Switch to full style
พระพุทธพจน์ - พุทธภาษิต พระธรรมเทศนา และ ธรรมะจากครูบาอาจารย์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
ตอบกระทู้

มีจิตใจสูง มีเมตตา

จันทร์ 11 ส.ค. 2025 5:58 am

"... ให้พากันภาวนาอยู่ สมาธิมันไม่มีที่อื่น
ให้นั่งภาวนาพุทโธ ๆ ไม่ต้องร้องให้มันแรง
ดอก ให้มันอยู่ในใจซื่อ ๆ ดอก

... การภาวนาก็เป็นอริยทรัพย์ภายใน
มันจะติดตามไปทุกภพทุกชาติ ติดไปสวรรค์ ลงมามนุษย์ มาตกอยู่ในที่มั่งคั่งสมบูรณ์บริบูรณ์ ไม่ยากไม่จน
ทรัพย์อันนี้ติดตามไปบ่มีสูญหายดอก ตาม
ไปจนสิ้นภพสิ้นชาติ หรือจนเหนื่อยหน่ายต่อความชั่ว เบื่อหน่ายไม่มีความยินดี ไม่อยากเกิดอีก

... ภาวนาไป ๆ ก็จะไปสู่พระนิพพาน
ตามเสด็จพระพุทธเจ้าเท่านั้นแหละ ก็สบายเท่านั้นแหละ .."
_____________________
#หลวงปู่ขาว_อนาลโย
วัดถ้ำกลองเพล อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู
(พ.ศ.๒๔๓๑ - ๒๕๒๖)






คำว่า “ธรรม” มีความละเอียดอ่อนมาก เกินกว่าจะคาด จะหมาย จะคิด จะค้น จะเดาใด ๆ ทั้ง

ถ้าจิตไม่ไปสัมผัสเอง จะไม่รู้ว่าธรรมคืออะไรเลย นับแต่สมาธิธรรม ซึ่งเป็นธรรมขั้นพื้น ๆ ขึ้นไปจนกระทั่งถึงธรรมขั้นวิมุตติหลุดพ้น เป็นความละเอียดลออเข้าไปโดยลำดับตามขั้นของตน ๆ

คำว่าโลกกับธรรมนี้ คือจอมปราชญ์ผู้รู้รอบขอบชิดในธรรมทั้งหลาย อย่างประจักษ์และสมบูรณ์เต็มที่ในพระทัย คือพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ ๆแล้วจึงได้ให้นามว่า “ธรรม” อันเป็นคู่เคียงของโลก

หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
#วัดป่าบ้านตาดวัดเกษรศีลคุณ







“คนที่มาทำ สมาธิ กับหลวงพ่อนี่ หลวงพ่อบอกว่า แกได้กำไรแล้ว ถึงแม้ว่าจะสงบไป ๓๐ นาที

ถึงแม้ว่าจะสงบ ไปชั่วคราว แต่ยังดีกว่า ไม่สงบเลย พอมันสงบ ทีหนึ่ง มันเป็นอริยทรัพย์

มันจะโกรธทีหลัง ก็ไม่เป็นไร เพราะว่าตอนนั้น เราไม่โกรธ มันก็ได้แล้ว”

ธรรมะฟ้าสาง หน้า ๓๑

สมเด็จพระญาณวชิโรดม พุทธาคมวิศิษฐ์ จิตตานุภาพ พัฒนดิลก สาธกธรรมวิจิตร วิเทศศาสนกิจไพศาล วิปัสสนาญาณธุราทร ธรรมยุตติกคณิสสรบวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี​ (หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร)









"จิต" คนเรามีพลัง มีอำนาจมาก ขอให้ภาวนา ทานก็ทำ เป็นสมบัติติดตัว ติดตามไปทุกภพ ทุกชาติ แต่จิตภาวนานี้ มีอำนาจมาก มีพลังมากขอให้ "ภาวนา" อย่าได้ขี้เกียจภาวนา

ภาวนาจนจิตสงบ จิตรวมลงเหมือนเส้นด้ายพุ่งเข้ารูเข็มให้ได้เสียก่อน แล้วจึงหมุนสู่ขั้นปัญญา สมาธิก็เหมือนการรวบรวมทรัพย์ เมื่อมีมากจนเพียงพอแล้ว ก็เอาทรัพย์ออกไปใช้ คือ เอาปัญญาออกไปฆ่ากิเลส เข้าใจมั้ย...

#หลวงปู่จันทร์เรียน คุณวโร







“หลวงปู่มั่น” ยืนยัน จิตของคนเราสามารถจับจองที่เกิดใหม่ได้ตั้งแต่ยังไม่ตาย!! หากไม่ระวังฝึกฝนจะนำพาไปสู่ที่ต่ำกว่าเดิมเสมอ ตายแล้วไปไหน

“หลวงปู่มั่น” ยืนยัน จิตของคนเราสามารถไปจับจองที่เกิดใหม่ได้ตั้งแต่ยังไม่ตายได้จริง! หากไม่ระวังฝึกจิตจะนำพาไปสู่ที่ต่ำกว่าเดิมเสมอ ตายแล้วไปไหน

เรื่อง “จิตไปจับจองที่เกิด ตั้งแต่ยังไม่ทันตาย”
(จากธรรมประวัติ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต)
ในสมัยบั้นปลายชีวิตของท่านพระอาจารย์มั่น มีอุบาสิกานุ่งขาวห่มขาวคนหนึ่งมีความเคารพเลื่อมใสในพระอาจารย์มั่นมาก มาเล่าเรื่องของตัวเองถวายท่านว่า ขณะอุบาสิกานุ่งขาวห่มขาวผู้นี้แกนั่งสมาธิภาวนาตลอดกลางคืนยามดึกสงัด พอจิตรวมสงบลงสนิทไม่แสดงกิริยาใดๆ สายใยยาวเหยียดออกนอกกายนอกใจไปสู่ภายนอก แกเกิดความสงสัยเป็นล้นพ้น จึงกำหนดจิตดูว่า กระแสจิตนี้มันไหลออกไปทำไม และจะไปเกี่ยวข้องกับอะไร

