นวรัตน์ดอทคอม

รวบรวมสาระความรู้เกี่ยวกับวัตถุมงคล-เครื่องรางของขลัง

  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
วันเวลาปัจจุบัน จันทร์ 02 มี.ค. 2026 2:28 am

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


Switch to mobile style


โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 
เจ้าของ ข้อความ
 หัวข้อกระทู้: รักษาศีล
โพสต์โพสต์แล้ว: พฤหัสฯ. 26 ก.พ. 2026 4:39 am 
ออฟไลน์

ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 07 มิ.ย. 2009 7:24 pm
โพสต์: 5227
“จะให้ทานก็กลัวหมด จะรักษาศีลก็กลัวอด จะภาวนาก็กลัวตาย ก็เลยไม่ต้องทำอะไรพอดีในชาตินี้”

#หลวงปู่กวง โกสโล
วัดป่านาบุญ ต.แม่แตง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่






..นิพพานต้องบริสุทธิ์ ต้องสะอาดหมดจด พระพุทธเจ้าจึงว่าจิตบริสุทธิ์จึงไปได้ จิตไม่บริสุทธิ์ไปไม่ถึงหรอก มีความสุขจริงๆ อาตมาจึงอยากให้คนปฏิบัติ แต่มีความสุขอย่างนั้นต้องละกิเลส ละจริงๆเลย ตัดขาดจริงๆเลย ให้มันแล้วชาตินี้ให้เสร็จเรียบร้อย..

..#โอวาทธรรมหลวงปู่เปลี่ยน ปญฺญาปทีโป..





พระอาจารย์เจี๊ยะท่านพยายามสอนพระทั้งหลายเหล่านั้นว่า

“ท่านทั้งหลายจงพยายามพิจารณาธาตุขันธ์ร่างกาย คิดค้นให้ละเอียดถี่ถ้วนถี่ยิบ ไม่ให้หลุดรอดไปได้ทุกส่วน ทุกกระเบียดนิ้ว ท่านสอนแบบชำนาญมาก แต่ก่อนท่านไม่พูดจึงไม่มีใครรู้ ท่านบอกให้พยายามพิจารณากาย เลื่อนขึ้นเลื่อนลงอยู่อย่างนั้น อย่าให้ขาด ให้เอาร่างกายเป็นตัวพิจารณา ตั้งแต่เล็บมีอะไร มีหนังกำพร้า ใต้หนังกำพร้ามีอะไร มีเนื้อ ใต้เอ็นมีอะไร มีกระดูก อย่างนี้เป็นต้น แล้วกำหนดตัดทีละชิ้นๆ จากปลายเท้าขึ้นมาบนศีรษะ จากศีรษะลงมาสู่ปลายเท้า พิจารณาไปจนเพลินใจอยู่อย่างนั้น อย่าหยุด ถ้าพวกท่านทำได้อย่างนี้ตลอด ซักวันพวกท่านจะมหัศจรรย์ในเรื่องนี้”

เมื่อพวกพระได้โอวาทธรรมแล้ว ต่างองค์ก็ต่างนำไปประพฤติปฏิบัติ พระรูปที่จิตเป็นสมาธิดี ก็จะนำเรื่องภาวนาด้วยการพิจารณากายนี้มากราบเรียนว่า

“ท่านอาจารย์ครับ ไม่ไหวแล้วครับ ตัดได้ ๒-๓ ข้อแล้ว จิตมันก็ไม่อยากเอาแล้วครับ มันขี้เกียจมันอยากจะหยุด มันไม่เพลิน มันไม่นิ่ง”

