บารมีเหล่านี้จึงเกี่ยวข้องกัน ทานบารมี เมตตาบารมี ศีลบารมี แล้วก็จะโยงไปหาเนกขัมมบารมี เพราะเมื่อจิตใจมีความสงบจากทานบารมี จากเมตตาบารมี จากศีลบารมีแล้ว ก็อยากจะเพิ่มความสงบให้มากขึ้น ถ้าได้รับการชี้แนะจากผู้รู้ ก็จะรู้ว่าต้องเจริญเนกขัมมบารมี ต้องสละความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย ทางกามสุข แล้วหันมาพัฒนาความสุขที่เกิดจากความสงบ ศีลเนกขัมมะก็คือศีล ๘ มาจากศีล ๕ อยู่ ๔ ข้อ ส่วนศีลข้อที่ ๓ คือกาเมสุมิจฉาจาราเวรมณี ก็จะเปลี่ยนเป็นอพรหมจริยาฯ ตอนที่ถือศีล ๕ ก็ยังหาความสุขจากคู่ครองได้อยู่ พอต้องการเอาความสุขที่ดีกว่า ที่เกิดจากความสงบของจิต ก็ต้องตัดศีลข้อกาเมฯไป มาถืออพรหมจริยาฯแทน คือศีลพรหมจรรย์ พรหมจรรย์หมายถึงไม่เสพกามหลับนอนกับคู่ครองของตน แล้วก็เพิ่มศีลอีก ๓ ข้อ ข้อที่ ๖ ตัดความสุขจากการรับประทานอาหาร ให้รับประทานเพื่อการยังชีพ ไม่ได้เพื่อความสุขของกิเลส เพื่อรสชาติที่ถูกปากถูกใจ รับประทานอย่างไม่มีขอบเขต เวลาไหนก็ได้ ถ้าไม่ถือศีลข้อ ๖ นี้ จะรับประทานตั้งแต่ตื่นจนหลับเลยก็ได้ เป็นความสุขของหมู จะอิ่มหมีพีมัน แต่หมูดีกว่าคนตรงที่เวลาตายไป เนื้อของเขายังขายได้ แต่คนตายไปแล้วเนื้อขายไม่ได้ คับโลงศพ ต้องสร้างโลงพิเศษไว้บรรจุ เสียเงินเพิ่มขึ้นไปอีก สร้างภาระให้แก่ผู้อื่น นี่คือศีลข้อที่ ๖ ไม่รับประทานอาหารหลังจากเที่ยงวันไปแล้ว ตัดความสุขจากการรับประทานอาหารไป ปิดประตูนี้ กิเลสออกช่องนี้ไม่ได้ หาความสุขจากการรับประทานไม่ได้แล้ว ให้รับประทานถึงเที่ยงวันเป็นอย่างมาก ถ้าอยากจะให้เข้มข้นกว่านี้ ก็รับประทานมื้อเดียว ถ้าจะให้เข้มกว่านี้ก็ไม่รับประทานเลย จะทำให้มีสติดี เวลานั่งสมาธิไม่ง่วงเหงาหาวนอน ถ้ารับประทานอาหารเสร็จใหม่ๆ จะนั่งสมาธิไม่ได้ จะสัปหงก เดินจงกรมก็เดินไม่ไหว ขี้เกียจ เพราะท้องหนัก ไม่มีกำลัง จะหาแต่หมอนอย่างเดียว ก็จะเสียเวลากับการหลับนอน นี่คือวิธีสละความสุขจากการรับประทานอาหาร ศีลข้อที่ ๗ ก็เกี่ยวกับการหาความสุข จากการร้องรำทำเพลง ดูภาพยนตร์ การบันเทิงต่างๆ ที่ให้ความสุขเพลิดเพลินในขณะที่ได้สัมผัส พอผ่านไปแล้วก็เหลือแต่ความว้าเหว่อ้างว้างเปล่าเปลี่ยว อยู่ตามลำพังไม่ได้ ต้องไปอยู่ตามสถานที่ที่มีแสงสีเสียง ไม่กล้าไปภาวนาตามสถานที่สงบสงัดวิเวก เพราะกลัวความเหงาความว้าเหว่ ถ้าถือศีลข้อนี้ก็ต้องละการหาความสุขจากความบันเทิงต่างๆ ไม่หาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย ไม่ใช้เครื่องสำอางหรือน้ำหอม ที่เป็นความสุขทางรูปเสียงกลิ่นรส อาบน้ำชำระร่างกายด้วยน้ำที่สะอาดฟอกด้วยสบู่ ชำระสิ่งสกปรกที่ถูกขับออกมา และฝุ่นต่างๆที่มาเกาะ ก็ใช้ได้แล้ว ถ้าไม่มีสบู่อาบน้ำเฉยๆก็ได้ ก็พอที่จะกำจัดสิ่งสกปรกต่างๆคราบต่างๆที่ติดอยู่กับร่างกายได้ เท่านี้ก็พอแล้วสำหรับการรักษาความสะอาดของร่างกาย ไม่ต้องใช้น้ำยาต่างๆมาเคลือบบำรุงผิวบำรุงผม นี่คือการตัดความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย ประการสุดท้ายก็คือการตัดความสุขจากการหลับนอน ไม่หลับนอนมากจนเกินไป ถ้านอนบนฟูกหนาๆจะนอนได้นาน ถ้านอนบนพื้นแข็งๆปูด้วยเสื่อหรือผ้า ก็จะหลับไม่นาน หลับเท่าที่ร่างกายต้องการ พอร่างกายได้พักผ่อนเท่าที่จำเป็นแล้วก็จะตื่นขึ้นมา พอตื่นแล้วก็จะไม่อยากจะนอนต่อ เพราะพื้นมันแข็ง ถ้าเป็นฟูกหนาๆก็จะติดกับสัมผัสที่นิ่มนวลของฟูกหนาๆ ก็จะหลับต่อไปอีกรอบหนึ่ง จะเสียเวลาปฏิบัติไป เพราะเวลาไม่หยุดเวลาหลับนอน เวลาจะเคลื่อนไปเรื่อยๆ นักปฏิบัติจึงไม่ควรหลับนอนเกินวันละ ๔ ชั่วโมง ตามหลักที่พระพุทธเจ้าได้ทรงดำเนินมา จะทรงกำหนดเวลาของการปฏิบัติไว้ดังนี้ ตอนค่ำตั้งแต่ ๖ โมงถึง ๔ ทุ่ม ให้นั่งสมาธิเดินจงกรม ๔ ทุ่มถึงตี ๒ ให้พักผ่อนหลับนอน ตี ๒ ให้ตื่นขึ้นมาบำเพ็ญภาวนาต่อ จนถึง ๖ โมงเช้า แล้วก็ออกบิณฑบาต ทรงสอนให้พวกนักบวชพระภิกษุปฏิบัติอย่างนี้ พวกที่เป็นนักปฏิบัตินักภาวนา ก็ต้องถือว่าตนเป็นนักบวชเหมือนกัน ถึงแม้ไม่ได้บวชทางร่างกาย คือไม่ได้โกนศีรษะ ไม่ได้นุ่งขาวห่มขาว หรือนุ่งเหลืองห่มเหลือง แต่ใจเป็นนักปฏิบัติ ก็ควรใช้หลักการนี้ ควรปฏิบัติตลอดเวลาตั้งแต่ตื่นจนหลับ หลังจากฉันจังหันแล้ว กลับไปที่พักก็ไม่ควรนั่งสมาธิ เพราะจะง่วงนอน ควรเดินจงกรมไปถึงประมาณเที่ยงวัน แล้วก็พักสักชั่วโมงหนึ่ง จะนั่งสมาธิหรือจะนอนก็ได้ พอลุกขึ้นมาแล้ว ก็นั่งสมาธิหรือเดินจงกรมต่อ จนถึงเวลาปัดกวาดฉันน้ำปานะ เสร็จแล้วก็ไปสรงน้ำ พอ ๖ โมงเย็นก็บำเพ็ญต่อ เดินจงกรมนั่งสมาธิไปจนถึง ๔ ทุ่มก็พักหลับนอน ๔ ชั่วโมง พอตื่นขึ้นมาบำเพ็ญต่อ จะเป็นอย่างนี้ไปทุกวัน นักปฏิบัติจะไม่มีเวลาว่างจากการปฏิบัติ ถึงแม้จะบิณฑบาตหรือทำกิจอะไรต่างๆ ก็จะมีสติคอยกำกับจิต ไม่ให้ไปเถลไถลไปคิดเรื่องอื่น ให้อยู่กับกิจที่กำลังทำอยู่ เหมือนพ่อแม่ส่งลูกไปโรงเรียน ต้องคอยกำกับดูว่าไปโรงเรียนจริงหรือไม่ ไม่ใช่ออกจากบ้านแล้วก็แวบไปตามสถานบันเทิง ไปตามศูนย์การค้าต่างๆ นักปฏิบัติก็เช่นเดียวกัน ต้องมีสติคอยควบคุมใจ ให้อยู่กับภารกิจที่กำลังทำอยู่ในปัจจุบัน กำลังเดินกำลังยืนกำลังนั่งก็ให้มีสติเฝ้าอยู่ ให้อยู่กับการเดินการยืนการนั่ง กำลังบิณฑบาตก็ให้อยู่กับการบิณฑบาต พอกลับมาที่วัดมาเตรียมอาหารเพื่อฉัน ก็ให้มีสติอยู่กับการเตรียมอาหาร ทุกขณะเวลาให้อยู่กับภารกิจการงานที่กำลังทำอยู่ ไม่ปล่อยให้ไปคิดเรื่องโน้นเรื่องนี้ คนนั้นคนนี้ เรื่องดีชั่วต่างๆ ไม่เกิดประโยชน์อะไร ถ้าจิตยังเล็ดลอดออกไปคิดได้อยู่ ก็จะใช้คำบริกรรมกำกับไว้อีกชั้นหนึ่งก็ได้ คือมีสติอยู่กับภารกิจที่กำลังทำอยู่ แล้วก็บริกรรมพุทโธไปด้วย จะได้ไม่มีช่องว่างให้เล็ดลอดออกไปคิดได้ ถ้าสติไม่มีกำลังพอ จิตก็ยังสามารถเล็ดลอดออกไปคิดเรื่องอื่นได้ ต้องเอาพุทโธมาปิดช่องว่างนี้ บริกรรมพุทโธๆไป ถ้าทำอย่างนี้ได้อย่างต่อเนื่องแล้ว จะมีสติที่แก่กล้ามีกำลังมาก พอสั่งให้จิตอยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่นอยู่กับอานาปานสติ อยู่กับลมหายใจเข้าออก จิตก็จะไม่ไปที่อื่นจะไม่เถลไถล เพราะมีสติคุมอยู่อย่างใกล้ชิด ไม่มีช่องว่างให้ไปคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ได้ ถ้ามีสติขนาดนี้แล้วนั่งไม่นานจิตก็จะสงบ เพียง ๕ นาที ๑๐ นาทีจิตก็จะสงบได้.
กำลังใจ ๔๗ กัณฑ์ที่ ๔๐๔ วันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๕๒
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี
"...คำสอนทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์นั้น เป็นเพียงอุบาย ให้คนทั้งหลายหันมาดูจิตนั่นเอง คำสอนของพระพุทธองค์มีมากมาย ก็เพราะกิเลสมีมากมาย แต่ทางที่ดับทุกข์ได้ มีทางเดียว คือพระนิพพาน
การที่เรามีโอกาสปฏิบัติธรรมที่ถูกต้องถูกทางเช่นนี้ มีน้อยนัก หากปล่อยโอกาสให้ผ่านไป เราจะหมดโอกาสพ้นทุกข์ได้ทันในชาตินี้ แล้วจะต้องหลง อยู่ในความเห็นผิดอีกนานแสนนาน เพื่อจะพบธรรมอันเดียวกันนี้
ดังนั้น เมื่อเราเกิดมาพบพระพุทธศาสนาแล้ว รีบปฏิบัติให้หลุดพ้นเสีย มิฉะนั้น จะเสียโอกาสอันดีนี้ไป เพราะว่า เมื่อสัจจะธรรมถูกลืม ความมืดมน ย่อมครอบงำปวงสัตว์ให้อยู่ในกองทุกข์สิ้นกาลนาน..."
หลวงปู่ดูลย์ อตุโล วัดบูรพาราม จ.สุรินทร์
|