พอแกตามกระแสจิตอันละเอียดเป็นสายใยนั้นไปก็พบว่ากระแสจิตของแกไปเข้าที่ร่างของหลานสาวคนหนึ่งเพื่อจับจองที่เกิดในท้องหลานสาวซึ่งอยู่หมู่บ้านเดียวกัน แกรู้สึกตกใจมาก เพราะตัวเองยังไม่ตาย ทำไมจิตถึงส่งกระแสออกไปจับจองที่เกิดไว้แล้วเช่นนั้นจึงรีบย้อนจิตกลับมาที่เดิมและถอนจิตออกจากสมาธิทันที แกใจไม่ดีเลยนับแต่ขณะนั้นเป็นต้นมา
ในระยะเดียวกันก็ปรากฏว่าหลานสาวคนนั้นเริ่มตั้งครรภ์มาได้หนึ่งเดือนแล้วเช่นกัน พอตื่นเช้าวันหลังแกรีบมาวัด เล่าเรื่องนี้ถวายพระอาจารย์มั่นดังกล่าวแล้ว ขณะนั้นมีพระเณรหลายท่านนั่งฟังอยู่ด้วย ต่างก็งงไปตามๆ กัน พระอาจารย์มั่นนั่งหลับตาอยู่ประมาณ 2 นาที แล้วลืมตาขึ้น อธิบายปรากฏการณ์แปลกประหลาดนั้นให้อุบาสิกานุ่งขาวหุ่มขาวคนนั้นฟังว่า ” เมื่อจิตรวมสงบลงคราวต่อไป ให้โยมตรวจดูกระแสจิตให้ดี ถ้าเห็นแกระแสจิตนั้นส่งออกไปภายนอกดังที่โยมว่านั้น ให้กำหนดจิตตัดกระแสจิตนั้นให้ขาดด้วยปัญญาจริงๆ ต่อไปกระแสจิตนั้นจะไม่ปรากฏ แต่โยมต้องกำหนดดูกระแสจิตนั้นด้วยดี และกำหนดตัดให้ขาดด้วยปัญญาจริงๆ อย่าทำเพียงแต่ว่าทำเท่านั้น เดี๋ยวเวลาตายโยมจะเกิดในท้องหลานสาวนะจะหาว่าอาตมาไม่บอก ” นี่คือคำบอกของอาตมา จงทำให้ดี ถ้าโยมกำหนดตัดกระแสจิตนั้นไม่ขาด เวลาโยมตายต้องไปเกิดในท้องหลานสาวแน่ๆ ไม่ต้องสงสัย
พออุบาสิกาผู้นั้น ได้รับคำแนะนำจากพระอาจารย์มั่นแล้วก็กลับบ้านไป ราวสองวันแกก็กลับมาหาท่านอีกด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสมาก พอแกนั่งลงเท่านั้น พระอาจารย์มั่นก็ถามเป็นเชิงเล่นบ้างจริงบ้างทันทีว่า ” เป็นยังไงโยมห้ามกระแสจิตตัวเองอยู่หรือเปล่าที่จะไปเกิดกับหลานสาวทั้งที่ตัวยังไม่ตายน่ะ ” แกเรียนตอบทันทีว่าโยมตัดขาดแล้วคืนแรก พอจิตรวมสงบลงสนิทแล้วกำหนดดูก็เด่นชัดดังที่เคยเห็นมาแล้ว มันส่งกระแสไปอยู่ที่ท้องหลานสาว โยมก็กำหนัดตัดกระแสจิตพิลึกนั้นด้วยปัญญาดังหลวงพ่อบอกจนมันขาดกระเด็นไปเลย เมื่อคืนนี้โยมกำหนดดูอีกอย่างละเอียดเพื่อความแน่ใจไม่ปรากฏว่ามีอีกเลย มันหายเงียบไป วันนี้อยู่ไม่ได้ต้องรีบมาเล่าถวายให้หลวงพ่อฟัง
พระอาจารย์มั่นพูดว่า นี่แลความละเอียดของจิตคนเรา จะรู้เห็นได้จากการภาวนาสมาธิเท่านั้น วิธีอื่นไม่มีทางทราบได้ จิตของคนเรามันลึกลับยิ่งนัก เราจะไปรู้เห็นมันด้วยวิธีการคาดคิดนึกเดาเอาตามตำราไม่ได้ ต้องลงมือปฏิบัติจิตสมาธิจริงๆ ถึงจะรู้แจ้งเห็นจริง โยมเกือบเสียตัวให้กิเลสขับไสไปเกิดในท้องหลานสาวแบบไม่รู้สึกตัวแล้วไหมล่ะ แต่ยังดีที่ภาวนาสมาธิจนรู้เรื่องของจิตเสียก่อน แล้วรีบแก้ไขกันทันเหตุการณ์ ฝ่ายหลานสาวคนนั้น พอถูกคุณยายอุบาสิกาตัดกระแสจิตขาดจากความสืบต่อก็ปรากฏว่าหล่อนได้แท้งลูกในระยะเดียวกัน น่าประหลาดมหัศจรรย์จริงๆ
ปัญหาที่ว่า คนยังไม่ตาย ทำไมจึงเริ่มไปเกิดในท้องคนอื่นแล้วเช่นนี้ พระอาจารย์มั่นได้เฉลยปัญหานี้ให้พระเณรลูกศิษย์ทั้งหลายที่สงสัยเป็นล้นพ้นฟังว่า จิตเป็นแต่เพียงเริ่มต้นจับจองที่เกิดไว้เท่านั้น แต่ยังมิได้ไปเกิดเป็นตัวเป็นตนโดยสมบูรณ์ ถ้าคุณยายอุบาสิกาคนนั้นไม่รู้ทันปล่อยให้จิตเกาะเกี่ยวกับการเกิดในท้องหลานสาวจนทารกในครรภ์ปรากฏเป็นตัวเป็นตนสมบูรณ์ขึ้นมาเมื่อไร คุณยายคนนั้นจะตายทันที ต่อปัญหาที่ว่าการที่คุณยายคนนั้นตัดกระแสจิตตัวเอง จนหลานสาวแท้งลูก จะไม่เป็นการทำลายชีวิตมนุษย์ในครรภ์ล่ะหรือ?
พระอาจารย์มั่นตอบว่า จะเป็นการทำลายก็แต่เฉพาะกระแสจิตตัวเองเท่านั้น มิได้ตัดหัวคนที่เกิดเป็นตัวเป็นตนแล้วแต่อย่างใด เพราะจิตแท้ยังอยู่กับคุณยาย ส่วนกระแสจิตทีแกส่งไปยึดไว้ที่หลานสาวนั้น พอแกรู้สึกตัวก็รีบแก้ไขคือตัดกระแสจิตของตนเสีย มิให้ไปเกี่ยวข้องอีกต่อไป เรื่องก็ยุติกันไปเท่านั้น อีกอย่างก็คือทารกในครรภ์นั้นเพิ่งมีอายุได้ ๑ เดือนเท่านั้นเป็นเพียงแต่ก้อนเลือดยังไม่เป็นตัวตนแต่อย่างใด
สาเหตุที่คุณยายุอุบาสิกาเผลอไผลปล่อยให้แกระแสจิตส่งออกไปเกาะเกี่ยวกับหลานสาวนี้ คุณยายได้เล่าว่า แกรักหลานสาวคนนี้มากเสมอมา มีเมตตา ห่วงใย ได้ติดต่อเกี่ยวข้องกับหลานสาวคนนี้อยู่เสมอแต่มิได้คิดว่าจะมีสิ่งลึกลับคอยแอบขโมยไปก่อเหตุเช่นนั้นขึ้นมา ถึงกับจะต้องไปเกิดลูกของหลานสาวอีก ถ้าไม่ได้พระอาจารย์มั่นช่วยแก้ไขไว้ทันท่วงทีก็คงไม่พ้นไปเกิดในท้องหลานสาวแน่นอน พระอาจารย์มั่นว่า จิตนี้พิสดารเกินกว่าความรู้ความสามารถของคนธรรมดาจะตามรู้ตามรักษาโดยมิให้เป็นภัยแก่ตัวผู้เป็นเจ้าของดังที่คุณยายพูดไม่มีผิดถ้าแกไม่มีหลักใจทางสมาธิภาวนาอยู่บ้างแล้ว แกก็ไม่มีทางเดินของใจได้เลย ทั้งเวลาเป็นอยู่และเวลาตายไป