“เฮ้ย!...จิตมันออกทำงานมันก็เหนื่อยซิวะ มันไม่เพลินหรอกเพราะ งานยังไม่ชำนาญ มันไม่สบายเหมือนเรือนพักในสมาธิ พิจารณาสกนธ์กายธาตุขันธ์นี้ให้หนักเลย ยิ่งขี้เกียจยิ่งต้องเอาให้หนัก การพิจารณากายอย่างนี้ฝืนมาก มันไม่เหมือนจิตสงบๆ การพิจารณาร่างกาย อึดอัดต้องฝืนมาก มันไม่สนุก อึดอัดมาก ต้องฝืนเข้าไป มันไม่สนุก ต้องฝืนค่อยๆ ทำไปจนนิสัยเคยชิน คำบริกรรมพุทโธไม่ต้องใช้แล้ว ใช้พิจารณาดูอันนี้แทน ค้นในร่างกายอย่างเดียวเลย”

ท่านพูดเพียงเท่านี้ก็พากันนำไปปฏิบัติต่อ

ตอนนั้นถึงทำกันก็ยังไม่ค่อยได้เรื่องอย่างที่ท่านสอน ท่านจะเรียกถามเสมอว่า

“เฮ้ย!...พวกท่านพิจารณาเป็นยังไงมาบอกผมซิ มาถามผมซิ มาบอกหน่อยมันเป็นยังไง อย่านั่งแช่นะ ถ้าขืนนั่งแช่ห้ามนั่ง”

ท่านจะดุ เรื่องนั่งสมาธิแช่ๆ นิ่งๆ มาก เพราะท่านว่า ถ้าคนเคยทำจะเป็นนิสัย คนนั่งภาวนาเคยง่วงมันก็จะง่วงอยู่อย่างนั้น แก้ยาก

หลังจากนั้นมาท่านจะไม่พูดเรื่องสมาธิเลย จะพูดสอนเรื่องการพิจารณาอย่างเดียว ทุกๆ วัน ท่านจะสอนอย่างนั้น เช้า กลางวัน เย็น กลางคืน ดึกดื่น ไม่ว่าเวลาไหนๆ ท่านก็จะสอนให้พิจารณาอย่างนั้น พอท่านถามพระทั้งหลายว่าพิจารณาอย่างไร ผลเป็นอย่างไร ผู้ตอบท่านกึกๆ กักๆ คล้ายๆ ว่าไม่ทันใจ ท่านก็ว่า

“ฮื้อ!...ฮื้อ!...มันต้องไอ้เฒ่าเองน้า”

ตอนหลังเมื่อท่านสอนจนผู้ปฏิบัติตามชำนิชำนาญบ้างแล้ว การพิจารณาแบบนี้ก็ไม่กลัวกัน พิจารณาได้ พิจารณาให้ตายเป็นเถ้าถ่านเป็นดินไปเลย

ในตอนหลังเมื่อพระเหล่านั้นพิจารณาเป็นแล้ว จิตก็อยู่นิ่งๆ ได้ ในจิตนั้นก็ปรากฏรู้ว่า “เราไม่กลัวตายแล้ว” มันบอกไม่ถูกมันสบาย ก็เกิดความมหัศจรรย์ครั้งแรกด้วยการพิจารณาตัดอย่างนั้น เชื่อในพระอาจารย์เจี๊ยะผู้สอนอย่างเต็มใจ

เมื่อพิจารณามากๆ เข้า ท่านก็แสดงอาการพอใจที่ได้อบรมสั่งสอนมา ท่านถามให้พระตอบท่าน ท่านอยากฟังเรื่องราวที่พระรูปใดปฏิบัติ ก็ต้องเล่าถวาย ท่านจึงจะชี้แจงข้อถูกผิด

ท่านบอกว่า ไม่พอ การพิจารณาเท่านี้ยังไม่พอ การพิจารณาอะไรเป็นอสุภะ คือความไม่งามได้ ทีนี้มาลองพิจารณาให้เป็นสุภะ คือความสวยงามหน่อยซิ ท่านก็เล่าการพิจารณาขั้นสุดท้าย สำหรับการพิจารณาให้ฟังว่า

“อะไรๆ ทั้งหมดรวมลงมาอยู่ที่การพิจารณากาม สุดยอดกรรมฐานคือกาม ผู้ชายเราสงสัยข้องใจอะไรมาก ก็เป็นเพศของผู้หญิง เมื่อพิจารณา หน้า ตา เนื้อ หนัง อะไรๆ อื่น ก็เหมือนกันหมด มันเหมือนกันหมดทั้งชายและหญิงตลอดจนสัตว์อื่น แต่เมื่อพิจารณาอย่างนี้พิจารณาได้ยาก แต่จะแก้กาม ต้องพิจารณาแก้ที่ตรงนี้”

ท่านสอนเด็ดขาดและแปลกกว่าใครๆ ที่เคยสอนกันมา แต่ในความเป็นจริงแล้ว ใครๆ ก็หลงอย่างนี้ทั้งนั้น บางคนถึงกับนั่งฟังไม่ได้ ท่านสอนผู้หญิงให้กำหนดตัดอวัยวะเพศชาย สอนพระผู้ชายให้กำหนดตัดอวัยวะเพศหญิง ท่านสอนพูดออกมาเป็นคำที่โลกรังเกียจ แต่พากันหวงแหนนั่นแหละ นำมาเล่าคงไม่ดี ท่านบอกว่าการพิจารณาอย่างนี้เอาให้หนัก ของอย่างนี้สำหรับผู้ต้องการแก้กิเลสเอามันไว้ไม่ได้

พระอาจารย์เจี๊ยะบอกว่า

“เมื่อพิจารณาอวัยวะเพศของหญิง จิตยังสะดุ้งสะเทือนแสดงว่ายังใช้การไม่ได้ อ่านตำรายังไม่จบ ให้ไปเรียนคัมภีร์มาใหม่”

พระทั้งหลายที่ได้ยินได้ฟังเช่นนั้นก็กลัว ไม่กล้าพิจารณาบางองค์สั่นทั้งตัว ไม่กล้าทำ ทำไม่ได้ ท่านก็ดุเอาสิว่า

“ไอ้ฉิบหาย!! กลัวอะไร ประสา... เอาเลย... พิจารณาเลย”

ถ้าพระอาจารย์เจี๊ยะไม่สอนทางด้านปัญญา พวกพระคงภาวนาพุทโธอยู่ตลอดปีตลอดชาติ ไม่รู้เรื่อง นี่ท่านมาตีออก ชี้แจงแสดงเปิดเผยออกเป็นชิ้นส่วน พวกเรานักภาวนาก็พิจารณาตามท่าน เก่งบ้าง ไม่เก่งบ้าง ชนะบ้าง ไม่ชนะบ้าง มันลากเราบ้างเป็นครั้งคราว กิเลสตัวนี้สำคัญมากสำหรับพระใกล้ชิดท่านจริงๆ ท่านจะสอนเน้นเรื่องนี้ตลอด ก็คือเรื่องกามกิเลส ต้นเหตุแห่งกามกิเลส ต้นตอมันอยู่ไหน ท่านก็ให้พิจารณาตรงนั้น อย่าอ้อมค้อม ให้ตีให้แตกด้วยอริยสัจ อย่างอื่นท่านก็สอนแต่ไม่เน้นเท่ากับเรื่องกามกิเลส ชนะอันนี้ชนะได้หมดท่านว่า ไม่ชนะอันนี้อย่ามาคุย คุยได้ก็ไม่รู้เรื่อง นี้แหละคือสุดยอดแห่งกรรมฐาน มนุษย์สร้างภพสร้างชาติก็เพราะตัวนี้แหละ ไม่พิจารณาตัวนี้จะพิจารณาอะไร

ท่านก็ยกเรื่องท่านอาจารย์มหาบัวมาเล่าประกอบว่า เคยสนทนากับท่านอาจารย์มหา (บัว) สรุปได้ความว่า ถ้าพระกรรมฐานคุยกันเรื่องภาวนา ถ้ายังละกามฉันทะไม่ได้ ไม่ต้องมาคุยกัน เรื่องตา หู จมูก ลิ้น กาย ตลอดจนใจมันไปถึงไหน พิจารณาให้มันถึงพริกถึงขิงตรงนั้น อย่างนี้ถึงจะเรียกว่า