ฉะนั้นการทำภาวนาสมาธิจึงเป็นวิธีปฏิบัติต่อใจได้ดีและถูกทาง ยิ่งเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อด้วยแล้ว สติปัญญายิ่งมีความสำคัญมากในการตามรู้และรักษาจิตตลอดการต้านทานทุกขเวทนาไม่ให้มาทับจิต ในเวลาจวนตัวซึ่งเป็นเวลาเอาแพ้เอาชนะกันจริงๆ ถ้าพลาดท่าขณะนั้นก็เท่ากับพลาดไปอย่างน้อยภพหนึ่งชาติหนึ่ง เช่นไปเกิดเป็นสัตว์ชนิดใดก็ต้องเสียเวลานานเท่าชีวิตของสัตว์ในภพภูมินั้นๆ ขณะที่เสียเวลายังต้องเสวยกรรมในกำเนิดนั้นไปด้วย ถ้าจิตดีสติพอประคองตัวได้ อย่างน้อยก็มาเกิดเป็นมนุษย์มากกว่านั้นก็ไปเกิดในเทวสถานชมวิมานและเสวยทิพย์สมบัติอยู่นานปีถึงจะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก ลามาเกิดเป็นมนุษย์ ก็ไม่ลืมศีลธรรมที่ตนเคยบำเพ็ญรักษามาตั้งแต่บุพเพชาติ ทำให้เพิ่มอำนาจวาสนาบุญญาภิสมภารขึ้นโดยลำดับ จนจิตมีกำลังแก่กล้าสามารถรักษาตัวได้
การตายก็เป็นเพียงการเปลี่ยนร่างจากต่ำขึ้นไปสูง จากสั้นไปหายาว จากหยาบไปหาละเอียดจากวัฏฏจักรไปเป็นวิวัฏฏจักร ดังพระพุทธเจ้าและสาวกท่านเปลี่ยนภพเปลี่ยนภูมิ เปลี่ยนเครื่องเสวยมาเป็นลำดับ สุดท้ายก็หมดสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงให้เป็นอะไรต่อไปอีกเพราะจิตได้รับการอบรมไปทุกภพทุกชาติ จนฉลาดเหนือสิ่งใดๆ กลายเป็นนิพพานสมบัติขึ้นมาอย่างสมพระทัยและสมใจ ซึ่งล้วนไปจากการฝึกฝนอบรมจิตให้ดีไปโดยลำดับทั้งสิ้น. ด้วยเหตุนี้นักปราชญ์ทั้งหลาย จึงไม่ท้อถอยในการสร้างกุศล อันเป็นสวัสดีมงคลแก่ตนทุกเพศทุกวัยจนสุดวิสัยที่จะทำได้ไม่เลย








"..อาหารภายนอก เป็นเครื่องบำรุงร่างกายให้เกิดกำลัง เมื่อมีกำลังกายแล้ว เราอยากจะเดินหรือจะวิ่งไปไหนก็ไปได้ จะทำอะไรก็ได้สำเร็จทุกอย่าง ส่วนอาหารภายใน คือ ธรรมนั้นเป็นเครื่องบำรุงจิตใจ ถ้าจิตใจมีอาหารที่สมบูรณ์ กำลังใจก็ย่อมกล้าแข็ง จะคิดปรารถนาสิ่งอันใด ก็ย่อมสำเร็จเป็นไปได้ตามที่เราคิดนึก ถ้าใจขาดอาหารคือ ธรรม กำลังใจก็อ่อนเพลียจะคิดอะไรก็ไม่สำเร็จได้ บางทีก็ได้บ้างไม่ได้บ้าง ไม่ได้เต็มที่ตามความคิดนึก ฉะนั้นเราจึงควรจักต้องพากันสร้างกำลังแห่งจิตใจให้มีขึ้นในตนให้มากๆ เพราะเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งในตัวเรา อันจะนำให้เราถึงซึ่ง ความบรมสุขได้.."