“สุดยอดแห่งการพิจารณา”

หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท






“ธรรมชาติของใจเราล้วนกลับกลอกไปมา กลับกลอกหลอกลวงเราเอง”

การลาราชการออกบวช อยากให้ใช้ความพิจารณา ทบทวนให้ละเอียดถี่ถ้วนก่อน ก่อนจะตัดสินใจ และอยากให้ทำราชการไปพิจารณาไปโดยลำดับจนเป็นที่แน่ใจ ๑๐๐% แล้ว ถ้าจะตัดสินลงทางใดความผิดพลาดจะไม่ค่อยมี แม้จะมีก็คงน้อย

ใจเป็นธรรมชาติละเอียดอ่อนมากยากแก่การสังเกต และพลิกแพลงได้ง่ายด้วย

การอยากจะออกหาความพ้นทุกข์นั้นเห็นใจ แต่อยากให้ใช้ความพิจารณาหลายตลบทบทวน เพื่อความราบรื่นในการดำเนิน เพื่อสิ่งที่พึงหวังให้ได้สมหวัง โดยปราศจากอุปสรรค อันอาจเกิดมีได้เพราะความไม่รอบคอบ

#ใจเป็นธรรมชาติกลับกลอกหลอกลวง ขณะนี้เป็นอย่างนี้ ขณะนั้นเป็นอย่างนั้น ตามไม่ค่อยทันกลมายาของใจได้ง่าย ๆ จึงต้องได้ใช้ความพินิจพิจารณากันอย่างละเอียดถี่ถ้วนอยู่เสมอ ไม่งั้นใจย่อมสร้างปัญหาความยุ่งยากต่าง ๆ ให้เกิดทุกข์แก่เราจนได้

หลวงพ่อ (หลวงตาพระมหาบัว) เคยเห็นกลมายาของจิต (ของกิเลสภายในจิต) ที่แสดงลวดลายร้อยแปดให้แก้ไม่เว้นแต่ละวันเวลาเลย

ขณะเข้าสู่สงครามต่อกรกันแท้ ๆ มิใช่เวลาอื่นที่มิได้ขึ้นเวที มันยังฟัดเราให้เอียงไปเซมาจนได้

#คู่ต่อสู้คือกิเลสกับธรรมนี้ เวลาอยู่ธรรมดา #ก็เหมือนมิตรสหายกัน แต่พอเวลาเราตั้งตัวเป็นศัตรูต่อมัน มันต้องเป็น #ยักษ์เป็นผี ขึ้นมาอย่างคาดไม่ถึงก็มี

ในบางครั้งแทบเป็นอาหารมันก็มี แต่ก็ผ่านไปได้เพราะสู้แค่ตาย ไม่ยอมยกมือยอมแพ้ นอกจากตายอย่างเดียวเท่านั้น

งานใดๆ ในโลก อยากพูดชนิดไม่ออมปากว่า ไม่หนักไม่สละเป็นสละตาย ไม่ใช้สติปัญญาศรัทธาความเพียรอย่างสุดแรงเกิด เหมือนงานรบกับกิเลส งานฆ่ากิเลสเลย งานนี้จึงเป็นงานที่ไม่รู้จักหลงลืมตลอดวันตาย การกล่าวทั้งนี้เพื่อให้ข้อคิดไม่อัด

เตรียมตัวไว้อย่างพอเพียงกับกำลังพลของกิเลสที่จะแสดงลวดลายพลังในแนวรบ (ขณะห้ำหั่นกันจริง ๆ) มิได้กล่าวเพื่อให้เกิดความท้อถอยน้อยใจว่าจะสู้มันไม่ได้ แต่กล่าวเพื่อเสริมสติปัญญาศรัทธาความเพียรทุกด้านให้พร้อมมูลบริบูรณ์ทุกสิ่งสรรพ์อั้นตันใจเวลาเจอภัย (คือกองพลกิเลส) เข้าจริง ๆ จะได้ยกพลังพลที่กล่าวมีสติปัญญาเป็นต้นเข้าห้ำหั่นกันให้ทันท่วงที ไม่หนีมันแม้ก้าวเท้าเดียว เคี้ยวมันให้แหลกแตกเป็นผุยผง ผ่านดงหนาป่าทึบไปได้อย่างหายห่วง

เหล่านี้เพื่อเป็นคติเตือนใจแก่ท่านผู้ตั้งหน้าตั้งตาบำเพ็ญพรต เพื่อปรากฏเด่นในปวงชน คือเด่นในดวงใจของเราเองเป็นอันดับแรก จึงกรุณาพิจารณาเลือกสรรเอาตามที่เห็นควรแก่จริตนิสัยของตน

คำว่า นิสัมมะกะระณังเสยโย แปลว่า ใคร่ครวญให้ละเอียดถี่ถ้วนก่อน ค่อยลงมือทำในงานทุกแขนง ประเสริฐแล

นี้ควรให้สนิทติดกับใจอยู่เสมอ อย่าให้ห่างไกลได้ จะสมหวังดังใจหมาย กรุณาพิจารณาตามที่แนะมา จะเป็นมงคลแก่เราเอง

หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด






" หากใครก็ตามที่เป็นผู้มีความกตัญญต่อวัตถุ สถานที่ สัตว์และบุคคลแล้ว จะเป็นคนตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ จะอยู่ที่ไหน จะทำงานอะไร ย่อมมีแต่ความเจริญ "

หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม







จงมอง “ตนเอง” เพื่อแก้ไข
และ มอง “คนอื่น” เพื่อให้อภัย
จะอยู่สุขใจ และเป็นอิสระ ...
...
หลวงปู่ศรี มหาวีโร






"...จิต ที่ไม่ติดอารมณ์ ก็เหมือนใบบัวที่อยู่ในน้ำ แต่น้ำมันก็กลิ้งไปกลิ้งมา ไม่ติดซึมซาบเข้าไปในใบบัว
ความรู้นี้มีอยู่ แต่ไม่ยึด พูดก็รู้ว่าพูดอยู่ แต่ไม่เข้าไปยึด ทำก็รู้ว่าทำอยู่ แต่ไม่เข้าไปยึด ให้ทำไปแต่กิริยาเท่านั้น จิตวางเฉยเป็นปกติ ไม่ต้องปรุง

ระงับกายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขาร เป็น กายวิเวก จิตตวิเวก สงบอารมณ์ภายนอกทั้ง อดีต อนาคต ดีไม่ดี จิตที่พ้นจากการปรุงแต่ง ก็พ้นจาก เกิด แก่ เจ็บ ตาย..."

ท่านพ่อลี ธัมมธโร








ธรรมะคือความจริง ทนต่อการพิสูจน์อยู่ทุกยุคทุกสมัย
ผู้สอนธรรมะ คือผู้เปิดเผยสิ่งที่มีอยู่แล้วโดยธรรมชาติ
ผู้นั้นจะเจริญในธรรม หรือเสื่อมจากธรรม
พระธรรมคือพระธรรมเหมือนเดิม

พระอาจารย์ชยสาโร





พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่ามีอะไรเป็นทุกข์เพราะสิ่งที่มี

" มีชาติ ความเกิด มีชรา ความแก่ มีมรณะความตาย เป็นทุกข์ มีของเกิดมาตาย มีตัวมีตน ยึดอะไรกับของที่มีอยู่ในโลก ที่เป็นของเกิดของดับ เป็นทุกข์ทั้งนั้น

ไปยึด ก็คือ มี ถึงว่าไม่มีอยู่ในกระเป๋า แต่มีโลกอันนั้นน่ะ มีทั้งนั้น เพราะมันมีอยู่ในใจ พอใจ ไม่พอใจก็มี คือมันมีอยู่ในใจ ปราถนาก็มี ไม่ปราถนาก็มี เพราะมันมีอยู่ในใจ เป็นทุกข์ทั้งนั้น