โอวาทธรรมคำสอน
พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์
(ท่านพ่อลี ธมฺมธโร)
วัดอโศการาม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ
(พ.ศ.๒๔๔๙-๒๕๐๔)








“จิตใจของทุกคน อาจสมมติกล่าวได้
ว่าเป็นธรรมชาติกายสิทธิ์ ไม่มีอะไร
จะมาทำลายได้ นอกจากจะยอม
จนใจของตัวเองเท่านั้น”
...
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า
กรมหลวงวชิรญาณสังวร





หลวงปู่สอนนั่งสมาธิ

"การที่จะนั่งทำสมาธิ ฝึกจิตใจของเราให้เกิดสมาธิ เริ่มจากการลงมือทำ อย่าไปคิดถึงวันพรุ่งนี้ทำเผื่อวันพรุ่งนี้ หรือผลัดเอาไว้ทำวันพรุ่งนี้ อย่าไปคิดถึงเมื่อวาน ทำชดเชยเมื่อวาน เมื่อวานมันผ่านไปแล้ว ยิ่งคิดมันก็ยิ่งเยอะ เอาแต่วันนี้พอ ทำทุกวันให้สม่ำเสมอ ให้เริ่มฝึกวินัยจากตรงนี้ก่อน"

"เวลาเรานั่งสมาธิ ไม่ต้องไปคิดถึงสิ่งที่มันผ่านมาแล้ว ไม่ต้องไปคิดถึงสิ่งที่มันยังไม่มาถึง คิดถึงแต่สิ่งที่เรากำลังทำ คือการนั่งอยู่นี่ ให้หายใจเขาว่า "พุทธ" หายใจออกว่า "โธ" ทำไปอย่างนี้ แต่อย่า "พุทธ" หรือ "โธ" อย่างเดียวนะ เดี๋ยวหายใจไม่ออก"

คติธรรมจากหลวงปู่
หลวงปู่แฉล้ม ฉันทวัณโณ
วัดกระโดงทอง จ.พระนครศรีอยุธยา








ถาม : อยากทราบว่าวันพระวันโกน เป็นวันที่จะมีสัมภเวสี สัตว์ในภูมิต่าง ๆ มาขอส่วนบุญบนโลกมากกว่าปกติไหมคะ ? เพราะเวลาไปไหนในวันพระ สังเกตว่าจะรู้สึกเจ็บป่วยไม่สบายกลับมา ต้องอาราธนาคุณพระพุทธเจ้า สัพเพฯ แผ่ส่วนบุญไปแล้วจะดีขึ้น ที่สงสัยเพราะหากไปไหนจะได้ระมัดระวังตัวให้มากขึ้นในวันดังกล่าว ?
ตอบ : โดยปกติวันพระคนทำบุญกันมาก "นายป่าช้า" จะปล่อยผีมาโมทนา ฟังดี ๆ นะ ไม่ใช่พระยายมหรือนายนิรยบาลนะ นายป่าช้า เขารับผิดชอบเฉพาะเขตนั้น ๆ แล้วส่วนใหญ่พวกนี้ก็มักจะเป็นพวกเปรตหรืออสุรกายที่อาศัยอยู่บริเวณนั้น เขาก็จะปล่อยพวกสัมภเวสีมาโมทนา สามารถรับได้ก็อุทิศให้เขาไปเยอะ ๆ
ถาม : คือเขาไม่ได้ตามมารังควานอะไร ?
ตอบ : ถ้าหากว่าช่วยเขา เขาก็ช่วยเราคืนด้วย

พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
ผู้ก่อตั้งสำนักสงฆ์เกาะพระฤๅษี








“คน เราจะมีความสุขสงบในสังคมได้ ต้องถือศีล ๕ เพราะทำให้สังคมสงบสุข ปิดกั้นภัยเวรต่างๆ ได้ แต่ที่พวกเรารู้สึกว่าทำได้ยากหรือขัดกับชีวิตประจำวัน เป็นเพราะตาใจของเรามันบอกแสงหรือเจ้ากรรมนายเวรมาบังจิตบังใจเรา”

หลวงพ่อสิน ภัททาจาโร
วัดละหารใหญ่ อ.บ้านค่าย จ.ระยอง






“ชีวิตของสัตว์เหมือนภาชนะดิน ซึ่งล้วน
มีความสลายในที่สุดปราชญ์กล่าวว่า ชีวิตนี้
น้อยนัก ความผัดเพี้ยนกับมฤตยูอันมีกองทัพ
ใหญ่นั้นไม่ได้เลย สัตว์ทั้งปวงจักทอดทิ้งร่าง
ไว้ในโลก ทั้งคนมีคนจนล้วนมีความตายเป็น
เบื้องหน้า บุญเท่านั้นเป็นที่พึ่งของสัตว์ใน
โลกหน้า บุญเท่านั้นนำสุขมาให้ในเวลาสิ้นชีวิต
จึงควรทำบุญคือความดีอันจักนำสุขมาให้
ทั้งเมื่อยังมีชีวิตอยู่และทั้งเวลาสิ้นชีวิต”
...
พระคติธรรม สมเด็จพระสังฆราชเจ้า
กรมหลวงวชิรญาณสังวร








"..การตายนั้น นักปราชญ์บัณฑิตท่านเห็นเหมือนกับว่า
เป็นการแก้ผ้าขี้ริ้วออกโยนทิ้งไปจากตัวเท่านั้น
จิตก็เหมือนกับตัวคน กายก็เหมือนกับเสื้อผ้า
ไม่เห็นว่าเป็นการสลักสำคัญอะไรเลย