มีอะไรเป็นทุกข์กับสิ่งที่มี มีกิเลสตัณหาอันนี้ก็เป็นทุกข์ เดี๋ยวอันนั้นถูกใจ เดี๋ยวอันนั้นไม่ถูกใจ เดี๋ยวคนนั้นก็ชอบใจ เดี๋ยวคนนั้นก็ไม่ชอบใจ มองใครก็เป็นคน มองอะไรก็เป็นสิ่งที่โลกเขาสมมุติ ไม่มองของจริง ไม่เห็นของจริง

สิ่งที่น่าปราถนา อะไรเป็นสิ่งที่น่าปราถนา ก็ศึกษาเข้าไป ในที่สุดสิ่งที่น่าปราถนานั้น ไม่มีตัวไม่มีตน ในเมื่อไม่มีตัวไม่มีตนแล้ว ความปราถนานั้นก็ดับไปทันที

จึงต้องตื่นตัว ในการที่จะศึกษาเรียนรู้ โลกธาตุทั้งหมดนี้เป็นธรรมทั้งนั้น เรียกว่า เรียนธรรม "

โอวาทธรรม
หลวงปู่แบน ธนากโร






"... ผู้สนใจในความรับผิดชอบต่อจิต
อันเป็นสมบัติที่มีค่ายิ่งของตน จึงควรปฏิบัติรักษาจิตด้วยวิธีที่ถูกต้องเหมาะสม คือฝึกหัดภาวนาในโอกาสอันควร เพื่อเป็นการตรวจตราดูเครื่องเคราของรถคือจิต
ว่ามีอะไรบกพร่องและเสียไปบ้าง จะได้นำเข้าโรงซ่อมสุขภาพทางจิต

คือนั่งพินิจพิจารณาดูสังขารภายใน คือความคิดปรุงของใจ ว่าคิดอะไรบ้างในวันและเวลาหนึ่ง ๆ พอมีสารประโยชน์บ้างไหม หรือพยายามคิดแส่หาแต่เรื่อง หาแต่โทษ และขนทุกข์มาเผาลนเจ้าของอยู่ทำนองนั้น พอให้รู้ความผิดถูกของตัวบ้าง
และพิจารณาสังขารภายนอก คือร่างกายของเรา ว่ามีความเจริญขึ้นหรือเจริญลงในวันและเวลาหนึ่ง ๆ ที่ผ่านไปจนกลายเป็นปีเก่าและปีใหม่ผลัดเปลี่ยนกันไปไม่มีที่สิ้นสุด

สังขารร่างกายเรามีอะไรใหม่ขึ้นบ้างไหม หรือมีแต่ความเก่าแก่และคร่ำคร่าชราหลุดลงไปทุกวัน ซึ่งพอจะนอนใจกับเขาละหรือ จึงไม่พยายามเตรียมตัวเตรียมใจเสียแต่เวลาที่พอทำได้ เวลาตายแล้วจะเสียการ
นี่คือการภาวนา การภาวนาคือวิธีเตือนตนสั่งสอนตน ตรวจตราดูความบกพร่องของตนว่าควรจะแก้ไขจุดใดตรงไหนบ้าง ..."
---------------------------------------------
#โอวาทธรรม___
#พระครูวินัยธร (มั่น ภูริทตฺโต)
วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง
จ.สกลนคร (พ.ศ. ๒๔๑๓ - ๒๔๙๒)
#จากหนังสือประวัติ
#ท่านพระอาจารย์มั่น_ภูริทัตตเถระ
#โดยหลวงตามหาบัว_ญาณสัมปันโน