แต่พวกเรานี่สิกลัวนัก พอเห็นเสื้อผ้าขาดนิดขาดหน่อย
ก็รีบหาอะไรมาปะมาเย็บให้มันติดต่อเข้าไปใหม่
ยิ่งปะยิ่งเย็บ มันก็ยิ่งหนา ยิ่งหนาก็ยิ่งอุ่น
ยิ่งอุ่นก็ยิ่งติด ยิ่งติดก็ยิ่งหลง ผลที่สุดเลยไปไหนไม่รอด

นักปราชญ์บัณฑิตนั้น
ท่านเห็นว่าการอยู่การตายไม่สำคัญเท่ากับการทำประโยชน์
ถ้าการอยู่ของท่านมีประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่นแล้ว
ถึงผ้ามันจะเก่า เสื้อมันจะขาดจนเป็นผ้าขี้ริ้ว ท่านก็ทนใส่มันได้
แต่ถ้าเห็นว่าไม่มีประโยชน์อะไรแก่ใครแล้ว ท่านก็แก้มันโยนทิ้งไปเลย

ผิดกับคนธรรมดาสามัญอย่างเราที่ไม่มีใครอยากตาย
พอพูดถึงตาย ก็กลัวเสียแล้ว ถึงร่างกายมันจะตายก็ยังอยากจะให้มันอยู่ บางคนร่างกายมันจะอยู่ ก็อยากจะให้มันตาย
ตายไม่ทันใจเอามีดมาเชือดคอให้มันตายเร็วเข้า เอาปืนมายิงให้มันตายบ้าง กระโดดให้รถไฟทับตายบ้าง กระโดดลงแม่น้ำให้มันจมตายบ้าง ฯลฯ
อย่างนี้นี่เป็นเพราะอะไร ?
เพราะอวิชชา ความไม่รู้เท่าความเป็นจริงในสังขาร
หลงผิด คิดผิดทั้งหมด
อย่างนี้มันก็จะต้องตายไปตกนรกหมกไหม้ ไม่รู้จักผุดจักเกิด

ทุกคนย่อมรักตัวของตัวเองยิ่งกว่าสิ่งใดทั้งหมด
แต่การรักตัวนั้น มี ๒ สถาน คือ
รักอย่างลืมตัว เผลอตัวและหลงตัว นั้นอย่างหนึ่ง
การรักเช่นนี้ไม่เรียกว่า การรักตัว เพราะไม่กล้าจะทำความดีให้แก่ตัวเอง จะทำความดีก็กลัวอย่างนั้นกลัวอย่างนี้
กลัวว่าตัวเองจะได้รับทุกข์ยากลำบากต่างๆ
เช่น อยากไปวัด ก็กลัวไกล กลัวลำบาก กลัวแดดกลัวฝน
จะถือศีลอดข้าวเย็นก็กลัวหิวกลัวตาย จะให้ทานก็กลัวยากกลัวจน
จะนั่งภาวนาก็กลัวปวดกลัวเมื่อย เช่นนี้เท่ากับคนนั้นตัดมือ
ตัดเท้า ตัดปาก ตัดจมูก ตัดหู ฯลฯ ของตัวเอง
ผลดีที่จะได้อันเกิดจากตัวก็เลยเสียไป นี่เป็นการรักตัวในทางที่ผิด

การรักอีกอย่างหนึ่งเรียกว่า เมตตาตัว
คือ หมั่นประกอบบุญกุศลและคุณความดีให้มีขึ้นในตน
ขณะใดที่จะเกิดประโยชน์จากตา หู จมูก ปาก มือ เท้า ฯลฯ ของตนเองแล้ว
ก็ไม่ยอมปล่อยโอกาสให้เสียไป
มือของเราที่จะให้ทานก็ไม่ถูกตัด เท้าของเราที่จะก้าวเดินไปวัดก็ไม่ถูกตัดหูของเราที่จะได้ฟังเทศน์ก็ไม่ถูกตัด ตาที่จะได้พบเห็นของดีๆ ก็ไม่ถูกปิดมืด
เราก็จะได้รับผลได้อันดีจากตัวของเราอย่างเต็มที่
อย่างนี้เรียกว่า เมตตาตัว เป็นการรักที่ถูกทาง ผู้นั้นจะมีแต่ความสุข

คนใดที่ขาดเมตตาตัวเองเท่ากับฆ่าตัวเอง เรียกว่า เป็นคนใจร้าย
เมื่อฆ่าตัวเองได้ ก็ย่อมฆ่าคนอื่นได้ด้วย
เช่น เขาจะไป ห้ามไม่ให้เขาไป เขาจะดู ห้ามไม่ให้เขาดู
เขาจะฟัง ห้ามไม่ให้เขาฟัง ฯลฯ
ทำให้ผลประโยชน์ของคนอื่นที่ควรจะได้พลอยเสียไปด้วย
นี่แหล่ะเป็นการฆ่าตัวเองและฆ่าคนอื่นให้ตายไปจากคุณความดี.."

โอวาทธรรมคำสอน
พระวิสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์(ท่านพ่อลี ธมฺมธโร)วัดป่าคลองกุ้ง อ.เมือง จ.จันทบุรี
คัดลอกมาจากแนวทางวิปัสสนากัมมัฏฐาน.
พิมพ์ครั้งที่ ๑. โดยชมรมกัลยาณธรรม. ปี ๒๕๕๒, หน้า ๖๕-๖๗.