“เมื่อบุคคลยังไม่รู้จักตัวเอง ธรรมะไม่เข้าถึงใจ
ใจไม่เข้าถึงธรรมะ จะทำความชั่วอะไรก็กลัว
กลัวคนอื่นจะเห็น กลัวพ่อแม่จะเห็น กลัวครูบา
อาจารย์จะเห็น กลัวคนอื่นจะรู้ คือคนยังไม่
เห็นธรรมก็ต้องเป็นอย่างนั้น เมื่อไปในสถานที่
ใดๆ ที่ว่างจากผู้คน ว่างจากพ่อแม่ว่างจาก
ครูบาอาจารย์ เห็นว่าไม่มีเพื่อนมนุษย์ทั้งหลาย
ไม่มีใครอยู่ในที่นั้น ก็พยายามทำความชั่วอยู่
ที่ตรงนั้น ด้วยความประมาท เพราะความโง่
เขลาเบาปัญญานั่นเอง การกระทำเช่นนั้นเขา
ก็คิดว่าเขาทำถูกแล้ว พ้นภัยแล้ว เพราะว่าไม่มี
ใครเห็นเขา ไม่มีใครรู้ว่าเขาเป็นเขาอย่างนี้
ก็กระทำอย่างสนิทใจเลย แต่คนคนนั้น
ในทางธรรมถือว่าเป็นคนโง่ที่สุด คือเป็นคน
ดูถูกตัวเองที่สุด ความเป็นจริงนั้นเมื่อจิตมัน
เป็นธรรมะ เมื่อธรรมะเป็นจิต มันจะกลมกลืน
เป็นอันเดียวกันเลย จะไปทำผิดอะไร
ที่ตรงไหนเป็นต้น ก็ต้องมีคนเห็น คนอื่นไม่เห็น
เราก็เห็น คนอื่นไม่รู้เราก็รู้ ดังนั้นถึงจะไปอยู่
ตรงไหนก็เป็นอยู่อย่างนั้น จึงเป็นธรรมะ
ไม่กล้าทำ เพราะใจมันเป็นธรรมะแล้ว
พระอริยสาวกทุกๆ องค์เมื่อใจเป็นธรรมะแล้ว
ก็ต้องเป็นอย่างนั้นทุกๆ องค์ ที่ลับไม่มี ที่แจ้ง
ไม่มี อะไรๆ มันก็ไม่มี รู้แต่ว่าท่านประพฤติ
ปฏิบัติถึงที่แล้ว ...”

โอวาทธรรม
พระโพธิญาณเถร (ชา สุภทฺโท)
วัดหนองป่าพง ต.โนนผึ้ง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี
(พ.ศ. ๒๔๖๑ – ๒๕๓๕)






พระคุณต้องทดแทน ถ้าเคียดแค้นต้องอโหสิ "อเวรัง อะสะปัตตัง" พระพุทธเจ้าทรงสอนให้พวกเราเป็นผู้ไม่มีเวร ไม่จองเวร เป็นผู้อโหสิ

หลวงปู่ท่อน ญาณธโร




“จะให้ทานก็กลัวหมด จะรักษาศีลก็กลัวอด จะภาวนาก็กลัวตาย ก็เลยไม่ต้องทำอะไรพอดีในชาตินี้”

#หลวงปู่กวง โกสโล
วัดป่านาบุญ ต.แม่แตง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่




“จะทำอะไรก็ให้รีบทำเข้า ชีวิตนั้นสั้นนัก เวลาไม่เคยคอย ให้รีบพากันปฏิบัติตักตวงเอา บุญนั้นมีอยู่ทุกแห่ง ให้รีบตั้งแต่มีชีวิตอยู่ จะได้ไม่ต้องคอยให้ลูกหลานกรวดน้ำไปให้เมื่อตอนตายไปแล้ว”

หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม
วัดป่าอาจารย์ตื้อ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
แสดงโพสจาก:  เรียงตาม  
โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 19 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ไปที่:  
ขับเคลื่อนโดย phpBB® Forum Software © phpBB Group
Thai language by phpBBThailand.com
phpBB SEO