"..การตายนั้น นักปราชญ์บัณฑิตท่านเห็นเหมือนกับว่า
เป็นการแก้ผ้าขี้ริ้วออกโยนทิ้งไปจากตัวเท่านั้น
จิตก็เหมือนกับตัวคน กายก็เหมือนกับเสื้อผ้า
ไม่เห็นว่าเป็นการสลักสำคัญอะไรเลย

แต่พวกเรานี่สิกลัวนัก พอเห็นเสื้อผ้าขาดนิดขาดหน่อย
ก็รีบหาอะไรมาปะมาเย็บให้มันติดต่อเข้าไปใหม่
ยิ่งปะยิ่งเย็บ มันก็ยิ่งหนา ยิ่งหนาก็ยิ่งอุ่น
ยิ่งอุ่นก็ยิ่งติด ยิ่งติดก็ยิ่งหลง ผลที่สุดเลยไปไหนไม่รอด

นักปราชญ์บัณฑิตนั้น
ท่านเห็นว่าการอยู่การตายไม่สำคัญเท่ากับการทำประโยชน์
ถ้าการอยู่ของท่านมีประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่นแล้ว
ถึงผ้ามันจะเก่า เสื้อมันจะขาดจนเป็นผ้าขี้ริ้ว ท่านก็ทนใส่มันได้
แต่ถ้าเห็นว่าไม่มีประโยชน์อะไรแก่ใครแล้ว ท่านก็แก้มันโยนทิ้งไปเลย

ผิดกับคนธรรมดาสามัญอย่างเราที่ไม่มีใครอยากตาย
พอพูดถึงตาย ก็กลัวเสียแล้ว ถึงร่างกายมันจะตายก็ยังอยากจะให้มันอยู่ บางคนร่างกายมันจะอยู่ ก็อยากจะให้มันตาย
ตายไม่ทันใจเอามีดมาเชือดคอให้มันตายเร็วเข้า เอาปืนมายิงให้มันตายบ้าง กระโดดให้รถไฟทับตายบ้าง กระโดดลงแม่น้ำให้มันจมตายบ้าง ฯลฯ
อย่างนี้นี่เป็นเพราะอะไร ?
เพราะอวิชชา ความไม่รู้เท่าความเป็นจริงในสังขาร
หลงผิด คิดผิดทั้งหมด
อย่างนี้มันก็จะต้องตายไปตกนรกหมกไหม้ ไม่รู้จักผุดจักเกิด

ทุกคนย่อมรักตัวของตัวเองยิ่งกว่าสิ่งใดทั้งหมด
แต่การรักตัวนั้น มี ๒ สถาน คือ
รักอย่างลืมตัว เผลอตัวและหลงตัว นั้นอย่างหนึ่ง
การรักเช่นนี้ไม่เรียกว่า การรักตัว เพราะไม่กล้าจะทำความดีให้แก่ตัวเอง จะทำความดีก็กลัวอย่างนั้นกลัวอย่างนี้
กลัวว่าตัวเองจะได้รับทุกข์ยากลำบากต่างๆ
เช่น อยากไปวัด ก็กลัวไกล กลัวลำบาก กลัวแดดกลัวฝน
จะถือศีลอดข้าวเย็นก็กลัวหิวกลัวตาย จะให้ทานก็กลัวยากกลัวจน
จะนั่งภาวนาก็กลัวปวดกลัวเมื่อย เช่นนี้เท่ากับคนนั้นตัดมือ
ตัดเท้า ตัดปาก ตัดจมูก ตัดหู ฯลฯ ของตัวเอง
ผลดีที่จะได้อันเกิดจากตัวก็เลยเสียไป นี่เป็นการรักตัวในทางที่ผิด

การรักอีกอย่างหนึ่งเรียกว่า เมตตาตัว
คือ หมั่นประกอบบุญกุศลและคุณความดีให้มีขึ้นในตน
ขณะใดที่จะเกิดประโยชน์จากตา หู จมูก ปาก มือ เท้า ฯลฯ ของตนเองแล้ว
ก็ไม่ยอมปล่อยโอกาสให้เสียไป
มือของเราที่จะให้ทานก็ไม่ถูกตัด เท้าของเราที่จะก้าวเดินไปวัดก็ไม่ถูกตัดหูของเราที่จะได้ฟังเทศน์ก็ไม่ถูกตัด ตาที่จะได้พบเห็นของดีๆ ก็ไม่ถูกปิดมืด
เราก็จะได้รับผลได้อันดีจากตัวของเราอย่างเต็มที่
อย่างนี้เรียกว่า เมตตาตัว เป็นการรักที่ถูกทาง ผู้นั้นจะมีแต่ความสุข

คนใดที่ขาดเมตตาตัวเองเท่ากับฆ่าตัวเอง เรียกว่า เป็นคนใจร้าย
เมื่อฆ่าตัวเองได้ ก็ย่อมฆ่าคนอื่นได้ด้วย
เช่น เขาจะไป ห้ามไม่ให้เขาไป เขาจะดู ห้ามไม่ให้เขาดู
เขาจะฟัง ห้ามไม่ให้เขาฟัง ฯลฯ
ทำให้ผลประโยชน์ของคนอื่นที่ควรจะได้พลอยเสียไปด้วย
นี่แหล่ะเป็นการฆ่าตัวเองและฆ่าคนอื่นให้ตายไปจากคุณความดี.."

โอวาทธรรมคำสอน
พระวิสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์(ท่านพ่อลี ธมฺมธโร)วัดป่าคลองกุ้ง อ.เมือง จ.จันทบุรี
คัดลอกมาจากแนวทางวิปัสสนากัมมัฏฐาน.
พิมพ์ครั้งที่ ๑. โดยชมรมกัลยาณธรรม. ปี ๒๕๕๒, หน้า ๖๕-๖๗.








"..ทาน คือเครื่องแสดงน้ำใจมนุษย์ผู้มีจิตใจสูง ผู้มีเมตตาจิตต่อเพื่อนมนุษย์และสัตว์ผู้อาภัพ ด้วยการให้การเสียสละแบ่งปันมากน้อย ตามกำลังของวัตถุเครื่องสงเคราะห์ที่มีอยู่ จะเป็นวัตถุทาน ธรรมทาน หรือวิทยาทานแขนงต่าง ๆ ก็ตาม ที่ให้เพื่อสงเคราะห์ผู้อื่นโดยมิได้หวังค่าตอบแทนใด ๆ นอกจากกุศลคือความดีที่เกิดจากทานนั้น ซึ่งจะเป็นสิ่งตอบแทนให้เจ้าของทานได้รับอยู่โดยดีเท่านั้น ตลอดอภัยทานที่ควรให้แก่กันในเวลาอีกฝ่ายหนึ่งผิดพลาดหรือล่วงเกิน คนมีทานหรือคนที่เด่นในการให้ทาน ย่อมเป็นผู้สง่าผ่าเผยและเด่นในปวงชนโดยไม่นิยมรูปร่างลักษณะ ผู้เช่นนี้มนุษย์และสัตว์ตลอดเทวดาที่มองไม่เห็นก็เคารพรัก จะตกทิศใดแดนใดย่อมไม่อดอยากขาดแคลน หากมีสิ่งหรือผู้อุปถัมภ์จนได้ ไม่อับจนทนทุกข์.."

ภูริทตฺโตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร
(หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต)
วัดป่าสุทธาวาส
ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง
จ. สกลนคร
(พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)






"มนุษย์เรานี้ก็เหมือนกัน
ธรรมที่เราเรียนมา ธรรมะที่พระพุทธองค์
ตรัสไว้ ถึงจะศึกษาธรรมะเท่าไร ก็ตามทีเถิด ถ้าไม่ประพฤติปฏิบัติแล้ว...ก็ไม่เห็น ไม่เห็นแล้วก็ไม่รู้ ไม่รู้...ก็ไม่รู้จักข้อปฏิบัติ

อย่าพึงว่าเราเรียนมาก เรารู้มากแล้ว...
เราจะเห็นธรรมะ ของพระพุทธเจ้า ก็เหมือนเรามีตา อย่างนี้ ก็นึกว่าเราเห็นทุกอย่าง
เพราะว่าเรามองไปแล้ว หรือจะนึกว่า เราได้
ยินแล้วทุกอย่าง เพราะเรามีหูอยู่แล้ว...

มันเห็นไม่ถึงที่สุดของมัน
มันก็เป็นตานอกไป ท่านไม่จัดว่า เป็นตาใน
หูก็เรียกว่า หูนอก ไม่ได้เรียกว่า หูใน
มิฉะนั้น...ถ้าท่านพลิกสมมุติเข้าไปเห็นวิมุตติ แล้วก็เป็นของจริง เห็นชัด ถอนทันที...

มันจึงถอนสมมุติออก
ถอนความยึดมั่น ถือมั่นออก ถอนทุกสิ่งทุกอย่าง..."

โอวาทธรรม
หลวงพ่อชา สุภทฺโท วัดหนองป่าพง








#เราเกิดมาจนเรามีสังขารมีอายุได้ทุกวันนี้_เพราะบุญรักษาทั้งนั้น

เมื่อบุญรักษา..อย่าลืมว่าคำว่าบุญนี้มันเกี่ยวข้องกับอะไรได้บ้าง กายสังขารก็มีธาตุมีเลือดเนื้อของจิตวิญญาณบิดามารดา ปู่ย่าตายาย..ล่วงไปเป็นเทวดาบ้างแล้วก็มี ล่วงไปเป็นเทพแล้วก็มี ล่วงเป็นพรหมบ้างแล้วก็มี แต่ภูมิเหล่านี้แล้วเมื่อเค้ายังมีความผูกพันกับเราอยู่ เค้าต้องอาศัยบุญกุศลทั้งนั้น..

ดังนั้นเมื่อคราใดเมื่อเราจะทำความดี ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา ที่เราจะเข้าถึงในกระแสพระรัตนตรัย..มันมีอานิสงส์มาก อานิสงส์ว่าอะไร..แม้ทำบุญให้ทานกับพระพุทธเจ้า ๑ ครั้ง แต่การที่เราน้อมจิตเข้าสู่ในกระแสพระรัตนตรัยได้ จนจิตตั้งมั่นเข้าถึงศีล สมาธิ ปัญญาในหัวใจแห่งมรรคได้..มีอานิสงส์มากกว่าขนาดนั้น

ถ้าอย่างนั้นแล้วเค้าจึงบอกว่าในขณะที่เราทำจิตให้ตั้งมั่น มีความประภัสสร มีปิติ มีความยินดี มีความผ่องใสของจิตในบุญ มีความปรารถนาจะอธิษฐานบุญกุศลนี้ให้กับสรรพสัตว์ดวงจิตวิญญาณเหล่าใด..มันจึงไม่มีประมาณในบุญกุศลนั้น แม้ว่าบุญกุศลที่เราแผ่ออกไปเปรียบเหมือนเมล็ดโพธิ์ เมล็ดถั่ว แต่ว่าผลมันให้เท่ากับต้นโพธิ์ต้นหนึ่ง..

นั่นหมายถึงว่า..เมื่อถึงมันจะให้ผลแล้ว ผลของกรรมมันให้แล้ว มันจะให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุขนั่นเอง นั้นขณะที่เราทำเหตุอยู่นั้นเรายังไม่เห็นผลมันเราจึงมองว่าเป็นเหตุเล็กน้อย แต่เมื่อมันให้ผลแล้วมันใหญ่เท่าต้นของเมล็ดพืชพรรณนั้นนั่นเอง ดังนั้นอย่าได้ดูถูกดูแคลนในการเจริญเมตตาจิตแผ่เมตตา เพราะอานิสงส์การแผ่เมตตาอยู่เป็นประจำแล้วย่อมทำให้เข้าถึงสมาธิ เข้าถึงฌาน เข้าถึงปัญญาได้ง่ายนั่นเอง

ดังนั้นแล้วเมื่อเราจะเจริญภาวนาเจริญกรรมฐาน ให้เราตั้งจิตอธิษฐาน เพราะอะไร..เพราะจิตเราที่ตั้งมั่นในการทำความดีแล้ว ในความดีนั้นชื่อว่าเป็นบุญกุศลแล้ว เมื่อเรามีความปรารถนาจะแผ่เมตตาจิต เพื่ออะไร..เพื่อให้ทุกดวงจิตดวงวิญญาณ ที่เค้ามีบุพกรรมมีวาสนา ที่เค้าจะพลอยได้รับบุญกุศลตามกำลังแรงบุญที่เค้ารับได้นั้น ในบารมีนั้นได้ เพื่อเรียกว่าเป็นธรรมทาน

เช่นว่าเราได้บูชาเทวดานั้นด้วยธรรมทานแล้ว..อย่างนี้ แล้วสถานที่แห่งใดอันเป็นทิพย์ ที่เราสวดมนต์ภาวนาอธิษฐานจิต เจริญตบะบารมีอยู่ มันเป็นสถานที่อันเป็นทิพย์ มีเทพเทวดาเค้ามาสถิต..เพื่ออะไร ก็เพื่อรอโมทนากับผู้ที่มีบุญกุศล ผู้มีจิตที่ฝักใฝ่อยู่ในบุญกุศล ที่มีจิตที่จะเข้าถึงในกระแสพระรัตนตรัย เพราะอะไร..มันเป็นอานิสงส์ผลบุญใหญ่นั่นเอง

เพราะว่าเมื่อเค้าโมทนาแล้วเค้าได้เลื่อนภพเลื่อนภูมิ ได้แสงสว่างแห่งบุญ มีความผ่องใส เมื่อมีความผ่องใสแล้วก็ทำให้อายุเค้ายืนยาวนาน ในการเสวยทิพย์สมบัติในเทวโลกพรหมโลกได้ อย่างนี้..

นั้นเราเป็นมนุษย์เรามีโอกาสมาก แต่เทพเทวดาในการจะสร้างบุญกุศล..มีโอกาสสร้าง แต่ว่ากำลังที่จะได้มันน้อย เพราะเค้าไม่มีกายหยาบ เพราะเมื่อไม่มีกายหยาบเค้าก็จะมีแต่ความสุขแต่ถ่ายเดียว เมื่อมีความสุขแต่ถ่ายเดียวจึงไม่สามารถมีอะไรเป็นข้อเปรียบเทียบได้..

แต่มนุษย์นั้นมันเห็นทุกข์แล้วแล้วมันละทุกข์ได้ จนเข้าถึงความสุข นี่แลบารมีมันจึงแตกต่างกัน นั้นคนที่ทำบารมีแม้ว่าจะบรรลุธรรมเหมือนกัน เป็นพระอรหันต์เหมือนกัน แต่บารมีที่แตกต่างกันเพราะอะไร บางคนบำเพ็ญมายาวนาน แต่บางคนบำเพ็ญไม่นานก็บรรลุธรรม ถามว่าบุคคลที่ทำบำเพ็ญยาวนานนี้ โยมว่าเค้าจะเห็นความสำคัญมั้ย มีความลำบากมากกว่ามั้ย นี่จึงบอกว่าบารมีจึงแตกต่างกันก็ตรงนี้..

เอาง่ายๆว่าบางคนบุคคลมีโอกาสได้มาปฏิบัติธรรม ก็เห็นว่าเป็นของธรรมดา แต่บางคนต้องขวนขวาย ต้องเสียสละ การเดินทางทั้งหลายย่อมมีอุปสรรค กว่าจะได้มาประพฤติปฏิบัติมาภาวนา หรือจะได้มาพบพ่อแม่ครูบาอาจารย์ ฉันจึงบอกว่านั่นแล..เหตุแห่งเส้นทางคือทางเดิน แต่ได้มาปฏิบัติเหมือนกัน แต่เหตุที่มานี้ต่างกัน มีความยากลำบากไม่เหมือนกัน เหตุนี้จึงบอกได้ว่าบุคคลที่ยากลำบากกว่าจึงมีบารมีมากกว่า เค้าจะเห็นความสำคัญในการได้มาประพฤติปฏิบัติ หรือได้มาสดับฟังธรรม มาพบพ่อแม่ครูบาอาจารย์ อย่างนี้..

เหมือนบุคคลที่ได้เงินมาโดยง่ายกับบุคคลที่ได้เงินมาโดยยาก ใครจะเห็นค่าความสำคัญของเงินมากกว่ากัน นั้นโยมลองพิจารณาเรื่องธรรมเหมือนกัน..

โอวาทธรรม
#สมเด็จพระพุฒาจารย์โต_พรมรังสี






ศิษย์ : "#หลวงปู่ครับ_ทำยังไงจึงจะถึงนิพพานเร็วๆครับ?"

หลวงปู่บุดดา : "ดูปัจจุบันบ่อยๆ สิ ถึงเองแหละ
อุเบกขาต่ออดีต อนาคตเสีย มีตัวปัจจุบันเอกัคคตา
กายไม่มีบาปมีกรรม
เอกัคคตาจิต...ไม่มีอารมณ์ ๖ เหลืออารมณ์เดียว
กายเป็นอารมณ์ของจิต

วิปัสสนาปัญญาตรัสรู้...
กายสงบ จิตสงบ นี่ เป็นตัวสมถะ ...
พอเห็นกายกับจิต เกิดดับ ก็เป็นวิปัสสนา ขององค์มรรค ๘

แก้ปัจจุบัน แก้กิเลสมาร แก้ที่ปัจจุบัน
อยู่ที่กายปัจจุบัน จิตปัจจุบัน
พุทธะ ก็อยู่นี้
ธรรมะ ก็อยู่นี้
สังฆะ ก็อยู่นี้

ปริยัติ อยู่ปัจจุบัน, ปฏิบัติ ก็ปัจจุบัน, ปฏิเวธ ก็ปัจจุบัน
เอโกธัมโม ธรรมมีอันเดียว ธรรมไม่เกิดไม่ตาย ก็เข้านิพพานตรงนี้
มันจะต้องไปยากอะไรเล่า พอถึงแล้วก็ไม่ตาย
ก็เป็นนิพพานแล้ว มันจะไปยากอะไร

โอวาทธรรม
#หลวงปู่บุดดา_ถาวโร
ตอบกระทู้